email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณที่ติดตามผลงาน ฝากงานเขียนเรื่องล่าสุด "แก้วมรุลี" ด้วยนะครับ

ตอนที่ ๘ ​ ปรับตัว ​( ตอนที่ ๒ )

ชื่อตอน : ตอนที่ ๘ ​ ปรับตัว ​( ตอนที่ ๒ )

คำค้น : แสนสูรย์ แก้วมรุลี

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 263

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 04 มี.ค. 2565 18:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๘ ​ ปรับตัว ​( ตอนที่ ๒ )
แบบอักษร

 ปรับตัว

 

 

“เอานี่ไป”  

 

เมื่อไปถึงลำธารแสนสูรย์ที่เงียบมาตลอดก็ได้ยื่นบางอย่างให้กับชายหนุ่มที่หอบตะกร้าหวายใส่เสื้อผ้า 

“อะไร?” เซเว่นจ้องมองก้อนกลมๆ ในมือด้วยความสงสัย 

“สบู่ไงเอาไว้ถูตัวแล้วก็ซักผ้า” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ใยดีนักเขาจึงได้โยนมันใส่ตะกร้า แล้วเดินตรงไปยังลำธารที่น้ำใสไหลเป็นระยะ 

“อย่างน้อยก็ดีกว่าซักน้ำเปล่าล่ะวะ” ร่างสูงโปร่งยักไหล่ ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายไป 

“อย่าแอบมองหน้าอกข้านะ เข้าใจไหมเจ็ดแสง” แสนสูรย์หันมาชี้หน้าแล้วถอดเสื้อฝ้าฝ้ายสีน้ำเงินออกเผยให้เห็นผิวกายสีน้ำผึ้งและแผงอกหนาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ แม้จะไม่ค่อยใส่ใจนักแต่เซเว่นก็เห็นเหมือนว่ามีรอยบางอย่างอยู่ที่หน้าอกข้างซ้ายซึ่งน่าจะเป็นปานหรือไม่ก็รอยแผลเป็น 

“แน๊ ! ยังจะมองอีก แอบมองข้าแบบนี้คิดอะไรอยู่เจ็ดแสง?” ใบหน้าคมเข้มส่งสายตาแพรวพราว เขาเองก็รู้สึกแปลกใจที่ตนแสดงท่าทางแบบนี้ออกไป  

“ไร้สาระว่ะ” เซเว่นส่ายหัว ปลีกตัวเดินไปยังโขดหินเพื่อซักผ้า 

 

ตูมมม ! 

ร่างสูงใหญ่กระโจนลงน้ำอย่างรวดเร็วทำให้มันกระเซ็นโดนเซเว่น ชายหนุ่มกำหมัดแน่นอย่างหัวเสียแต่ก็พยายามระงับสติอารมณ์ไว้ เขาอาจต้องอยู่ที่ดอนดาวดึงอีกนานจึงไม่อยากมีปัญหากับใคร 

“เอ็งดูหน้าอกข้าแล้ว ขอข้าดูของเอ็งมั่งสิ” แสนสูรย์ที่โผล่พ้นน้ำรีบว่ายเข้ามาหาเซเว่นที่กำลังเอาชุดคลุมทำงานจุ่มน้ำ 

“ผมก็มีเหมือนคุณทุกอย่างนั่นแหละ” ชายหนุ่มใช้สบู่จุ่มน้ำแล้วตีฟอง 

“ไม่ให้ดูใช่ไหม !?” เป็นอีกครั้งที่แสนสูรย์ทำหน้าจริงจัง แม้จะไม่ได้ใส่ใจแต่เซเว่นก็รับรู้ได้ว่าเขาเอาจริง 

“ไม่ ! เฮ๊ย!” เพราะมัวแต่ประหลาดใจกับฟองสบู่ที่มีกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้ป่าเซเว่นจึงไม่ทันระวังตัวถูกมือใหญ่กระชากลงน้ำทันที 

“เล่นอะไรเนี่ย เปียกหมดแล้ว !” ชายหนุ่มมองหน้าคนก่อเรื่องตาเขียว 

“จะตีหน้ายักษ์อะไรนักหนา มันก็แค่ตัวเปียกเองไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเสียหน่อย เอ็งต้องอาบน้ำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอไง?”  

“สบู่จมหายไปแล้ว” ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ตอนนี้เซเว่นหน้างอจนอีกฝ่ายอดขำไม่ได้ 

“ถ้าหากข้าหาสบู่เจอก่อนเอ็งต้องยอมถอดเสื้อแล้วเล่นน้ำเป็นเพื่อนข้า ตกลงไหมเจ็ดแสง?” แสนสูรย์รู้วิธีที่จะทำให้อีกฝ่ายยอมทำตามที่ตนต้องการได้วางแผน คนเมืองกรุงเจ้าสำอางอย่างเซเว่นคงเอาชนะเขาไม่ได้ 

“แล้วถ้าหากผมหาเจอก่อน คุณจะต้องเลิกมาวุ่นวายกับผม ตกลงไหมครับคุณแสนสูรย์?” เซเว่นยิ้มมุมปาก แชมป์ชมรมว่ายน้ำอย่างเขาไม่มีทางแพ้คนบ้านป่าปากเสียอย่างหมอนี่แน่นอน 

“ตกลง งั้น เริ่ม !” เจ้าถิ่นให้สัญญาณอย่างรวดเร็วแต่ตัวเขากลับยืนนิ่งแล้วมองหามันบนผิวน้ำหลังจากคาดเดาตำแหน่งจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวเพื่อไม่ให้น้ำขุ่น ผิดกับอีกฝ่ายที่รีบมุดลงไปหาเพราะกระหายชัยชนะ 

 

“เจอไหมเจ็ดแสง?” หลังจากยืนยิ้มมองอีกฝ่ายดำผุดดำว่ายอยู่นาน แสนสูรย์จึงเอ่ยปากถาม 

“ไม่ต้องมาชวนคุย ผมจะเสียสมาธิ” เซเว่นยังคงดำผุดดำว่ายต่อไม่หยุด 

“เลิกหาได้แล้ว”  

“ทำไมล่ะ?” ชายหนุ่มสูดลมเข้าเต็มปอดเตรียมตัวจะดำลงไปแต่นึกเอะใจจึงได้เอ่ยปากถาม 

“มันอยู่นี่” รอยยิ้มจากใบหน้าคมเข้มของผู้ชนะทำให้เซเว่นอยากตะโกนใส่หน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เข้าพ่ายแพ้ เขาเป็นถึงแชมป์แต่กลับมาพลาดท่าเสียได้ 

“ถอดเสื้อผ้า แล้วใส่ผ้าขาวม้ามาเล่นน้ำเป็นเพื่อนข้า” แสนสูรย์ยักคิ้วให้ 

“ทำไมกูถึงแพ้คนแบบนี้วะ” เซเว่นพึมพำเสียงเบา 

“อะไร นี่เอ็งเป็นคนไม่มีสัจจะเหรอเจ็ดแสง” ร่างสูงใหญ่เอ่ยประชด 

“ผมนุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำไม่เป็น” ชายหนุ่มพยายามบ่ายเบี่ยง 

“จะยากอะไร งั้นดูข้านะ” แสนสูรย์เดินขึ้นฝั่งไปด้วยร่างที่มีเพียงผ้าขาวม้าสีเข้มมัดเตี่ยว เขาหยิบผ้าขาวม้าที่อยู่ในตะกร้ามาผูกทับแล้วม้วนเก็บชายไปด้านหลัง 

“ขึ้นมาสิรับปากแล้วทำไม่ได้นี่หมาเลยนะ” ร่างสูงใหญ่แกะผ้าออกแล้วยื่นให้อีกฝ่ายที่ยังลังเลอยู่ในน้ำ 

“เออ รู้แล้วน่า” เซเว่นที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จำเป็นต้องยอมทำตามข้อตกลง เขาเดินขึ้นไปบนฝั่ง อดมองร่างสูงใหญ่ที่สมส่วนนั้นไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงไว้เชิง 

“มัดแน่นๆ ล่ะผ้าหลุดหายในน้ำข้าไม่ช่วยหานะ” เมื่อยื่นผ้าในมือให้เซเว่นแสนสูรย์จึงกระโจนลงน้ำเหมือนเด็กๆ เขารู้สึกดีเวลาที่ร่างสัมผัสกับความเย็นสบายของสายน้ำตั้งแต่จำความได้ 

“พูดมาก น่ารำคาญ” เซเว่นถอดเสื้อออกช้าๆ เมื่อจมูกสัมผัสกลิ่นคาวเขาถึงกับคลื่นไส้ มิน่าล่ะแสนสูรย์ถึงได้บอกว่ามันเหม็นคาว 

“รีบหน่อยสิ มัวโอ้เอ้อยู่ได้” ร่างสูงใหญ่ตะโกนมากจากในน้ำ เขาจ้องมองแผงอกแน่นที่ขาวเนียนนั้นอยู่นาน ก่อนจะสลัดความฟุ้งซ่านออกจากหัว 

 

“พอใจรึยัง?” เซเว่นที่ทั้งร่างมีเพียงผ้าขาวม้าผืนเดียวเดินลงน้ำอย่างช้า ๆ เมื่อผิวกายได้สัมผัสกับสายน้ำอีกครั้ง เขารู้สึกเย็นสบายผิดกับตอนแรก 

“ก็แค่นั้นแหละ เล่นตัวอยู่ได้” แสนสูรย์ยิ้มกว้าง ใช้มือใหญ่วิดน้ำใส่อีกฝ่ายเพื่อแกล้งให้โมโห 

“เล่นอะไรเนี่ย พอได้แล้ว !” ร่างสูงโปร่งใช้มือบังหน้าเอาไว้ เมื่อรู้ว่าอีกคนไม่ยอมลดละเขาจึงจำเป็นต้องเอาคืน 

“จะเอาใช่ป่ะ !” มือใหญ่วิดน้ำรัวไม่หยุด ทำให้แสนสูรย์ยอมล่าถอยเขาจึงยิ้มออกมาอย่างลืมตัว นานแค่ไหนที่ไม่ได้เล่นเป็นเด็กแบบนี้ 

“เอ็งยิ้มแล้วดูดีนะทำไมถึงได้ชอบทำหน้าบึ้งนักล่ะ?” เมื่อเห็นรอยยิ้มแสนสูรย์จึงยิ้มตอบกลับไป นั่นทำให้อีกฝ่ายหุบยิ้มทันที 

“ผมไม่ชอบยิ้มให้คนแปลกหน้า”  

“ข้าถามหน่อยสิตีหน้ายักษ์แบบนี้มันน่าสนุกตรงไหน เอ็งมีเพื่อนบ้างหรือเปล่าเจ็ดแสง?” คำพูดของแสนสูรย์ไม่ได้มีเพียงคำถาม แต่แฝงความห่วงใยเอาไว้ 

“มีสิผมมีเพื่อนตั้ง ตั้งสองคน” จะว่าไปแล้วตั้งแต่เกิดมา เขาแทบไม่มีเพื่อนเลยนอกจากสายฟ้ากับมะลิ 

“แล้วใจคอเอ็งจะมีเพื่อนแค่สองคนไปตลอดชีวิตเลยหรือไง เอ็งไม่อยากมีเพื่อนเพิ่มบ้างเลยเหรอ?” ไม่พูดเปล่า แสนสูรย์ขยับตัวเข้ามาใกล้ในจังหวะที่อีกฝ่ายนิ่งอึ้งกับคำพูด 

“ถ้าข้าช่วยเอ็งซักผ้า เอ็งจะยอมเป็นเพื่อนข้าไหม?” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มออดอ้อน 

“มีติดสินบนด้วย” เซเว่นนึกขำ ปกติมีแค่เด็กที่มักใช้วิธีนี้ 

“ได้ไหมล่ะ?” แสนสูรย์เร่งเร้า 

“ถ้าคุณกวนตีนให้น้อยลงอีกนิด ปากเสียน้อยลงอีกหน่อย เราก็เป็นเพื่อนกันได้ครับ” ตอนนี้กลายเป็นเขาที่ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์กลับไป 

“ตกลงข้าจะทำตามที่เอ็งบอกแต่ถ้าเอ็งเริ่มก่อนข้าไม่รับปากนะ” แสนสูรย์รับปากโดยทิ้งเงื่อนไขเอาไว้ นั่นแสดงว่าหากอีกฝ่ายกวนตีนและปากเสียก่อน เขาก็จะตอบโต้กลับไปอย่างไม่อ่อนข้อ 

“ตกลง”  

แล้วสองหนุ่มก็ยอมสงบศึกแล้วกลายเป็นเพื่อนกัน ณ สถานที่ซึ่งพบกันครั้งแรกด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไป 

 

“นั่นรอยอะไรเหรอครับ?” หลังจากล้างฟองออกจากผ้า เซเว่นก็อดถามไม่ได้ทั้งที่ปกติแล้วเขาไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องของใคร 

“ตรงนี้น่ะเหรอ ข้าจำไม่ได้หรอกแต่พ่อใหญ่เล่าให้ข้าฟังว่า ตอนเด็กๆ บ้านข้าถูกไฟไหม้ พ่อกับแม่ตายส่วนข้ารอดตายอย่างปาฏิหาริย์ รอยนี้เกิดจากท่อนไม้ที่ติดไฟตกลงมาทับข้าไว้ นับแต่นั้นมาพ่อใหญ่ก็เก็บข้ามาเลี้ยง ข้าไม่มีพ่อไม่มีแม่หรอกแต่พ่อใหญ่ก็เติมเต็มทุกอย่างในชีวิตให้กับข้า นึกไม่ออกเลยว่าหากวันนั้นพ่อใหญ่ไม่ผ่านไปเห็นข้าคงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้หรอก” เมื่อกล่าวถึงผู้มีพระคุณ สีหน้าและท่าทางของแสนสูรย์ก็เต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน 

“คิดถึงท่านไหมครับ?” เซเว่นเอ่ยถามเบาๆ เขาก็สูญเสียผู้เป็นที่รักในช่วงเด็กเหมือนกัน 

“คิดถึงสิ ทุกๆ ครั้งที่ข้าทำบุญก็จะอุทิศส่วนกุศลให้พ่อกับแม่ตลอด ทั้งที่จำหน้าท่านไม่ได้ด้วยซ้ำ” ทั้งสีหน้าท่าทางและคำพูดของแสนสูรย์ ทำให้เซเว่นรู้สึกต่างไปจากครั้งแรก เขาดูเป็นคนมีความคิดมากกว่าคนที่คอยก่อกวน 

“ผมก็ได้กอดพ่อกับแม่เพียงสิบสี่ปีเท่านั้น” ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าเปิดใจ เขาจึงไม่ลังเลที่จะแชร์เรื่องส่วนตัวให้ฟัง 

“เอ็งก็กำพร้าเหมือนกันเหรอเจ็ดแสง” แสนสูรย์เอ่ยถามพร้อมกับเอี้ยวตัวไปมองบางสิ่งที่อยู่บนแผ่นหลังที่ขาวเนียนของอีกฝ่าย 

“ถึงจะยังเด็กแต่ผมกลับจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี พ่อกับแม่ขับรถพาผมไปรับพี่สาวในวันปิดเทอม แต่เกิดอุบัติเหตุขึ้นทำให้ท่านทั้งสองจากไปอย่างไม่มีวันกลับส่วนผมมีแค่รอยถลอกและแผลฟกช้ำรอดตายอย่างปาฏิหาริย์ รู้ไหมว่ามันเป็นเพราะอะไร?” ดวงตากลมโตหลับลงช้าๆ เพื่อขับไล่ความเจ็บปวดให้ผ่านพ้นไป 

“มันเป็นเพราะรอยปานดำทั้งเก้าบนแผ่นหลังที่คุณกำลังจ้องมองนั่นล่ะ ในตอนแรกผมก็ไม่เชื่อหรอก แต่ว่าทุกครั้งที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันผมจะรู้สึกร้อนตรงนั้น ไม่ว่าจะหกล้ม ตกต้นไม้หรือว่าตกบันไดสักกี่สิบขั้น ไม่เคยมีสักครั้งที่ผมจะเป็นแผลจนเลือดออกหรือกระดูกหัก คุณจะหาว่าผมเพ้อเจ้อก็ได้นะ ผมว่าปานนี้คอยปกป้องผมจากอันตราย” ถึงเขาจะภูมิใจกับปานที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่กลับไม่กล้าเผยให้ใครได้เห็นความพิเศษนี้ 

“เอ็งถึงไม่กล้าถอดเสื้อให้ใครดูสินะ ข้าขอจับได้ไหม?”  

“ได้สิ ผมไม่ได้อายหรอกเพียงแค่ไม่อยากให้ใครมองไม่ดี คุณจะคิดยังไงล่ะถ้าเด็กอายุไม่กี่ขวบมีรอยดำคล้ายรอยสักตรงกลางแผ่นหลัง ในบางสังคมเขาก็มักใส่หน้ากากเข้าหากันนะ ต่อหน้าชื่นชมยินดีลับหลังกลับว่ากันเสียๆ หาย ๆ” ชีวิตในวัยเด็กของเซเว่นได้สัมผัสกับบุคคลเหล่านี้ เขาจึงรู้ดีว่ามันไม่ได้งดงามอย่างที่ใครเข้าใจ  

“ข้าว่าไม่เห็นต้องไปใส่ใจความคิดใครเลย ชีวิตเราเป็นของเราเขาอยากพูดอะไรก็เรื่องของเขา เราห้ามความคิดและปากใครไม่ได้หรอกจริงไหม ถ้ามันทำให้เอ็งมีชีวิตรอดก็ต้องขอบคุณและภูมิใจสิ” ฝ่ามือใหญ่ตบลงบนแผ่นหลังเบา ๆ  

“นั่นสิเนาะตัวเราเป็นของเรา ปากเขาก็เป็นของเขา แต่ถ้าปากเขามาต่อว่าเราซึ่งหน้าถึงจะเป็นเรื่องของเรา ขอบคุณคุณมากนะแสนสูรย์” เซเว่นล้างฟองจากเสื้อตัวสุดท้ายเสร็จจึงบิดแล้ววางมันใส่ตะกร้าหวาย 

“หากมีใครที่ดอนดาวดึงรังแกเอ็ง เอ็งมาบอกข้านะข้าจะจัดการมันเอง”  

“คุณเป็นนักเลงคุมที่นี่งั้นเหรอ?” เซเว่นพูดยิ้ม ๆ  

“เปล่า ก็ถ้ามีใครมารังแกเพื่อน เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนสิจริงไหม?” วงแขนใหญ่โอบรัดไหล่บางของเพื่อนใหม่  

ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดเกิดขึ้นในใจของผู้ชายสองคน มันอาจเป็นเพราะว่าพวกเขามีอายุไล่เลี่ยกัน สูญเสียผู้เป็นที่รักเหมือนกันและมีสิ่งพิเศษที่ช่วยให้รอดตายเหมือนกันจึงทำให้รู้สึกว่ามีคนที่เข้าใจกันเพิ่มขึ้นอีกคนบนโลกกว้างใหญ่ใบนี้ 

 

*****************

ในที่สุดเซเว่นก็มีเพื่อนคนแรกในดอนดาวดึงซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คนที่เขาไม่ชอบขี้หน้านั่นแหะ ถ้าเขาเป็นเด็กสาวคงได้หวั่นไหวกับแสนสูรย์แน่ๆ แหม นี่แค่อยากเป็นเพื่อนยังรุกหนักขนาดนี้ ถ้าอยากเป็นแฟนจะรุกขนาดไหน ว่าแต่คู่นี้เขาจะได้กันเหรอ จับจิ้นมั่วๆ ระวังกินแห้วกันนะครับ หุหุ

นอกเหนือไปจากนั้นก็คือชายหนุ่มทัังสองคนยอมเปิดเผยเรื่องส่วนตัวและบาดแผลที่ติดตัวมาในอดีต มันต้องมีอะไรในกอไผ่สิน่า ว่าแต่ "ท่าน" จะอนุญาตให้กอไผ่ได้เติบโตไหมน้า หุหุ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว