ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

-10- 2/2​ ฤทัยไหวจึงผลักไส

ชื่อตอน : -10- 2/2​ ฤทัยไหวจึงผลักไส

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 569

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2565 21:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
-10- 2/2​ ฤทัยไหวจึงผลักไส
แบบอักษร

เรือบดที่ลอยเอื่อยริมน้ำถูกพายออกไปโดยเด็กหนุ่ม ขวัญพายเรือออกมาจากเรือนของหมื่นพลทัตเพื่อที่จะสงบสติอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่น ทั้งเสียใจที่ถูกอีกฝ่ายไล่ให้ไปไกลตา ทั้งโกรธที่ถูกกล่าวหาว่ามีจุดประสงค์ไม่ดีต่ออยุธยา หากไม่ติดว่ากำลังรอพี่หาญของตน ขวัญคงกลับไปหาเซยะที่หงสาวดีแล้ว เจ้าตัวเริ่มคิดถึงเซยะที่อยู่ห่างไกล ความห่วงใยของเซยะมักจะมีให้ขวัญอยู่เสมอ ขุนศึกผู้นั้นใจเย็นราวกับน้ำนิ่ง ไม่เหมือนหมื่นพลทัตที่หมู่นี้อารมณ์แปรปรวนราวกับพายุลูกใหญ่ 

“ข้าจักหาที่อยู่ใหม่รอพี่หาญ...” ขวัญหมายมั่นกับตนเองขณะกำลังพายเรือเข้าเกาะเมือง 

ได้เที่ยวเล่นในกำแพงเมืองทำให้ขวัญเริ่มอารมณ์ดี ค่าที่ชาวอยุธยาถูกต้อนไปยังหงสาวดี ทั้งยังล้มตายเพราะศึกสงครามเป็นจำนวนมากทำให้ชาวบ้านทุกคนต่างคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี เว้นเสียแต่คนต่างเมืองที่แวะเวียนมาเที่ยวเล่น บ้างก็มาทำการค้า มากอบโกยผลประโยชน์จากอยุธยาที่กำลังอ่อนแอ ขวัญกวาดตามองหาหญิงผู้หนึ่งที่ตนเคยพบ หญิงผู้นั้นที่อ้างว่าเป็นญาติกับหาญ หากแต่หาเท่าไรก็หาไม่พบ พบเพียงแต่บัวที่กำลังเดินเลือกซื้อเครื่องหอมจากแขก บัวคงจะได้เงินจากหมื่นพลทัตมามากโขถึงได้มาเดินนวยนาดสบายใจเช่นนี้ ขวัญนึกหมั่นไส้ที่เจ้าของเรือนลำเอียง หากแต่มาคิดดูอีกที ตนไม่สามารถเทียบกับบัวได้ ตนเป็นเพียงผู้อาศัยจากเมืองไกล ไม่ต่างจากเชลยเท่าไรนัก 

“แส่เข้าไปหาเขาเอง จักโทษผู้ใดได้” ขวัญตัดพ้อกับตนเองถึงเรื่องของหมื่นพลทัต 

“เจ้า” 

“...” 

“ข้าเรียกเจ้า คนของเจ้าทัตใช่ไหม” 

ขวัญพินิจเจ้าของเสียงที่เพิ่งเรียกตน ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาเรียวรี ดูเจ้าสำอางกว่าชายอยุธยา ชายผู้นี้รู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่เรือนของหมื่นพลทัต หากแต่เมื่อเห็นรอยยิ้มแกมมีเลศนัย ขวัญก็นึกออกโดยพลัน เขาคือจมื่นพลเลิศ พี่ชายของหมื่นพลทัต ขวัญก้มหน้าให้อีกฝ่ายเล็กน้อย หากตัดเรื่องหน้าตาออกไป รูปร่างของจมื่นพลเลิศค่อนข้างใกล้เคียงกับหมื่นพลทัต ยามหันหลังอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหมื่นพลทัตได้ 

“มาคนเดียวฤๅ”  

“ขอรับ”  

“ข้าอยากรู้จักคนของน้องชายข้า ใคร่เชิญไปเรือนข้าเพียงประเดี๋ยว”  

สายตานั้นจ้องมองขวัญตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า หนุ่มน้อยจากหงสาวดีผู้นี้ดูผิดแผกไปจากชาวบ้านทั่วไป ทั้งกิริยาที่ค่อนข้างถือตัว มิได้หวาดเกรงผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์เหนือกว่า กอปรกับใบหน้าที่ดูพริ้มเพรา คงจะมีดีพอตัวที่ทำให้หมื่นพลทัตยอมรับมาอยู่ด้วย ค่าที่เกรงว่าจะมีภัยหากปฏิเสธมหาดเล็กผู้นี้ ขวัญจึงยอมไปกับอีกฝ่ายแต่โดยดี เด็กหนุ่มเดินตามจมื่นพลเลิศไปยังท่าน้ำท่ามกลางสายตาของบัว 

“ไอ้ขวัญมันไปกับผู้ใด” บัวหันไปถามบ่าวผู้หนึ่งที่ติดตามตนมา 

“พี่ชายของหมื่นท่าน จมื่นพลเลิศ”  

“จมื่นเชียวฤๅ” บัวไม่ยักรู้ว่าหมื่นพลทัตมีพี่ชายเป็นถึงมหาดเล็ก มิ่งบอกเพียงแค่อีกฝ่ายเป็นกำพร้าเหมือนตน มีเพียงพี่สาวที่ออกเรือนไปนานแล้ว 

  

ณ เรือนขนาดใหญ่ที่ห่างจากกำแพงวังหลวงไม่ไกล บ่าวไพร่ในเขตเรือนมีมากมาย เดินกันให้ขวักไขว่ราวกับตลาดขนาดย่อม อดีตนั้นเรือนแห่งนี้เคยเป็นสมบัติของพระยาเกรียงไกร เมื่อพระยาเกรียงไกรสิ้นบุญ เรือนแห่งนี้จึงตกเป็นหลวงทันที ด้วยรับใช้เชื้อพระวงศ์อย่างใกล้ชิด จมื่นพลเลิศจึงได้รับความดีความชอบเป็นเรือนของบิดาผู้ล่วงลับ จากบุตรของภรรยารองที่อยู่เรือนหลังเล็ก เวลานี้กลับได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง ได้ครอบครองแม้กระทั่งข้าวของที่เหลืออยู่ของหมื่นพลทัต 

“ข้าไม่กินหมากขอรับ”  

“เช่นนั้นฤๅ” จมื่นพลเลิศสั่งให้บ่าวเก็บหมากพลูหลังจากที่ถูกขวัญปฏิเสธ 

“อยู่ที่เรือนนั้นเป็นเยี่ยงไรบ้าง เหตุใดจึงไม่กลับหงสา”  

“ข้ามาตามหาพี่ชาย ยังกลับไม่ได้ขอรับ” 

“พี่เจ้าชื่อกระไร”  

“...”  

“หากบอกข้าจักช่วยตามหา”  

“หามิได้ขอรับ ข้าไม่อยากรบกวนจมื่นท่าน” 

จมื่นพลเลิศรู้ว่าขวัญยังไม่ไว้ใจตน ชายหนุ่มจึงชวนอีกฝ่ายพูดคุยเรื่องอื่น การได้พูดคุยกับขวัญทำให้จมื่นพลเลิศพบว่าขวัญเป็นผู้มีความรู้ ทั้งยังระมัดระวังคำพูดเป็นอย่างดี หากดึงตัวขวัญมาเป็นพวกของตนได้ก็คงจะดีไม่น้อย พูดคุยได้ไม่นานคุณหญิงผิง มารดาของจมื่นพลเลิศก็เดินผ่านมา เธอหยุดมองบุตรชายกับแขกแปลกหน้า 

“คนหงสาผู้นี้ชื่อขวัญขอรับ อยู่เรือนเจ้าทัต” จมื่นพลเลิศแนะนำขวัญกับมารดา 

“จักพามาทำกระไร คนเรือนนั้นเกลียดเราเข้าไส้ โดยเฉพาะนายของมัน”  

“อย่างน้อยก็เป็นพี่น้องกันหนาขอรับ”  

“มันไม่เคยเห็นเจ้าเป็นพี่ มองเราเยี่ยงกิ้งกือไส้เดือน” ผู้เป็นมารดาไม่พอใจเมื่อจมื่นพลเลิศเอ่ยถึงหมื่นพลทัต หญิงวัยกลางคนเดินลงไปด้านล่างโดยมีเหล่าภรรยาบ่าวของจมื่นเลิศติดตามไปด้วย 

“เจ้าคงไม่รู้ว่าข้าเป็นลูกเมียรอง เจ้าทัตเป็นลูกเมียหลวง คราเด็กข้าต้องวิ่งตามอารักขามันเยี่ยงบ่าวไพร่ หากขัดคำสั่งของคุณพ่อ ข้าจักถูกทำโทษ” ใบหน้าของจมื่นพลเลิศฉายแววเศร้าชั่วขณะ หากแต่ไม่นานก็ยิ้มออกมา 

“...” 

“แต่เพลานี้ข้าเหนือกว่ามันทุกอย่าง เจ้าจงเลือกเอาว่าจักอยู่ข้างใคร ข้าเองก็ช่วยเจ้าตามหาพี่ชายของเจ้าได้” 

แม้คำเชิญชวนนั้นจะแฝงไปด้วยจุดมุ่งหมายบางอย่างที่ดูคล้ายจะไม่ใช่เรื่องดี หากแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำพูดนั้นน่านำกลับไปพิจารณายิ่ง ขวัญที่กำลังโกรธหมื่นพลทัตเริ่มเอนเอียงมาทางนี้ จากคำพูดของจมื่นพลเลิศที่เล่ามา ดูท่าหมื่นพลทัตก็คงจะร้ายพอตัว ทั้งในยามเด็กและยามนี้ 

“อีจั่น”  

“จะ...เจ้าคะ” 

“ไปจัดเตรียมสำรับของหวานมาให้แขกของข้า อย่ามัวแต่คิดถึงไอ้หาญเสียจนไม่ทำการทำงาน”  

ขวัญหูผึ่งเมื่อได้ยินชื่อของหาญ บ่าววัยกลางคนที่เพิ่งถูกจมื่นพลเลิศเรียกใช้อาจจะเป็นมารดาของพี่หาญของตน มหาดเล็กหนุ่มชวนขวัญพูดคุยจนเวลาล่วงเลยมานาน ขวัญถือโอกาสกล่าวลาอีกฝ่ายและเอ่ยว่าจะนำข้อเสนอของจมื่นพลเลิศกลับไปคิด เมื่อลงมาด้านล่างหนุ่มน้อยตรงปรี่ไปยังเรือนครัวขนาดใหญ่ สายตาสอดส่องหาบ่าวผู้ที่มีนามว่าจั่น หญิงวัยกลางคนผู้นั้นกำลังคั้นดอกอัญชันสำหรับนำไปทำขนมในวันพรุ่ง จั่นมีผิวพรรณคล้ำแดด ใบหน้าเหลี่ยม จมูกแบน เธอหันมามองขวัญที่เดินเข้ามา 

“ป้าเป็นแม่ของพี่หาญหรือจ๊ะ...” 

“เอ็งรู้จักลูกของข้าด้วยรึ” 

“พี่หาญที่เป็นสหายของหมื่นพลทัตใช่ไหม” 

“เรียกว่าเป็นบ่าวเถิด ข้าได้ยินว่าเอ็งเป็นคนของคุณทัต ข้าฝากข้าวต้มมัดไปให้คุณทัตที” 

ขวัญรับข้าวต้มมัดห่อใบตองมาจากมือของอีกฝ่าย หัวใจดวงน้อยเต้นแรงเพราะได้พบกับมารดาของหาญ ขวัญได้แต่หวังว่าบุตรของจั่นจะเป็นคนเดียวกับคนในความทรงจำของตน การย้ายมาอยู่ที่เรือนหลังนี้เพื่อรอพี่หาญก็ดูจะเข้าท่ากว่าอยู่กับหมื่นหน้ายักษ์ที่ชอบทำหน้าบึ้งตลอดเพลา 

  

  

เสียงดาบกระทบกันดังทั่วคุ้งคลองสระบัวในยามค่ำ หมื่นพลทัตสวมโจงกระเบนแบบหยักรั้ง โจงกระเบนถูกร่นขึ้นเห็นโคนขา ส่วนบนไร้อาภรณ์มาปกปิด ชาวอยุธยาเมื่อเติบใหญ่มักจะสักยันต์ตามร่างกายเป็นปกติ ตามความเชื่อทางไสยศาสตร์แล้ว การสักยันต์แต่ละลายจะส่งผลต่อผู้สักแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับหมื่นพลทัตที่มีรอยสักลายเสือลงอักขระบริเวณแผ่นหลังส่วนบน เหงื่ออาบทั่วร่างคนตัวใหญ่จนมันปลาบ ฝีมือเพลงดาบที่หมื่นพลทัตเคยร่ำเรียนมายังคงใช้งานได้ดี แม้งานที่ตนรับผิดชอบจะไม่ได้จับดาบเลยสักครา อ่ำหอบเหนื่อยหลังจากเป็นคู่ซ้อมให้อีกฝ่ายมานาน แต่ดูท่านายของตนจะไม่ยอมรามือโดยง่าย ร่างใหญ่ควงดาบก่อนจะเดินเข้าหาอ่ำที่อยากจะถอยร่นเต็มแก่ 

“ไอ้อ่ำไม่ไหวแล้วขอรับ...” หวานที่ยืนดูเหตุการณ์เอ่ยออกมา หากประลองนานกว่านี้ อ่ำอาจเจ็บจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อเป็นแน่ 

“งั้นเอ็งก็เข้ามาแทนมัน”  

“บ่าวมิกล้าขอรับ...” ยามนี้หมื่นพลทัตดูน่ากลัวยิ่งนัก ฝีมือเยี่ยงตนจะไปสู้กระไรกับฝีมือของหมื่นพลทัตได้ หวานใคร่อยากถามหมื่นพลทัตว่าเหตุใดจึงไม่ไปสังกัดกรมพระนครบาลหรือไม่ก็กรมกลาโหมให้รู้แล้วรู้รอด  

“เอ็งมันดีแต่เกี้ยวแม่หญิง ดีแต่ไปโรงรับชำเรา!” หมื่นพลทัตไม่วายเหน็บหวานเรื่องครานั้น 

“อะ...ไอ้ขวัญมาขอรับ” หวานรีบเบี่ยงเบนความสนใจก่อนที่ตนจะถูกด่าไปมากกว่านี้ 

“ไปเรียกมันมา!” 

“ขอรับ!” 

หวานลากตัวของเด็กหนุ่มมายังลานกว้างหน้าเรือน ขวัญนึกแปลกใจที่ค่ำมืดป่านนี้ หมื่นพลทัตยังคงฝึกดาบกับบ่าว และนี่ก็เป็นคราแรกที่ตนได้เห็นหมื่นพลทัตประลองดาบอย่างจริงจัง ปกติแล้วเวลานี้อีกฝ่ายน่าจะกำลังเขียนหนังสืออยู่บนเรือน ขวัญที่ยังคงขุ่นเคืองเรื่องเมื่อกลางวันทำสีหน้าบึ้งตึงใส่หมื่นพลทัต 

“พวกเอ็งออกไปให้หมด ข้าจักประลองดาบกับไอ้ขวัญ”  

“...” ร่างเล็กตาโตเมื่อได้ยินคำนั้น ตนไม่เก่งเรื่องนี้สักนิด ยังไม่เริ่มก็เห็นแววแพ้มาแต่ไกล 

“กลัวฤๅ”  

“...” 

“ไม่ได้เรื่อง” 

“ข้าไม่กลัว” ถูกหมื่นพลทัตค่อนขอดเช่นนี้ มีหรือที่ขวัญจะยอม 

หวานพาอ่ำไปหลังเรือนพร้อมกับภาวนาให้ขวัญรอดจากคมดาบของหมื่นพลทัต ขวัญจับดาบขึ้นมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เซยะเคยบอกว่าจะสอนดาบให้ตนเพื่อป้องกันตัวหลังกลับมาจากเมืองยะไข่ หากแต่ขวัญกลับหนีมาอยุธยาเสียก่อน เท่ากับว่าหนุ่มน้อยไม่เคยจับดาบเลยสักครา และหากใกล้เคียงก็คงจะเป็นคราที่ตนเคยใช้กิ่งไม้ฝึกต่อสู้กับพี่หาญในวัยเด็ก 

“ไปที่ใดมา” หมื่นพลทัตถามขณะวาดวงดาบก่อนประลอง 

“ไปตามหาพี่”  

“มิได้ไปเรือนจมื่นเลิศดอกรึ”  

“ข้าไปตามหาพี่แล้วบังเอิญพบจมื่นท่าน”  

“เจ้าคิดจักไปจากข้า” ปลายดาบแหลมของหมื่นพลทัตชี้มาทางขวัญพร้อมกับคำกล่าวหา 

“หมื่นท่านบอกเองว่าอย่ามาให้เห็นหน้า หากเป็นเช่นนั้นไม่ดีดอกรึ” ขวัญอาศัยความไวหลบดาบของอีกฝ่าย 

“ข้ามิได้บอกให้เจ้าไปจากเรือน” 

“จักไปต่างกระไร ท่านไม่อยากเห็นหน้าข้า” 

“ข้าอยากพบเจ้ายามใด ข้าจักเรียกเอง!”  

“เอาแต่ใจ!” มือเล็กใช้ดาบป้องกันตนก่อนที่ดาบคมของอีกฝ่ายจะพุ่งมาที่ร่าง 

หมื่นพลทัตยังคงจู่โจมอีกฝ่ายไม่หยุด แม้ขวัญจะใช้ดาบไม่เป็น หากแต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเจ้าตัวนั้นไม่เป็นรองผู้ใด ขวัญทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนปลอดภัยจากคมดาบ แม้กระทั่งวิ่งหนี 

“ผู้ใดวิ่งหนีระหว่างประลองดาบ!” หมื่นพลทัตตะโกนตามอีกฝ่าย 

“ข้าไม่ยอมให้หมื่นท่านใช้ดาบฟันข้าดอก”  

“หากข้าทำจริง เจ้าไม่รอดตั้งแต่คราแรกแล้ว!”  

“เก่งดาบแต่กลับเกือบตายเพราะงู” 

หมื่นพลทัตวิ่งไล่ขวัญรอบเรือนราวกับเล่นมอญซ่อนผ้า ขวัญเสียท่าถูกหมื่นพลทัตย้อนมาดักหน้า ร่างใหญ่ลากอีกฝ่ายไปยังลานประลองเหมือนเดิม บัวที่นำความเรื่องขวัญพบจมื่นเลิศไปบอกหมื่นพลทัตแอบมองอยู่บนเรือน เจ้าตัวนึกอิจฉาที่ขวัญได้อยู่ใกล้ชิดหมื่นพลทัต ตั้งแต่หนีมาพึ่งใบบุญของหมื่นพลทัต หมายจะเป็นภรรยาตามที่ผู้เป็นอาบอก แต่หมื่นพลทัตกลับไม่มีที่ท่าจะชอบตนเลย มีเพียงครานั้นที่ถูกดึงเข้าไปกอดและถูกผลักออกในเวลาไม่นาน  

“หยิบดาบ!” หมื่นพลทัตบังคับให้ขวัญสู้กับตนอีกครา 

“...” ขวัญตวัดดาบหาอีกฝ่ายอย่างไร้ทิศทาง 

“เจ้ามัน...” 

“...” 

“น่าโมโหยิ่งนัก” ยิ่งเห็นแววตาหวาดกลัวคมดาบของขวัญ หมื่นพลทัตก็นึกหงุดหงิด 

“โอ๊ย...” ขวัญลูบแก้มของตน หนุ่มน้อยหลบไม่พ้นปลายดาบของหมื่นพลทัตที่เฉี่ยวมาถูกโหนกแก้ม 

“...”  

“ไหนหมื่นท่านบอกว่าไม่ทำจริง” เลือดสดเปื้อนติดฝ่ามือเล็ก 

หมื่นพลทัตทิ้งดาบก่อนจะเดินเข้าไปดูบาดแผลบนใบหน้าของขวัญ แผลยาวขนาดหนึ่งข้อนิ้วมีเลือดซึมออกมาไม่หยุด ขวัญอยากจะทุบตีคนตรงหน้ายิ่งนัก ตนต้องเจ็บตัวแล้วเจ็บตัวเล่าเท่าไรถึงจะพอ เพราะความมืดทำให้หมื่นพลทัตมองแผลที่แก้มของอีกฝ่ายไม่ถนัด เจ้าตัวเห็นเพียงแววตาที่ถูกเคลือบจากน้ำในตา ขวัญในยามนี้ทำให้หมื่นพลทัตนึกถึงเจ้าจำปา ครานั้นเด็กชายตัวเล็กพลาดท่าถูกกิ่งไม้ที่ใช้แทนดาบฟาดเข้าที่ใบหน้า ปลอบกันเสียนานกว่าที่เจ้าจำปาจะหยุดร้องไห้ หากแต่ในยามนี้กลับเป็นขวัญ ร่างเล็กผลักหมื่นพลทัตออกจากกายก่อนจะวิ่งหนีกลับเรือนของตนโดยที่ไม่หันกลับมามองหมื่นพลทัตอีกเลย 

“ข้าจักไม่ทนแล้วจริง ๆ” ขวัญกล่าวกับตนเองพลางจับโหนกแก้มที่เลือดยังคงไหลไม่หยุด 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว