email-icon facebook-icon

สวัสดีทุกคนค่ะ รินนะคะ! ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ! ♥ สามารถติดตามผลงานได้ทางเพจ Facebook : ณาริน - Nalin

บันทึกลับบทที่ 2 หานฟง

ชื่อตอน : บันทึกลับบทที่ 2 หานฟง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 142

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.พ. 2565 15:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บันทึกลับบทที่ 2 หานฟง
แบบอักษร

บันทึกลับบทที่ 2 

หานฟง 

 

หานฟงวางร่างกายผอมแห้งลงบนเตียงของตัวเองด้วยการกระทำที่คิดว่านุ่มนวลที่สุด มือหนาลูบไล้ใบหน้าขาวซีดไร้เลือดนั่นอย่างทะนุถนอมโดยไม่รู้ตัว 

ดวงตาคมเหล็กจับจ้องไปวางตา ท่ามกลางสายตาของฮูหยินใหญ่ของตนที่มองมานานด้วยความรู้สึกที่เขาไม่คิดสนใจ 

“ฮูหยิน ตามหมอมาที” หานฟงใช้น้ำเสียงเผด็จการที่คุ้นชินยามอยู่ในกองทัพกับฮูหยินของตนหรืออดีตก็คือคุณหนูเจียที่มักทำขนมมาให้เขากินอยู่เสมอ 

“ท่านพี่ เวลานี้คงไม่มีหมอบ้านใดออกมาหรอกเจ้าค่ะ” เจียลี่ถังกำผ้าเช็ดหน้าในมือเสียแน่นยามเห็นผู้เป็นสามีของนางกว่าสามปีอุ้มร่างที่นางคุ้นตายิ่งเข้ามาในห้องนอนของเขา แต่พูดแล้วก็น่าอนาถนัก...แต่งกันมาสามปี มีเพียงคืนแรกที่นางได้ร่วมหลับนอนเคียงหมอนกับเขา 

“แล้วตระกูลสือของข้าไม่มีหมอหรืออย่างไร?” มีหรือหานฟงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่อยากออกไปตามหมอ ถึงจะบอกว่าเวลาเช้ามืดเช่นนี้จะไม่มีหมอบ้านใดยอมตามออกมาแน่ แต่นั่นต้องไม่ใช่กับคำสั่งจากตระกูลสือของเขา 

“ท่านพี่...แต่ท่านหมอของตระกูลจะไปทำการรักษา...” 

“ข้าคิดว่าข้าพูดจบแล้วนะ” 

“เจ้าค่ะท่านพี่” 

หลังจากที่ฮูหยินเจียเดินจากไป หานฟงก็หันไปหยิบผ้าชุบน้ำที่หยิบติดตัวมาจากสาวใช้มาบิดน้ำแล้วซับตามกรอบใบหน้าเรียวงามที่อันแสนคุ้นเคย แต่ก็เหมือนคนแปลกหน้าอย่างเบามือ  

“อา...” 

เสียงเหือดแห้งนั้นทำให้หานฟงสะดุ้งอย่างเสียมาด มือหนาสาละวนกับการใช้ผ้าชุบน้ำมาซับตามกรอบหน้าของอีกฝ่ายไปมาอย่างเงอะ ๆ งะ ๆ 

“นายท่านเจ้าคะ...ฮูหยินให้บ่าวมาช่วย” 

“ออกไปซะ” เสียงทุ้มเข้มนั้นพูดเสียงเบา แต่ทว่าคนได้ยินกลับรู้สึกขนลุกไปทั่วร่าง สาวใช้ร่างน้อยรับคำเสียงเบาก่อนจะคลานเข่าออกจากห้องไป เพียงไม่นานชายชราร่างงองุ้มก็เดินเข้ามาภายในห้อง เยื้องหลังไปเป็นร่างบอบบางของฮูหยินเจีย 

“นายท่าน...” 

“มาตรวจอาการเขาซะ” 

“อ๊ะ นั่นเป็นอสูรนี่! ไม่ได้ ๆ! หากนายท่านใหญ่รู้เข้าล่ะก็ หัวของข้าได้ขาดแน่ ๆ!” 

เพล้ง! 

ถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะริมหน้าต่างแตกพร้อมกันจนส่งเสียงดังอย่างน่าหวาดกลัว หมอชราสะดุ้งโหยงอย่างตื่นตกใจ ในขณะที่ฮูหยินเจียบีบชายผ้าของตัวเองแน่นขึ้น ไม่มีใครเห็นสีหน้าของนางนอกจากสาวใช้ที่ยืนค้อมหัวอยู่ข้างกาย 

“ตอนนี้ข้าคือ ‘นายท่านใหญ่’ เหตุใดข้าจะสั่งเจ้ามิได้!!!” 

“ข่ะ...ขออภัย! ข้าน้อย...ข้าน้อย...” หมอชราคุกเข่าลงหัวแทบชิดพื้น เหตุเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้รับการไหว้วานมาจากหานฟงให้แอบมารักษาอสูรแห่งตระกูล แต่ครานั้นเขาก็ถูกทำโทษโดนโบยไปเกือบร้อยไม้ ทั้ง่ก่อนมาฮูหยินเจียยังกำชับหนักแน่นว่าหากรักษาล่ะก็ นายท่านสือหานตงจะต้องรู้เรื่องอย่างแน่นอน 

คอขาดบาดตายอย่างไรเขาก็รักษาไม่ได้! 

“เกิดเรื่องแล้ว! เกิดเรื่องแล้ว! ท่านสือหานตงถูกฆาตกรรม! พบเป็นศพในเรือนตะวันตก!!!” 

!!!!!! 

“ทีนี้...เจ้ารักษาได้หรือยัง” 

ดวงตาคมเหล็กนั้นราวกับมีแววเยาะเย้ยพาดผ่านก่อนที่มันจะหายไปโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นได้ รอยยิ้มเย็นชาแต่งแต้มอยู่ที่ริมฝีปากหยักหนา พร้อมกับการลุกขึ้นยืนผงาดราวกับไม่กลัวเกรงใครสงสัยว่าตนคือฆาตกร 

“...ท่านพี่” ฮูหยินเจียกำชายผ้าแน่นขึ้น ในใจรู้สึกหวาดเกรงคนตรงหน้าราวกับเป็นคนแปลกหน้าอย่างไรอย่างนั้น  

แม้ความจริงเขาจะเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อนแล้วก็ตาม... 

  

“อึก” 

ชิโระเปิดเปลือกตาขึ้น สิ่งแรกที่รู้สึกคือความคอแห้งที่มากกว่าทุกครั้ง พร้อมกับอาการปวดระบมไปทั่วตัว สติสัมปชัญญะที่เคยคิดว่ามันเลือนลาง เริ่มแจ่มชัดขึ้น มือแห้งพยายามยันตัวลุกขึ้นอย่างช้า ๆ แต่ต้องชะงักเมื่อมือหนามือหนึ่งพุ่งเข้ามาพยุงด้านหลังเขาเอาไว้ 

“!!!” 

ความตื่นกลัวแทรกซึมเข้ามาในห้วงลึกของจิตใจ แม้จะหลอกว่าตัวเองเป็นอสูรไม่มีทางหวาดกลัว ไม่มีทางมีความรู้สึกแค่ไหน แต่สิ่งที่พบเจอมาตลอดห้าปีก็ตอกย้ำเขาอยู่ตลอด... 

เขากลัว 

“ข้าเอง” 

ก่อนที่จะดับลงด้วยน้ำเสียงทุ้มที่ดังสะท้านลึกเข้ามาในหัว 

ชิโระผินหน้าไปมองคนที่เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่านั่งอยู่ข้าง ๆ มาตลอด...หานฟงเหรอ? 

ใบหน้าหล่อเหลาแตกต่างจากวัยเด็กมากโข ทั้งความคมคาย กรามนูนที่เด่นชัด ดวงตาที่เหล็กกล้า ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนเจ้าหานฟงตัวป่วนในอดีตแม้แต่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับรู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร 

“...ทำไม” ทำไมมาอยู่ตรงนี้ 

ก่อนที่ดวงตากลมสีอำพันที่กลับมาเป็นประกายอย่างมีชีวิตจะหันไปมองรอบด้าน เขาพบว่าตัวเองอยู่ในห้องหับแห่งหนึ่งที่แม้ข้าวของจะไม่ได้หรูหรา แต่ก็มีครบทุกอย่าง เหอะ เอาจริงคนที่อยู่ในคุกมาห้าปีแบบเขา ต่อให้ตื่นมาแล้วงพบว่าอยู่ในถ้ำกันดาร เขาก็ยังคิดว่ามันสะดวกสบายอยู่ดี 

ขอแค่ไม่มีเจ้าพวกตระกูลสือก็พอ... 

“เจ้าพูดได้แล้ว?!”  

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแต่คนตรงหน้ากลับน้ำตารื้นออกมา พอเห็นแบบนี้ก็ชวนอดให้นึกถึงสมัยที่อีกฝ่ายยังเป็นเด็กขี้แยเสียไม่ได้ มือขาวซีดที่มีน้ำมีนวลขึ้นมานิดหน่อยยกขึ้นลูบไล้ของเหลวที่ไหลลงมานั่นอย่างแผ่วเบา 

“เจ้าร้องไห้ทำไมกัน” 

“ฮึก...” 

“หานฟง?” 

“ฮืออออ!!!” 

แขนแกร่งที่มีมัดกล้ามในแบบที่ชิโระไม่คุ้นเคยเอื้อมมาตัวเขาเอาไว้อย่างแผ่วเบา นั่นเป็นเพราะตอนที่เห็นมือหนานั่นพุ่งเข้ามาเขาเผลอสะดุ้งเฮือกอย่างตื่นกลัวนั่นเอง แต่พอแขนแกร่งนั้นค่อย ๆ โอบกอดเขาเอาไว้อย่างเชื่องช้า พร้อมกระซิบถ้อยคำปลอบประโลม หัวใจที่เต้นระรัวของเขาจึงสงบลง... 

เขาจะไม่ถามว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน 

เขาจะไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น 

เขากลัว...ว่าความฝันนี้จะจบลง 

  

  

ชิโระราวกับถูกฉุดขึ้นมาจากนรก เขาเริ่มรู้สึกตัวมากขึ้น ความทรงจำเริ่มกลับมา สติเริ่มแจ่มชัด เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองหลับไปเกือบสองปี ในระหว่างนั้นมีหานฟงคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ ไม่ห่างกาย โชคดีที่สนธิสัญญาระงับสงครามยาวนานถึงสิบห้าปี แม่ทัพผู้เกรียงไกรผู้นี้ถึงได้ว่างงานขนาดมาดูแลผักที่นอนติดเตียงได้ 

“หนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากหานฟง” เสียงหวานที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งพูดกับผู้นำตระกูลสือคนใหม่ที่นั่งอยู่ริมตั่ง แม้ชิโระจะฟื้นขึ้นมาได้สามวันแล้ว แต่ทุกอย่างก็ล้วนค่อยเป็นค่อยไป ร่างกายเขายังอ่อนแรงเนื่องจากพิษที่สะสมมานาน และมันยังคงผอมแห้งเช่นเดิม แต่สภาพจิตใจต้องบอกว่าดีขึ้นมากเลยทีเดียว 

“นี่มันหนังสือเกี่ยวกับอะไรชิโระ” กาลเวลาทำให้หานฟงแปรเปลี่ยนเป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ทั้งรูปร่างยังกำยำ ดูแล้วพึ่งพาได้กว่าในวัยเด็กมาก กว่าชิโระจะทำใจให้ชินได้ก็กินเวลาอยู่หลายชั่วยาม  

“ข้าไม่แน่ใจ เป็นเรื่องเล่าหรือเปล่านะ” ชิโระก้มมองหนังสือที่หานฟงขยันหามาให้อ่านอย่างเอาใจ “แต่ข้าชื่นชอบที่คนในเรื่องเดินทางไปได้ทุกที่อย่างมีอิสระ...” 

“งั้นหรือ” หานฟงบีบมือแน่น ในใจรู้ดีถึงเหตุผลที่ชิโระชื่นชอบหนังสือเล่มนี้ “ใกล้ได้เวลาอาหารแล้ว เดี๋ยวข้าไปยกมาก่อน เจ้ารอประเดี๋ยว” 

“อืม” 

หานฟงเดินจากไปพร้อมกับความคิดอันแสนว้าวุ่น ส่วนชิโระก็ไม่ต่างกัน เขาไม่รู้ว่าหานฟงจะเข้าใจความหมายโดยนัยที่เขาสื่อออกไปไหม... 

เขาต้องการอิสระ 

“อ่อยสามีของข้าเสร็จแล้วหรือ” 

“...คุณหนูเจีย?” ชิโระเลิกคิ้วมองสาวน้อยร่างบางที่พอมีเค้าโครงให้จำได้อยู่บ้าง แม้โตมาจะงดงามสมดั่งที่เป็นสาวงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้น แต่นิสัยกลับแย่สุดบรรยาย  

แน่นอนว่าชิโระไม่คิดโกรธเคือง ความผิดอยู่ที่หานฟงต่างหากที่ไม่ทำหน้าที่สามีของตนให้ดี 

เขาได้ยินมาว่าหานฟงแยกห้องนอนกับนางตั้งแต่คืนวันที่สองหลังงานแต่งเสียด้วยซ้ำ 

“ทำไมเจ้าถึงไม่ตาย ๆ ไปซะ” ขนาดคำขู่ยังอ่อนแรง แถมมาพร้อมดวงตาที่คลอเบ้าไปด้วยน้ำตา ชิโระก็ได้แต่แอบก่นด่าหานฟงในใจ 

หานฟงไม่ผิดที่จะไม่รัก แต่หานฟงผิดที่แต่งกับนาง 

“คุณหนูเจีย...เรื่องนี้สวรรค์ล้วนกำหนด” แน่นอนว่ามันเป็นประโยคที่เขาเกลียดที่สุด เขาไม่ชอบเรื่องโชคชะตาหรือเรื่องที่ต้องทำตามในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ แต่ประโยคนี้ล้วนตัดได้ทุกปัญหา “และหานฟงจะกลับมาแล้ว” 

“หึ เจ้าจะอยู่ได้อีกนานเท่าใดกัน!!!” คุณหนูเจียเดินสะบัดหน้าจากไป มิวายหันมามองค้อน “อีกอย่างจงเรียกข้าว่าฮูหยิน เจ้าไพร่ชั้นต่ำ!” 

ชิโระได้แต่มองหลังของคุณหนูเจียที่เดินจากไปอย่างหงุดหงิด เพราะไม่สามารถทำอะไรเขาได้ ดูเพียงเท่านี้เขาก็พอรู้แล้วว่าโดยปกติคุณหนูเจีย...ไม่สิ ฮูหยินเจียไม่ใช่ผู้หญิงที่เลวร้ายโดนสันดาน นางแค่โกรธแค้นแล้วไม่มีที่ระบายก็เท่านั้น และจังหวะนั้นเขาก็เข้ามาพอดี 

แต่พูดก็พูดเถอะ เจอแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน 

มันทำให้วันน่าเบื่อมีอะไรให้คลายเหงาได้อีกหนึ่งอย่าง 

  

“ไป๋เซียน?” 

“ใช่ ข้าไปที่วัดมา เจ้าอาวาสที่นั่นช่วยข้าตั้งชื่อใหม่ให้แก่เจ้า” หานฟงเปิดประเด็นเรื่องชื่อเมื่อพวกเขากำลังรับประทานอาหารมื้อกลางวันด้วยกัน  

“เหตุใดถึงต้องเป็นชื่อใหม่ล่ะ” ชิโระเลิกคิ้วอย่างงุนงง เขาคิดว่าชื่อของเขาก็ดีอยู่แล้ว แถมมันยังเป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าเขามีตัวตนจริง ๆ แม้มันจะเป็นชื่อที่แสดงความเกลียดชังก็ตาม 

“เอ่อ...เจ้าก็รู้ว่าชื่อของเจ้า...มาจากพวกไอนุ” 

“ไอนุ?” 

“เป็นชาวที่มาค้าขายที่นี่ แต่ก็เป็นแค่พวกบ่าวทาสชั้นต่ำเท่านั้น” 

“...” 

“มาใช้ชื่อของชาวจงกั๋วดีกว่า” ความหวังดีของหานฟงแผ่ออกมาจากดวงตาคม แต่ชิโระเลือกที่จะปฏิเสธมัน “เหตุใดเล่า” 

“เพราะข้าจะได้ไม่ลืม...” มือที่ถือตะเกียบอยู่สั่นคลอนเบา ๆ แต่ดวงตากลมนั้นกลับแน่วแน่และจ้องตรงไปยังแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่อย่างไม่กลัวเกรง “และข้าชอบมัน” 

“ชิโระ...” หัวใจหนักแน่นของหานฟงบีบรัด เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของอีกฝ่าย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ชื่นชอบในความเข้มแข็งของอีกฝ่ายด้วย “เจ้าช่างเหมือนแสงอาทิตย์นัก...” 

“หึ” ชิโระยิ้มขำกับคำเปรียบเปรย เขาคงไม่มีทางเป็นแสงที่เจิดจ้าเช่นนั้นหรอก “ข้าเป็นเพียงแสงจันทร์ก็พอแล้ว” 

  

“นี่หานฟง ทำไมเจ้าต้องมานอนที่นี่ทุกคืนด้วย” 

“ข้ากลัวเจ้าเหงา” 

“ข้ารำคาญเจ้ามากกว่า” 

ชิโระเบะปากมองคนตัวโตที่หอบผ้าหอบผ่อนมาทรุดตัวลงนอนข้างเตียงของเขา เป็นเจ้าของเรือนแท้ ๆ กลับต้องมานอนพื้น คนอื่นรู้ไม่สาปแช่งเขาตายแล้วหรือไง?  

“นอนเถอะน่า” หานฟงยิ้มขำ เขากลายเป็นคนระแวงหากไม่ได้อยู่ใกล้อีกฝ่าย หัวใจว้าวุ่นกลัวใครจะมาทำร้ายตลอด และนั่นไม่ควรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ชิโระเจ็บปวดมามากพอแล้ว... 

“เฮ้อ ข้าจะอ่านหนังสือสักหน่อย เจ้านอนหลับได้หรือไม่” 

“ข้าไม่อยากจะโม้หรอกนะ แต่ข้านอนกลางดินกินกลางทรายมาแล้ว เจ้าอย่าได้ดูถูกท่านแม่ทัพผู้นี้เชียว” 

“เจ้านำทัพมดหรืออย่างไรถึงได้อวดเสียใหญ่โต” 

“นำทัพมดอะไรกัน! นี่เจ้าดูถูกข้าหรือไง” 

“ข้าเปล่าสักหน่อย” ชิโระยิ้มขำที่แหย่คนตัวโตได้ ราวกับย้อนไปในวัยเด็กอย่างไรอย่างนั้น บรรยากาศมันอบอุ่นเสียจนกลัวเลยว่ามันจะหายไป... 

มือหนาของคนตัวโตที่นอนด้านล่างเลื่อนขึ้นมากุมมือบางเอาไว้แผ่วเบา ชิโระสะดุ้งนิดหน่อย แต่รู้ตัวอีกทีความฟุ้งว่านที่อยู่ในหัวก็มลายหายไปเสียแล้ว หานฟงมีพลังพิเศษหรืออย่างไรกัน 

“หยุดทำหน้าคิ้วขมวดได้แล้ว เดี๋ยวเจ้าจะแก่เร็วนะ” 

“เจ้าบอกตัวเองดีกว่า ตีนกาเจ้าขึ้นมาแล้วนะ” ชิโระยิ้มขำ ในใจซาบซ่านไปด้วยความอบอุ่น “ขอบคุณนะหานฟง” 

“ขอบคุณเรื่องอะไร” คนตัวโตถามแม้ดวงตาจะปิดสนิทอยู่ การอยู่กับชิโระช่วยให้เขาผ่อนคลายมากทีเดียว 

“ทุกอย่างเลย...” ภาพตรงหน้าพล่าเลือนเล็กน้อย ก่อนที่ชิโระจะฮึบแล้วเก็บอาการ หานฟงไม่ชอบตอนเขาร้องไห้ และเขาจะไม่ร้องอีก... 

“อย่าคิดมาก...พวกข้าติดค้างเจ้ามากเหลือเกิน” นั่นเป็นประโยคที่รำพึงรำพันกับตัวเองของสือหานฟงที่เบาราวกับเสียงกระซิบ ก่อนจะปลิวหายไปในอากาศ  

  

ราวกับถูกฉุดให้ขึ้นมาจากนรก แม้ความจริงจะผ่านไปแล้วสองปีหลังจากที่สือหานตงถูกฆาตกรรม แถมตอนนี้ยังหาตัวคนร้ายไม่ได้ แต่สำหรับชิโระที่ถูกมอมยามาตลอด เวลาสองปีนั้นคือสิ่งที่ล่องลอยราวกับไม่มีจริง เขาพอจะจำได้บ้างว่าตัวเองตื่นขึ้นมา แล้วก็ละเมอพูดเพ้อเจ้อไปตามเรื่องตามราว เขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ 

กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็หลังจากผ่านไปสองปีแล้ว แม้จะยังคงแรงอ่อนแรง ขยับตัวลำบาก และบางครั้งก็เผลอเหม่อลอยอย่างไม่รู้ตัว แต่ชิโระก็มีสติรับรู้มากขึ้น สามารถช่วยตัวเองได้มากขึ้น แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว 

ถึงบางครั้งจะมียาพิษถูกนำมาเสิร์ฟพร้อมชากลิ่นหอมหวาน นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา 

หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาทำให้ชิโระรู้ว่าตัวเขานั้น ‘ต้านพิษ’ ได้ในระดับหนึ่ง ชาที่ถูกยกมานั้นไม่ใช่พิษร้ายแรง เพียงร้สี ไร้กลิ่น แต่ฤทธิ์ของมันไม่ได้มากขนาดจะทำให้เขาตาย เพียงทำให้ร่างกายเขาอ่อนแอลงก็เท่านั้น 

เขารู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นคนฉลาดมาก เพราะหากให้เขาตายในครั้งเดียว หานฟงจะต้องจัดการขั้นเด็ดขาดอย่างแน่นอน 

และช่วงนี้ที่เขาโดนบ่อยเป็นประจำคงเป็นฮูหยินเจียที่ชอบส่งข้าวต้มจืดๆ ไร้รสมาให้ เพราะหานฟงเข้าวังหลวงอย่างต่อเนื่อง เห็นบอกว่ามีภารกิจลับอะไรบางอย่างที่ต้องไปจัดการ ทำให้ไร้คนอารักขาเขาโดยสิ้นเชิง 

แต่ถามว่ามันน่ากลัวหรือน่าหดหู่ไหม ไม่... 

ไม่เลย 

“กรี๊ดดด!!! ไฟไหม้โกดังข้างหลัง!” 

“เร็ว! รีบไปเอาน้ำมา!!!” 

“รีบพาคุณหนูออกไปก่อน!” 

เสียงวี้ดว้ายดังไกลถึงเรือนหลังเล็กที่หานฟงสร้างให้ไกลจากเรือนหลักออกมา มันกลายเป็นเรือนไป๋เซียนของชิโระไปแล้ว ชิโระที่กำลังเอนกายหลับตารับลมสบายในสวนด้านหลังเรือนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาช้า ๆ 

“เอะอะอะไรกัน...” 

“เหมือนจะมีไฟไหม้นะเจ้าคะ” สาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มที่นั่งหมอบอยู่ข้างกายเงยหน้าขึ้นมาตอบเสียงเบา ดวงตากลมเบนออกไม่คิดสบตาผู้ที่เป็นเจ้านายของเธอในตอนนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าโดนบังคับมา 

“งั้นรึ” 

“เอ่อ เราไปดูกันก่อนไหมเจ้าคะ” 

“ไม่ล่ะ...” ชิโระถอนหายใจก่อนจะเอนกายลงในท่วงท่าที่ทำให้สบายตัวขึ้น แม้เสียงข้างนอกจะยังคงโหวกเหวกควันจะลอยขโมงเต็มท้องฟ้า ชิโระก็ยังอ่านหนังสือในมืออย่างสงบนิ่ง 

...น่ากลัว 

นั่นเป็นสิ่งที่บ่าวรับใช้คิด 

  

“วันนี้เกิดเหตุเพลิงไหม้ เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?” 

หานฟงที่เร่งรีบกลับมาหายังคงแต่งกายเต็มยศ ไร้ซึ่งความแปลกใจกับท่าทีสงบนิ่งของชิโระที่ยังคงนั่งอ่านหนังสือในมือ คงเป็นเพราะในหัวเขามีแต่ความเป็นห่วงมากกว่าสนใจท่าทางอันผิดปกตินี้ก็เป็นได้ 

“ข้ามิได้เป็นไร...เจ้าถามนางสิ” ชิโระบุ้ยปากไปทางบ่าวรับใช้ที่นั่งสงบเจียมกายอยู่ไม่ห่าง ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเป็นอสูร นางคงมีท่าทางธรรมชาติกว่านี้ และรู้สึกมีความสุขกว่านี้ล่ะมั้ง 

ขนาดเขาเป็นเจ้านายไม่เรื่องมาก อีกฝ่ายยังมีแต่ความทุกข์ตรมเลย 

“จริงหรือ?” หานฟงหันไปถาม ขณะถอดเกราะออกจากร่างด้วยตัวคนเดียว เพราะชิโระไม่ชื่นชอบผู้คน โดยเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับตระกูลสือ เขาจึงต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง 

“เจ้าค่ะ” เขาไม่รู้สึกอะไรด้วยซ้ำ...  

“ก็ดีแล้ว เจ้าไปพักผ่อนได้แล้ว” 

“เจ้าค่ะ!” สาวใช้ตัวน้อยรีบคลานจากไป ทิ้งไว้เพียงร่างของเจ้านายสองร่างกับบรรยายกาศที่เงียบสงบ 

“วันพรุ่งนี้ข้าจะให้คนอื่นมาแทนนาง” หานฟงพับเสื้อนอกไว้บนชั้นอย่างดี ก่อนจะมาทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามชิโระ มือหนาเทชาลง เมื่อยกขึ้นจิบจึงรู้ว่ามันเย็นชืดเสียจนอยากจะบ้วนทิ้ง “ข้าจะหาคนมาแทนนางแน่ ๆ” 

“หึ จะกับใครก็เหมือนเดิมนั่นแหละ” ชิโระแค่นยิ้ม ดวงตากลมปรายตาสบกับร่างสูงเพียงนิด ก่อนจะจ้องค้างอยู่อย่างนั้น จนหานฟงรู้สึกอึกอัด ทำท่าทางอะไรไม่ถูกไปครู่  

ช่างน่าขายหน้าเสียจริง 

“เจ้าแก่ขึ้นหรือเปล่า” 

“หา?” 

“เจ้ามีตีนกาแล้วนะ” มือบางผ่ายผอมที่เริ่มมีน้ำมีนวลเอื้อมไปแตะหางตาของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะลูบไล้รอยลึกนั่นด้วยหัวใจที่สั่นไหว “เหตุใดจึงไม่ดูแลตัวเองเล่า” 

“ข้าเป็นทหารจะดูแลตัวเองในด้านความงามไปทำไมกัน” หานฟงหัวเราะในลำคอ ก่อนที่มือหนาจะตบเบา ๆ ที่เรือนผมขาวที่เริ่มเป็นทรงของอีกฝ่าย “ข้าไปอาบน้ำสักครู่ เจ้ารอประเดี๋ยว” 

“อืม” ชิโระรับคำในลำคอ “เจ้าไปอาบน้ำเถอะ ข้าจะรอ” 

รอเพียงไม่นานกลิ่นหอมสะอาดก็ลอยเตะเข้าจมูก แม้เจ้าตัวจะยังไม่เดินมา แต่ประสาทสัมผัสของชิโระก็ดียิ่งขึ้น เขาเริ่มสนใจในพลังอสูรของเขา มากกว่าจะรังเกียจไปนานแล้ว...หากเขาเป็นอสูรจริง ๆ เขาก็ต้องปกป้องตัวเองได้ 

หึ เขาว่าก็ไม่น่ายากนะ...ขนาดเรียก ‘ไฟ’ ยังทำได้ง่าย ๆ เลย 

“รอนานไหม” อ้อมแขนแกร่งเอื้อมเข้ามาจากด้านหลังก่อนจะโอบกอดเอาไว้หลวม ๆ ชิโระรู้สึกอึดอัดและกระวนกระวายนิดหน่อย ใบหน้าเห่อร้อนนิด ๆ แต่ก็เลือกที่จะเอนตัวพิงอกแกร่งที่ให้ความมั่นคงนั่น 

“ไม่” 

“วันนี้มีความสุขไหม” 

“มี” 

“ดี” 

บทสนทนาไม่ได้ยืดยาวเช่นกาลก่อน ทั้งยังกระชับ แถมทำเพียงถามไถ่เรื่องง่าย ๆ เท่านั้น แต่ชิโระกลับรู้สึกว่ามันอบอุ่นมากทีเดียว...และรู้สึกดีด้วย 

“ข้ากำลังทำเพื่อเจ้า...รออีกหน่อยนะชิโระ” 

“...” ในใจอยากถามเหลือเกินว่าทำอะไร แต่หัวใจกลับสั่งว่าห้ามถามเสียอย่างนั้น “อืม” 

ได้แต่ตอบรับไปอย่างโง่ ๆ ยอมปิดหูปิดตาเพื่อรักษาจุดยืนของตัวเอง 

ช่างน่าสมเพชเสียจริง 

 

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว