ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 02 ใครทิ้งใครก่อน Part l Loading…100%

ชื่อตอน : บทที่ 02 ใครทิ้งใครก่อน Part l Loading…100%

คำค้น : ประธานยั่วรัก,ท่านประธาน,MyBoss,สองพิชชา

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 225

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ค. 2564 19:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 02 ใครทิ้งใครก่อน Part l Loading…100%
แบบอักษร

 

บทที่ 02 

ใครทิ้งใครก่อน Part l Loading…100% 

                

“แกพูดแบบนั้นจริงเหรอยัยอิงค์” ศริณเอ่ยถามเสียงดัง สองตาเบิกโพลงขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินประโยคบอกเล่าที่ยังไม่แน่ใจว่าเธอฟังอะไรผิดเพี้ยนไปหรือเปล่า 

 

               “ก็จริงน่ะสิ แกจะตกใจทำไมวะ” 

 

               “เอ้า ก็แกเพิ่งบอกฉันว่าแกปฏิเสธพี่ชายฉันไป แกจะไม่ให้ฉันตกใจได้ยังไง ตั้งแต่ฉันคลานตามตูดพี่รุตออกมาเนี่ยนะ ฉันไม่เคยเห็นเขาอกหัก หรือว่าถูกผู้หญิงที่ไหนปฏิเสธเลยสักคนนะเว้ย” 

 

               “แล้วมันยังไงล่ะ มันแปลว่าฉันจะต้องตอบรับเขาเหมือนกับคนอื่นหรือยังไง จะบ้าเหรอ ฉันเพิ่งจะอกหักมานะแก อีกอย่าง แกอย่าพูดเหมือนไม่รู้จักนิสัยพี่ชายตัวเองหน่อยเลย” อาณดาว่าอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะถอนหายใจพลางยกแก้วชาเขียวขึ้นดูดคลายร้อน 

 

               “เรื่องนั้นฉันรู้น่า แต่มันก็อดแปลกใจไม่ได้นี่หว่า ทีแรกฉันก็แอบคิดว่าแกจะหาทางพูดอ้อมๆ อะไรทำนองนั้น ใครจะไปคิดว่าแกจะกล้าปิดประตูเกมรุกใส่หน้าเขากลับไปแบบนั้นกันวะ” ศริณยังคงบ่นอุบไม่เลิก พยายามจินตนาการถึงสีหน้าของศรุตตอนที่ถูกปฏิเสธ แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก 

 

“ว่าแต่พอแกปฏิเสธแล้ว พี่ศรุตเขาทำยังไงวะ เขาพูดอะไรกับแกต่อหรือเปล่า หรือว่าหน้าเหวอไปเฉยๆ เลย”  

 

               “ไม่รู้ เพราะฉันวิ่งหนีเขาไปเข้าห้องน้ำ”  

 

               คำตอบของอาณดาทำเอาศริณกลอกตาเซ็ง 

 

“แกไม่ต้องมาทำถามโน่นถามนี่เพื่อบ่ายเบี่ยงเลยยัยริบ ฉันถามจริงๆ เลยนะว่าอะไรเข้าสิงให้แกเปิดทางให้พี่รุตเขาจีบฉัน” อาณดาถามต่อด้วยความสงสัย จริงๆ นึกอยากจะเอาเรื่องศริณอยู่เหมือนกัน เพียงแต่คิดไปคิดมาแล้วก็น่าจะเปล่าประโยชน์ เพราะยังไงเสีย การตัดสินใจทั้งหมดก็ขึ้นอยู่ที่เธออยู่ดี ซึ่งเธอปฏิเสธศรุตไปแล้ว 

 

“ผีน้องสาวผู้แสนดีละมั้ง โอ๊ย! ยัยอิงค์ เจ็บนะโว้ย กระตุกเสียแรงเชียว” ศริณโวยวายเสียงดังเมื่อถูกอาณดาแกล้งกระตุกเส้นผมไปด้านหลังแรงๆ จนหน้าหงาย 

 

“น้องสาวผู้แสนดีบ้าบออะไรของแก พี่ชายแกน่ะ เสือดีๆ เลยนะ คิดยังไงถึงได้กล้าที่จะทำตัวเป็นแม่สื่อ ไม่กลัวเสียหมาบ้างหรือยังไง” 

 

“ฉันไม่ได้บ้าโว้ย แล้วก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แต่ฉันก็แค่สงสารแกแล้วก็สงสารพี่รุตด้วย มันก็เท่านั้นเอง”  

 

“สงสารแค่ฉันก็พอมั้งเพราะฉันเพิ่งอกหัก ส่วนพี่รุตของแก เขาไม่เห็นมีอะไรน่าสงสารสักนิด วันก่อนแกยังบอกฉันอยู่เลยว่าเขาพาพริตตี้สาวขึ้นคอนโดฯ” อาณดาย้อนถาม  

 

คนถูกย้อนอย่างศริณถึงกับหน้าเจื่อนเพราะไม่มีอะไรจะเถียง แต่นั่นมันเป็นเรื่องก่อนหน้าที่เธอจะตัดสินใจเปิดโอกาสให้ศรุตจีบอาณดานี่นา ดังนั้น ความดีที่จะเอาชนะใจเพื่อนสาวของเธอก็เลยอาจจะยังมีบกพร่องไปบ้าง 

 

“เรื่องมันผ่านไปแล้วน่า อีกอย่าง เขาก็ถูกฉันกันท่าไม่ให้จีบแกมาตั้งหลายปีแล้วนะ ยังไม่น่าสงสารอีกเหรอ” 

 

“ไม่สักนิด” น้ำเสียงของอาณดายังคงจริงจัง และคงจะไม่ใจอ่อนง่ายๆ 

 

“เขาน่าสงสารจริงๆ นะแก ไม่เชื่อแกลองคิดดูสิว่าจะมีผู้ชายที่เพียบพร้อมขนาดพี่รุตสักกี่คนบนโลกที่จนป่านนี้แล้วก็ยังไม่เคยได้รู้จักความรักจริงๆ” ศริณยังพยายามโน้มน้าวไม่หยุด 

 

“แกก็รู้ว่าผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตของพี่รุตส่วนมากก็เข้ามาเพราะเงินทั้งนั้น ซึ่งฉันเล็งเห็นแล้วว่าถ้าขืนยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เนี่ย พี่ชายฉันต้องกลายเป็นคนจิตใจด้านชาแน่ๆ” 

 

“แกก็เลยโยนขี้มาทางฉันงั้นสิ” 

 

“โยนพี่ก็พอมั้ง” ศริณหันไปมองค้อนใส่ ในขณะที่อาณดาถอนใจพลางส่ายหัวให้กับความคิดที่ฟังยังไงก็ไม่เข้าท่า 

 

“ฉันว่าแกกำลังหลงประเด็นไปไกลเลยนะยัยริบ” อาณดาตัดสินใจตัดบท เพราะขืนยังเถียงกันไปเถียงกันมาอยู่แบบนี้ เรื่องนี้คงไม่ได้ข้อสรุปแน่ๆ 

 

“ประเด็นแรก ฉันยังยืนยันว่าพี่รุตเขาไม่ใช่คนน่าสงสารแบบที่แกพูด ประเด็นที่สอง ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่วิเศษวิโสมาจากไหน ที่จะสามารถทำให้เสือผู้หญิงอย่างเขารู้จักกับความรักที่แท้จริงได้ ตราบใดที่เขาไม่เริ่มจากการหยิบยื่นความรักให้คนอื่นก่อน” 

 

“แต่…” 

 

“แกหยุด ฉันยังพูดไม่จบ” อาณดายกมือปรามเมื่อศริณทำท่าจะพูดแทรก ศริณงับอากาศไปเต็มคำก่อนจะยอมนั่งเงียบๆ รอฟัง 

 

“ประเด็นสุดท้าย พี่ชายแกซื้อฉันด้วยเงินไม่ได้ก็จริง แต่ไม่ใช่เพราะฉันเย่อหยิ่งหรือว่ารวยล้นฟ้ามาจากไหนหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะฉันเพิ่งอกหักเว้ย ฉันเพิ่งโดนผู้ชายสวมเขามา ฉันไม่อยากเสี่ยงกับอะไรที่อาจจะต้องจบแบบเดิมอีก แกไม่เคยได้ยินคำว่าหนีเสือปะจระเข้เหรอ ถ้าขืนฉันตกลง ฉันไม่หนีเสือไปเจอโคตรพ่อเสือเลยเหรอวะ” อาณดาอธิบายเสียงเครียด สีหน้าจริงจังจนศริณเริ่มหนักใจ ที่ไม่ว่าจะพยายามเชียร์พี่ชายสักเท่าไรก็ดูเหมือนจะยังฟังไม่ขึ้นสักที ไม่รู้ว่ามันผิดที่ก่อนหน้านี้ เธอเล่าเรื่องทุกอย่างของศรุตให้อาณดาฟังด้วยหรือเปล่า เพื่อนสนิทของเธอถึงได้ออกตัวว่าดูขยาดพี่ชายของเธอเสียขนาดนี้ 

 

“เรื่องนั้นฉันเข้าใจแกนะยัยอิงค์ แต่ฉันก็ไม่อยากจะให้แกปิดโอกาสตัวเอง ถึงพี่รุตของฉันอาจจะเคยเจ้าชู้หรือว่าประวัติไม่ดีมาก่อน แต่ฉันเชื่อว่าถ้าเขาได้มีโอกาสได้รู้จักความรักที่แท้จริงสักครั้ง เขาจะต้องดูแลรักษามันเป็นอย่างดีแน่ๆ” 

 

“แล้วแกเอาอะไรมามั่นใจว่าฉันจะเป็นความรักที่แท้จริงของเขาวะ” อาณดาอดไม่ได้ที่จะย้อนถามอีกเหมือนเคย 

 

“ฉันไม่รู้หรอกว่าแกจะใช่หรือเปล่า ถ้าให้พูดในฐานะที่แกเป็นเพื่อนที่ฉันรักที่สุด ฉันก็อยากให้แกเจอผู้ชายที่ดีที่สุด และถ้าพูดในฐานะน้องสาว ฉันก็แค่อยากให้พี่ชายฉันเจอผู้หญิงที่ดีที่สุดเท่านั้นเอง” ศริณอธิบายเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา 

 

“ฉันว่า…” 

 

“แกจะตัดสินใจยังไงกับเรื่องนี้ก็แล้วแต่แกเลยเว้ยยัยอิงค์ ไม่ต้องเกรงใจฉันเพราะฉันก็แค่เสนอทางเลือกให้แกเฉยๆ เหมือนกับที่ฉันเปิดโอกาสให้พี่รุตเขาได้ทำคะแนน สุดท้ายแล้วเขาจะทำได้ดีแค่ไหนหรือต่อให้เขาจะเอาชนะใจแกไม่ได้เลย ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน”  

 

กลายเป็นศริณที่ตัดบทสรุปของทุกคำถามออกมาอย่างเด็ดขาด ใจหนึ่งอาณดาก็รู้สึกหนักใจ แต่อีกใจก็เข้าใจเหตุผลและความหวังดีของเพื่อน เพียงแต่เธอยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่จะขยับสถานะความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับศรุตขึ้นไปได้เลยสักนิด 

 

“งั้นแกก็ควรจะเคารพการตัดสินใจของฉันนะยัยริบ อย่างที่บอก ฉันปฏิเสธพี่รุตเขาไปเรียบร้อยแล้ว” 

 

“ยังหรอก เพราะฉันเชื่อว่าพี่ชายของฉันไม่มีทางยอมแพ้กับอีแค่การถูกปฏิเสธแค่ครั้งเดียว”  

 

พูดจบศริณก็ยกมุมปากยิ้มกลายๆ สายตาดูเจ้าเล่ห์ อีกทั้งแววตาของเธอก็ยังดูไม่น่าไว้ใจ มันทำให้อาณดานึกถึงใบหน้าและรอยยิ้มของศรุตขึ้นมาในทันที เพราะเวลาที่ยิ้มแบบมีเลศนัย รอยยิ้มของสองพี่น้องคู่นี้ช่างเหมือนกันจริงๆ  

 

“แล้วไหนแกบอกว่าพี่ชายแกไม่เคยถูกปฏิเสธไง ป่านนี้เขาอาจจะเกลียดขี้หน้าฉันไปแล้วก็ได้มั้ง” 

 

“ตรงกันข้ามเลยน่ะสิ คนอย่างพี่รุตน่ะ เขาเป็นพวกยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุจะตายไป” 

 

“อ้อ ประเภทอยากเอาชนะ พอชนะแล้วถึงจะเลิกเล่นงั้นสิ” 

 

“ไม่เชิงหรอก แต่ฉันเชื่อว่าอะไรที่เขาอยากได้ เขาจะต้องทำทุกทางเพื่อให้ได้ไปแน่ๆ และนี่แหละโอกาสที่ดีที่แกจะได้ดัดนิสัยเขาเสียบ้าง” 

 

อาณดาถึงกับถอนหายใจเมื่อได้ยิน เธออธิบายจนปากเปียกปากแฉะ แต่ดูเหมือนศริณก็ยังเชื่อแต่ในสิ่งที่ตัวเองคิดเอาไว้  

 

“แกนี่มันเพ้อเจ้อจริงๆ” อาณดาดับฝันของศริณด้วยน้ำเสียงเข้ม “บอกตามตรงว่าตอนนี้ยังเอาตัวเองไม่รอดเลย แล้วจะไปดัดนิสัยใครได้”  

 

 “งั้นมาคอยดูก็แล้วกันว่ามันจะเป็นแบบที่ฉันพูดหรือเปล่า” ศริณบอกอย่างท้าทาย แต่อาณดากลับส่ายหัวไปมาอย่างเอือมระอาเพราะคิดว่ายังไงเสียมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน 

 

“งั้นฉันขอถามแกอีกข้อก็แล้วกัน” 

 

“อะไร” 

 

“ถ้าสุดท้ายแล้วทุกอย่างมันไม่เป็นไปแบบที่แกคิด แกจะทำยังไงวะ” 

 

“แกหมายถึงอะไรล่ะ” 

 

“ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าฉันกับพี่รุตตัดสินใจจะคบกันขึ้นมาจริงๆ แต่สุดท้ายแล้ว เราดันไปกันไม่รอด แถมยังจบกันไม่ดี แกกับฉันจะยังเป็นเพื่อนกันอยู่ไหม” 

 

คำถามของอาณดาทำให้ศริณเงียบลงในฉับพลัน เธอใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะยอมตอบ 

 

“เป็นดิ ตราบใดที่ความรักเป็นเรื่องระหว่างคนสองคน ปัญหาที่เกิดขึ้นมันก็เป็นเรื่องระหว่างคนสองคนที่ต้องช่วยกันแก้ ฉะนั้น มันไม่ควรจะกระทบมาถึงบุคคลที่สามที่แค่ทำหน้าที่แม่สื่ออย่างฉันหรอก” ศริณอธิบายยิ้มๆ และได้แต่ภาวนาขอให้ปัญหาที่ว่ามันไม่เกิดขึ้นเลยจะดีที่สุด 

 

“แกพูดเองนะ” 

 

“เออ ถ้าแกกับฉันเลิกคบกัน เราต่างคนต่างก็ไม่มีเพื่อนแล้วนะ” ศริณทิ้งท้ายติดตลก  

 

อาณดายิ้มกว้างเมื่อได้ยินแบบนั้น เพราะสำหรับเธอแล้ว ต่อให้เรื่องราวระหว่างเธอกับศรุตจะมีโอกาสได้เริ่มต้นหรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้วมันจะจบยังไง ก็ไม่สำคัญเท่ากับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับศริณเลยสักนิด  

 

ติ๊ดๆ 

 

เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือของอาณดาดังขึ้นระหว่างที่เธอกับศริณกำลังแย่งมะม่วงชิ้นสุดท้ายในถุง อาณดาจำใจต้องยอมแพ้ปล่อยให้มะม่วงชิ้นนั้นตกเป็นของศริณไปโดยปริยาย ก่อนที่เธอจะก้มหน้าหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ทว่าพอเห็นชื่อของคนรักเก่าบนหน้าจอ อาการกระตือรือร้นที่จะกดรับสายก็พลันหายไปในทันที 

 

“นี่ไทม์มันยังไม่เลิกตื๊อแกอีกเหรอวะ” ศริณถามหลังจากที่ยื่นหน้ามามองหน้าจอเมื่อเห็นว่าอาณดานั่งจ้องอยู่สักพักแต่ไม่ยอมกดรับ 

 

‘ไทม์’ หรือ ‘ธัชพล’ คือแฟนเก่าของอาณดาที่ถึงแม้ว่าจะเพิ่งคบกันมาได้ไม่กี่เดือน แต่ศริณก็มองออกว่าอาณดารู้สึกดีกับหมอนั่นอยู่มากทีเดียว ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าในช่วงระยะเวลาที่คบกันสั้นๆ นั้น อีกฝ่ายก็ออกลายเสียแล้ว ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นโชคดีของอาณดาหรือเปล่าที่จับได้ไล่ทันเร็วขนาดนี้ 

 

“อืม น่ารำคาญชะมัด ฉันจะทำยังไงดีวะแก” 

 

“โทรปรึกษาพี่รุตดิ” 

 

“โอ๊ย แกนี่ก็ ขายพี่เก่งขึ้นมาทันทีเลยนะ” 

 

“ฮ่าๆ งั้นเอามานี่มา เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ศริณพูดพลางเอื้อมมือมาหยิบโทรศัพท์มือถือของอาณดาเพราะตั้งใจจะกดรับแทน ทว่าอาณดากลับจับมันเอาไว้แน่นพร้อมกับส่ายหัว 

 

“ไม่ต้องๆ คราวก่อน ฉันก็ให้พี่รุตรับแทนไปทีหนึ่งแล้ว ถ้าจะต้องให้คนอื่นรับแทนตลอดก็คงไม่ไหว เดี๋ยวรับเองดีกว่า” อาณดาบอกเสียงเรียบ สีหน้ามุ่งมั่นแม้จะถอนหายใจอย่างนึกรำคาญทิ้งท้ายก็ตามที 

 

“เออ เอาแบบนั้นก็ได้ แต่ถ้ามีอะไรรีบบอกเลยนะ” ศริณกระซิบกระซาบก่อนจะกลับไปนั่งตัวตรงเหมือนเดิม ส่วนอาณดาก็สูดหายใจเข้าเรียกสมาธิก่อนจะสไลด์หน้าจอเพื่อรับสาย 

 

“ฮัลโหล” 

 

[เลิกเรียนหรือยังอิงค์ ฉันแวะไปรับนะ] 

 

“ไม่ต้อง แล้วต่อไปนี้นายก็ไม่ต้องมาวุ่นวายกับฉันอีก เข้าใจไหมไทม์ เมื่อไรนายจะจำได้สักทีว่าเราเลิกกันแล้ว” อาณดาบอกเสียงเข้มอย่างตรงไปตรงมา  

 

ลึกๆ แล้วเธอยังรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่พูดออกไป เสียใจและเสียดายเวลาตั้งหลายเดือนที่คบกันมา แต่การยอมเจ็บเพื่อให้ทุกอย่างจบลงก็เป็นทางเลือกที่เธอตัดสินใจเลือกไปแล้ว อาจเพราะระยะเวลาที่คบกันยังไม่มาก และเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่โหยหาหรือบูชาความรักมากมายนัก จึงทำให้เธอก้าวผ่านความเจ็บปวดครั้งนี้มาได้ แม้แผลจะยังไม่หายสนิทเสียทีเดียว แต่ก็คิดว่าไม่ได้หนักหนาสาหัสสักเท่าไร 

 

[ฟังฉันก่อนได้ไหมอิงค์ ฉันอธิบายได้จริงๆ] 

 

“ฉันไม่อยากฟัง ฉันเชื่อในสิ่งที่ฉันเห็น และสิ่งที่ฉันเห็นก็คือผู้หญิงคนนั้นนุ่งผ้าขนหนูผืนเดียวอยู่ในห้องน้ำที่คอนโดฯ ของนาย” อาณดาย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่พยายามเข้มแข็ง  

 

ภาพทุกอย่างในวันนั้นเหมือนจะเริ่มชัดขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่เธอพยายามจะลืมมันมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา ยิ่งพูดเธอก็ยิ่งรู้สึกเจ็บจี๊ดในอก 

 

[มันก็แค่เรื่องเข้าใจผิด] 

 

“ฉันไม่ได้โง่นะ ไทม์”  

 

[ฉันเองก็ไม่ได้โง่เหมือนกัน บอกฉันมานะว่าไอ้เวรนั่นมันเป็นใคร แล้วทำไมเธอถึงได้ไปนอนกับมัน] 

 

               คนปลายสายเปลี่ยนเรื่องไปเสียดื้อๆ เหมือนจะไม่ยอมรับความผิด แต่เลือกที่จะโยนความรู้สึกผิดกลับมาที่อาณดาแทน 

 

“ฉันจะนอนกับใครมันก็เรื่องของฉัน ในเมื่อฉันเลิกกับนายแล้ว ฉันจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น” 

 

[ไม่จริง ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะลืมฉันได้เร็วขนาดนั้น จริงๆ แล้วเธอแอบคบกับมันพร้อมกับฉันใช่ไหมอิงค์ บอกฉันมานะว่ามันเป็นใคร หรือว่าจริงๆ แล้วเหตุผลที่เธออยากเลิกกับฉันก็เพราะต้องการจะไปคบกับมันอยู่แล้ว] 

 

ติ๊ด! 

 

อาณดากดวางสายด้วยความรำคาญ จากนั้นก็ตัดสินใจปิดเครื่องทันที 

 

“อะไรวะ เกิดอะไรขึ้น ตกลงว่าไทม์มันพูดอะไร” ศริณรีบถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยเมื่อสีหน้าของอาณดาตอนนี้ไม่สู้ดีเท่าไรนัก  

 

“พูดไปเรื่อย หาสาระไม่ได้ ที่แย่สุดก็คือโทษว่าที่ฉันบอกเลิกเขาก็เพราะฉันมีคนอื่นอยู่แล้ว” 

 

“หา!” ศริณร้องถามเสียงสูงเพราะไม่อยากจะเชื่อ  

 

“น่าจะเป็นเพราะเมื่อวันก่อนฉันให้พี่รุตรับสายให้เพราะไม่อยากคุยกับเขาน่ะ เขาก็เลยโทษว่าจริงๆ แล้วฉันอยากเปิดตัวคนใหม่ก็เลยหาเรื่องเลิกกับเขา” 

 

“สารเลว” ศริณพ่นคำด่าออกมาทันที ในขณะที่อาณดาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับความวุ่นวายของธัชพลเต็มที 

 

“แล้วทีนี้แกจะทำยังไง จริงๆ ฉันว่าอย่าไปสนใจก็พอมั้ง คนแบบนั้นก็คงแค่อยากจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองไม่ใช่คนผิดนั่นแหละ” 

 

“ก็คงอย่างนั้น จริงๆ ฉันก็ไม่ได้กลัวว่าเขาจะมาวุ่นวายกับฉันหรอกนะ กลัวแต่เขาจะไปวุ่นวายกับพี่รุตมากกว่าน่ะสิ” 

 

“ไม่หรอกมั้ง หมอนั่นไม่รู้สักหน่อยว่าผู้ชายที่รับสายเป็นใคร” ศริณรีบบอก แต่พอเห็นสีหน้าหนักใจของอาณดาแล้วเธอก็เริ่มไม่แน่ใจ “หรือว่ารู้” 

 

“ตอนนี้ยัง แต่ไม่รู้ว่าเขาจะหาทางรู้จากรูปได้หรือเปล่า” 

 

“รูปอะไรวะ”  

 

อาณดาถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อได้ยินคำถาม ก่อนจะตัดสินใจเปิดรูปที่เธอเองก็ยังไม่ได้ลบออกจากเครื่องให้ศริณดู 

 

“โอ้โฮ” 

 

“ตอนถ่ายไม่ทันคิดว่าไทม์จะทำตัวมีปัญหาแบบนี้” อาณดาบอกด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล 

 

“นี่อย่าบอกนะว่าแกส่งรูปนี้ให้ไทม์” 

 

“ก็เออน่ะสิ” 

 

“บ้าฉิบ ถามจริงๆ ว่านี่ความคิดแกหรือความคิดพี่รุต” ศริณอดที่จะสงสัยไม่ได้ อาณดามองหน้าเพื่อนสนิทแล้วได้แต่ยิ้มแห้ง 

 

“ฉันเอง ก็ตอนนั้นมันไม่ทันคิดจริงๆ นี่หว่า เขากล้าทำแบบนั้นกับฉันแล้วยังจะโทรมาตื๊อฉันได้ยังไงวะ คิดว่าฉันโง่มากหรือยังไง โกรธก็โกรธ แถมตอนนั้นฉันก็แฮ้งอยู่ด้วยก็เลยไม่ได้ทบทวนให้ดี และที่สำคัญก็คือไม่รู้ด้วยว่าท้ายที่สุดแล้วเรื่องพี่รุตมันจะเป็นแบบนี้” อาณดาบอกอย่างจนปัญญา เพราะถ้าเธอรู้ว่าศรุตจะจีบเธอก่อนหน้านี้สักนิด รูปถ่ายระหว่างเธอกับเขานี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยจริงๆ 

 

“หึ! เข้าทางพี่รุตเต็มๆ เลยทีนี้” ศริณบอกยิ้มๆ ยิ่งเห็นรูปแบบนี้ เธอยิ่งมั่นใจว่าพี่ชายของเธอยิ่งไม่มีทางยอมแพ้แม้จะต้องถูกปฏิเสธหน้าหงายอีกสักกี่รอบก็ตาม 

 

“โอ๊ย แล้วฉันจะทำยังไงดีวะเนี่ย คนหนึ่งก็กัดไม่ปล่อย อีกคนก็ยังไม่รู้ว่าลูกผีหรือลูกคน ปวดหัวชะมัด”  

 

“มันจะไปยากอะไรวะ แกก็ไหลตามน้ำไปเลยสิ ไหนๆ รูปถ่ายก็เป็นตัวยืนยันกับไทม์ไปแล้วว่าแกกับพี่รุตคบกัน ก็ช่างมันปะไร” 

 

“ไม่ได้โว้ย บอกแล้วไงว่าฉันปฏิเสธพี่รุตไปแล้ว หัวเด็ดตีนขาดฉันก็ไม่กินกับพี่ชายเพื่อน” 

 

“ก็แล้วทำไมมันจะกินไม่ได้ล่ะวะ มันเพราะอะไร ไหนแกลองบอกเหตุผลมาที” 

 

“เพราะฉันไม่อยากเอาเขามาแทนที่ใคร และที่สำคัญฉันยังไม่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่กับใครทั้งนั้น อกหักมันเจ็บนะ ไม่ใช่เป็นหวัด กินยานอนแล้วจะได้หาย ยังไม่พร้อมจะอกหักอีกรอบหรอก” อาณดาย้ำเสียงเข้ม  

 

ศริณเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะต้องถอนหายใจหนักๆ ออกมา ยกมือวางบนบ่าของอาณดาพร้อมกับตบลงเบาๆ อย่างต้องการจะให้กำลังใจ แต่กลับถูกอาณดาหันไปมองค้อนใส่จนต้องดึงมือออก 

 

“แล้วแกจะเอายังไง จะปล่อยให้ไทม์วอแวต่อไปงั้นเหรอ ฉันละเชื่อเหลือเกินนะว่าคนอย่างไทม์ไม่มีทางปล่อยแกไปใช้ชีวิตสงบสุขง่ายๆ หรอก ลึกๆ แล้วคงเจ็บใจที่ถูกแกหักหน้าด้วยการเปิดตัวคนใหม่เร็วเหลือเกิน” ศริณคาดเดา ซึ่งอาณดาเห็นด้วยกับเธอทุกอย่าง ยกเว้นวิธีแก้ปัญหาที่เธอเสนอมาในตอนแรก 

 

“เรื่องนั้นฉันรู้น่า แต่ลำพังแค่มาวุ่นวายกับฉันก็คิดว่าพอจะทนหรือหาทางแก้ปัญหาได้ ที่ฉันกลัวก็คือกลัวว่าเขาจะไปวุ่นวายกับพี่รุตนั่นแหละ เรื่องใหญ่เลยนะแก” 

 

“แหงสิ คนอย่างพี่รุตเขาไม่ยอมให้เด็กเมื่อวานซืนอย่างนั้นมาลูบคมได้ง่ายๆ หรอก” 

 

“ก็นั่นไงละ” อาณดายังคงย้ำเสียงเครียดขึ้นกว่าเดิมในทุกๆ ประโยค “แกนะแก ทำอะไรไม่ปรึกษาฉันก่อนเลย ถ้าบอกกันสักนิด ฉันจะไม่มีทางถ่ายรูปนั้นเลยจริงๆ” 

 

“เอาน่า พี่รุตเขาไม่เดือดร้อนกับเรื่องแค่นี้หรอก ร้อยทั้งร้อยเขาเต็มใจจะเดือดร้อนเพื่อเป็นไม้กันหมาให้แกอยู่แล้วแน่นอน เพราะฉะนั้น แกนั่นแหละอย่าไปคิดมาก” 

 

“ไม่คิดไม่ได้ บอกแล้วไงว่าฉันไม่อยากเป็นต้นเหตุให้เขาต้องวุ่นวายเพราะเรื่องของฉัน และที่สำคัญ ฉันไม่อยากติดหนี้บุญคุณเขา” 

 

“คนกันเองน่า” 

 

“ยัยริบ” 

 

“โอ๊ย ปัญหาเยอะจริงๆ นะแกเนี่ย นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่เอา งั้นเอาเป็นว่าแกก็ค่อยๆ คิดไปก็แล้วกันว่าจะเอายังไง ตัดสินใจได้แล้วบอก แต่ตอนนี้เราต้องแก้ปัญหาปากท้องกันก่อน ไป กลับ ไปหาอะไรกินกันดีกว่า ฉันหิวแล้ว เดี๋ยวเลี้ยงเอง” ศริณยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับคว้ากระเป๋าขึ้นคล้องแขน เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน ทางออกเดียวที่เธอมองเห็นก็คือการตกล่องปล่องชิ้นกันระหว่างอาณดากับศรุต ในขณะที่อาณดายังนั่งหน้านิ่งอยู่ที่เดิม 

 

“เอ้า นั่งรออะไรล่ะ ไปสิ เดี๋ยวไทม์ก็โผล่มาหรอก” 

 

คำขู่ของศริณทำให้อาณดาจำต้องเด้งตัวเองขึ้นจากเก้าอี้ แล้วเดินตามศริณออกไปทันที 

 

“ซวยแล้ว” 

 

“อะไรของแก” อาณดาถามพลางยื่นหน้าออกไปมองเมื่ออยู่ๆ ศริณก็หยุดเดิน  

 

ฟึ่บ! 

 

แม้จะเห็นแค่เพียงหางตา แต่อาณดาก็รีบเดินถอยหลังกลับมาซ่อนตัวที่มุมตึกทันทีและไม่ลืมที่จะกระชากข้อมือของศริณให้เดินตามกลับมาด้วยกัน 

 

“กัดไม่ปล่อยจริงๆ เอาไงดีวะเนี่ย”  

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว