email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 34 ชนวนระเบิดกลางโต๊ะอาหาร

ชื่อตอน : ตอนที่ 34 ชนวนระเบิดกลางโต๊ะอาหาร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มิ.ย. 2564 21:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 34 ชนวนระเบิดกลางโต๊ะอาหาร
แบบอักษร

เว่ยเชียนเฉินและหมิงจวงนั่งลงที่โต๊ะอีกตัวซึ่งอยู่ถัดออกมาเล็กน้อย ดวงตาสองคู่จับจ้องไปทางเฉินอันหลานไม่วางตาตั้งแต่เดินมาถึง แม้แต่ตอนที่พนักงานเดินเข้ามาเชื้อเชิญให้สั่งอาหารพวกเขาก็ยังไม่ยอมละสายตา 

“จะกินอะไร?” หมิงจวงเอ่ยถามคู่หูโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เดิม

“กินไม่ลง”

“อมยิ้มไหม?”

“กินนายก่อนได้ไ...” พูดได้ไม่ทันจบประโยค เว่ยเชียนเฉินก็หันไปเจอสายตาพิฆาตจากเพื่อนสนิทจนต้องรีบหุบปากลง 

เงียบไปได้สักพักเว่ยเชียนเฉินก็โน้มตัวไปกระซิบกับหมิงจวง

“นายไม่เห็นเหรอว่าไอ้ไก่อ่อนนั่นมันกำลังวางแผนล่อลวงนายน้อยอยู่ นายยังมีกะจิตกะใจมากินข้าวอยู่หรือไง?” 

หมิงจวงจัดการสั่งอาหารให้เรียบร้อย เขาปรายตามองเว่ยเชียนเฉินก่อนจะยื่นเมนูคืนให้พนักงาน

“นายใช้ตาข้างไหนดูถึงได้เห็นว่าเขากำลังล่อลวงนายน้อย”

“ตาสองข้างของฉันเนี่ยแหละ”

“ไปล้างหน่อยไหม”

“บ้าเอ๊ย! ทำไมเมื่อกี้นายถึงไม่ให้ฉันฟ้องนายน้อยล่ะ?”

“นายจะทำอะไรเขาได้?” หมิงจวงแกว่งแก้วไวน์ที่อยู่ในมือช้า ๆ แล้วก้มหน้าลงจรดริมฝีปากลงบนขอบแก้ว

“นายมีหลักฐานไปบอกว่าเขาเป็นสายลับจากกรมตำรวจจีนหรือไง?”

“หึ แล้วตอนนี้เป็นไง? นายเห็นที่มันพยายามเข้าใกล้นายน้อยไหม?” เว่ยเชียนเฉินทำเสียงขึ้นจมูกพร้อมกับหรี่ตาทั้งสองข้างลง

  หมิงจวงเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคู่หูก่อนจะเบนสายตาไปยังโต๊ะที่มีคนทั้งสามนั่งอยู่ เฉินอันหลานค่อนข้างเป็นมืออาชีพ หลังจากที่สั่งอาหารเรียบร้อยแล้วเขาก็นั่งรออยู่ที่โต๊ะเงียบ ๆ ไม่ได้พูดคุยอะไรกับลานเซลอตอีก ผิดกับว่าที่นายหญิงแห่งตระกูลเอสเตที่บัดนี้ใบหน้างดงามนั้นเริ่มบึ้งตึงขึ้นเรื่อย ๆ คุณหนูคาดิน่าจ้องเขม็งไปทางเฉินอันหลานด้วยแววตาไม่เป็นมิตรอย่างไม่ปิดบัง และคาดว่าถ้าหากสายตานี้สามารถใช้ฆ่าคนได้ เฉินอันหลานคงจะถูกฆ่าตายไปหลายรอบแล้ว

“นายคงไม่ได้ชอบเขาหรอกนะ?” เว่ยเชียนเฉินเบนสายตามาทางหมิงจวง ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น 

“เขาพิเศษมาก”

“อ่อน”

“นายใช้สายตาแบบคนปกติมองเขาไม่ได้รึไง?”

“ฉันไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาแต่แรกแล้ว”

หมิงจวงเหลือบตามองเว่ยเชียนเฉินที่ทำหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก อัลฟ่าหน้านิ่งส่ายหน้าอย่างระอาใจเล็กน้อยก่อนจะหันไปจิบไวน์ในแก้วของตัวเองโดยไม่ต่อบทสนทนาอีก

เว่ยเชียนเฉินเห็นคู่หูเงียบไปก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา เขาตัดสินใจลุกขึ้นยืนและเดินตรงไปทางห้องน้ำเงียบ ๆ 

ที่อีกโต๊ะหนึ่ง

เฉินอันหลานจิบไวน์แดงไปพลาง ๆ สายตาก็มองตามร่างของเว่ยเชียนเฉินไปด้วย เห็นได้ชัดว่าฝ่ายนั้นคงกำลังหัวเสียอะไรสักอย่างจึงได้เดินไปสงบสติอารมณ์ในห้องน้ำ เพียงแต่...ในห้องน้ำนั่นมีเจมส์และฟิซนอนสลบเหมือดอยู่น่ะสิ

“คุณเฉินทำงานอะไรคะ?”

ในขณะที่เฉินอันหลานกำลังเป็นกังวลกับเจมส์และฟิซที่อาจจะสร้างความลำบากให้เขาอยู่นั้น คุณหนูคาดิน่าก็เอ่ยถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ โทนเสียงแหลมสูงและระดับเสียงที่ดังกว่าปกติบอกชัดถึงเจตนาว่าต้องการให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้ยินโดยทั่วกันรวมถึงลานเซลอตที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วย

เฉินอันหลานหันไปมองคาดิน่าที่มองมาทางเขาด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามอย่างเต็มที่ ชายหนุ่มวางแก้วไวน์ในมือลงแล้วตอบกลับอย่างสุภาพ

“พวกงานเกี่ยวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์น่ะครับ”

“งั้นก็ไม่ใช่ธุรกิจของครอบครัวน่ะสิคะ?”

จบคำของเฉินอันหลาน คุณหนูคาดิน่าก็รีบโพล่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงแฝงความดูถูกคู่สนทนาอย่างเต็มเปี่ยม

“ตระกูลเฉินถือเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ในประเทศจีน มีธุรกิจครอบคลุมในหลาย ๆ อุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ แต่ฉันไม่เคยได้ยินเลยนะคะว่าตระกูลเฉินจับอุตสาหกรรมด้านซอฟต์แวร์ด้วย...อ้ะ จริงสิ คุณเฉินมีพี่ชายอีกสองคนใช่ไหมคะ?”

“ครับ”

“ฉันได้ยินมาว่าพวกเขาเองก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจพอสมควร พูดกันตามตรงนะคะ ตระกูลเฉินมีลูกชายสามคน ทำไมพี่ชายทั้งสองของคุณได้จับธุรกิจของครอบครัว แต่คุณกลับต้องลำบากตรากตรำอยู่คนเดียวแบบนี้กันล่ะคะ?”

ความหมายแฝงในประโยคคำถามนั้นของคาดิน่าไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่เฉินอันหลานไม่ได้รับความสำคัญจากตระกูลเฉิน ธุรกิจที่มีกว้างขวางใหญ่โตออกปานนั้น แต่กลับไม่มีสักนิดที่จะแบ่งให้เฉินอันหลานดูแล ความนัยที่มาพร้อมกับการดูถูกเสียเต็มประดาขนาดนี้ ไม่ต้องให้ใครบอกเฉินอันหลานก็พอจะรับรู้ได้

แน่นอนว่าผู้คนโดยรอบที่ได้ยินประโยคนั้นต่างก็เข้าใจความนัยของประโยคนั้นได้เช่นเดียวกัน แต่ใครอยากจะหาเรื่องใส่ตัวกันล่ะ? ถ้าออกหน้าปกป้องเฉินอันหลานก็ไม่พ้นต้องหักหน้าคุณหนูตระกูลเวลฟ์ ซึ่งการล่วงเกินคุณหนูคนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ดูฉลาดสักเท่าไหร่ ไม่มีใครอยากจะไปยุ่งกับคนที่มีตระกูลเอสเตอยู่เบื้องหลังหรอก

ในขณะนั้นเองเว่ยเชียนเฉินก็เดินออกจากห้องน้ำมาพอดี ท่าทางของเขาดูปกติผิดไปจากที่เฉินอันหลานคาดไว้ค่อนข้างมาก มากจนเขาเริ่มกังวลใจ แต่ไม่นานหลังจากนั้นความกังวลที่มีก็มลายหายไปเมื่อเห็นเจียงหยางเดินตามเว่ยเชียนเฉินออกมาด้วย เฉินอันหลานถึงบางอ้อทันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น หลังจากวางใจได้แล้ว เฉินอันหลานก็เบี่ยงสายตากลับมาที่คุณหนูคาดิน่าอย่างแนบเนียน

“ช่วงนี้คุณหนูคาดิน่าคงอารมณ์ไม่ค่อยดีสินะครับ?”

“หมายความว่าไง?”

“คุณผู้หญิงมักจะมีช่วงเวลาหนึ่งของเดือนที่สภาพอารมณ์ไม่คงที่เท่าไหร่น่ะครับ”

เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินอันหลาน ใบหน้าของคุณหนูตระกูลเวลฟ์ก็แดงก่ำขึ้นมา ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือว่าอายกันแน่ คาดิน่ากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นทุกคนเอาแต่จ้องเธอเป็นตาเดียวก็รู้สึกโกรธจนอยากจะสั่งสอนเขาสักหน่อย ส้นสูงคู่งามง้างขึ้นเตรียมประทับลงบนรองเท้าหนังมันปลาบของอีกฝ่าย น่าเสียดายที่เฉินอันหลานรู้ตัวก่อน เขาชักเท้าหลบและประทับฝ่าเท้าของตัวเองลงบนส้นสูงคู่นั้นแทน คาดิน่าพยายามดิ้นให้หลุดแต่ก็ทำไม่ได้

ดวงตาเย็นชาบนใบหน้าไร้ความรู้สึกจากอัลฟ่าหนึ่งเดียวในโต๊ะจ้องมองไปทางคาดิน่าที่มีใบหน้าแดงก่ำและหายใจหอบเหนื่อยเพราะไม่อาจทำอะไรเฉินอันหลานได้ มิหนำซ้ำโดนเอาคืนจนดิ้นไม่หลุดอีกต่างหาก 

สีหน้าของเฉินอันหลานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาเอ่ยกับคาดิน่าด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนใด ๆ

“ผมเข้าใจสภาพจิตใจของคุณหนูคาดิน่าดีครับ สภาพร่างกายก็ไม่โอเคเท่าไหร่ นี่ยังมาเกิดเรื่องขึ้นกับน้องชายอีก เวลานี้ที่สามารถฝืนนั่งทานอาหารกับคู่หมั้นด้วยรอยยิ้มได้แบบนี้...” เฉินอันหลานปรายตาไปทางลานเซลอตพร้อมกับกระตุกยิ้มเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวต่อ

“...เป็นผมคงกินอะไรไม่ลงไปแล้วล่ะครับ”

“นาย!” คาดิน่าลุกพรวดขึ้นและยืนชี้หน้าเฉินอันหลานด้วยความโกรธจัด คุณหนูตระกูลเวลฟ์เพิ่งจะรู้ตัวในเวลานั้นว่าเท้าของตัวเองเป็นอิสระแล้วและเธอก็พึ่งปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มต่อผู้คนมากมายในห้องอาหาร

จบสิ้นแล้ว ศักดิ์ศรีความเป็นคุณหนูลูกผู้ดีที่สั่งสมมา คาดิน่าโกรธจนควันออกหูทว่าก็อับอายจนไม่กล้าลงมือทำอะไรเองอีกจึงหันไปส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ดที่อยู่ด้านข้างเป็นผู้ลงมือแทน

ยังไม่ทันที่มือของบอดี้การ์ดคนนั้นจะโดนตัวเฉินอันหลาน กลับถูกลานเซลอตคว้าจับเอาไว้เสียก่อน

“โอดินคะ!?” คู่หมั้นสาวร้องขึ้นด้วยความตกใจ

พละกำลังของอัลฟ่าไม่สามารถดูถูกได้ เสียงกระดูกหักดังลั่นเข้าสู่โสตประสาทของทุกคนในที่นั้น บอดี้การ์ดที่ถูกบีบมือจนกระดูกแตกรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดมหาศาลที่แล่นริ้วขึ้นมา เธอหันไปส่งสายตาอ้อนวอนให้คาดิน่าอย่างต้องการความช่วยเหลือ

คาดิน่ารีบหันไปร้องขอกับลานเซลอตเสียงสั่น ๆ ให้ปล่อยบอดี้การ์ดของเธอไป

ลานเซลอตไม่สนใจคาดิน่า เขาหันไปมองหน้าเฉินอันหลานที่นั่งจิบไวน์อยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงเรียบ

“นายว่าไง?”

“ผมมากินข้าว ไม่ได้อยากมีเรื่อง” เฉินอันหลานก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยไม่แพ้กัน

ลานเซลอตจ้องมองเฉินอันหลานอยู่พักหนึ่งสุดท้ายก็ยอมปล่อยมือออกจากบอดี้การ์ดคนนั้น คนที่ถูกปล่อยมือขาอ่อนยวบทรุดลงตรงนั้นในทันที คาดิน่าเองก็อยากจะยื่นมือไปช่วยประคองคนสนิทขึ้นมาแต่ก็กลัวจะกลายเป็นทำเรื่องโง่ ๆ อะไรลงไปอีก 

“นั่งลง”

     “โอดิน!”

“ไม่กินก็กลับ”

คาดิน่าทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ แต่สุดท้ายก็ได้แต่เก็บอารมณ์ฉุนเฉียวไว้ ลอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ เมื่อทำอะไรไม่ได้อีกเธอก็หันไปส่งสัญญาณให้คนของเธอเข้ามานำตัวบอดี้การ์ดคนนั้นไปรักษา แล้วนั่งก้มหน้าทานอาหารต่อไปเงียบ ๆ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว