ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

-2- 2/2 มิช้านานพลัดพรากกัน

ชื่อตอน : -2- 2/2 มิช้านานพลัดพรากกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 704

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2565 12:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
-2- 2/2 มิช้านานพลัดพรากกัน
แบบอักษร

เนื่องจากภรรยาของพระยาทองดีไม่ค่อยสบาย คุณหญิงเรไรจำต้องจากเรือนไปอยู่เป็นเพื่อนคุณหญิงละเอียดผู้ซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของตน กอปรกับพระยาเกรียงไกรที่หมู่นี้ต้องเข้าวังทุกวันทำให้คุณทัตมีโอกาสหนีออกมาหาขวัญทุกคราที่มีลมหวน วิชาดาบและศิลปะการต่อสู้ที่คุณทัตร่ำเรียนควบคู่กับการอ่านเขียนถูกนำมาประยุกต์สอนให้กับขวัญ เด็กน้อยทำตามอีกฝ่ายอย่างเก้ ๆ กัง ๆ กิ่งไม้ขนาดเท่าแขนถูกนำมาใช้แทนดาบ คนตัวเล็กหลบไม่พ้นทำให้ถูกกิ่งไม้ฟาดเข้าที่แก้ม เลือดไหลออกมาตามรอยแผลที่เป็นทางยาว เด็กน้อยเริ่มเบะปากร้องไห้เพราะตกใจ คุณทัตรีบวิ่งเข้ามาดูบาดแผลบนหน้าของขวัญด้วยความเป็นห่วง กอดปลอบกันอยู่เสียนานกว่าที่ขวัญจะหยุดร้องไห้และหายโกรธอีกฝ่าย 

เพราะผิดสัญญาที่เคยบอกว่าจะไม่ทำให้ขวัญต้องเจ็บตัว คราต่อมาเด็กน้อยจึงปฏิเสธที่จะเรียนศิลปะการต่อสู้กับคุณทัต คุณทัตจำใจสอนอ่านเขียนให้กับอีกฝ่ายทั้งที่ไม่ค่อยถนัดเท่าไรนัก แต่เพราะอยากทำให้ขวัญประทับใจและคิดว่าตนเก่ง เจ้าตัวจึงตั้งใจไปเรียนหนังสือจนคนบนเรือนใหญ่นึกแปลกใจ โดยเฉพาะคุณจักร พี่คนกลางที่แวะไปหาหลวงตาที่วัดทีไรก็มักจะเจอกับน้องชายจอมพยศทุกครา 

ร่วมสองเดือนที่คุณทัตได้รู้จักกับขวัญในนามของเจ้าจำปาและขวัญก็รู้จักคุณทัตในนามของหาญ ทั้งคู่สนิทสนมกันเสียจนอยากจะบอกความจริงให้รู้แล้วรู้รอด แต่ทั้งสองก็จำต้องเก็บไว้เมื่อได้ไตร่ตรองอีกครา บุตรคนเล็กของพระยาเกรียงไกรคิดหนักว่าหากบอกความจริงไป อีกฝ่ายคงจะไม่เล่นกับตนเหมือนเคย ขณะที่ขวัญก็ยังคงเชื่อฟังคำของมารดาที่กำชับไว้นักหนาว่าห้ามเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง 

“ข้าให้พี่” ขวัญยื่นว่าวอีลุ้มที่ตนทำขึ้นมาเองให้คุณทัต 

“ทำเองรึ” 

“ข้าทำเอง” 

“...” เด็กชายยิ้มกว้างเพราะไม่เคยมีเด็กน้อยคนใดทำว่าวให้ตนมาก่อน 

“เห็นว่าพี่ชอบเล่นว่าว ข้าเลยสู้อุตส่าห์ทำมาให้ มือข้าบวมไปหมดแล้ว” เด็กน้อยเปลี่ยนเรื่องก่อนจะชูฝ่ามือของตนให้อีกฝ่ายดู 

“มะรืนนี้ตอนย่ำค่ำ ให้เจ้ามาพบข้าที่นี่ ข้าจักต้องบอกความจริงบางอย่าง” 

“เหตุใดไม่บอกประเดี๋ยวนี้” ขวัญเอ่ยถามอีกฝ่าย 

“เพราะข้าอยากเจอเจ้าอีกครั้งกระมัง มิได้ฤๅ” 

“ได้ก็ได้จ้ะ” 

คุณทัตอยากที่จะพบอีกฝ่ายอีกครา ตนจึงนัดวันที่แน่นอนกับขวัญเพื่อที่จะได้ไม่คลาดกัน กลับเรือนไปครานี้คงต้องนอนคิดว่าจะตอบแทนเจ้าตัวเล็กเรื่องว่าวอีลุ้มได้อย่างไร และที่สำคัญคงถึงเวลาที่จะต้องบอกความจริงเสียทีว่าตนไม่ใช่หาญ เด็กชายนึกอยากให้ขวัญเรียกตนว่าพี่ทัตสักครั้ง 

ไม่นานสมุดข่อยกับดินสอแท่งใหม่ก็มาอยู่ในมือของคุณทัต เพียงเจ้าตัวเอ่ยปากขอพระยาเกรียงไกรในยามค่ำ วันรุ่งขึ้นของที่ต้องการก็มาประเคนถึงหน้าห้อง บิดาคงคิดว่าตนเริ่มที่จะใฝ่รู้เรื่องการเขียนจึงไม่รีรอที่จะหามาให้ หากแต่ที่จริงนั้นของพวกนี้เป็นของเด็กน้อยริมกำแพงเมืองต่างหาก วันนี้คุณทัตไปเรียนตามปกติ คราใกล้เลิกเรียน เจ้าตัวก็แอบออกมาก่อนสหายคนอื่น สองเท้าเดินย่องเงียบออกมาพร้อมของฝากสำหรับเด็กน้อย เดินไปได้ไม่ทันไรกลับถูกเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาขวาง 

“หลบ...” เด็กน้อยมีสีหน้าบึ้งตึงเมื่อพบหน้าผู้ที่เข้ามาขวางตนไว้ 

“วันนี้คุณพ่อให้ข้ามาเฝ้าเจ้า กลับเรือนเสียเจ้าทัต” 

“ข้ามิใช่เด็กที่ต้องมีคนมาตาม หากข้าอยากกลับประเดี๋ยวข้าก็กลับเอง พี่เลิศไม่มีกงการทำฤๅกระไร เทียวมาเฝ้าข้าอยู่ได้” 

คุณเลิศเป็นบุตรของพระยาเกรียงไกรกับภรรยารองที่อยู่เรือนหลังเล็ก อายุของเด็กหนุ่มย่างเข้าสิบห้าปี เด็กหนุ่มมีใบหน้าละม้ายคล้ายทางฝั่งมารดาที่เป็นบุตรของชาวจีนโพ้นทะเล เพราะอยากมีอำนาจมิใช่แค่เงินทองพวกเขาจึงส่งบุตรสาวมาเป็นภรรยาของพระยาเกรียงไกรที่ว่ากันว่ามีอำนาจมากนัก 

“กงการวันนี้คือเฝ้าเจ้า” 

“น่าเบื่อ” เด็กชายอาศัยทีเผลอวิ่งหนีคุณเลิศและพรรคพวก คุณทัตกระโดดลงเรือจ้างก่อนจะว่าจ้างให้ฝีพายไปส่งที่คลองฉะไกรน้อยเหมือนเดิม แต่วันนี้กลับไม่ง่ายเช่นนั้น คุณเลิศให้บ่าวพายเรือตามคุณทัตไปติด ๆ โดยมีเจ้าตัวนั่งไปด้วย 

“กลับเรือน!” เด็กหนุ่มดึงเสื้อของน้องชายต่างมารดา ไม่มีทีท่าว่าจะยอมคุณทัตเหมือนคราก่อน 

“ไม่! เป็นแค่ลูกเมียรองมายุ่งกระไรกับลูกเมียหลวง!” 

“เจ้าทัต!” 

ตู้ม... 

เพราะโกรธที่ถูกอีกฝ่ายดูแคลน คุณเลิศจึงดึงร่างของคุณทัตอย่างแรง เรือจ้างโคลงเคลงจนคว่ำและจมหายไปในน้ำ คุณทัตที่ว่ายน้ำไม่คล่องตกใจที่ตกลงไปในน้ำลึกโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เจ้าตัวพยายามจะตะเกียกตะกายแต่ยิ่งพยายามฉันใด ร่างก็ยิ่งจมลงไปในน้ำฉันนั้น 

“ช่วยด้วย...” 

กว่าที่บ่าวจะกระโดดลงมาช่วย เด็กชายก็หมดสติไปแล้ว สมุดข่อยและดินสอลอยละล่องไปกับสายน้ำในขณะที่เจ้าของของมันถูกพาตัวกลับเรือนในที่สุด ร่างของคุณทัตถูกอุ้มขึ้นมาบนเรือนเป็นการด่วน คุณหญิงเรไรที่เพิ่งกลับมาจากเรือนพระยาทองดีรีบวิ่งมาดูอาการบุตรชายคนเล็ก ใบหน้าซีดเผือดกับร่างที่เปียกไปทั้งตัวทำให้ผู้เป็นมารดาร้องไห้ออกมาเพราะสงสารบุตรจับใจ ไม่นานคุณเลิศก็วิ่งตามขึ้นมาบนเรือนใหญ่ 

“นี่มันเกิดกระไรขึ้นพ่อเลิศ!” 

“วันนี้คุณพ่อให้ข้าไปเฝ้าน้อง พอเลิกเรียน น้องแอบหนีออกมาก่อน ข้ากับบ่าวตามไปจับตัวน้อง แต่โชคร้ายที่คนพายเรือให้น้องหนีทำเรือคว่ำ น้องจึงตกน้ำขอรับ” คุณเลิศเอ่ยเสียงนิ่ง 

“โธ่ ลูกแม่” 

หลังจากที่คุณเลิศกลับเรือนหลังเล็กไป คุณหญิงเรไรก็จัดแจงเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้บุตรชายคนเล็กโดยด่วน หมอที่ไปตามมาตรวจอาการบอกว่าอีกไม่นานคุณทัตก็จะฟื้นขึ้นมา แต่หากช่วยช้าไปกว่านี้อาจจะถึงคราสิ้นชีพได้ เลยย่ำค่ำมาสักพัก ในที่สุดคุณทัตก็ฟื้นขึ้นมา คุณหญิงเรไรรีบถามไถ่อาการของบุตรชายด้วยความเป็นห่วง เด็กชายพบว่าคุณเลิศพูดปดเรื่องที่ตนจมน้ำ เรือมิได้จมโดยไร้สาเหตุอย่างที่มารดาได้ฟัง แต่ถึงกระนั้นคุณทัตก็เลือกที่จะเก็บเงียบ เพราะเจ้าตัวกำลังกังวลกับการผิดนัดกับเจ้าจำปา 

“ลูกไม่เป็นกระไรแล้ว คุณแม่กลับไปพักผ่อนเถิด” 

“แม่จักให้อียับมานอนเฝ้าลูก” คุณหญิงเรไรตั้งใจจะให้บ่าวคนสนิทของตนอยู่เฝ้าบุตรชายคนเล็ก 

“ถ้าเช่นนั้นก็ให้มันนอนนอกห้อง ยับมันนอนกรน ลูกนอนไม่หลับ” 

หลังจากที่ตกลงกับมารดาจนสำเร็จ คุณทัตมีโอกาสอยู่ในห้องเพียงผู้เดียว เจ้าตัวพาร่างที่ยังคงอ่อนแรงมาที่หน้าต่าง ยามนี้ค่ำแล้ว เด็กชายไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังรอตนอยู่หรือไม่ หากกลับไปแล้วก็คงดี แต่หากขวัญดึงดันที่จะอยู่รอจนกว่าตนจะมา คุณทัตคงไม่อาจปล่อยให้เด็กน้อยรอเก้อได้ 

“ของที่ข้าจักให้เจ้าหายไปเสียแล้วเจ้าจำปา” เด็กชายนึกเสียดายสมุดข่อยเล่มนั้น เพราะอยากให้อีกฝ่ายได้มีสมุดไว้จดตำรายา ตนจึงเลือกสิ่งนี้มาโดยเฉพาะ 

ยืนอยู่ริมหน้าต่างมาสักพักใหญ่ เด็กชายมั่นใจว่าหากยังคงว้าวุ่นใจอยู่เช่นนี้ ตนคงนอนไม่หลับทั้งคืน เจ้าตัวหยิบเงินในหีบออกมาก่อนจะตัดสินใจหนีลงทางหน้าต่าง คุณทัตจ้างชายหนุ่มที่อาศัยอยู่บนเรือนแพพายเรือพาตนไปให้ถึงที่หมายโดยเร็วที่สุด เพราะค่าจ้างสมน้ำสมเนื้อ ชายฉกรรจ์ผู้นั้นจึงตกปากรับคำ 

“คุณหนูจักให้ข้ารอหรือไม่” 

คุณทัตพยักหน้าให้ชายฉกรรจ์ที่ตนว่าจ้างก่อนจะเดินขึ้นฝั่ง เจ้าตัวเพียงแค่ต้องการไปที่กระท่อมนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าเด็กจำปาไม่ได้มารอตนจนถึงเพลาค่ำมืด คืนนี้เงียบเชียบกว่าทุกครา มีเพียงเสียงนกแสกร้องดังอยู่กราย ๆ แสงจากคบไฟที่กำลังพลป้องกันบ้านเมืองจุดไว้ตามจุดต่าง ๆ ช่วยส่องสว่างไม่ให้ค่ำคืนนี้มืดมิดเกินไป แต่ถึงกระนั้นคุณทัตยังคงรู้สึกวังเวงและขนลุกชันไปทั่วทั้งแขน เด็กชายไม่ชอบเสียงนกแสกที่ร้องทักเอาเสียเลย 

มีเพียงเด็กชายที่เดินลากเท้าบนพื้นดิน ขณะที่ชาวบ้านคนอื่นพากันปิดเรือนนอนกันหมดแล้ว ในยามศึกสงครามเช่นนี้ไม่มีผู้ใดหาญกล้าตะโกนโหวกเหวกโวยวาย มิเช่นนั้นคงถูกเหล่าทหารหลวงบั่นคอขาด คืนนี้คงเป็นอีกคืนที่เหล่าไพร่ฟ้าหลับนอนกันอย่างเงียบ ๆ แต่สงบได้ไม่ทันไรเสียงโห่ร้องจากข้างนอกกำแพงเมืองก็ดังขึ้น เด็กชายหันขวับไปมองด้วยความตกใจ 

“คุณหนู ๆ รีบกลับเถิด เกรงว่าจักเกิดเหตุไม่ดีขึ้นแล้ว” ชายฉกรรจ์วิ่งมาตามคุณทัต 

“ไม่ ข้าจวนไปถึงกระท่อม...” 

ไม่ทันได้เอ่ยจบ เสียงดาบกระทบราวกับมีคนกำลังฟาดฟันกันก็ดังเข้ามาใกล้ ๆ ชาวบ้านที่ออกมาดูเหตุการณ์ต่างร้องตะโกนตกอกตกใจและพากันวิ่งหนีจนแตกกระเจิง ยามนี้ข้าศึกจากหงสาวดีบุกเข้ามาฟันแทงชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ บางรายไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกดาบฟันเข้าไปที่ศีรษะจนกระเด็นกระดอนไปคนละทาง คบไฟหลายอันถูกโยนใส่เรือนเครื่องผูก ไฟลุกลามราวกับทะเลเพลิง คุณทัตยังคงสาวเท้าต่อไปยังกระท่อมร้างแม้ใจจะหวั่นวิตกเหลือเกิน 

“มีเด็กถูกไฟคลอก!” เสียงหญิงวัยกลางคนตะโกนขึ้น 

ไฟลุกโชนกระท่อมร้างที่คุณทัตและขวัญใช้เป็นที่นัดหมาย เด็กชายกำลังจะวิ่งตามเสียงนั้นไปหากแต่ถูกชายฉกรรจ์ดึงร่างไว้เสียก่อน ชายฉกรรจ์ลากคุณทัตไปหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ ดูเหมือนว่ากองทัพจากหงสาวดีได้เคลื่อนพลเข้ามาภายในกำแพงเมืองจนทัพหน้าของอยุธยาไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป 

“เจ้าจำปากำลังถูกไฟคลอก ข้าจักไปช่วย!” 

“ช่วยตนเองให้รอดก่อนเถิด!” 

“ปล่อย!” 

“ไม่! ข้ารู้ว่าคุณหนูเป็นบุตรของแม่นายเรไร แม่นายเคยช่วยเหลือข้า ข้าจักไม่ยอมปล่อยให้คุณหนูไปตายเด็ดขาด” ชายฉกรรจ์มองข้าศึกที่กำลังเคลื่อนพลมาทางนี้ เจ้าตัวรีบปิดปากเด็กชายเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายส่งเสียงร้องดังไปมากกว่านี้ 

“ปล่อย...” น้ำตาของคุณทัตไหลออกมาท่ามกลางความวุ่นวาย หากเจ้าจำปาถูกไฟคลอกเพราะมารอตน ตนจะทำเช่นไร 

“แค่ข้าเห็นแก่เงินพาคุณหนูมาที่นี่ก็ผิดมากพอแล้ว อยู่นิ่ง ๆ เสียเถิด ข้าจักปกป้องคุณหนูเอง” 

หากรู้ว่ากำแพงเมืองจะแตกในคืนนี้ ตนคงไม่มีวันพาอีกฝ่ายมาเป็นแน่ ถึงแม้ในเวลานี้ทุกหนแห่งในอยุธยาจะดูเป็นภัย แต่หากไม่ได้อยู่แถวกำแพงเมืองซึ่งเป็นเสมือนด่านหน้าของเมือง คงจะมีทางหนีทีไล่ดีกว่านี้ ชายฉกรรจ์กอดร่างคุณทัตไว้แน่น เขม่าควันคลุ้งไปทั่วเมือง ร่างใหญ่ระทึกใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของทหารฝ่ายหงสาวดีย่างก้าวเข้ามาใกล้ ๆ 

“อดทนไว้คุณหนู” ชายฉกรรจ์กระซิบบอกอีกฝ่าย 

“พ่อกับแม่ข้าจักเป็นเช่นไร...ฮึก” เด็กชายคร่ำครวญถึงครอบครัว ไม่ว่าจะทางใดคุณทัตก็รู้สึกผิดทุกทาง 

“ชู่...” 

“ทั้งพี่ข้า...” 

“ข้าบอกให้เงียบ” 

“ทั้งเจ้าจำปา...” เปลือกตาบางปิดลงไปพร้อมกับประโยคสุดท้าย เพราะสูดดมควันไฟเข้าไปกอปรกับอ่อนเพลียจากการจมน้ำในช่วงเย็นจึงทำให้เด็กชายแน่นิ่งไปในอ้อมกอดของชายฉกรรจ์ผู้มีนามว่ามิ่งในที่สุด 


เหตุการณ์​ตอนนี้จะอยู่ในช่วงวันที่กรุงศรีฯเสียกรุงครั้งที่​ ๑ มันจะไม่รุนแรงเท่าครั้งที่ ๒ แต่ก็ทำให้อยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอย่างเป็นทางการ​ แล้วเจอกันตอนเด็ก ๆ​ โตค่ะ
ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว