ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 เมตตาที่หมายถึงรักและเมตตา (3)

ชื่อตอน : บทที่ 5 เมตตาที่หมายถึงรักและเมตตา (3)

คำค้น : เซี่ยหลิงหยา, ซือฉางเสวียน, ครึ่งเซียนพาร์ตไทม์, นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 62

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มี.ค. 2565 21:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 เมตตาที่หมายถึงรักและเมตตา (3)
แบบอักษร

คุณอาเฮ่อขนลุกชันทั้งตัว กลางวันแสกๆ แท้ๆ กลับหนาวจนตัวสั่น

           แม้กล่าวกันว่าคนเราร่ำรวยจากลาภลอย แต่ถ้าหากใช้จ่ายเงินจากลาภลอยนั้นก็จะต้องแบกรับความเสี่ยง มีโอกาสตั้งตัวได้ก็ย่อมมีโอกาสล้มลง คำว่าล้มในที่นี้ความจริงแล้วอุปมาถึงความตาย ใครจะรู้ล่ะว่าลาภลอยนี้จะเปลี่ยนเป็นตายโหงแทนหรือเปล่า

           เมื่อก่อนเซี่ยหลิงหยาเคยได้ยินคุณลุงเล่าเรื่องแบบนี้ให้ฟัง ได้ยินว่าสมัยยุค 80 มีชาวนาในชนบทเก็บเงินได้ห้าหยวนจึงนำไปใช้จ่ายด้วยความดีใจ ผลสุดท้ายคือล้มป่วย ได้ไม่คุ้มเสีย

           ตอนนั้นได้เชิญหวังอวี่จี๋ไปช่วยเหลือด้วย หวังอวี่จี๋บอกว่าบนเงินมีคำสาปและจงใจทิ้งเอาไว้บนพื้น หากใครโลภเก็บเงินแล้วนำไปใช้ ไม่ว่าใช้จ่ายไปเท่าไรก็จะโชคร้ายเช่นกัน

           ในความเป็นจริงแล้วคือการเคลื่อนย้ายประเภทหนึ่ง เจ้าของตัวจริงอาจป่วยอยู่แล้ว พอมีการร่ายคำสาปผ่านเงิน คำสาปนั้นจึงย้ายไปยังคนที่เก็บเงินได้แทน พอคนเก็บเงินได้นำไปใช้จ่ายก็เหมือนเป็นการกระตุ้นคำสาป

           คำสาปชั่วร้ายประเภทนี้พบบ่อยมากในแถบชนบทเมื่อหลายสิบปีก่อน จะถอนคำสาปก็ทำได้ แต่การถอนคำสาปประเภทนี้เท่ากับการประลองฝีมือกับผู้ร่ายคำสาปโดยตรง หากไม่ชนะก็อาจตายได้

           เวลาหวังอวี่จี๋ช่วยเหลือคนในเรื่องแบบนี้ก็ไม่เคยคิดเงิน ตามประเพณีดั้งเดิม ผู้ได้รับความช่วยเหลือมักจะมากราบไหว้ขอพรที่อารามในสามเทศกาล[1] ตอนเด็กๆ เซี่ยหลิงหยายังเคยพบเห็นอยู่บ้าง แต่นานวันเข้าคนก็เริ่มมาน้อยลง เป็นหนี้บุญคุณที่รู้สึกซาบซึ้งได้นานที่สุดแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น ต่อมาถึงยุคที่การสื่อสารพัฒนาแล้ว คนที่มาขอความช่วยเหลือจากหวังอวี่จี๋นักพรตจนๆ ก็ยิ่งน้อยลงทุกวัน

           อาสะใภ้เฮ่อรู้จักฟางเจิ้นซิงเช่นกัน ตอนนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ฟางเจิ้นซิงจะสร้างอุบายหลอกลวงเพื่อช่วยคนพวกนั้น “งั้นตอนนี้ควรทำยังไง เราคืนเงินได้ไหม”

           ใครเป็นคนทิ้งเงินหรือร่ายคำสาปเอาไว้ก็ไม่ทราบ นับประสาอะไรกับคืนเงิน ซือฉางเสวียนตอบ “ฟางเจิ้นซิงเป็นคนใช้จ่ายเงินเสียส่วนใหญ่ เงินที่คุณได้มาคงยังใช้ไม่หมดใช่ไหมครับ ดังนั้นเพียงแค่ดวงตกอย่างหนักจึงชักนำสัมภเวสีเข้ามาเท่านั้น แค่ไล่ออกไปแล้วอัญเชิญเจ้าที่กลับมาก็พอ ส่วนเงินที่เหลือเอามาให้ผมจัดการ”

           “ใช่ๆ ยังใช้ไม่หมด” คุณอาเฮ่อเชื่อถือศรัทธามากกว่านี้ไม่ได้แล้ว รีบวิ่งไปหยิบเงินบนชั้นสองทันที ก่อนจะลงมาอีกครั้งด้วยธนบัตรปึกหนึ่งในมือ พอเซี่ยหลิงหยาปรายตามองก็ทราบว่ามีประมาณแปดพันหยวน

           ซือฉางเสวียนมองพวกเขาแวบหนึ่งโดยไม่พูดจา หยิบกระดาษเหลืองออกมาหนึ่งแผ่นแล้วนำไปห่อเงินเอาไว้

           คุณอาเฮ่อเห็นเขาห่อเงินด้วยกระดาษเหลืองโดยที่ไม่ใช้ฝ่ามือสัมผัสโดยตรง จึงรีบดึงทิชชู่มาเช็ดมือตัวเองอย่างกระวนกระวายทันที อาสะใภ้เฮ่อที่อยู่ด้านข้างกระซิบขึ้น “เช็ดตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร!”

           คุณอาเฮ่อยิ้มแห้ง พูดอย่างเคารพนับถือ “นักพรตซือ แล้วตอนนี้ควรทำยังไงต่อ”

           “ส่งแขกรับเจ้าบ้านต้องทำพิธีฉงเฉิน[2]ให้สอดคล้องกับช่วงเวลา คุณเขียนดวงชะตาแปดอักษร[3]ของคุณกับภรรยามาให้ผม” หลังซือฉางเสวียนเห็นแปดอักษรแล้วก็คำนวณเวลาทำพิธีออกมาได้ว่าเป็นสี่ทุ่มคืนนี้

           “โอเค ถ้างั้นเธออยู่กินข้าวที่นี่ก่อนแล้วกัน” คุณอาเฮ่อพูดพลางก็มองมาทางเซี่ยหลิงหยา ลังเลเล็กน้อยว่าจะชวนเขาอยู่ต่อดีหรือเปล่า อันที่จริงก็เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว สายงานอย่างพวกเขาหากมีคนทำอาชีพเดียวกันสังเกตดูอยู่ข้างๆ คงไม่ค่อยดีมั้ง

           ทว่าเซี่ยหลิงหยาก็ไม่เอ่ยปากว่าจะกลับ ซือฉางเสวียนยิ่งไม่พูดอะไร แน่นอนว่าเขาไม่อาจพูดได้

           เซี่ยหลิงหยาอยากพูดคุยกับซือฉางเสวียนให้มากกว่านี้ อีกอย่างเขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ยังมีปัญหาตรงไหนสักจุด แต่ในตอนนี้ยังคิดไม่ออก

           ทว่าน่าเสียดาย กระทั่งกินมื้อเย็นเสร็จแล้วเซี่ยหลิงหยาก็ยังไม่มีโอกาสได้อยู่กับซือฉางเสวียนตามลำพัง หลังพระอาทิตย์ตกดินคุณอาเฮ่อกับภรรยาก็ยิ่งไม่กล้าออกห่างจากซือฉางเสวียน เหมือนที่คุณอาเฮ่อบอกไว้นั่นแหละ ก่อนหน้านี้เพียงแค่ฝันร้ายโดยไม่ทราบเบื้องลึกเบื้องหลังยังไม่เป็นไร แต่พอทราบสาเหตุแล้วก็กลัวจนไม่กล้าขยับไปไหน

           ...

           เวลาสี่ทุ่ม ประธานหวังกลับไปก่อนแล้วอย่างน่าเสียดายเพราะมีธุระด่วน ส่วนเฮ่อจุนยังอยู่ในเหตุการณ์เหมือนเดิม

           ตั้งแต่สามทุ่มเป็นต้นมา ซือฉางเสวียนก็เริ่มวาดยันต์เตรียมไว้แล้ว

           เรื่องนี้ต้องพูดถึงสักหน่อย นักพรตฆราวาสจากนิกายเจิ้งอีในสำนักเต๋าสามารถฝึกบำเพ็ญในบ้านได้ และสามารถกินเนื้อสัตว์หรือแต่งงานได้ด้วย

           สำนักเต๋าแต่ละสำนักต่างกัน บ้างเชี่ยวชาญยันต์คาถา บ้างเชี่ยวชาญยาอายุวัฒนะ นิกายเจิ้งอีเป็นสำนักที่เลื่องชื่อในเรื่องยันต์คาถา ยันต์ขับไล่ภูตผีใดๆ ล้วนเป็นเคล็ดลับของสำนักนี้

           “นักพรตซือวาดยันต์อะไร ให้ฉันช่วยไหม” เซี่ยหลิงหยาออกตัวแบบนี้ บางทีคุณอาเฮ่ออาจคิดว่าเขาอยากได้เงินส่วนแบ่งด้วย แต่อันที่จริงเขาอยากแสดงให้ซือฉางเสวียนเห็นถึงความสามารถของอารามเป้าหยางต่างหาก

           ซือฉางเสวียนมองเซี่ยหลิงหยาครู่หนึ่ง คาดไม่ถึงว่าจะส่งพู่กันมาให้เซี่ยหลิงหยาจริงๆ “ยันต์เจ็ดปฐมปกป้องบ้าน”

           ยันต์นี้ฉันวาดเป็น เซี่ยหลิงหยาดีใจ รับพู่กันมาด้วยความเต็มใจ แต่เมื่อเขาลองขยับท่าทางก็รู้สึกว่าวาดยันต์บนโต๊ะที่ซือฉางเสวียนเตรียมไว้ไม่ค่อยถนัดมากนัก จึงตัดสินใจนั่งบนพื้นแล้วค้อมตัววาดบนโต๊ะกาแฟ

           ความจริงเขาอยากเปิดเพลง Leap Frog ด้วย แบบนั้นได้อารมณ์มากกว่า แต่ก็ยับยั้งชั่งใจเอาไว้ก่อน

           คุณอาเฮ่อกับภรรยาเป็นคนนอกวงการจึงไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลยแม้แต่น้อย

           ซือฉางเสวียนกลับขยับริมฝีปากเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่กล่าวอะไร มองเซี่ยหลิงหยาด้วยท่าทางยากอธิบาย

           เซี่ยหลิงหยางไม่ทราบว่าต้องใช้จำนวนเท่าไร ทั้งไม่อยากแสดงความไม่เป็นมืออาชีพต่อหน้าคนอื่น ด้วยเหตุนี้จึงวาดขึ้นมาสิบชุด ชุดละห้าแผ่น

           ทว่าซือฉางเสวียนยังไม่บอกให้หยุดสักที เขาคิดในใจว่ามารดามันสิ ในสมุดบันทึกไม่ได้บอกเอาไว้ว่าพิธีปกป้องบ้านแต่ละพิธีต้องใช้ยันต์มากน้อยเท่าไร สิบชุดยังไม่พออีกหรือ ถือโอกาสหยุดวาดแล้วเอ่ยขึ้น “ฉันจะไปห้องน้ำ นายวาดต่อไหม”

           ซือฉางเสวียนมองเขาแวบหนึ่ง “ไม่วาดแล้ว แค่ชุดเดียวก็พอ”

           เซี่ยหลิงหยา “…”

           เซี่ยหลิงหยาปลอบใจตัวเอง อย่างน้อยก็แสดงให้นายเห็นว่าอารามเป้าหยางของเราอยู่มานานแค่ไหน! 

           ซือฉางเสวียนหยิบอุปกรณ์ประกอบพิธีกรรมจากในกระเป๋าตัวเองมาจัดวางบนโต๊ะ จากนั้นก็สวมจีวรเต๋า

           เซี่ยหลิงหยาเห็นแล้วก็ไม่ยอมแพ้ แม้ตัวเขาไม่มีจีวรเต๋า แต่ก็มีอุปกรณ์ประกอบพิธีเหมือนกัน เขาเปิดกล่องที่นำมาด้วยออก หยิบกระบี่ตรีรัตน์ออกมา โบกตรงหน้าซือฉางเสวียนอย่างไม่ยี่หระ

           ซือฉางเสวียนยังคงทำท่ามุทราท่องคาถาหน้าแท่นพิธี

           เฮ่อจุนถามอย่างประจบประแจงด้านข้าง “อาจารย์เซี่ย กระบี่ไม้เล่มนี้เก่าแก่มากใช่ไหม ใช้งานยังไงเหรอ”

           “กระบี่เล่มนี้ชื่อว่ากระบี่ตรีรัตน์” เซี่ยหลิงหยาอธิบายด้วยน้ำเสียงเหมือนอาจารย์ “เป็นอาวุธประกอบพิธีที่อดีตเจ้าอารามแต่ละรุ่นของอารามเป้าหยางทิ้งไว้ให้ ตรีรัตน์หมายถึงกระบี่สามกระบวนท่า ท่าแรกคือกระบี่แห่งความเมตตา...”

           ยามนี้ในห้องพลันมีลมอินวูบหนึ่งพัดมา ธูปเทียนที่ซือฉางเสวียนจุดเอาไว้เริ่มวูบไหว แสงไฟก็กะพริบด้วยเช่นกัน นอกหน้าต่างมืดสนิท ความหนาวเสียดกระดูกปกคลุมทั่วทั้งห้อง

           สถานการณ์แบบนี้ทำให้คุณอาเฮ่อกับภรรยากอดกัน กำยันต์ที่ซือฉางเสวียนให้พวกเขาแน่น

           ซือฉางเสวียนปรายตามองด้วยความเยือกเย็น นำข้าวสารหนึ่งกำมือโรยจากมุมห้องมาจนถึงกลางห้องรับแขก โปรยพลางเดินไปยังประตูใหญ่พลาง

           พวกสัมภเวสีไร้รูปร่าง จำเป็นต้องอาศัยวัตถุภายนอกสังเกตหาร่องรอยของมัน

           ซือฉางเสวียนมือหนึ่งจับกระบี่ อีกมือหนึ่งวางนาบประตู เตรียมขับไล่สัมภเวสีออกไป

           หากมีคนในอาชีพเดียวกันมาเห็นก็จะแยกแยะได้ว่าทุกการเคลื่อนไหวของเขานั้นสามารถนำไปประกอบการสอนได้ เขาราวกับเดินอย่างสบายๆ แต่ถ้าหากสังเกตให้ละเอียดแล้ว เขากลับไม่ได้เดินมากกว่าหนึ่งก้าวหรือไม่ได้ออกแรงมากกว่าหนึ่งส่วนเลย

           ความหนักแน่นนี้ปลอบใจเฮ่อจุนได้ในระดับหนึ่ง เขาปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก ทั้งยังเห็นเซี่ยหลิงหยากำลังมองตนด้วยความใจเย็นเป็นพิเศษ จึงฝืนถามต่อด้วยความสั่นกลัว “อธิบายต่อสิครับ กระ...กระบี่แห่งความเมตตา แล้วอีกสองกระบวนท่าล่ะ เป็นยังไง”

           ยันต์สีเหลืองถูกพัดจนส่งเสียง ตามด้วยแสงไฟวูบวาบ ในที่มืดคล้ายว่ามีบางสิ่งกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ลมอินพัดวูบแล้ววูบเล่า ข้าวสารบนพื้นขยับเล็กน้อย

           เซี่ยหลิงหยาจับจ้องข้าวสารบนพื้น พลางกล่าวอย่างช้าๆ “กระบี่แห่งความเมตตาเหมือนสายน้ำ เมตตาที่หมายถึงรักและเมตตา...”

           ข้าวสารบนพื้นกลางห้องรับแขกพลันดีดตัวขึ้นมา ทว่าทิศทางที่ตกลงกลับไม่ได้หันไปทางประตูบ้าน หากแต่คาดไม่ถึงว่าจะจู่โจมไปทางผู้ชมด้านข้าง

           คาดไม่ถึงว่าจะซุ่มโจมตี? เซี่ยหลิงหยาดึงเฮ่อจุนหลบอย่างมือไวตาไว

           เฮ่อจุนยังไม่ทันหวาดกลัวก็เห็นอาจารย์เซี่ยหันหลังกลับไปใช้สองมือกุมกระบี่แล้วฟันลงไปด้วยความโหดเหี้ยม พลางก่นด่าว่า “แกไอ้สารเลว เอากระบี่แห่งความเมตตาของฉันไปกินซะ!”

           เฮ่อจุน “…”

           กระบี่ไม้หยุดห่างจากพื้นสามส่วน ทั้งๆ ที่เป็นกระบี่ที่ทำจากไม้กลับทรงพลังขนาดที่ชายหมื่นคนก็ยากต้านทาน ทำเอาข้าวสารกระจายออกไปหลายนิ้ว ภายในห้องที่มืดสลัวคล้ายแว่วเสียงหวีดร้องเลื่อนลอยหลอนประสาทหลายเสียงดังขึ้น เจือความเวทนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ชวนให้ทุกคนหนาวสั่นสะท้าน

           แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว เสียงกรีดร้องที่คล้ายมีคล้ายไม่มีก็ขาดหายไปอย่างไร้ร่องรอย แสงไฟที่เดิมทีวูบวาบพลันสว่างจ้า เปลวเทียนที่เดิมทีถูกกดดันจนต่ำสุดก็ลุกพรึ่บฉับพลัน ทันใดนั้นความหนาวสะท้านในห้องก็หายเป็นปลิดทิ้ง!

           ...

           คราวนี้ซือฉางเสวียนมองเซี่ยหลิงหยานานขึ้น พลางลดมือลงจากบานประตูด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์...

           ยังต้องขับไล่สัมภเวสีอะไรอีก ในเมื่อวิญญาณมันสูญสลายในบ้านไปแล้ว

 

[1] หมายถึง วันไหว้บ๊ะจ่าง วันไหว้พระจันทร์ และวันตรุษจีน

[2] การทำนายตามดวงดาวและลักษณะราศี โดยใช้อินหยางห้าธาตุผสานกับวันเดือนปีเวลา

[3] วิธีการทำนายดวงชะตาตามโหราศาสตร์จีน โดยการใช้วันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากมาคำนวณ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว