Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 หลบหนีในเงาจันทร์

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 หลบหนีในเงาจันทร์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2564 12:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 หลบหนีในเงาจันทร์
แบบอักษร

ฉึบ!

เสียงของผลไม้ที่แตกสลายเป็นเสี่ยงๆเมื่อถูกลูกศรจากเกาทัณฑ์พุ่งทะลุด้วยความเร็วและแรง จนทำให้ผลไม้อย่างลูกท้อสีหวานนั้นแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี

เจ้าของเกาทัณฑ์ปราบปลื้มกับผลงานของตนเองจนยกยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ ขณะที่ทำการหย่อนขาลงไปเพื่อพักให้หายเหน็ดเหนื่อยอยู่บนหลังคาสูงของบ้านสกุลเซี่ยที่มั่งคั่ง

ตี๋หลานชอบใช้เวลาว่างในยามเย็นจวนจะค่ำเช่นนี้มาอยู่ที่นี่เป็นประจำ นอกจากจะใช้เป็นที่ฝึกยิงธนูจากที่สูงแล้ว มันยังทำให้ดขาสามารถมองเห็นอะไรได้มากมายกว่าเวลาอยู่ที่ต่ำ ไม่ว่าจะเป็นเมืองผิงอานที่เงียบสงบ มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากหลายๆบ้านที่ส่องแสงแข่งกันในยามที่ฟ้ามืด และเสียงเดินกันเป็นขบวนของเหล่าทหารที่มารักษาความปลอดภัย “แต่ก็ยังมีคนหายอยู่แทบทุกวัน” แต่ไม่รู้ว่านี่จะเป็นความปลอดภัยได้เพียงใดกัน

ชายหนุ่มจึงได้แต่ส่ายหัวละทิ้งซึ่งความคิดอคติที่มีต่อมหารพวกนั้น แล้วหันกลับมาสนใจผลไม้สีสวยบนต้นแล้วเล็งจับจ้องไปยังลูกท้อที่มีสีสวยที่สุด แต่แล้วยังไม่ทันได้ปล่อยมือยิงลูกศรออกไป เม็ดฝนน้อยๆที่ตกลงมาจากฟ้ากระทบกับใบหน้างดงามของชายหนุ่ม จนทำให้อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองขึ้นไป แล้วฝนก็โปรยปรายลงมาแต่ไม่มากมายนัก ไม่ต่างอะไรจากหมอกดีๆสักเท่าไหร่ในปลายของฤดู

ลูกธนูรองสุดท้ายของวันนี้ได้ถูกยิงออกไปอีกครั้งอย่างแม่นยำ เสียบทะลุผลท้อจนแตกสลายและหล่นลงไปจากต้นในที่สุด ตี๋หลานยกยิ้มพอในท่ามกลางสายฝนแล้วจึงหยิบลูกธนูลูกสุดท้ายของวันนี้ขึ้นมากเพื่อเล็งไปที่ผลท้อบนต้นไม้นั่นอีกครั้ง

พรึ่บพรั่บ!

เสียงอะไรบางอย่างดังมากจากที่ฟากหนึ่งของตัวพื้นที่ภายในบ้าน เสียงนั่นดูเหมือนกับเสียงลมที่พัดผ่านไปอย่างรวดเร็วและมาพร้อมกลิ่นอายที่ผิดปกติ ซึ่งทำให้ตี๋หลานหยุดเล็งผลท้อแล้วเพ่งสมาธิไปที่เสียงประหลาดนั่นแทน ก่อนจะได้ยินเสียงเสียงกรีดร้องของสาวใช้ภายในบ้าน ใกล้กับเรือนพำนักของฮูหยินเซี่ยผู้เป็นน้าของตี๋หลาน

ตี๋หลานไม่รอช้ารีบกระโจนไปตามหลังคาจนถึงหลังคาที่หมาย ก่อนจะพบเข้ากับ “จิ้งจอก” ที่มีสีตาแดงฉานราวกับไฟในดวงตานั้นเหมือนมีลูกไฟกำลังจะทะลุออกมา ชายหนุ่มเมื่อเห็นข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดและสาวรับใช้กำลังพากันคลานหนีตายกันอย่างหัวซุกหัวซุน

และจิ้งจอกนั่นก็เหมือนรู้ตัวว่าตี๋หลานกำลังเพ่งมองไปยังตัวมัน มันจึงเพ่งมองขึ้นมายังตี๋หลานที่ยืนเล็งเกาทัณฑ์แล้วปล่อยลูกศรออกจากมือในเวลาไม่ช้าแต่ด้วยความที่เป็นจิ้งจอกมันย่อมหลบเลี่ยงได้อย่างทันกาล จึงทำให้ลูกธนูนั้นทำได้แค่เฉี่ยวแต่ถึงอย่างไรมันก็ได้รับบาดเจ็บก่อนจะวิ่งหนีไปทางด้านหลังของเรือน ซึ่งตี๋หลานก็คิดอยากจะตามไปแต่ด้วยความเป็นห่วงน้าหญิงเขาจึงต้องลงไปดูความเรียบร้อยเสียก่อน

แล้วพอตี๋หลานกระโดดลงมาจากหลังคา ก็มีเหล่านักล่าปีศาจที่ดูเหมือนว่าเพิ่งจะได้กลิ่นอายปีศาจจึงรีบบุกเข้ามาพร้อมกับเหล่าทหารจำนวนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆขณะที่ผู้คนภายในบ้านกำลังแตกตื่น แล้วฮูหยินเซี่ยจึงรีบออกมาจากในบ้านเพื่อดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น

“ท่านน้า ท่านเป็นยังไงบ้าง” ตี๋หลานรีบพุ่งเข้าหาผู้เป็นน้าหญิงอย่างกระตือรือร้น ก่อนที่นางจะลูบที่หัวของหลานชายเพื่อเป็นการบอกว่านางไม่เป็นอะไร

“ข้าไม่เป็นอะไร ว่าแต่เกิดอะไรขึ้น แล้วพวกท่านเข้ามา..”

“ฮูหยิน เมื่อครู่มีปีศาจจิ้งจอกบุกเข้ามาในเรือนของท่าน” ห้าวอี้ หัวน่านักล่าปีศาจกล่าวอ้างขึ้นขณะที่นางหันไปมองหน้าตี๋หลานเป็นเชิงคำถามว่าจริงหรือ ก่อนที่จะได้รับคำตอบจากการพยักหน้าของตี๋หลาน

“ศิษย์พี่ มีรอยเลือดหยดอยู่กำแพงเ้านหลังบ้าน คาดว่ามันจะหลบหนีไปทางนั้น” หนึ่งในเหล่านักล่าวิ่งหน้าตื่นมาจากทางด้านหลังของเรือน เหล่านักล่าจึงไม่รอช้ารีบพากันวิ่งตามออกไปทางด้านหลังและเหล่าทหารที่พากันตรวจดูภายในบ้าน

ส่วนตี๋หลานที่อยู่ในอ้อมกอดของน้าหญิงอยู่ ก็มีความกังวลเล็กน้อยและยังจดจ่ออยู่ภายในเรือนพักของเขา ไม่รู้ว่าหยินเสียงจะพูดกับเขาเช่นไร เมื่อทุกอย่างเป็นเช่นนี้

หลังจากนั้นไม่นาน ตี๋หลานเมื่อปลอบใจฮูหยินเซี่ยแล้วจึงรับกลับมายังเรือนหลังของตนแล้วจึงพังประตูเข้าไปจนเกิดเสียงดังปึงปัง จนทำให้หยินเสียงที่ตื่นอยู่แล้วนั้นยิ่งตกใจตื่นขึ้นไปอีก

“เจ้าตกใจงั้นเหรอ” ตี๋หลานในใบหน้าที่ทั้งโกรธทั้งเสียใจมุ่งหน้ามาทางหยินเสียงพร้อมกับเกาทัณฑ์คู่ใจในมือที่กำเอาไว้แน่น

“อือ..ข้ารู้ทุกอย่างแล้วข้าเกือบจะ..”

“เจ้าทรยศข้า! โกหกและหักหลัง ทำเรื่องต่ำช้า” ตี๋หลานตะคอกเสียงดังขณะที่หยินเสียงขมวดคิ้วสงสัยว่าตี๋หลานหมายความถึงเขาว่าอย่างไรถึงได้กล่าวออกมาเช่นนั้น

“อะไร..”

“ข้าให้ที่พักพิงแก่เจ้า ท่านน้าก็ดีกับเจ้า มาอยู่แค่วันเดียวข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะทำกับข้าได้ เจ้าปีศาจ เจ้าเป็นปีศาจจริงๆ..”

ตี๋หลานเล็งเกาทัณฑ์ไปที่แสกหน้าของหยินเสียง ขณะที่หยินเสียงเริ่มมีน้ำตาคลอเพราะไม่เคยมีผู้ใดด่าเขาได้เจ็บถึงเพียงนี้ในกรณีที่เขาไม่ได้ทำสิ่งใด

“ยิงสิ” เขาท้าทายให้ตี๋หลานยิงธนูออกมาอย่างไม่เกรงกลัว

ซึ่งตี๋หลานเองก็ไม่ได้มีความกล้า หากแต่เพราะความถูกต้องเขาจึงจำยอมที่จะต้องทำ แต่ก็ไม่ทันได้ปล่อยให้ลูกได้หลุดออกจากมือ หยินเสียงผู้มีอำนาจเหนือกว่าก็ได้ทำให้ลูกธนูนั้นสลายกลายเป็นประกายเล็กๆสีใส ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีอย่างหมดความนับถือ “ในตัวเด็กน้อยขี้เหงาผู้หนึ่ง ที่มีจิตใจดีที่สุด”

“ที่แท้ เจ้าเองก็แล้งน้ำใจ” แล้วจึงกระโจนออกไปตรงระเบียงหน้าต่างกลายเป็นสุนัขจิ้งจอกขนขาวเป็นประกายสู้กับแสงจันทร์ก่อนจะหายลับสายตาไปจากตี๋หลาน

 

เหล่านักล่าปีศาจได้ไล่ล่าตามรอยเท้าของปีศาจจิ้งจอกที่หายกลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง พวกเขาหยุดอยู่ที่ป่าด้านนอกครู่หนึ่งก่อนจะเตรียมอาวุธแล้วจึงแยกย้ายกันออกไปเป็นหมู่คณะ

ส่วนหยินเสียงเมื่อออกมาจากบ้านของสกุลเซี่ย เขาก็พบว่ามีรอยเลือด จึงคาดว่าจิ้งจอกตนนั้นคงจะได้รับบาดเจ็บขณะที่ถูกเหล่านักล่าออกล่าในยามที่ยากลำบากเช่นนี้ “ไม่แน่ว่าครั้งนี้อาจจะถูกจับไปได้” เขาจึงคิดที่จะออกตามหาจิ้งจอกตนนั้น ที่มีใบหน้าและทุกอย่างคล้ายคลึงกันกับเขา โดยการวิ่งสะกดรอยตามเหล่านักล่าพวกนั้นเข้าไปในป่า

ปีศาจจิ้งจอก ที่มีตาแดงฉาน เมื่อได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากลูกธนูของตี๋หลานก็ทำให้เขาแทบจะหมดพลังในการวิ่ง และไม่รู้ว่าในการหลบหนีอยู่ใต้เงาจันทร์ร่ำไรเช่นนี้จะพาตัวเขาให้หนีรอดอีกครั้งได้หรือไม่

เขาวิ่งไปอย่างไร้จุดหมายและไร้ที่พึ่ง หลังจากเดินทางโดดเดี่ยวมานานไม่คิดว่าการมาถึงเมืองแห่งนี้จะสร้างปัญหาให้ไม่เว้นแต่ละวัน ขณะที่ตัวเขาเองไม่ได้ทำผิดอย่างที่ถูกกล่าวหา และเมื่อจะหลบหนีออกจากเมืองนี้ก็ดันถูกสกัดกั้นไปเสียทุกที่ จิ้งจอกเร่ร่อนอย่างเขาจึงทำได้เพียงหลบอยู่ในป่าใหญ่แห่งนี้เพียงลำพัง

และเพราะความอยากรู้อยากเห็นจนเกิดเป็นความคิดโง่ๆที่จะออกตามหาผู้ที่มีใบหน้าเหมือนกับเขา เพราะอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วทุกอย่างนี้มันคืออะไรและไม่แน่ว่าจิ้งจอกตนนั้นก็อาจจะรู้เรื่องราวของเขาที่เขาไม่รู้ก็ได้ แต่ด้วยความประมาทจึงทำให้ถูกจับได้ “แล้วทำไมเด็กหนุ่มคนนั้นถึงมีจิ้งจอกตนนั้นไว้ในบ้าน แล้วเหตุใดเขาจึงต้องยิงข้า”

“ศิษย์พี่ ดูนี่สิมีรอยเลือดอีกแล้ว มันจะต้องไปทางนี้แน่” จ่างเกาหนึ่งในนักล่าปีศาจเอ่ยขึ้น พลางใช้มือแตะๆตรงรอยเลือดนั่นขึ้นมาดม แต่ดูเหมือนว่าห้าวอี้จะยังไงปักใจเชื่อ

“อย่างเพิ่งวางใจ ปีศาจจิ้งจอกนี้ร้ายกาจกว่าที่เราคิด เราไม่เคยใช้เวลานานขนาดนี้ในการออกล่าปีศาจเพียงตนเดียวแล้วทุกวันนี้ยังมีคนตายอย่างลอยนวลเกือบทุกวัน เล่ห์กลเช่นนี้ไม่อาจจะเชื่อได้” ห้าวอี้กล่าวขณะที่ก็ได้นั่งลงแล้วเพ่งมองไปยังรอยนั่นอย่างพินิจ

ขณะที่หยินเสียงก็แอบมองจากไกลๆแต่ก็พอคาดเดาได้ว่าเหล่านักล่านั่นกำลังพูดถึงสิ่งใด ก่อนจะนึกอะไรได้ เขาก็กระโจนวิ่งออกไปอีกทางตามแสงจันทร์ที่สาดส่องพลางส่งเสียงเห่าหอนให้ดูเหมือนกับว่ากำลังได้รับความเจ็บปวดจากพิษบากแผล

ซึ่งเหล่านักล่าเมื่อได้ยินเสียงจากไกลๆก็พากันรีบมุ่งหน้าตามเสียงนั่นไปอย่างที่ไม่ทันได้ฉุกคิด เพราะด้วยสัญชาตญาณที่มีมากกว่าสมองจึงได้หลงกลจิ้งจอกหยินเสียงเข้าให้แล้วอย่างจัง

“หากว่าเจ้าได้ยินเสียงของข้าในขณะนี้ ข้าอยากจะให้เจ้าวิ่งกลับไปยังที่เดิม ตรงนั้นมีต้นไม้ใหญ่และมีโพรงที่สามารถหลบซ่อนได้อยู่ใต้ต้นไม้นั่น ให้เจ้าหลบอยู่ตรงนั้น รอข้า ไม่ช้าข้าจะตามไปพบเจ้า” หยินเสียงส่งกระแสจิตผ่านการหอนของเขา ซึ่งหากจิ้งจอกนั่นได้รับฟังหรือสามารถรับสารจากเขาได้ก็แสดงว่าเขาทั้งสองมีความปรารถนาที่ตรงกัน

ขณะที่หยินเสียงวิ่งไปจนสุดปลายทางบนเขาสูง มีหน้าผาสูงตระหง่าน เขาหยุดมองมันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะหอนรับแสงจันทราแล้วจึงกระโจนท่ามกลางอากาศแล้วหายตัวไปหลังจากนั้น

ส่วนเหล่านักล่า ซึ่งหลงกลจิ้งจอกหยินเสียงเข้าให้แล้ว ก็ได้ตามเสียงเห่าหอนของจิ้งจอกมาจนถึงสุดปลายของหน้าผา การวิ่งไล่ล่าปีศาจเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องยากสำหรับมนุษย์ แต่ด้วยจิตใจที่แน่วแน่และอุดมการณ์ที่สูงส่งของพวกเขาที่ยอมตายเพื่อที่จะรับใช้ฮ่องเต้ พวกเขาย่อมทำได้ทั้งนั้น

ใบหน้าผิดหวังแสดงออกมาอย่างชัดเจนบนใบหน้าของห้าวอี้ หัวหน้านักล่าปีศาจ ที่ไม่เคยผิดหวังกับอะไรมาก่อนเหมือนอย่างเช่นนี้ หากเขากำจัดปีศาจจิ้งจอกตนนี้ไม่ได้ ไม่ใช่แค่เพียงจะขายหน้า แต่เขาก็ได้นำเอาศักดิ์ศรีของสำนักมาทิ้งไว้ในเมืองผิงอานแห่งนี้ด้วย

“ฮ่องเต้ให้เวลาเราเจ็ดวัน หากข้าห้าวอี้ ทำไม่ได้พวดเจ้าก็จงนำศีรษะของข้าไปถวายเป็นการรักษาศักดิ์ศรีของสำนักเรา” ห้าวอี้กล่าวแก่เหล่าศิษย์น้องด้วยน้ำเสียงจริงจังซึ่งเหล่านักล่าที่เหบือต่างพากันยิ่งยึดมั่นในอุดมการณ์ยิ่งขึ้นไปอีก

“หากศิษย์พี่ยอมสละหัว ข้าจะสละแขน”

“หากศิษย์พี่ยอมสละแขน ข้าจะสละขา”

หลังจากหลอกล่อเหล่านักล่าสำเร็จ หยินเสียงก็รีบมุ่งหน้าไปยังโพรงใต้ต้นไม้เพื่อหวังว่าจะได้พบกับจิ้งจอกตนนั้นเสียที และจะได้ถามไถ่ถึงเรื่องราวต่างๆที่เป็นไป เพราะเขาเองก็ไม่ได้ปักใจเชื่อว่าจิ้งจอกตนนี้จะทำร้ายใครเหมือนกับข่าวลือเหล่านั้น และคนภายในเมืองที่กีดกันพวกเขา

เขากลายร่างเป็นมนุษย์เช่นเดิมแล้วจึงก้าวขาเดินไปยังโพรงไม้นั่นด้วยความตั้งใจ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ยากเร่งรีบจนเสียเรื่องซึ่งมันจะอาจจะทำให้จ้าวจิ้งจอกนั่นตกใจก็เป็นได้ ซึ่งในใจก็คอยลุ้นว่าจะมีใครอยู่ในนั้นหรือไม่

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งใกล้ๆจ้าวจิ้งจอกเร่ร่อนก็ค่อยๆโผล่หัวออกมาจากโพรงไม้ เพื่อดูคนที่มานั้นเป็นศัตรูหรือมิตร แต่พอโผล่หัวพ้นจากเงามืดก็พบเข้ากับมบหน้าของเขาที่อยู่กับร่างนั้นที่มีเนื้อตัวสะอาดสะอ้านกับผมที่ถูกม้วนครึ่งหัวอย่างสวยงามกับปิ่นที่สะท้อนเข้ากับแสงจันทร์ งดงามยิ่งนัก ผิดกับเขาที่มีเนื้อตัวสกปรกกับชุดเก่าขาดวิ่น ผมปล่อยสยายกระเซอะกระเซิง นอนหมอบอยู่ตรงนั้นราวสัตว์ป่าไร้เจ้าของ ที่รอการมาโปรดโดยผู้ที่มีบุญเหนือกว่า

ขณะที่หยินเสียงมองภาพคนตรงหน้าอย่างเศร้าสร้อยกับสภาพของอีกคนที่แตกต่างกับเขาโดยสิ้นเชิง ชุดขาดลุ่ยกับชาดสีแดงบนหน้าผากช่างสะกดใจเขาให้เจ็บยิ่งนัก เขาเหมือนได้เห็นเงาของตนเองที่ต่างออกไป เราเหมือนกันแทบจะทุกอย่างผิดเพี้ยนไปเพียงแค่วาสนาที่มากหรือน้อย

“เจ้าช่างดูเหมือนกับข้ายิ่งนัก..” หยินเสียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบจะมีแค่ลมที่ออกมาจากปาก แต่คนตรงหน้ากลับได้ยินประโยคนั้นอย่างชัดเจน

และเขายังไม่กล้าจะพูดสิ่งใดในเมื่อเราสองอยู่ใกล้กันเพียงนี้ เพราะเขาอายกับสภาพของตัวเองที่เป็นอยู่ จึงทำได้เพียงแค่นอนหมอบอยู่อย่างนั้นแล้วปล่อยให้หยินเสียงถือวิสาสะลูบที่หัวของเขาด้วยความสงสาร

“เราได้พบกันแล้ว หากว่าเจ้าไม่ยอมหันกลับขึ้นมามองหน้ากันก็ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะมีเช่นครั้งนี้อีกหนือเปล่า” หยินเสียงใช้วาจาหลอกล่อจนอีกคนหันหน้าขึ้นมามองเขาแต่โดยดีก่อนเขาจะเชยคางอีกคนขึ้นมามองให้ชัดๆอย่างเต็มตา

“ไม่มีผิดเพี้ยน..”

ว่าแล้วก็เหลือบไปเห็นบาดแผลตรงช่วงไหล่ แล้วจึงหันมาถามไถ่ว่าอีกคนนั้นรู้สึกเช่นไร

“เจ็บหรือไม่..บาดแผลนั่น”

“ไม่..”

“หึๆเจ้ายอมพูดกับข้าแล้ว แล้วบอกมาสิว่าเจ้ามีชื่อว่าอะไร หรือเจ้าไม่มีชื่อ..” หยินเสียงทำหน้าสลดเมื่อเสียมารยาทถามออกไปเช่นนั้น แต่อีกคนดันมีความกระตือรือร้นที่จะตอบ

“หยางเซิง ชื่อของข้า” เมื่อได้พูดชื่อของตนออกมาให้คนอื่นรับรู้นั้น มันช่างมีความสุขยิ่งนักว่าเขานั้นก็มีชื่อเหมือนกับคนอื่นๆมันจึงทำให้เขาดีใจทุกครั้งเมื่อได้เอ่ยมันออกมาครั้งแรก กับคนที่ฟังภาษาเขาออก นอกจากพูดกับเหล่าสัตว์ในป่า

“หยาง..เซิง..” แต่หยินเสียงกลับมีสีหน้าต่างกับหยางเซิงที่มีใบหน้าเบิกบานแบะยกยิ้มร่าบนหน้าบึ้งตึงที่น้อยคนนักที่จะได้พบเห็นร้อยยิ้มงดงามเช่นนี้ แต่หยินเสียงกลับตกตะลึงเมื่อได้ยินว่า หยางเซิง คือชื่อของจิ้งจอกที่มีใบหน้าเหมือนกับเขา

“แล้วเจ้า ชื่อเจ้า” หยางเซิงพยายามถามบ้างเมื่อเห็นหยินเสียงเงียบไป

“หยินเสียง คือชื่อของข้า” หยินเสียงตอบกลับไปใบหน้าฝืนยิ้มเพราะในใจเขากลับมีความคิดมากมายที่ตีกันอยู่

“ไพเราะ..”

“หืม..?”

“หยินเสียง ไพเราะ” ใบหน้าซื่อๆของหยางเซิงนั่นทำให้หยินเสียงอดไม่ได้ที่ยกยิ้มออกมาแล้วลูบไปที่ใบหน้ามอมแมมนั่นอีกครั้ง

“หยางเซิงก็ไพเราะ”

สิ้นสุดคำนั้นเขาก็หันขึ้นไปบนฟ้าแล้วมองมันอย่างมีความหมาย นัยน์ตาแอบแฝงไปด้วยคำถามแบะข้อสงสัย หากนี่เป็นสิ่งที่สวรรค์สรรสร้างเหตุใดจึงมีปริศนาให้แก้อยู่เรื่อยมา แล้วความจริงเกี่ยวกับเขาทั้งสองมันคืออะไรกัน แล้วฝนก็ตกลงมาอีกครั้ง..

 

“หยินเสียงหายตัวไปอย่างลึกลับอย่างงั้นหรือ ข้าว่าแอบหนีเที่ยวอีกเสียมากกว่า” ชิงสุ่ยที่บัดนี้ได้เป็นราชันย์แห่งเผ่าจิ้งจอกแล้ว ได้เอ่ยถามหาบุตรชายที่หายตัวไปอย่างลึกลับเหมือนกับที่เสี่ยวเอ้อกล่าว

แต่ด้วยความที่เป็นถึงประมุขของเผ่า และเป็นพ่อแท้ๆเขาย่อมรู้จักถึงตัวตนของบุตรชายตนเองดี แม้ว่าคนอื่นจะพยายามอธิบายและเข้าข้างหยินเสียงก็ตาม

“เอ่อ..จริงๆนะรับ เขาบอกว่าจะไปท่องโลกสักสองสามวัน..” เสี่ยวเอ้อกล่าวอย่างกล้าๆกลัวๆเพราะกลัวว่าหยินเสียงเมื่อกลับมาจะโดนความผิดอีก ในเมื่อเขาเองก็ช่วยได้เท่าที่จะทำได้

“เอาเถอะ คงถึงเวลาที่เขาจะต้องออกไปผจญภัยเป็นครั้งสุดท้าย เพราะในไม่ช้าข้าได้ตัดสินใจจะแต่งตั้งหยินเสียงให้ขึ้นเป็นรัชทายาทคนต่อไป” ชิงสุ่ยกล่าวเหมือนกับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใด หากแต่ผู้คนที่รายล้อมเขาอยู่ ณ ที่แห่งนั้นต่างพากันดีอกดีใจเป็นพิเศษ

“หยินเสียงไล่ตามเงาจนเจอ..”

“หือ?”

ผู้คนต่างพากันเงียบลงในทันทีเมื่อหันไปมองตามเสียง ที่ถูกเปล่งออกมาจากน้ำเสียงอันนุ่มลึกของ อี๋ลี่ ราชินีของเผ่าและเป็นแม่ของหยินเสียง ได้เอ่ยวาจาประหลาดออกมาหลังจากที่เงียบมานานและแทบจะไม่พูดคุยกับใคร นอกจากปล่อยใจให้ล่องลอยไปเหมือนกระแสน้ำที่ไหลผ่านจิตใจไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

“อี๋ลี่ เจ้าไปพักก่อนเถอะ..” ชิงสุ่ยรีบเข้าไปประคองผู้เป็นภรรยาแล้วส่งให้เหล่านางรับใช้พาให้กลับเข้าไปยังตำหนัก

ขณะที่ตัวเขาเอง นับวันก็ยิ่งมีความกังวลมากยิ่งขึ้นไปเกี่ยวกับนาง ที่เป็นเช่นนี้และไม่รู้ว่าจะหายกลับมาเป็นปกติเมื่อไหร่ ซึ่งเขาเฝ้ารอคอยจนไม่หลงเหลือความหวังอีกต่อไปแล้วจึงทำได้เพียงอยู่กับปัจจุบันให้มีความสุข แล้วหยินเสียงก็ดันมาสร้างปัญหาให้ไม่เว้นแม้แต่ละวัน จนเขาก็ปล่อยใจให้ปลงกับสิ่งเหล่านี้ให้ได้เสียที

ความคิดเห็น