email-icon facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 41 ลูกชายหรือลูกสาว

ชื่อตอน : บทที่ 41 ลูกชายหรือลูกสาว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ส.ค. 2564 16:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 41 ลูกชายหรือลูกสาว
แบบอักษร

บทที่ 41

 

ลูกชายหรือลูกสาว

 

 

 

 

 

 

 

.....หลังจากผ่านไปสามวันก็ได้เวลาที่จะต้องไปเยี่ยมพ่อแม่ของเจ้าบ่าวโดยมีพิธียกน้ำชาขอพรกับผู้เป็นพ่อแม่ฝั่งเจ้าบ่าว ทำเอาเขาตื่นเต้นจนนั่งแทบไม่ติดเลย ถ้าหากพ่อแม่เจ้าบ่าวเป็นคนธรรมดาทั่วไปเขาคงจะไม่รู้สึกตื่นเต้นขนาดนี้ 

 

"ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น"เทียนโจวถามคนตัวบางที่นั่งตัวสั่นอยู่ในอ้อมกอด มันดูน่ารักน่าเอ็นดููเหมือนเหมือนลูกกระต่ายในกำมือ

 

"ไม่...ไม่ได้ตื่นเต้น"ไม่ตื่นเต้นก็บ้าแล้วสิ! ชาติก่อนตอนไปเปิดตัวกับฟิลิกซ์เขาเกือบจะโดนไล่ฆ่าแล้ว เพราะเคยเป็นศัตรูกันมาก่อนพ่อสามีเลยไม่พอใจ ทั้งยังบอกว่าไม่ไว้ใจสุดๆ ดูถูกสารพัดสารเพ จนเขาท้อไม่กล้ามองหน้าฟิลิกซ์เลย

 

​​​​​​ดีที่ฟิลิกซ์เป็นคนปากร้ายยืนกร้านว่าจะแต่งงานกับเขาให้ได้ พอนึกถึงตอนนั้นมันก็ภูมิใจอยู่หรอก แต่กว่าจะพิสูจน์ตัวเองกับพ่อผัวก็ใช้เวลานานมาก ที่มันนานมากกว่าเดิมคงเป็นเพราะเขาท้องไม่ได้ด้วยแหละมั้ง ตอนนั้นพ่อสามีให้ข้อต่อรองว่าถ้าอยากให้ยอมรับเป็นลูกสะใภ้ก็เป็นผู้นำตระกูลให้ได้ 

 

แล้วก็อย่างที่คิด ฟิลิกซ์ยอมที่จะพิสูจน์ตัวเองเพื่อเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไปแทนพี่ชายใหญ่...

 

"ไม่ต้องกลัวอะไรหรอก ยังไงตาแก่ก็ต้องยอมรับ"

 

"นายพูดแบบนี้ตอนไปแนะนำฉันให้รู้จักครอบครัวครั้งแรก"ตอนนั้นเผลอเชื่อคำพูดของคนตัวโตเลยได้เจอชุดใหญ่เลย ดีที่มีแม่ของฟิลิกซ์ใจดีเลยช่วยห้ามไม่ให้กระโจนเข้ามาต่อย ภาพนั้นยังติดตาอยู่เลย 

 

แล้วหลังจากที่ยอมรับกันไปพ่อผัวก็เหมือนจะพยายามทำใจยอมรับ ดีที่ท่านปากไม่ค่อยตรงกับใจเท่าไหร่ ฟิลิกซ์บอกว่าท่านค่อนข้างขี้อาย ถึงปากบอกว่าไม่ชอบแต่ก็ถามหาบ่อยๆ ทั้งยังชวนไปเล่นหมากรุกเดือนละครั้งด้วย

 

"ถึงแล้วพะย่ะค่ะ"เสียงของขันทีหนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนจะเปิดประตูเกี้ยวให้ลงไป

 

"มะ ไม่เป็นไรแน่นะ"เลี่ยงหรูยืนมองประตูสีแดงบานมโหฬารด้วยอาการประหม่า เพราะต้องไปเจอคนใหญ่คนโตที่ไม่ใช่คนใหญ่คนโตธรรมดาเสียด้วย 

 

"ข้าไม่ยอมให้ใครทำอะไรเจ้าได้หรอก"เทียนโจวเอ่ยเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังให้ภรรยาผ่อนคลายลง มือก็โอบไหล่เข้าแนบชิดอก 

 

"เฮ้อ~ขอให้ผ่านไปด้วยดีเถอะ"

 

พวกเขาบ่าวสาวเดินเคียงคู่กันเข้าไปด้านใน ชุดที่ใส่คือชุดแต่งงาน ที่จริงพวกเขาจะต้องมาไหว้พ่อแม่เจ้าบ่าวตอนเช้าหลังจากแต่งงานเสร็จ แต่เพราะฝ่าบาทเห็นว่าเขากำลังตั้งครรภ์ทั้งยังต้องเข้าหอ เลยให้โหราจารย์มาดูฤกษ์ยามไหว้บิดามารดา ดีที่มันเร็วและเป็นอีกสามวันพอดี เพราะฉะนั้นเขาเลยต้องมาไหว้วันนี้ 

 

ข้างในพระตำหนักที่ยิ่งใหญ่สองทางเดินล้วนเป็นบ่อน้ำใสสะอาดขนาดกลางมีปลาคาร์ฟวิ่งวนไปมามีทั้งยังมีดอกบัวอยู่เป็นกลุ่มๆ ตรงสะพานทอดยาวเข้าไปมีศาลาพักข้างๆ ใกล้ๆกันก็มีสวนต้นไม้ที่ร่มรื่น น่าอยู่สบายมาก สายลมที่พัดผ่านมีกลิ่นดอกไม้นานาชนิด ทำเอารู้สึกผ่อนคลายในหัวก็โล่งเตียน ไม่มีอะไรน่ากังวลไปอีก

 

พอเดินสุดทางเดินผ่านส่วนดอกไม้ ต้นไม้ หลายชนิด ก็พบเข้ากับเรือนห้องรับแขกเป็นห้องโถงใหญ่ๆห้องหนึ่ง มีโต๊ะเตี้ย ทุกอย่างถูกประดับไปด้วยสีแดงอย่างเป็นมงคล ลายผ้าปักของหงส์สีทอง กับดอกบัวตั๋น ช่างเหมาะแก่งานพิธีมงคลจริงๆ

 

พวกเขาเดินเข้ามาสักพักก็เจอผู้อาวุโสทั้งสองคน ฝ่าบาททรงใส่ฉลองพระองค์สีแดงสดลายปักมังกร ส่วนฮองเฮาก็ทรงฉลองพระองค์ด้วยสีแดงลายปักหงส์เพลิง ทั้งสองพระองค์ดูเหมาะสมกันมากจริงๆ มันทั้งดูสูงส่ง น่าเกรงขาม และดูมิอาจเอื้อมถึง

 

ฝั่งพ่อเจ้าบ่าวมีพระพักตร์นิ่งขรึมกอดอกมองยังเลี่ยงหรูอย่างกดดัน ส่วนฝั่งแม่เจ้าบ่าวแย้มพระสรวยให้อย่างอ่อนโยน สายตาดูเอ็นดูเขามากๆ

 

"ถะ ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ"เลี่ยงหรูเอ่ยเสียงสั่นๆรีบคุกเข่าคำนับทั้งสองพระองค์ ส่วนเจ้าบ่าวมิได้เอ่ยอันใด เพียงแค่ทำตามเจ้าสาว

 

"ไม่ต้องมากพิธีหรอก มาๆ แม่จะให้พรเจ้าเอง"ฮองเฮาทรงตรัสออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ก่อนจะกวักมือเรียกให้เข้าไปหา 

 

เลี่ยงหรูใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น ทำอะไรไม่ถูกก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืนเพื่อเข้าไปรินน้ำชาให้ ท่านส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน บ้างก็ทำท่าทางขบขันให้กับท่าทีของเลี่ยงหรูที่ดูตัวสั่นๆ 

 

 

 

 

 

....พอผ่านพิธีอะไรเสร็จแล้วเลี่ยงหรูก็นั่งก้มหน้าตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ตรงหน้าฮองเฮา นางเห็นแบบนั้นก็ทั้งขำ ทั้งเอ็นดู มือของผู้สูงศักดิ์ลูบปลอบโยนให้อย่างนึกเอ็นดู แต่นั้นก็ยิ่งทำให้เลี่ยงหรูตัวสั่นกว่าเดิม

 

"ฮึๆๆ ลูกสะใภ้ของข้าช่างน่าเอ็นดูยิ่ง"ฮองเฮากลั้นเสียงหัวเราะไม่ไหวจนต้องยกแขนขึ้นมาปิดเพื่อสำรวมกิริยา นางดูจะอารมณ์ดีกว่าทุกวันเพราะสะใภ้ตัวน้อย

 

"จะตัวสั่นไปใยเล่า ทีกับเจ้าเทียนมิเห็นหวาดกลัว"ตาแก่ปากร้ายเอ่ยอย่างไม่เข้าอกเข้าใจอะไรก่อนจะหันไปเจอหน้าบุตรชายที่ทะมึนตึงใส่พ่อตนเอง

 

"เสด็จพ่อ ฮูหยินของกระหม่อมแค่ไม่ชินเหตุใดต้องเปรียบเทียบ"

 

"เห็นไหมเล่าฮูหยิน ข้าเอ่ยว่าเพียงนิดโอรสของเจ้าก็จะฟาดฟันข้าเสียแล้ว"ฝ่าบาทหันไปฟ้องฮองเฮาที่ประทับอยู่ข้างๆ จนเกิดเป็นภาพที่ดูอบอุ่นขึ้นมาทันที

 

"เสด็จพ่อเหตุใดต้องหันไปบอกท่านแม่ด้วย ข้ามิได้จะฟาดฟันท่านเสียหน่อย"

 

"น้ำเสียงของเจ้าดูหยาบกระด้าง สายตาก็จ้องข้าอย่างดุร้ายจะมิให้ข้าคิดได้เช่นใด"

 

บรรยากาศที่ดูจะกดดันและน่าอึดอัดหายไปทันตาเมื่อบิดากับบุตรชายเริ่มฟาดฟันกันทางสายตา ดูเผินๆมันอาจจะเหมือนทะเลาะกันแต่สำหรับเขาและฮองเฮาแล้ว มันเหมือนเป็นการพูดหยอกล้อเสียมากกว่า 

 

บรรยากาศในห้องโถงที่กว้างใหญ่อลังการเริ่มดีขึ้นและเริ่มอบอุ่นราวกับถูกโอบกอด ริมฝีปากบางของเลี่ยงหรูยกขึ้นอย่างนึกขำขันให้กับท่าทางของสองพ่อลูก เสียงที่ตอนแรกยังปกติก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆจนก้องกังวาน ห้องโถงที่เคยเงียบกริบเมื่อกี้ราวกับมิเคยเกิดขึ้น ฮองเฮาที่เห็นท่าทางนั้นส่ายหัวอย่างเอือมระอาจะเรียกลูกสะใภ้ที่งดงามหายากยิ่งให้ยืนขึ้นเดินตาม

 

"มาเถิด แม่จะสอนเจ้าว่าต้องกินอันใดบ้างตอนที่กำลังตั้งครรภ์"ฮองเฮาลุกขึ้นยืนก่อนจะพยุงเขาลุกขึ้นเดินตามไป คำที่ใช้ดูเป็นกันเองไม่ถือตนเลยแม้แต่น้อย

 

​​​​​​ฮองเฮาพาเขามาที่สวนดอกไม้ที่เขาเดินผ่านมาตอนแรกอยู่ใกล้ๆกับห้องโถงรอบข้างมีเหล่าองครักษ์เงาหลายนายที่คอยซุ่มปกป้องพวกเขาอยู่ พระพักตร์ของนางนั้นงดงามหมดจดเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องถึง ดวงตาเรียวสวยสง่างามจนยากที่จะหาใครเทียบเท่า ผิวกายขาวนวลแม้เห็นเพียงแค่มือและต้นคอ ฉลองพระองค์ที่ฮองเฮาใส่ยิ่งขับผิวกายให้ดูเด่นชัด รวมๆแล้วมันเหมือนกับมองเทพธิดาที่อยู่ในเทพนิยายเลย

 

"เจ้าจะอยู่กับเทียนเอ๋อร์แล้ว เคยทะเลาะกันบ้างหรือไม่ ดูแลกันอย่างดีหรือไม่เล่า"ฮองเฮาเอ่ยเสียงหวานออกมาเอ่ยถามไถ่ถึงสารทุกข์สุขดิบ สายตาของนางทั้งดูเอ็นดู และชื่นชมในตัวของสะใภ้ตนเอง ดูท่าทางก็รู้ว่ากำลังเห่อลูกสะใภ้คนใหม่ ขนาดชากับขนมก็เตรียมมาให้จนเต็มโต๊ะ ของขวัญหลายอย่างที่มอบให้ก็ให้พวกนางกำนัลเอาไปเก็บที่ตำหนักองค์ชาย 

 

​​​​​​ตอนแรกเขาคิดว่ามันคงไม่เยอะเท่าไหร่ แค่ดูจากที่นางกำนัลเดินเข้าเดินออกอยู่ไกลๆก็เริ่มจะสงสัยแล้วว่านางนั้นให้มามากเท่าไหร่กันเชียว 

 

"กะ กระหม่อมดูแลตนเองและองค์ชายอย่างดีพ่ะย่ะค่ะ ไม่ค่อยได้ทะเลาะกันเท่าไหร่ด้วย"เลี่ยงหรูบอกออกไปอย่างขัดเขิน ก่อนที่ฮองเฮาจะลูบหัวให้อย่างนึกเอ็นดู นางดูทั้งอยากกอดอยากหอมลูกลูกสะใภ้เสียให้เต็มที่แต่ทำไม่ได้เพราะกลัวกระต่ายน้อยขวัญเสีย เสียก่อนจะยอมรับนางเป็นแม่เขย

 

"เรียกข้าว่าแม่เถิด นอกจากเราแล้วก็มิมีใครอื่น มิต้องแทนคำเช่นนั้นก็ได้"

 

"ขะ เข้าใจแล้วขอรับ"เลี่ยงหรูเอ่ยออกไปเพียงแค่นั้นก่อนที่ฮองเฮาจะจ้องมองไม่เอ่ยอะไรต่อราวกับกำลังรอให้เอ่ยคำอีกคำ ที่นางอยากให้เรียก 

 

"เอ่อ...ทะ ท่านแม่"

 

"ดีมาก"นางยิ้มกว้างจนตาปิดจากที่ลูบหัวด้วยความรักก็เริ่มมีการโอบกอด นางดึงเขาให้เข้าใกล้ก่อนจะทำให้เขาคล้อยตาม นางเริ่มเล่าเรื่องราวของตนเองในอดีตจนถึงปัจจุบัน 

 

เรื่องราวเล่านั้นเริ่มแรกก็สนุกดี แต่พอเวลาผ่านไปสักพักตาของเขาก็เริ่มจะหนักขึ้นเรื่อยๆ คงเป็นเพราะบรรยากาศที่เย็นสบาย ใกล้จะเข้าฤดูหนาว บวกกับกลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิดที่พัดผ่านทำเอาเขาเริ่มเคลิ้มหลับไปอย่างง่ายดาย 

 

ฮองเฮาที่เห็นว่าเขาจะหลับจึงให้คนพาไปยังเตียงกว้างที่อยู่อีกฝังของสวน ที่นี่คือที่พักผ่อนอย่างแท้จริง มีทุกอย่างเตรียมเอาไว้หมดแล้ว เลี่ยงหรูเข้าสู่หวงนินทราเมื่อร่างกายรูปสึกได้ว่าอยู่บนเตียงนุ่ม แสงแดดมิค่อยกระทบสายตาเพราะมีม่านกั้นบางๆปิดเอาไว้

 

 

 

เทียนโจวเดินออกมาพร้อมกับตาแก่ที่พึ่งได้สอนบทเรียนครั้งสำคัญให้ ทั้งยังให้กองทัพทหารไว้รับใช้อีกถึงหมื่นนาย พร้อมกับ บอกว่าถ้าพี่ชายใหญ่ของตนขึ้นครองบัลลังก์แล้ว ให้ช่วยมาปกป้องด้วย ดูเหมือนว่าตาแก่จะยังไม่ไว้ใจให้พี่ชายใหญ่ของตนขึ้นครองบัลลังก์สักเท่าไหร่ 

 

"เสด็จแม่"เทียนโจวเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นแม่ของตนเองกำลังนั่งดื่มชาคนเดียว ข้างหลังมีเตียงใหญ่พร้อมกับม่านสีแดงดำกั้นเอาไว้ทุกอย่างดูเงียบสนิท สายตาของแม่มองมาที่ตนด้วยความรัก รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าที่งดงามนั้นอีกครั้ง

 

"มาแล้วหรือ ฮูหยินของเจ้าหลับไปนานเสียแล้ว"นางเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่จริงใจนางนั่งอยู่ตรงนี้เพื่อเฝ้ารักษาความปลอดภัยให้ลูกสะใภ้โดยเฉพาะ

 

"งั้นหรือขอรับ งั้นกระหม่อมต้องขอตัวลา"เทียนโจวประสานมือคำนับคนเป็นแม่ก่อนจะเดินอ้อมไปด้านหลังเพื่ออุ้มใครบางคนกลับ

 

"แม่หวังว่าเจ้าจะมาเยี่ยมแม่บ่อยๆ หากว่าหรูเอ๋อร์คลอดแล้ว เจ้าอย่างลืมพาหลานมาหาแม่ด้วยนะ เทียนเอ๋อร์"ท่านแม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หม่นลงแม้นางจะรู้ว่าลูกของนางโตพอที่จะรับผิดชอบอะไรๆได้แล้ว แต่ว่านางก็ยังคิดอาลัยอยู่ดี

 

"ไว้กระหม่อมจะพามาเยี่ยมพ่ะย่ะค่ะ"เทียนโจวว่าพร้อมกับอุ้มเลี่ยงหรูมาขึ้นมาด้วย

 

"เสด็จพี่เทียน!"เสียงของหญิงสาวที่เพิ่งพ้นวัยปักปิ่นได้ไม่นานนักดังขึ้นมาจากด้านหน้าก่อนที่เขาจะหันไปมอง นางคือองค์หญิง'หลิ่งจู' องค์หญิงลำดับที่ 6

 

"ว่าเช่นไร?"เทียนโจวเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมือก็โอบอุ้มฮูหยินด้วยท่าเจ้าสาว หญิงสาวที่พึ่งมาถึงมองหน้าพี่ชายตัวเองสลับกับเจ้าสาวที่ตอนนี้หลับไปแล้ว 

 

​​​​​"ท่านพี่เทียนโจวเช่นนี้จะมิมากเกินไปหรือ ท่านเมินข้ากี่ครั้งแล้ว! เมื่อสามวันก่อนข้าจะไปหาท่าน ท่านอาจารย์ก็ดันมาบอกให้ข้าเอาแต่เล่าเรียนจนมิได้ไปร่วมด้วย มาวันนี้ท่านมาคำนับท่านพ่อกับท่านแม่! พอข้ามาถึงท่านก็จะกลับเลยหรือ อีกไม่กี่วันท่านก็จะต้องไปที่แคว้นอื่นแล้วนะ มิพระทัยร้ายไปหน่อยหรือ!"นางว่าพรางทำเสียงกระซิบร่ายยาวพร้อมกับตัดพ้อด่วยความน้อยอกน้อยใจ 

 

หากรู้ว่าพอพ้นวัยปักปิ่นแล้วจะต้องมานั่งเรียนรู้มารยาททุกอย่างเพิ่มเป็นสองเท่า!รู้เช่นนี้นางคงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ก่อนยังจะดีกว่า แต่ก่อนนั้นนางหนีออกนอกวังเป็นว่าเล่น ตอนนี้แค่จะออกจากตำหนักยังยากยิ่งกว่าอะไรดี! ข้าละโกรธท่านพ่อจริงๆที่ยัดเหยียดเรื่องพวกนี้ให้ 

 

"ตอนนี้เจ้าก็เจอแล้วเช่นไรเล่า"เทียนโจวเอ่ยเสียงเบาตามเพื่อไม่ให้คนที่อยู่ในอ้อมอกต้องตื่นขึ้นมา 

 

ฮองเฮาที่มองอยู่กลั่นขำเป็นว่าเล่น ปกติสองพี่น้องคู่นี้จะเถียงกันเสียงดังตบอด แต่พอเห็นว่าใครหลับอยู่ก็ดันทำเสียงเบาๆแหบๆ จนเป็นภาพหน้าขันเสียได้ วันนี้ช่างเป็นวันที่นางมีความสุขมากจริงๆ 

 

"แล้วท่านไม่คิดจะบอกลาข้าบ้างหรือ จะไปเมืองอื่นแล้ว"

 

"เดี๋ยวก็เจอกันแล้ว หากพี่สะใภ้คลอดลูกจะพามาเยี่ยมเยือน"เทียนโจวว่าเสียงกระซิบตามเพราะกลัวคนตื่น คิ้วบางขมวดเข้มเข้าหากันจนไม่อยากอยู่นาน

 

"อื้อ"เลี่ยงหรูครางอื้ออึงด้วยความนึกรำคาญใบหน้าก็มุดเข้าหาอกแกร่งด้วยความแสบตา

 

"พะ พี่สะใภ้น่าเอ็นดูยิ่ง"องค์หญิงหลิ่งจูใบหน้าแดงระเรื่อเมื่อมองไปที่พี่สะใภ้ใบหน้าของพี่สะใภ้นั้นงดงามจนแทบไม่อยากหยุดจ้อง อยากเอามือไปหยิกแก้มที่มันดูนุ่มนิ่มนั้นสักครั้ง

 

"จิ๊!...อย่าจับ วันพรุ่งถ้าเจ้าอยากเจอก็มาที่ตำหนักก็แล้วกัน อีกไม่กี่วันข้าก็จะเดินทางไปที่เมืองหยางแล้ว"เทียนโจวรีบเบี่ยงตัวหลบมิให้น้องสาวของตนจีบต้องใบหน้าของเลี่ยงหรู ก่อนจะเดินหนีจากไปอย่างรวดเร็ว!

 

"ฮึ! ข้าแค่อยากจับนิดเดียวเอง"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3 วันต่อมา....

 

วันนี้พวกเขาและเหล่าขบวนทหารจะต้องไปที่เขตชายฝั่งทะเล เมืองหยางที่แสนจะอดยากและแร้นแค้นแม้ทหารจะรู้สึกวิตกกังวลว่าหากไปแล้วจะต้องอดตาย แต่พอมองดูคนนำทัพที่ไม่มีใบหน้าที่เป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังดูจะยิ้มแย้มแจ่มใสลดบรรยากาศเคร่งเครียดเวลาอยู่กับหวางเฟยของตนเอง แต่พอมาอยู่กะพวกตนตอนหวางเฟยหลับท่าทางเหมือนจะฆ่าให้ตายรายวัน 

 

"วันนี้องค์หญิงส่งจดหมายมาอีกแล้วเพคะ"เสียงของหลวนหลวนนางกำนัลคนใหม่ที่จะเข้ามาดูแลเขาแทนที่เสี่ยวเหมย นางเป็นคนที่เขาเลือกให้เข้ามารับใช้เพราะนางเป็นคนหัวแข็งค่อยข้างเชื่อคนยาก แถมยังดูจะประทับใจในตัวเขามาก เคยด่ากราดใส่พวกนางกำนัลที่นินทาเขาเอาไว้อย่างไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ตอนนั้นเขาเข้าไปช่วยนางจากพวกนางกำนัลพวกนั้นพอดีเลยให้นางอยู่คอยรับใช้เขา

 

"งั้นหรือ...อันนี้ฝากเอาไว้ให้นางด้วยแล้วกัน"เขายื่นจดหมายที่เขียนไว้ตั้งแต่เมื่อคืนให้เสี่ยวเหมยนำไปให้ทหารและส่งไปให้องค์หญิงอีกที

 

องค์หญิงหลิ่งจูที่เป็นน้องสาวแท้ๆของเทียนโจวนางเขียนจดหมายที่สื่อถึงความทุกข์ใจอย่างแท้จริงมาให้ บอกว่าท่านอาจารย์ของนางนั้นโหดร้ายเพียงใดที่ไม่ยอมให้ออกจากตำหนักเพราะต้องศึกษาเหล่าเรียนเพื่อเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งฮองเฮาของแคว้นเพื่อนบ้าน นางจะได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตเลยต้องศึกษาทุกอย่างที่มี 

 

เขาก็เลยเขียนจดหมายปลอบใจนางไปสองฉบับหวังว่าจะทำให้นางรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นมาบ้าง

 

"ตอนนี้คงได้ฤกษ์การเดินทางแล้ว เดินหน้า!"เทียนโจวเอ่ยคำสั่งพร้อมกับนำหน้าขบวนอันยิ่งใหญ่ เพื่อไปที่เมืองหยางชายฝั่งทะเลที่อดยากและยากจน

 

"เฮ้!!!"ทหารหมื่นกว่านายโฮร้องเพื่อสร้างกำลังใจให้กับตนเอง ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร จะต้องตกตายกันอยู่ที่เมืองนั้นหรือไม่ พวกข้าก็ขอตายอย่างมีเกียรติกับผู้นำอย่างท่านอ๋องเทียน!!

 

ชาวบ้้านต่างตะโกนร้องชื่นชมในตัวของท่านอ๋องคนใหม่ อวยพรให้ท่านอ๋องคนใหม่โชคดีร่ำรวยตลอดทางเดิน ไม่มีใครก่นด่า หรือต่อว่าเลยแม้แต่น้อย เพราะตั้งแต่ที่ท่านอ๋องปราบกบฎชีวิตของพวกชาวบ้านก็ดีขึ้น มีการให้กู้ยืมเพื่อทำการค้าแบบดอกเบี้ยน้อยลง เพิ่มเบี้ยอัฐเงินตำลึงให้เหล่าบ่าวไพร ไม่มีใครไม่ชื่นชมในตัวของท่านอ๋องคนใหม่ 

 

การเดินทางนั้นไม่ค่อยยากลำบากมากนักเพราะเสบียงทุกอย่างนั้นล้วนหาได้ตามท้องถนน ขนาดตั๊กแตนยังนำขึ้นมาปรุงสุกทำให้อร่อยขึ้นได้ เพราะการสอนปรุงของท่านอ๋องไม่ว่าจะหญ้า หรือดอกไม้ก็ล้วนนำมาทำเป็นอาหารได้ ไม่มีอันใดที่น่าจะเป็นห่วง

 

ตลอดการเดินทางหากพบหมู่บ้านที่ยากจน ท่านอ๋องก็จะช่วยสอนให้พวกเขาทำสิ่งที่ถูกต้อง สอนให้ต่อสู้กับโจรป่า สอนให้รู้จักปลูกพืช สอนให้รู้จักทำกิน ทำให้ที่ที่ท่านอ๋องผ่านล้วนมีแต่ความเจริญและผ่านความยากลำบากไป ปรัชาชนเริ่มรักใคร่ และให้ความเคารพเสมอ ข่าวลือเช่นนี้เลยเริ่มดังขึ้นมาเรื่อย

 

รัชทายาทที่ขึ้นครองอำนาจมาไม่นานนัก ก็มิได้อยู่เฉยให้ถูกดูแคลน ทางฝั่งตะวันตกของแคว้นรัชทายาทเริ่มแก้ปัญหาให้อย่างไร้ที่ติ ช่วยเหลือชาวบ้าน กวาดล้างโจรที่มาปล้นผู้อื่น ลงโทษนักโทษที่ไม่สำนึกผิดบาปให้เป็นตัวอย่างเพื่อมิให้เอาเยี่ยงอย่าง ทำให้ที่ที่รัชทายาทพ้นผ่านล้วนเคร่งกฎหมายเป็นสำคัญดูแลความปลอดภัยของชาวบ้านให้อยู่อย่างไม่หวาดกลัว

 

ประชาชนทั้งแผ่นดินต่างกล่าวขานว่า"หากผู้น้องคือผู้พัฒนา ผู้พี่ก็คือผู้ปกป้องมิให้เกิดการโกงกิน"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

....7 เดือนต่อมา 

 

เลี่ยงหรูนั่งทอดมองออกไปด้านนอกบนชั้นสองของจวนข้างนอกนั้นมีน้ำสีฟ้าครามสดใส บรรยากาศค่อนข้างที่จะร้อนขึ้นมานิดหน่อยคงเพราะเพิ่งผ่านฤดูฝนมาได้ไม่นาน 

 

"หวางเฟยเพคะ ทรงทอดพระเนตรสิ่งใดอยู่หรือเพคะ"หลวนหลวนว่าพร้อมยิ้มอ่อนพร้อมกับรินชาบำรุงร่างกายให้คนที่มีหน้าท้องใหญ่โต ที่ใกล้ถึงกำหนดคลอดเสียแล้ว นางทั้งตื่นเต้นและดีใจยิ่งกว่าคนที่กำลังตั้งครรภ์เสียอีก 

 

"ข้ากำลังดูว่าข้างนอกนั้นทหารได้สร้างอะไรเพิ่มขึ้นมาอีกหรือยัง"ที่เขาว่าออกไปเช่นนั้นมันก็เพราะว่าหลังจากที่มาถึงก็เจอแต่ขอทาน ทั้งพวกชาวบ้านยังคิดว่าพวกเขาคิดจะมาปล้นแล้วเอาไปเป็นทหารเลยดีใจกันใหญ่ แต่พอบอกว่าจะมาอยู่ก็พากันปาก้อนหินไล่ที่ เพราะทีนี้มันอกยากแร้นแค้นเลยไม่พอใจที่จะมีใครเพิ่มเข้ามาอีก

 

แต่เพราะความโหดเหี้ยมของเทียนโจวเลยสั่งจับเข้าคุกชั่วคราวไปเกือบครึ่งหมู่บ้าน ทำให้ไม่มีใครกล้าต่อว่าหรือไล่ที่อีก แต่พอผ่านไปได้คืนเดียวพวกชาวบ้านก็บุกปล้นสะดมของทหาร ตอนแรกเหล่าขุนพลและทหารไม่พอใจมาก เกือบจะสังหารคน

 

แต่เขาห้ามเอาไว้และบอกให้ปล่อยไปเพราะยังไงวันนี้พวกเขาจะสอนการจับปูจับปลามากิน เพื่อล้างความเชื่อของชาวบ้านออกให้หมด 

 

เสบียงของทหารเสบียงของนายบ่าวถูกชาวบ้านเอาไปหมด ยกเว้นของมีค่าต่างๆ จากนั้นคนที่เป็นผู้นำทัพของเหล่าทหารก็เริ่มสอนวิธีจับ กุ้ง หอย ปู ปลา ต่างๆ นานา ก่อนจะสอนวิธีปรุงรสที่ถูกต้อง ทำให้ทหารไม่อดยากและเริ่มภูมิใจที่มีผู้นำมากความสามารถเพียงนี้ 

 

หลังจากวันนั้นก็เริ่มมีดารสร้างบ้านติดชายฝั่งโดยทำบ้านให้สูงกว่าพื้นน้ำเพื่อเป็นการง่ายต่อการทำมาหากิน ชาวบ้านที่เห็นก็เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตแบบคนติดทะเล

 

ทำให้ที่นี้เริ่มเจริญมากยิ่งขึ้นเริ่มปรับเปลี่ยนรสชาติของอาหารทะเลให้มีความอร่อย รู้จักทำเกลือจากทะเล และเริ่มมีการค้าขายไปยังเมืองอื่นๆจนทำให้ท่านอ๋องคนใหม่เริ่มร่ำรวยยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นมั่งคั่งที่สุดในแผ่นดินแล้วกระมั้ง 

 

"ดูเหมือนว่าท่านอ๋องจะกลับมาแล้วนะเพคะ"

 

"อืม..ข้าจะออกไปต้อนรับเสียหน่อย"

 

"ค่อยๆลุกนะเพคะ"

 

​​​"อึก!....โอย!"เลี่ยงหรูที่กำลังลุดขึ้นยืนจู่ๆก็รู้สึกได้ถึงแรงดิ้นของลูกในท้อง

 

"เป็นอะไรไป เพคะ?"หลวนหลวนที่พยุงเลี่ยงหรูให้ลุกนั่ง เห็นอีกคนทำหน้าขมวดคิ้วเป็นป่มราวกับเจ็บปวดมาก เลยรีบเอ่ยถามขึ้นทันที!

 

"มะ ไม่มีอันใด ข้าแค่- โอ้ย!!"ความรู้สึกเจ็บปวดกำลังจะหายไปแล้ว แต่จู่ๆมันก็เจ็บแปล็บ!ขึ้นมาอีก ก่อนที่จะรู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆไหลลงอาบต้นขา

 

"ว๊าย!! วะ หวางเฟยเพคะ!! ท่านหมอ!! ท่านหมอ!หวางเฟยจะคลอดแล้ว!!"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

............

 

หุหุหุ....ในที่สุดจะได้เห็นหน้าหลานแล้ว อีแม่เป็นปลื้ม555 

 

ตอนหน้าจบแล้วเจ้าค่ะ😁 ตอนพิเศษไรท์ขอเป็นตอนในยุคปัจจุบันนะคะพี่น้องชาวรี้ดทุกท่าน👅 

 

ความโหดร้ายของอีกพี่ยุคปัจจุบันคุณน้องจนต้องเรียกพี่ว่าปีศาจเลยทีเดียว555

 

เรื่องติดเหรียญนั้นไรท์จะติดตอนพิเศษนะคะทุกคน กฎจะเป็นเช่นไรเดี๋ยวรอติดตามนะคะ จุ๊บๆ 🥰😘

 

รักรี้ดทุกโค้นนนน~😘🎉💓

 

ปล.ฝากตั้งชื่อให้น้องด้วยนะคะ ตอนนี้หัวไรท์โล่งมาก ให้น้อง ชื่อป๊อปแคทดีไหม555 น้องจะเป็นชายหรือหญิงนั้น ออเจ้าก็ลองทายว่าไรท์จะให้น้องเป็นชายหรือหญิงดี หุหุหุ 

 

ปล2.มิใช่แฝดนะเจ้าคะ😘

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว