facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความรู้สึกนี้มันเรียกว่าอะไรกัน?

ชื่อตอน : ความรู้สึกนี้มันเรียกว่าอะไรกัน?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 94

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.พ. 2565 12:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความรู้สึกนี้มันเรียกว่าอะไรกัน?
แบบอักษร

“ตอนนี้โอเคขึ้นรึยังคะ? ”  

ฉันถามโชว์เฟอร์ที่กำลังนอนซมพิษไข้ ใบหน้าของเขาดูอิดโรยคล้ายจะแบกรับความเจ็บปวดไม่ไหว ทว่าในเวลานี้ เรายังคงทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากรอความช่วยเหลือเข้ามา 

มีผู้ป่วยที่บาดเจ็บหนัก หากเคลื่อนย้ายไม่ถูกวิธี มีโอกาสเสี่ยงเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต 

แม้กลางวันจะสดใส ทว่ากลางคืนกลับเหน็บหนาว ตอนนี้ฉันทำได้เพียงแต่หากิ่งไม้เล็กๆ ก่อกองไฟ เพิ่มความอบอุ่นให้แผ่กระจายไปทั่วบริเวณเท่านั้น 

ตอนนี้พ่อบ้านนิคได้สติแล้ว แต่ยังคงขยับตัวไม่ได้ เพราะกระดูกของเขาหักหลายจุด หลังจากได้รับแรงกระแทก 

“คุณหนูผมขอโทษนะครับ” พ่อบ้านนิคเอ่ยปากขอโทษเป็นครั้งที่หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ด 

“เพียร์บอกกี่ครั้งแล้วคะ ว่าให้เลิกขอโทษสักที”  

ฉันก็ไม่ได้โวยวายที่ต้องมาตกระกำลำบากแบบนี้สักหน่อย กลับกันขืนยังฝืนพูดแบบนั้น ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังทรมานผู้สูงวัยอยู่น่ะสิ 

ฉันขยับตัวนั่งลงบนเปลเถาวัลย์ที่สร้างขึ้นจากพืชไม้เลื้อยแถวนี้ ก่อนจะแกว่งเปลไปมา พลางมองร่างของเจ้าชายอันดับหนึ่งแห่งชารอน 

ถ้าไม่ได้กลายเป็นศพ ก็น่าจะอาการหนักปางตาย… 

อืม มันก็คงต้องเป็นเช่นนั้น แต่ลองเบิกตาดูเขาตอนนี้สิ! ทั้งที่โดนกิ่งไม้เสียบเข้ากลางลำตัวแท้ๆ แต่กลับดูปกติดีที่สุดในหมู่ผู้บาดเจ็บ แถมยังมีหน้ามาผ่าตัด คว้านหาลูกกระสุนที่ฝังอยู่ตามร่างกายของตนอีกด้วย!! 

“เทย์เลอร์ นายน่ะเป็นมนุษย์จริงรึเปล่า? ” ฉันเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มกดเข้าไปที่ผิวหนังของเขา ความรู้สึกที่นุ่มชุ่มชื้นไม่ต่างจากเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ ทำให้ฉันขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม หรี่ตามองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ 

“เธอเห็นฉันเป็นตัวอะไรล่ะ? ” 

“มนุษย์กลายพันธุ์…” 

ฉันเคยได้ยินเรื่องงานวิจัยแบบนี้อยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่มีมนุษยชาติคนไหนที่ทำแล้วประสบผลสำเร็จ บางทีชารอนอาจจะแอบวิจัยเรื่องพวกนี้ลับๆ อยู่ก็เป็นได้… 

“เธอคิดว่าเทคโนโลยีของมนุษย์จะก้าวหน้าถึงขนาดนั้นแล้วเหรอ” 

“ก็...ไม่” ฉันตอบด้วยความลังเล ก่อนที่อีกฝ่ายจะเฉลยคำตอบจริงๆ ออกมา 

“มันเป็นเพราะพรน่ะ” 

“พร? ” ฉันพึ่งได้ยินคำนี้เป็นครั้งแรก จึงไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไรกัน

“เป็นความสามารถพิเศษน่ะ” เทย์เลอร์อธิบาย “ฉันได้พรความแข็งแกร่ง ร่างกายเลยแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไป”

สิ้นสุดเสียงนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีการอธิบายเพิ่มเติมให้เข้าใจ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้ไม่ควรให้ใครรู้สักเท่าไร ฉันเข้าใจในจุดนั้นดี จึงไม่ได้เอ่ยถามอะไรเกี่ยวกับมันต่อ

“หันหลังมานี่สิ” ฉันเอ่ย เพราะเห็นว่ายังมีกระสุนบางส่วนฝังติดอยู่บนแผ่นหลังของเขา เห็นแล้วรู้สึกอนาถใจ จนไม่อาจจะปล่อยเฉยไว้ได้เลยละ

ฉันหยิบที่คีบเหล็กของเทย์เลอร์ขึ้นมา และส่ายหัวเบาๆ 

สงสัยคงโดนแบบนี้มาเยอะสินะ ถึงได้นำของแบบนั้นติดตัวเอาไว้อยู่ตลอดเวลา…

สำหรับฉัน เทย์เลอร์ไม่ใช่แค่คนที่มีร่างกายแข็งแรงกว่าคนทั่วไปเท่านั้น แต่เขาเป็นถึงมนุษย์กึ่งอมตะเลยต่างหาก…

“นายจะไม่ตายงั้นเหรอ? ” ฉันถาม “ถ้าเป็นคนปกติ โดนกิ่งไม้เสียบเข้าลำตัวขนาดนั้นก็ไม่น่าจะรอดแล้ว…”

“ไม่หรอก ฉันเป็นคนนะ สักวันร่างกายก็ต้องกลับกลายเป็นเถ้าถ่านอยู่ดีนั่นแหละ” เทย์เลอร์ตอบ “แค่ว่าฉันจะไม่ตายด้วยสาเหตุอื่น นอกจากอายุขัยของตัวเองจะหมดลง”

จะว่าไปแล้วในบันทึกประวัติศาสตร์ จักรพรรดิของชารอนก็สวรรคตด้วยโรคชราภาพทุกพระองค์เลยนี่น่า…

ดูเหมือนสิ่งที่เรียกว่าพรจะสืบต่อมาจากสายเลือดภายในราชวงศ์

ฉันค่อยๆ คีบกระสุนออกจากหลังเขา และตกใจอีกทีเมื่อแผลจากรอยกระสุน สมานตัวได้ไวกว่าปกติ

ไม่สิ! มันเหมือนย้อนเวลากลับคืนสู่สภาพเดิมที่ไม่เคยมีบาดแผลเสียมากกว่า…

“อะไร นี่เธอ...หลงรักแผ่นหลังของฉันแล้วงั้นเหรอ? ” เทย์เลอร์เลิกคิ้วถาม

“คนเขากำลังตกใจย่ะ” ฉันถอนหายใจ ก่อนจะวางที่คีบเหล็กลง แล้วปรึกษาเรื่องสถานการณ์ที่พวกเราเป็นอยู่ในตอนนี้ “เทย์เลอร์ จะเอายังไงต่อดี ตอนนี้พวกคนของทางการอาจจะตามหาตัวเราอยู่ก็ได้ แต่ฉันกังวลว่าจะไม่ใช่แค่คนของทางเรา ถ้าพวกที่ลอบสังหารตามมาตรวจสอบผลงานที่ตัวเองทำไว้ล่ะ? ขืนอยู่ในสภาพแบบนี้ละก็ พวกเราได้มีแต่ยอมรับความตายที่จะคืบคลานเข้ามาเท่านั้น” 

“นั่นสิ” เทย์เลอร์พึมพำ พลางทำหน้าครุ่นคิดหนัก ก่อนจะถอนหายใจ ระบายสิ่งที่หนักอกออกมา “แต่ดึกป่านนี้ คนที่คิดจะสังหารพวกเรา คงกลับรังไปหมดแล้วละ” 

พวกนั้นคงรู้ดีว่าหากออกล่าตามมาดูผลงาน อาจจะเจอกับคนของทางการที่ตามหาตัวของพวกเราอยู่ก็เป็นได้ เช่นนั้นแล้วปัญหาสำคัญที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้คือทำอย่างไรให้คนที่จะมาช่วย รับรู้ว่าพวกเราอยู่ตรงนี้กัน

“ฉันจะเป็นฝ่ายออกไปหาความช่วยเหลือ” เทย์เลอร์เสนอตัว

“แล้วฉันล่ะ? ” 

“เธอก็ดูแลคนป่วยไป” 

“แบบนี้จะดีเหรอ? ” แม้ว่าฟังดูเป็นข้อเสนอที่เข้าท่า แต่หากว่าระหว่างนี้เกิดมีสัตว์ร้ายโผล่ออกมาหากินในยามวิกาล ทางนี้จะไม่แย่อย่างงั้นเหรอ? ตอนนี้พวกเราไร้ซึ่งกำลังที่จะเอาไว้ต่อกรกับภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นรอบตัวได้อีกแล้ว

“แต่ถ้าปล่อยให้ช้ากว่านี้ละก็ พวกเขาอาจจะไม่รอดก็ได้” เทย์เลอร์ปรายตามองผู้ป่วยทั้งสอง พลางชี้ไปตรงยอดผาที่พวกเราตกลงมา แถวนั้นน่าจะเต็มไปด้วยฝูงชน อย่างน้อยก็คงมีพวกเจ้าหน้าที่มาเก็บหลักฐานผู้ก่อการร้ายอยู่บ้าง

“ฉันสามารถปีนขึ้นไปบนนั้นได้” เทย์เลอร์กล่าว

“แล้วเมื่อไรจะถึงล่ะ? ”

“ก็น่าจะประมาณสามชั่วโมงให้หลังจากนี้” 

“แล้วอาการบาดเจ็บของนาย…”

“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่...” เขาเลิกคิ้วตอบ “เธอเองก็เห็นใช่ไหมล่ะ? ”

ฉันเม้มปากครุ่นคิด เมื่อเห็นว่าบางทีแล้ว ข้อเสนอของเขาอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้ จึงผงกศีรษะคล้อยตามเขาไป

“ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยล่ะ เพราะถ้าเป็นไรไป ไม่ใช่แค่นายคนเดียวที่จะเสียใจ”

อีกฝ่ายขำแห้งๆ ที่ฉันยกคำพูดของเขามาใช้ พลางตอบกลับว่า “เก็บไปพูดกับตัวเองก่อนเถอะ”

หลังจากนั้นเทย์เลอร์ก็ออกเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากผู้คนบนหน้าผา ฉันทรุดตัวลงนั่งบนเปลเถาวัลย์ ไม่ทันไร ความเหนื่อยล้าที่เผชิญมาตลอดทั้งวัน ก็กล่อมให้ฉันเคลิบเคลิ้มเข้าสู่โลกนิทรา…

ฉันตบหน้า เพื่อเรียกสติของตนเอง ไม่ให้หลับใหลท่ามกลางแสงจันทร์ ขืนตอนนี้เกิดมีอันตรายขึ้นมาละก็ ใครที่จะเป็นคนดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองกัน

ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามดังกัมปนาทก้องทั่วทุกสารทิศของผืนป่า ได้ทะลุเข้าโสตประสาทหูให้ฉันสะดุ้งตื่นเต็มตาไปด้วยความหวาดระแวง

สัตว์ร้ายงั้นเหรอ!? 

แถมดังขนาดนี้ ไม่น่าจะอยู่ไกลจากตรงนี้ด้วยแน่!

ฉันเม้มปากตัวเองขึ้นแน่น เบิกตากว้าง สอดส่องไปรอบด้านด้วยอาการหวาดผวา หลังจากที่ได้ยินเสียงย่ำเท้าเหยียบใบไม้ดังกรอบแกรบของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ย่างกรายเข้ามาใกล้ ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์และกองไฟดวงเล็กๆ ช่วยกันสาดส่องให้แสง 

มือของฉันคว้าไม้ที่เหลาไว้จนแหลมกอบกำขึ้นแน่น เอาไว้ใช้ป้องกันตัว

มันเดินก้าวเข้ามา…

เข้ามา…

และเข้ามาเรื่อยๆ 

ร่างของสิ่งมีชีวิตในความมืดพุ่งกระโจนเข้ามาอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะตั้งตัวได้ทัน มันง้างมือตะปบร่างของฉันให้ล้มลง นัยน์ตาสีเหลืองทองอันน่าเกรงขามของมัน สะกดร่างกายของฉันให้ตกอยู่ภายใต้ความตื่นกลัว เจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้นอ้าปากกว้าง เผยให้เห็นคมเขี้ยวที่ใช้ฉีกกระชากร่างเนื้อของเหยื่อ หากโดนมันกัดเข้าไปเต็มแรง จิตวิญญาณที่อยู่ภายในตัวคงดับสลายภายในพริบตา

ฉันหลับตาเบือนหน้าหนี ไม่อยากจะรับรู้ว่านี่คือวาระสุดท้ายในชีวิตที่ต้องมาตายอย่างอนาถภายใต้กรงเล็บของราชันแห่งผืนป่า

ลมหายใจอุ่นร้อนของมันขยับเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่มันจะใช้ลิ้นตวัดเลียให้น้ำลายเปื้อนติดทั่วใบหน้าของฉัน แล้วยกอุ้งเท้าตะปบเล่นซนกับร่างใต้อาณัติอย่างนุ่มนวล 

สัตว์ร้ายตัวนั้นเข้ามาคลอเคลียฉันประหนึ่งลูกแมวน้อยตัวเชื่อง ความหวาดกลัวทั้งหมดถูกแปรเปลี่ยนเป็นความโล่งอกสบายใจ ฉันคลี่ยิ้ม หลุดหัวเราะออกมา เมื่อขนบนแผงคอของมันเข้าถูไถบนใบหน้า ออดอ้อนขอให้ฉันเล่นกับมัน

“ลีโอ เจ้าบ้า! หยุดเลียหน้าฉันได้แล้ว” 

ฉันใช้มือปัดป่ายหน้าของมันให้ไกลออกไปพ้นตัว แต่เจ้านั่นยังดื้อด้าน ดันหน้าเข้ามาใกล้ แล้วใช้ลิ้นตวัดเลียแก้มซ้ายของฉันไปหนึ่งที

ถ้าเกิดลีโอมาอยู่ที่นี่ละก็ แสดงว่า…

“ลีโอ” ชายหนุ่มปริศนาที่เดินตามหลังของราชสีห์ใจแมวเรียกชื่อของมัน “หยุดได้แล้ว…”

ทันทีที่เขาเอ่ยคำประกาศิตออกมา เจ้าลีโอก็ถอนตัวออกจากฉัน พลางยกเท้าหน้าของตนเลียขนทำความสะอาด ก่อนจะย่อตัวนั่งลงข้างฉันอย่างสงบเสงี่ยม

ฉันพอจะรู้จักคนที่เป็นมิตรกับสัตว์ทุกตัวอยู่ละ…

เจ้าม้าสีนิลดำโจเซฟ วัวลายประหลาดสีชมพูฟินลีย์ เต่าแก่อายุพันปีมาคารอฟ สิงโตใจแมวลีโอ และสรรพสัตว์อื่นๆ อีกมากมายที่อยู่ภายในวังของเขา

“คิดไม่ผิดจริงด้วยว่าต้องอยู่ที่นี่” ผู้มาเยือนคนใหม่พึมพำ

“แต่ฉันผิดคาดมากเลยละที่ได้เจอนาย”

ไม่ทันได้ทักทายอะไรกันมาก เขาก็สาวเท้ามุ่งตรงไปดูอาการของพ่อบ้านนิคที่ได้รับบาดเจ็บหนัก

“ปล่อยไว้นานกว่านี้อาการจะทรุดแย่ลงไปอีกนะครับ” มาแชลกล่าวกับพ่อบ้านนิค “คุณพอจะประเมินอาการคร่าวๆ ของตนเองได้ไหม? ”

“กระดูกแขนข้างขวาหักหนึ่งท่อน กระดูกขาทั้งสองข้างได้รับบาดเจ็บ เคลื่อนย้ายไม่ได้ กระดูกซี่โครงหักแต่ยังไม่มีอาการน่าเป็นห่วง คิดว่าคงจะไม่ได้ทิ่มไปโดนจุดสำคัญครับ”

“นี่มันหายนะสำหรับผู้สูงวัยเลยไม่ใช่เหรอครับ” มาแชลทำหน้าหนักใจ แล้วเลื่อนสายตาไปทางโชเฟอร์ขับรถที่กำลังหลับลึกอยู่ ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก แสดงถึงความโชคดีที่พวกเรายังรอดกันอยู่

เขาหันหน้าก่อนจะเอ่ยถามฉัน “แล้วเทย์เลอร์ล่ะ? ”

“เขาออกไปขอความช่วยเหลือตรงหน้าผาที่เกิดเหตุน่ะ”

มาแชลพยักหน้ารับรู้

“ว่าแต่…ไม่มีคนตามมาด้วยงั้นเหรอ” ฉันเอ่ยถาม

“ตอนนี้พวกเขากระจายกำลังตามหาอยู่ แต่โชคดีที่เจ้าลีโอจำกลิ่นของเธอได้ มันเลยพามาที่นี่ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้ผมส่งสัญญาณตามพวกเขาไปแล้ว อีกสักพักน่าจะมาถึง” เขาเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว “แล้วเธอล่ะ? เป็นอะไรมากไหม? ”

มาแชลใช้สายตาไล่ประเมินอาการของฉันคร่าวๆ 

“ฉันได้พ่อบ้านนิคช่วยไว้ เลยไม่ได้เป็นอะไรมากน่ะ”

ร่างกายของฉันได้รับผลกระทบน้อยมาก มีเพียงแค่รอยถลอกที่ข้อมือกับรอยฟกช้ำสีม่วงตรงท่อนขา เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว อาการของฉันก็เป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันที

“คำพูดนั้นเชื่อถือได้ที่ไหนกันเชียว” มาแชลเอ่ย ก่อนจะถอนหายใจ แล้วหยิบตลับยาเครื่องทองเล็กๆ ขึ้นมา “ลองเอานี่ไปทาสิ น่าจะช่วยบรรเทารอยช้ำที่ขาของเธอได้” 

ฉันจ้องมองตลับยานั้นด้วยความฉงน หลังจากที่พวกเราถอนหมั้นกันแล้ว ฉันก็ไม่ได้เจอมาแชลอีกเลย จึงไม่รู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ต้องวางตัวแบบไหนถึงจะเหมาะสมกัน

“ขอบใจ” ฉันตอบเขาไปตามปกติ พลางเอื้อมมือไปหยิบรับตลับยาสีทองนั้นมาครอบครอง แล้วจัดการทามันลงบนบาดแผล ลดอาการบวมช้ำ ก่อนจะเอ่ยถามเขาด้วยความสงสัย “ทำไมนายถึงมาที่ชารอนล่ะ? ”

อีกฝ่ายเหลือบมองฉันครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผมมีนัดกับเทย์เลอร์”

“นัดงั้นเหรอ? ” ฉันเอ่ยทวนคำ ทว่าไม่ทันได้ถามอะไรเพิ่มเติม เสียงทุ้มที่ตะโกนออกมาจากความมืด ได้เรียกพวกเราให้สนใจไปมองมัน

“เห้ย พวกเธอโอเคกันไหมนั่น!? ” น้ำเสียงของเทย์เลอร์เจือปนเสียงเหนื่อยหอบถาม สองเท้าที่วิ่งไปไกลจากอีกฟากหนึ่งของป่า ได้วกกลับมายังจุดเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้ยินเสียงขู่คำรามดังก้องของสัตว์ร้าย ทำให้เขานึกหวั่นใจทิ้งทางที่เลือกเดิน กลับมาดูอาการของทั้งสามคนทันที

“ดูเหมือนจะไม่เป็นไรนะ” มาแชลตอบ

ครั้นเทย์เลอร์เห็นร่างของมาแชล เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนที่กองกำลังเสริมจะเข้ามาให้ความช่วยเหลือ มาแชลรายงานสถานการณ์ให้กับเหล่าทหารส่วนพระองค์ทราบ ส่วนหน่วยกู้ภัยรีบมาย้ายร่างผู้บาดเจ็บไปรักษา

มาแชลรู้อยู่แล้วว่าเทย์เลอร์มี ‘พร’ ทำให้ร่างทางกายภาพไม่มีรอยบาดเจ็บ แต่ถึงอย่างนั้น สภาพจิตใจและความเหนื่อยล้าสะสมที่เทย์เลอร์แบกรับมาตลอดทั้งวันนั้น ก็ไม่อาจจะชำระล้างหมดลงได้ทันที

“เป็นอะไรมากไหม? ” มาแชลเอ่ยถามเจ้าชายผมทอง

“นายก็รู้ว่าฉันแข็งแรงขนาดไหน”

“เปล่า”

“…”

“เรื่องที่ถามว่าเป็นอะไรน่ะ หมายถึงสภาพจิตใจของนายตอนนี้ต่างหาก…”

“ฉัน…”

“…”

“เหนื่อยมากๆ เลย…ล่ะ”

สิ้นสุดเสียงนั้น สติของเทย์เลอร์ได้ดับวูบลง เหล่าทหารที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันตกใจ รีบพุ่งตัวเข้ามาช่วยเหลือ

มาแชลยกมือห้ามปรามสถานการณ์วุ่นวาย “เรื่องนี้เดี๋ยวเราจัดการเอง”

มาแชลอุ้มร่างไร้สติของเทย์เลอร์ขึ้นมาในอ้อมอก พาเขาไปรักษาตัว ฉันที่เฝ้ามองสถานการณ์นั้น สัมผัสได้ถึงหัวใจของตนเองที่เต้นแรงขึ้นมา…

มีบางสิ่งบางอย่างที่เอ่อล้นออกมาภายในหัวใจ มันเป็นความรู้สึกที่ปลื้มปริ่มอิ่มเอมผสมผสานกับความเขินอาย ก่อกำเนิดเป็นความรู้สึกใหม่ที่สามารถทำให้มวลท้องเบาหวิว รู้สึกวิงเวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม

“คุณหนูเป็นอะไรไหมครับ” เจ้าหน้าที่เดินเข้ามาถามไถ่อาการ หลังเห็นว่าคุณหนูลูซาร์เทียมีสีหน้าไม่สู้ดี 

ตาของฉันเริ่มพร่ามัว มองเห็นภาพข้างหน้าเลือนราง ก่อนจะ… 

“คะ…คุณหนู!!”

สติดับวูบลงในที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

 

สวัสดีวันตรุษจีนค่า แวะมาทักทายด้วยการอัพนิยายกันหน่อย ขอให้ทุกคนรวยๆ เฮงๆ มั่งมีกันในปีเสือนี้นะค้าาา รักษาสุขภาพให้ปลอดภัยพ้นโรคอันตรายทั้งปวงกันด้วย 

ตอนนี้ก็เฉลยแล้วคะว่าเทย์เลอร์ยังไม่ตายค่ะ นางเป็นตัวละครที่ไรท์ชอบ และยังจะคงอยู่ไปอีกนานนน

**ย้ายพื้นที่โฆษณาสักนิด เผื่อมีคนเอาอังเปามาเปย์ให้บ้าง

e-book นกน้อยตัวร้ายในเกมวายกับเหล่าชายหนุ่มรูปงามและงานดี เล่ม 1 คลอดออกมาแล้วนะ คลิกที่ลิงก์นี้ได้เลย>> http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjM1NDMzNCI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjE4MzI0MTt9

ธันวลัยลิงก์อาจจะกดไม่ขึ้นนะคะ เพราะฉะนั้นสามารถเสิร์ชหาใน meb ด้วยชื่อเรื่องได้เลยค่ะ

*ราคาโปรโมชั่น 7 วัน จะเหลือ 266 บาท จาก 439 (ราคาปก) ลดแรงมาก! อย่าลืมไปตำกันในช่วงโปรนะคะ ประกอบด้วย 35 chapter (หากเป็นตอนในเว็บจะแบ่งย่อยได้ 59 ตอนโดยประมาณ) 150,000+ คำ 505 หน้า เป็นตั้งแต่เริ่มแรกถึงจบภาคจักรวรรดิชารอน

**หน้าปกนกน้อยและอาร์ตในเล่มยังเป็นของที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นะคะ เนื่องจากคนจัด Lay out ปกคิวยาวมากคิดว่าออกไม่ทันตามแพลนที่วางไว้แน่ เลยทำแก้ขัดสนไปก่อน เสร็จแล้วจะอัพโหลดปกและอาร์ตเล่มใหม่ให้แน่นอนค่ะ! หลังจากลงเล่มนี้คิดว่าจะหยุดงานแก้หลังบ้าน (แต่ยังอัพในเว็บเป็นปกติอยู่นะ) สักพักค่ะ เพราะโหมใช้พลังงานหนักจนคิดว่าตัวเองต้องพักตาบ้าง

พบกันอีกทีในตอนหน้า ขอบคุณมากเลยนะคะ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว