email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ห้างฝรั่ง 2/3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 265

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ย. 2564 20:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ห้างฝรั่ง 2/3
แบบอักษร

เมื่อพระจันทร์มาเยือนท้องนภาอีกครั้งทำให้โรสินีที่กำลังนั่งเล่นอยู่ที่หลังเรือนพร้อมกับตะเกียงที่ถือลงมาด้วย ก็นั่งชมจันทร์อย่างเพลิดเพลิน ศาลาท่าน้ำหลังเรือนเป็นที่ที่รับลมได้ดี คลองดูกว้างกว่าในยุคที่เธอจากมานัก เมื่อมองลงไปที่ผืนน้ำอันมืดมิด ก็ชวนทำให้เธอสงสัยใคร่รู้นักว่า เธอมาที่นี่จากท่าศาลาแห่งนี้ได้อย่างไร เมื่อเธอชะเง้อคอไปยังริมขอบท่าน้ำเพื่อสำรวจด้วยตนเองนั้น ก็มีมือปริศนาที่ยืนมาจากด้านหลังกระชากเธอห้พ้นขอบท่าน้ำทันที  

โรสินีสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจก่อนจะชนเข้ากับอกแกร่งของชายที่มาดึงไว้ เธอยังไม่ทันได้เงยหน้าไปมองบุรุษที่เข้ามาดึงไม่ให้เธอพลัดตกท่าน้ำไป เพราะบุรุษผู้นั้นกำลังกอดเธอไว้แนบแน่น มือหน้ากุมศีรษะของโรสินีไว้แนบอกราวกับว่ากลัวจะสูญเสียเธอไปอีกครั้ง 

“อย่าขยับ... อย่าลงไป” เสียงทุ้มนุ่มของพ่อทัพกล่าว ทำให้โรสินีรู้ทันทีว่าชายที่มากอดเธอไว้แน่นเพราะกลัวเธอจะตกน้ำก็คือพ่อทัพ หาใช่ใครอื่นไม่ ทั้งสองใกล้ชิดกันเสียจนโรสินีได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหวะ ความกลัว ความระแวง ความเครียดที่มีในตัวของพ่อทัพทำให้เธอรับรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังเป็นห่วงเธอ 

“พี่ทัพเจ้าคะ ชายหญิงถูกเนื้อต้องตัวกัน ไม่งามมิใช่หรือเจ้าคะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อย ที่เขากอดเธอไว้เช่นนี้  

“ยกเว้นฉัน ยกเว้นฉันก็พอ” พ่อทัพกล่าวก่อนจะกระชับอ้อมกอดไว้แน่นด้วยความกลัว กลัวว่าจะเสียเธอไปอีกครั้ง น้ำตาบุรุษเริ่มเอ่อล้น เพราะภาพฝังใจยังคงไม่เคยจางหาย ที่แม่กุหลาบจมน้ำที่ท่าน้ำแห่งนี้ หากโรสินีซึ่งคือหญิงที่เขาเชื่อจนฝังจิตว่าเธอคือแม่กุหลาบจะต้องจากเขาไปเพราะการตกน้ำตกท่าอีกครั้ง เขาคงอยู่ไม่ได้เป็นแน่ เพราะตั้งแต่เธอปรากฏตัวให้เขาเห็น เขาก็รู้สึกกลับมามีชีวิตอีกครั้งในรอบหลายปี  

โรสินีที่ได้ยินพ่อทัพพูดเช่นนั้นก็รู้สึกราวกับว่าความอบอุ่น ความเป็นหวงเป็นใยมันแผ่ซ่านเข้าสู่จิตใจของเธอเกินกว่าจะพรรณนาออกมาได้ 

“พี่ทัพเจ้าคะ โรสมิได้เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ” เธอพูดก่อนที่เขาจะผละออกมาแผ่วเบา ก่อนจะพยายามซ่อนน้ำตาแห่งความกลัวไว้มิให้ผู้ใดเห็น 

“ฉันขอโทษ… ฉันเกรงว่าแม่โรสจะตกลงไป มิได้ตั้งใจจะล่วงเกิน” พ่อทัพกล่าว เพราะเมื่อครู่เขาเองก็ลืมตัว เผลอพลั้งปากแสดงความเป็นเจ้าของโรสินีไปได้ 

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ว่าแต่พี่ทัพหาโรสเจอได้อย่างไรเจ้าคะ?”  

“ฉันเห็นว่าแม่โรสไม่ได้อยู่ที่โถง ฉันเลยออกมาเดินหาน่ะสิ คิดไว้แล้วว่าจะต้องอยู่ที่นี่” พ่อทัพกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทำให้โรสินีงุนงงนักว่าไยเขาถึงได้เดาถูกว่าเธออยู่ที่นี่ 

“แล้วไยพี่ทัพถึงรู้ล่ะเจ้าคะ ว่าโรสอยู่ที่นี่?” 

“ก็ฉันเจอแม่โรสที่นี่ ฉันจึงมาหาแม่โรสที่นี่อย่างไรเล่า” พ่อทัพกล่าวอย่างตรงไปตรงมา  

“พี่ทัพมีอะไรจะพูดกับโรสหรือเจ้าคะ?” 

“ประหลาดคนแท้ เมื่อบ่ายยังทวงเบี้ยทวงอัฐจากฉันแท้ ๆ ยามนี้ลืมสิ้นแล้วรึ?” พ่อทัพกระตุกหนวดยิ้มเล็กน้อยทำให้โรสินียิ้มแห้งทันที นั่นสินะ ของสำคัญเช่นนี้เธอลืมได้อย่างไร 

“ไม่ลืมเจ้าค่ะ” โรสินีรีบส่ายหน้า 

“ไม่ลืมแล้วไยไม่ไปรอที่โถง?” พ่อทัพเลิกคิ้วด้วยความสงสัย แต่ในใจก็หมายจะให้เธอจนมุม เพราะยามที่ได้เย้าแหย่เธอ ทำให้เขามีความสุขยิ่งนัก 

“โรสคิดถึงบ้านเจ้าค่ะ เลยมานั่งตรงนี้ เผื่อจะกลับบ้านได้” โรสินีกล่าวไปตามตรงก่อนจะนั่งลงที่ท่าทันที พ่อทัพที่ยืนมองอยู่ก็อยากจะบอกเธอนักว่าอย่าจากไปไหน แต่จะให้ทำอย่างไรเพราะในเมื่อเธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอคือแม่กุหลาบของเขา เขามั่นใจนัก ไม่มีผัวที่ไหนจะจำเมียตนเองไม่ได้ 

“ถ้ากลับไม่ได้ก็อยู่กันเสียที่นี่ ทำเหมือนที่นี่เป็นที่ของแม่โรส” พูดจบเขาก็ยื่นถุงใส่อัฐให้กับเธอ สาวเจ้าปรายสายตาไปที่ถุงสีแดงเลือดนกก่อนจะช้อนขึ้นไปมองหน้าพ่อทัพก่อนจะไหว้ขอบคุณและรับอัฐมา พ่อทัพที่เห็นก็อมยิ้มเพียงเล็กน้อย ไม่คิดว่าเธอจะไหว้ขอบคุณเขา  

“กลับขึ้นเรือนเถอะ มานั่งตรงนี้มืดค่ำคนเดียวมันไม่ดี ยุงจะหามเอาได้” พ่อทัพกล่าวก่อนจะหันหลังให้เธอเพื่อที่จะขึ้นเรือน ทำให้โรสินีรีบลุกถือตะเกียงตามทันที 

“ก็ได้เจ้าค่ะ” โรสินีกล่าวอย่างไม่เกี่ยงงอน พ่อทัพลอบยิ้มด้วยความสุขใจที่เธอไม่ดื้อดึงกับเขาเช่นทุกครั้ง ก่อนที่เธอจะถือถุงอัฐกับตะเกียงตามหลังเขาไป จนเมื่อมาถึงหน้าห้องนอนของทั้งสองที่อยู่ตรงข้ามกัน โรสินีก็ได้ยืนมองหน้าพ่อทัพด้วยสีหน้าที่อิ่มอกอิ่มใจนัก ไม่คิดมาก่อนว่าเธอจะได้ย้อนเวลามาสู่อดีตแถมยังเจอชายหน้าโหดแต่จิตใจดีเช่นเขา  

“พรุ่งนี้ฉันจะพาแม่โรสไปห้างแถวกระทรวงของฉัน รีบนอนเสีย เพราะฉันจะไปแต่เช้า” พ่อทัพกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลราวกับเธอเป็นเด็กน้อย 

“แถวกลาโหมงั้นหรือเจ้าคะ?” โรสินีเลิกคิ้วถาม 

“ใช่ ที่ที่แม่โรสจากมา… กระทรวงของฉันเป็นอย่างไรบ้าง?” พ่อทัพถามทันทีด้วยความสงสัยใคร่รู้ โรสินียิ้มหวานขึ้นมาทันที 

“ยังอยู่เจ้าค่ะ ก็ยังเป็นกลาโหมอย่างที่เคยเป็นเจ้าค่ะ” เธอตอบไปตามตรง และคำตอบนั้นก็ทำให้พ่อทัพพออกพอใจนัก 

“งั้น… โรสขอไปนอนก่อนนะเจ้าคะ” โรสินีกล่าวก่อนจะดับตะเกียง พ่อทัพที่เอาแต่มองเธอไม่วางตาก็อดไม่ได้ที่จะพูดบางอย่างกับเธอเมื่อเธอหันหลังไปเปิดประตูห้อง 

“กู๊ดไนท์” เขาพูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้โรสินีที่ยืนหันหลังให้เขาหน้าแดงเป็นลูกตำลึงกว่าเก่า แต่คราวนี้เธอกลับไม่ตอบอะไรนอกจากรีบเข้าห้องไปทันที ทำให้พ่อทัพได้แต่อมยิ้มอยู่ที่หน้าห้องของเธอครู่หนึ่งก่อนจะกลับเข้าห้องของตนไปทันที โดยหารู้ไม่ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังแอบจับจ้องทั้งคู่ด้วยความปวดใจ 

  

แม่ซ่อนกลิ่นที่ตั้งใจจะเอาน้ำขิงไปให้พ่อทัพได้แต่ยืนนิ่ง ก่อนที่นางแช่มจะเดินมาหาเธอพร้อมกับนั่งลงตรงหน้า ทำให้แม่ซ่อนกลิ่นไม่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกในใจออกมาอย่างเมื่อครู่ 

“คุณซ่อนกลิ่นเจ้าขา คุณหญิงพิกุลเรียกให้ไปที่ห้องพระเจ้าค่ะ” นางแช่มกล่าวก่อนที่แม่ซ่อนกลิ่นจะพยักหน้ารับรู้และเดินตามนางแช่มไปที่ห้องพระทันที เมื่อมาถึงเธอก็พบว่าคุณหญิงพิกุลกำลังนั่งพับเพียบอยู่หน้าหิ้งพระนั้นเหมือนเพิ่งจะสวดมนต์เสร็จก็ได้หันมาหาเธอทันที 

“มาแล้วรึ แม่ซ่อนกลิ่น มานั่งข้างป้าสิ” คุณหญิงพิกุลกล่าวออกมาด้วยความเอ็นดู แม่ซ่อนกลิ่นอมยิ้มแต่พองามก่อนจะคลานเข่าเข้าไปนั่งข้างมารดาของชายที่เธอรัก 

“เจ้าค่ะคุณหญิงป้า” แม่ซ่อนกลิ่นส่งสายตาให้กับคุณหญิงพิกุล ทำให้รู้ทันทีว่าทั้งสองสนิทสนมกันมากเพียงใด 

“นี่มันก็หกปีมาแล้วนะแม่ซ่อนกลิ่น ป้าขอบใจหลานนะ ที่คอยมาดูแลแม่แก้วตา ไหนจะมาดูแลป้าอีก” คุณหญิงพิกุลกล่าวด้วยความเอ็นดูยิ่งนัก 

“เรื่องเล็กน้อยเจ้าค่ะคุณหญิงป้า แม่แก้วตาเป็นหลานของหลาน หลานทิ้งแม่แก้วตาไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” แม่ซ่อนกลิ่นตอบตามตรงอย่างไม่โกหก และนั่นทำให้คุณหญิงพิกุลรู้สึกพึงใจในตัวแม่ซ่อนกลิ่นยิ่งนัก 

“ป้าดีใจนะ ที่แม่ซ่อนกลิ่นดีกับป้า แม่แก้วตา และก็พ่อทัพถึงเพียงนี้ หลานทำหน้าที่แทนแม่กุหลาบได้ดีมาก หากแม่กุหลาบรู้ก็คงจะหมดห่วง”  

“อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ หลานไม่เคยคิดที่จะมาแทนที่คุณพี่กุหลาบ” แม่ซ่อนกลิ่นตีหน้าซื่อก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย 

“พูดอะไรอย่างนั้นกันแม่ซ่อนกลิ่น แม่กุหลาบสิ้นบุญไปนานแล้ว หลานไม่โกรธป้าใช่ไหมที่พ่อทัพดื้อรั้นไม่ยอมออกเรือนกับหลานน่ะ”  

“ไม่เจ้าค่ะ คุณพี่ทัพรักคุณพี่กุหลาบมาก หลานเข้าใจดีเจ้าค่ะ” 

“โถ แม่ซ่อนกลิ่นนะแม่ซ่อนกลิ่น ดีเกินคนเสียจริง สมแล้วที่ฉันเห็นแม่ซ่อนกลิ่นมาตั้งแต่เพิ่งถวายตัวรับใช้เสด็จฯ ท่าน คราแรกป้าก็หมายจะให้หลานมาเป็นสะใภ้ แต่พ่อทัพก็ทำเสียเรื่อง ไปคว้าแม่กุหลาบมาเป็นสะใภ้ป้าจนได้ ถ้าพ่อทัพออกเรือนกับแม่ซ่อนกลิ่นตั้งแต่แรก เรื่องมันก็คงไม่เป็นเช่นนี้หรอก” คุณหญิงพิกุลบ่นอย่างไม่พอใจนัก 

เดิมทีคุณหญิงท่านนั้นหมายตาให้แม่ซ่อนกลิ่นมาเป็นสะใภ้ของเรือน แต่พอคราวดูตัวกันที่เรือนของท่านเจ้าคุณผู้เป็นบิดาของสองดรุณี พ่อทัพกลับไปถูกใจลูกสาวคนโต แทนที่จะเป็นคนน้อง ลูกสาวคนโตของเรือนที่ไม่มีอะไรเทียบแม่ซ่อนกลิ่นได้สักนิด 

“คุณพี่ทั้งสองรักกัน หลานไม่อาจแทรกเข้าไปได้เจ้าค่ะคุณหญิงป้า” แม่ซ่อนกลิ่นตีหน้าซื่อตาใสทำให้คนแก่อย่างคุณหญิงพิกุลที่มั่นใจนักหนาว่าสิ่งที่ตนเลือกมาให้ลูกชายคือสิ่งที่ดีที่สุดก็อดที่จะนึกตำหนิพ่อทัพในใจไม่ได้ 

“โถ พ่อทัพช่างโง่นักที่ไม่สนใจหลาน แต่หลานไม่ต้องห่วงนะ อย่างไรเสียพ่อทัพจะต้องออกเรือนไปกับกลานปีนี้เป็นแน่ ป้าจะจัดการเอง หลานไม่ต้องกังวลไปนะ ป้าไม่ให้ใครมานินทาหลานได้หรอก” คุณหญิงพิกุลกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจทำให้แม่ซ่อนกลิ่นรู้สึกลำพองตนนัก เพราะคนที่ถือหางเธอคือผู้อาวุโสที่สุดในเรือน 

“แต่หลานไม่สบายใจเจ้าค่ะ” 

“ไม่สบายใจเรื่องกระไรกันหลาน ไหนบอกป้าซิ” คุณหญิงพิกุลเลิกคิ้วด้วยความสงสัย 

 “คุณพี่โรสเธอเพิ่งมาอยู่ที่เรือน แม่แก้วตาก็ดูจะชอบคุณพี่โรสเสียด้วย เพราะคุณพี่โรสเธอหน้าเหมือนคุณพี่กุหลาบราวกับฝาแฝด แถมยังดูสนิทสนมใกล้ชิดกันไวนัก หลานเกรงว่าคุณพี่ทัพจะ…” แม่ซ่อนกลิ่นตีหน้าเศร้า 

“แม่จีนโรสนั่นถึงจะหน้าตาเหมือนแม่กุหลาบนัก แต่ก็ไม่ใช่แม่กุหลาบเสียหน่อย หลานอย่าได้กังวลไป เพราะต่อให้พ่อทัพจะเอาแม่โรสมาเป็นเมีย ป้าก็จะไม่ยอมให้พ่อทัพออกเรือนยกแม่คนนั้นมาเป็นเมียเอกหรอกหนา” คุณหญิงพิกุลพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

“ไยเป็นงั้นล่ะเจ้าคะคุณหญิงป้า” 

“มันไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะแม่ซ่อนกลิ่น การที่พ่อทัพจะเอาผู้หญิงที่หน้าเหมือนเมียที่ตายไปแล้วมาทำเมีย คนอื่นเขาจะมองอย่างไร ถึงแม่กุหลาบจะไม่ค่อยออกไปให้ใครพบหน้าก็เถอะ แต่พ่อทัพกำลังจำเริญในงานราชการนัก คนจะมองพ่อทัพอย่างไรกัน หญิงที่เหมาะกับพ่อทัพที่สุดก็มีแต่แม่ซ่อนกลิ่นเท่านั้น อย่างไรเสียแม่ซ่อนกลิ่นก็จะต้องมาเป็นสะใภ้ของป้า” คุณหญิงพิกุลกล่าวออกมาด้วยความเป็นห่วงลูกชาย และนั่นทำให้แม่ซ่อนกลิ่นรู้สึกสบายใจโขนักที่คุณหญิงพิกุลไม่ได้เห็นดีเห็นงาม หากพ่อทัพจะเอาโรสินีมาออกเรือนเป็นเมียแต่ง 

  

ยามอรุณเบิกฟ้า คนในเรือนต่างพากันลงมารับประทานอาหารอย่างเช่นทุกวัน บ่าวไพร่ก็ต่างพากันทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง บ้างก็ทำสวน บ้างก็เลี้ยงไก่ โรสินีที่แต่งเนื้อแต่งตัวเตรียมจะออกไปข้างนอกโดยมีละเมียดคอยช่วยนุ่งผ้าให้ตามเคย 

ยามนี้โรสินีได้ลองสวมเสื้อตัวใหม่ เป็นเสื้อลูกไม้แขนหมูแฮมสีขาวนวลที่สั่งตัดมาอย่างประณีต ใส่แล้วไม่คันคะเยออย่างที่จินตนาการไว้ ตัดกับสีม่วงเม็ดมะปรางของโจงกระเบนยิ่งนัก หนำซ้ำยังสวมถุงเท้ายาวเลยเข่าพร้อมกับรองเท้าหนังเข้าชุด และแน่นอนว่าละเมียดจะไม่ยอมให้นายคนใหม่ตัวเปล่าเล่าเปลือย เธอทำโช๊คเกอร์ไข่มุกมาสวมให้โรสินี ทำให้เธอดูสง่ายิ่งนัก 

ขณะรับประทานอาหารกันอยู่นั้น คุณหญิงพิกุลก็ได้เหล่ไปมองโรสินีด้วยความสงสัยนักว่า ไยวันนี้เธอถึงได้แต่งตัวสวย ซึ่งดันบังเอิญว่าแม่ซ่อนกลิ่นก็ดันสวมเสื้อแขนหมูแฮมในวันเดียวกันพอดิบพอดี 

“แม่ซ่อนกลิ่น วันนี้แต่งตัวจะออกไปไหนรึ?” คุณหญิงพิกุลถามด้วยความสงสัย 

“จะไปกราบเสด็จฯ ท่านเจ้าค่ะคุณหญิงป้า หมู่นี้ไม่ได้ไปกราบท่านเลยเจ้าค่ะ” แม่ซ่อนกลิ่นกล่าวไปตามตรงก่อนที่คุณหญิงพิกุลจะหันไปหาโรสินีอีกครั้ง 

“แล้วแม่โรสล่ะ แต่งตัวจะออกไปไหนรึ?” 

“ไปห้างเจ้าค่ะ” โรสินีตอบไปตามตรงเช่นกัน ทำให้คุณหญิงพิกุลเลิกคิ้วขึ้นมาทันที 

“แม่โรสขาดเหลือสิ่งใดรึ?” แม้ว่าจะไม่อยากให้เธอมาเป็นสะใภ้คนใหม่เท่าใดนัก แต่คุณหญิงก็ไม่ได้ใจร้ายหรือใจจืดใจดำที่จะทำให้คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นญาติของแม่กุหลาบลำบาก 

“ไปซื้อของเจ้าค่ะ” 

“แล้วซื้ออะไรล่ะ?” 

“ไม่ทราบเจ้าค่ะ อยากไปเดินดูก่อนเจ้าค่ะ” เธอยิ้มหวานให้กับคุณหญิงพิกุลที่กำลังขมวดคิ้วจนพันกันยุ่ง 

“พิลึกคน แต่ก็ตามใจ พ่อทัพล่ะ จะออกไปไหนรึ?” คุณหญิงพิกุลหันมาถามลูกชายทันที 

“ลูกจะไปแถวกระทรวงขอรับ มีธุระต้องไปทำขอรับ” พ่อทัพตัดสินใจเลี่ยงบาลีต่อมารดา เพราะหากตอบไปตามตรงว่าพาโรสินีไปห้างละก็ คงจะเรือนแตกเป็นแน่ 

“เช่นนั้นก็ไปเถอะ แล้วไอ้เชิดไปเรียกรถลากแล้วใช่ไหม”  

“ขอรับ วันนี้กระผมขอฝากแม่แก้วตากับคุณหญิงแม่ด้วยนะขอรับ” พ่อทัพอมยิ้มเล็กน้อย 

“ได้สิพ่อทัพ ไม่ต้องห่วงหรอก” เมื่อได้ยินเช่นนั้นพ่อทัพก็เบาใจมาบ้าง จนเมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จ ทั้งสามคนก็ได้ออกมายืนอยู่หน้าเรือนเพื่อรอรถ โดยที่พ่อทัพตัดสินใจให้รถลากคันแรกแก่แม่ซ่อนกลิ่นก่อน เพราะเห็นว่ามีธุระจะไปเยี่ยมเสด็จฯ ท่าน แต่ธุระของเขากับโรสินีไม่ใช่เรื่องรีบร้อนอะไร เขาจึงรอคันต่อไปพร้อมกับโรสินีทันที ซึ่งครานี้ละเมียดก็ต้องตามไปรับใช้เธอด้วยตามคำสั่งของพ่อทัพ  

“คุณพระขอรับ รถมาแล้วขอรับ” นายเชิดกล่าวเมื่อรถลากมาถึง แต่ทว่าพ่อทัพกลับมองไปที่โรสินีครู่หนึ่ง 

“แม่โรส ขึ้นรถเสียสิ” พ่อทัพกล่าวเสียงเรียบ 

“พี่ทัพขึ้นก่อนเลยเจ้าค่ะ” เธอกล่าว 

“แม่โรสขึ้นไปก่อน ประเดี๋ยวฉันนั่งตามไป” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ละเมียดก็ได้แต่ส่งสายตาให้เธอขึ้นไปก่อน และเมื่อเธอขึ้นไปบนรถแล้ว เธอก็ขยับพร้อมกับกวักมือหาละเมียด 

“ละเมียด มัวทำอะไรอยู่ ขึ้นมาสิจ๊ะ” โรสินีชวน แต่นั่นทำให้ละเมียดทำตัวไม่ถูกทันที 

“มิได้เจ้าค่ะ” 

“แล้วจะไปด้วยกันอย่างไรล่ะ” 

“บ่าววิ่งตามไปได้เจ้าค่ะ” ละเมียดยิ้มเผยให้เห็นฟันดำ ทำให้โรสินีเบิกตาด้วยความงุนงง ผู้หญิงตัวแค่นี้จะวิ่งตามรถลากทันได้อย่างไรกัน 

“ไม่ได้หรอกละเมียด ขึ้นมานั่งกับฉันสิ เดี๋ยวฉันออกค่ารถให้” โรสินีชักชวน ทำให้พ่อทัพงุนงงนักว่าไยเธอถึงทำตัวให้บ่าวไพร่มาตีเสมอได้ 

“ไม่ได้เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวขี้กากจะขึ้นกระบาลบ่าวเอาเจ้าค่ะ” ละเมียดพูดด้วยความเกรงกลัวแต่นั่นทำให้โรสินีหรี่ตาลงเล็กน้อย 

“ไม่ขึ้นหรอกละเมียด เร็วสิ ขึ้นมา” เธอคะยั้นคะยอ ทำให้พ่อทัพอดไม่ได้ที่จะรู้สึกรำคาญสายตานัก แต่ก็ไม่อยากจะขัดใจเธอ  

“ไอ้เชิด เอ็งไปเรียกรถลากอีกคันมาให้นางละเมียด รีบเข้าล่ะ สายแล้วแดดมันจะร้อน” พ่อทัพกล่าวเสียงเรียบแต่ก็น่าเกรงขาม นายเชิดที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบทำตามสั่งทันทีโดยให้โรสินีมุ่งหน้าไปก่อน 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว