email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 29 สงสัยตัวเอง

ชื่อตอน : ตอนที่ 29 สงสัยตัวเอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 พ.ค. 2564 11:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29 สงสัยตัวเอง
แบบอักษร

     เฉินอันหลานรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในห้องพักของตัวเอง เสื้อผ้าถูกเปลี่ยนเรียบร้อย เช่นเดียวกับผ้าห่มและผ้าปูที่นอนบนเตียงของเขา น่าแปลกที่เขากลับนึกไม่ออกเลยว่าเมื่อคืนตัวเองมาอยู่บนเตียงได้ยังไง และใครเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ภาพความทรงจำในหัวเขาตอนนี้มันว่างเปล่าไปหมด 

        ทันใดนั้นเอง เสียงโครมครามจากภายนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเฉินอันหลาน 

        เฉินอันหลานรีบคว้ามีดที่ซ่อนอยู่ตรงหัวเตียงขึ้นมาถือไว้ในท่าเตรียมพร้อมทันที เขาค่อย ๆ เดินไปที่ประตูห้อง ในขณะที่มือข้างหนึ่งยังคงถือมีดไว้ตลอดเวลา ไม่นานประตูห้องของเขาก็เปิดออกพร้อมร่างของคนคนหนึ่งที่ถลันเข้ามาในห้อง เฉินอันหลานตอบสนองด้วยความรวดเร็ว เขาหมุนตัวเข้าไปล็อกคอคนที่พรวดพราดเข้ามาพร้อมยกมีดขึ้นจ่อด้วยแววตามาดร้าย คนมาใหม่เห็นการกระทำของเฉินอันหลานก็ตกใจจนร้องเสียงหลง  

        “หัวหน้าเจียง?” เฉินอันหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย  

        “ฉัน...นี่ฉันเอง!” เจียงหยางละล่ำละลักบอกก่อนที่ปลายมีดของลูกน้องตัวเองจะเรียกเลือดจากคอเขาเสียก่อน 

        “คุณเข้ามาได้ยังไงครับ?” 

        เจียงหยางยกมือขึ้นแล้วค่อย ๆ ดันมีดให้ออกห่างจากลำคอตัวเองพร้อมกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เมื่อมีดเจ้าปัญหาห่างจากตัวแล้ว คนเป็นหัวหน้าก็ระบายลมหายใจของตัวเองออกมาด้วยความโล่งอกพร้อมกับลูบคอตัวเองป้อย ๆ หลังจากหายตกใจแล้ว เจียงหยางก็เลื่อนสายตาขึ้นไปมองใบหน้าที่ซีดเผือดของเฉินอันหลาน 

        “นายจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เหรอ?” 

        เฉินอันหลานจ้องมองหัวหน้าของตัวเองกลับ พลางไล่เลียงความทรงจำในหัวช้า ๆ เมื่อคืนนี้หลังจากลานเซลอตและหมิงจวงออกจากห้องซาวน่าไป เขาก็หนีออกมาทางหน้าต่างจนกระทั่งกลับถึงห้องพักของตัวเอง แต่กว่าจะมาถึงได้ร่างกายของเขาก็เหนื่อยล้าเกินกว่าจะทำอะไรได้อีก เฉินอันหลานจำได้ว่าตัวเองล้มพับลงกับพื้นและภาพในหัวของก็จบลงแค่นั้น... 

        “จำได้หรือยัง?” 

        เจียงหยางยกถาดโจ๊กเดินผ่านหน้าเฉินอันหลานไปแล้ววางมันไว้ที่หัวเตียง ก่อนจะหันมาพูดกับเฉินอันหลานต่อ 

        “เมื่อคืนตอนเข้ามาในห้องนาย ฉันก็เห็นนายนอนคว่ำหน้าอยู่ที่พื้น ตอนแรกฉันคิดว่านายตายไปแล้วด้วยซ้ำ แต่พอเดินมาดูเลยรู้ว่าแค่สลบไป สุดท้ายฉันก็เลยช่วยแบกนายขึ้นมานอนบนเตียง” 

        “คุณเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผมเหรอ?” เฉินอันหลานเดินกลับไปนั่งที่เตียงตามเดิมพร้อมกับเอ่ยถาม 

        “ไม่ใช่ฉัน แล้วจะเป็นใครได้อีก?”  

        เจียงหยางหมุนตัวแล้วชี้ไปทางผ้าห่มและผ้าปูที่นอน 

        “นี่ นี่ แล้วก็หมอนนี่ เป็นฝีมือฉันทั้งนั้น ฉันทำงานทั้งคืน แต่นายกลับนอนสลบไสล ไม่ต้องกังวลอะไรสักนิด....” 

        เจียงหยางบ่นเป็นหมีกินผึ้งแต่พอหันหน้ามาสบกับดวงตาเย็นชาของเฉินอันหลานก็ต้องรีบหุบปากฉับ เก็บไม้เก็บมือให้เรียบร้อย กระแอมไอครั้งหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมายกชามโจ๊กร้อน ๆ ส่งให้เฉินอันหลาน 

        "คุณเห็นอะไรไหม?" เฉินอันหลานไม่รับ และยังคงนั่งจ้องเขม็งไปทางเจียงหยางที่ยืนอยู่ 

        เจียงหยางสบตากับเฉินอันหลานพลันขนในกายกลับตั้งชันขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ 

        “เห็น...เห็นอะไรเล่า!?” 

        “ก็คุณเปลี่ยนเสื้อผ้า”  

        “แล้วนายจะให้ฉันเห็นอะไร ไฟก็ไม่ได้เปิด ฉันต้องคลำ ๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้นายในความมืดเนี่ย” 

        “....” 

        “ว่าแต่นายเถอะ เมื่อคืนไปทำอะไรมาถึงได้กลับมาในสภาพร่างกายป้อแป้ หมดเรี่ยวหมดแรงแบบนั้นได้ แถมแขนยังมีรอยช้ำด้วย ใครไม่รู้มาเห็นก็ต้องคิดว่านายไปทำงานอะไรหนัก ๆ มาสักอย่างแน่ ๆ” 

        เฉินอันหลานจ้องหัวหน้าของตัวเองอีกสักพัก พอเห็นว่าเจียงหยางไม่ได้มีทีท่าว่าจะโกหกกันก็คลายใจและไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ ทำเพียงดึงแขนเสื้อลงเล็กน้อยเพื่อปกปิดรอยช้ำก่อนจะเอื้อมมือไปรับโจ๊กจากเจียงหยาง 

        เมื่อเห็นเฉินอันหลานเริ่มลงมือทานโจ๊กด้วยท่าทีสงบ เจียงหยางก็เดินไปยกเก้าอี้ที่มุมหนึ่งของห้องมานั่งข้างเตียงและเริ่มพูดคุยกับลูกน้องของตัวเอง  

        “อันหลาน นายบอกฉันมาเถอะว่าวันสองวันนี้นายไปหาเบาะแสอะไรที่ไหน ทำไมสภาพถึงได้เยินกลับมาขนาดนี้?” 

        “ผมเจอตัวไบรอัน ซิพแล้ว” 

        “ทำไมเร็วขนาดนั้น? เขาไม่ได้ขึ้นเรือมาไม่ใช่เหรอ?” 

        “เขาเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยบนเรือลำนี้” 

        “มิน่าล่ะ...แล้วนายไปเจอเขาได้ยังไง?” 

        เฉินอันหลานวางมือที่ตักโจ๊กลงแล้วไพล่นึกไปถึงตอนที่เขาเห็นไฝที่หลังใบหูของฟาวิโน มันมีลักษณะคล้ายกับของไบรอัน ซิพ แต่ตอนนั้นเขายังไม่ได้ฟันธงว่าทั้งสองคือคนคนเดียวกัน เพราะยังไงใบหน้าก็ยังต่างกัน แต่ฟาวิโนกลับทำตัวน่าสงสัยมากเกินไป สุดท้ายเมื่อคืนเขาก็เลยตัดสินใจลงมือทำแบบนั้น... 

        “อันหลาน?” เมื่อเห็นลูกน้องตัวเองถือถ้วยโจ๊กด้วยท่าทีเหม่อลอย เจียงหยางก็อดจะเอ่ยปากเรียกไม่ได้ 

        เสียงของเจียงหยางดึงให้เฉินอันหลานกลับสู่สถานการณ์ปัจจุบันอีกครั้ง เฉินอันหลานกลับมาตั้งหน้าตั้งตากินโจ๊กต่อพร้อมพูดกับเจียงหยางไปด้วย 

        “จะหาเจอยังไงไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือตอนนี้เขาอยู่ในมือของคนตระกูลเอสเตแล้ว” 

        ดวงตาของเจียงหยางเบิกกว้างด้วยความตกใจในทันที ไม่นานหัวคิ้วบนใบหน้าตื่นตะลึงนั้นก็ขมวดเป็นปมแน่น  

        “ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ละ หรือว่าตระกูลเอสเตจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริง ๆ ?” 

        “ก็เห็น ๆ กันอยู่” 

        “เวลส์ก็ตายไปแล้ว แล้วนี่ยังจะมาไบรอัน ซิพอีก ถ้าพวกเราพลาดหมอนี่ไปอีกคน เราปิดคดีนี้ไม่ได้แน่” 

        เฉินอันหลานตักโจ๊กคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย 

        “เรื่องที่เราคิดได้ พวกเขาก็คิดได้เหมือนกัน” 

        เจียงหยางที่ได้ยินดังนั้นก็อึ้งงันไปอีกครั้ง เขารีบดึงสติตัวเองกลับมาและหันไปคุยกับเฉินอันหลานต่อ 

        “นายกำลังจะบอกว่าโอดินรู้อยู่แล้วงั้นเหรอ ว่าไบรอันเป็นกุญแจสำคัญในการตามหายาเสพติดล็อตนี้ เพราะงั้นพวกเขาจะไม่ทำอะไรหมอนั่นจนกว่าจะง้างปากเขาได้ ฉันพูดถูกมั้ย?” 

        เฉินอันหลานพยักหน้า 

        “ดังนั้นอันดับแรกคือเราต้องทำให้โอดินเปิดปากไบรอันไม่ได้” 

        “ไม่ยาก ฉันจะค้นเรือทันที หาตัวไบรอัน ซิพแล้วเอาเขาออกมาให้ได้” 

        “แล้วคุณจะใช้ข้ออ้างอะไรในการค้นเรือ?” 

        “ฉันรู้ตัวฆาตกรที่ก่อเหตุทั้งสองคดีนั่นแล้ว” 

        “ห้องพักบนเรือลำนี้มีเป็นร้อย ๆ ห้อง คุณจะหายังไง?” เฉินอันหลานปรายตามองไปทางเจียงหยาง 

        “คุณจะค้นเรือในฐานะอะไร ตำรวจจีน? คุณคิดว่าคนบนเรือนี้เป็นใคร? คุณมีหมายค้นเหรอ? แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าไบรอัน ซิพยังอยู่บนเรือ?” 

        เมื่อถูกเฉินอันหลานจี้ถามมากเข้า เจียงหยางก็นิ่งเงียบไปอย่างจนปัญญา 

        ใบหน้าหงอยเหงาของเจียงหยางทำให้เฉินอันหลานเอ่ยต่อ 

        “คุณอย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมากมายกับเรื่องของไบรอัน ซิพเลย ผมมีข้อมูลอีกอย่าง” 

        เมื่อได้ยินประโยคต่อมาของเฉินอันหลาน เจียงหยางก็มีใบหน้าสดใสขึ้นในทันที 

        “นายเจอเรื่องอะไร?” 

        “เวลส์ถูกหลอกใช้ เขาขนยาเสพติดจากสามเหลี่ยมทองคำมาให้ไบรอัน และไบรอันก็ทำหน้าที่ขนมันต่อ แต่ไม่ไช่เพื่อขายแต่เพื่อสร้างปัญหาให้กับโอดินต่างหาก” 

        “อย่าบอกนะว่าไบรอัน ซิพวางแผนใช้ยาเสพติด 3 ตันล่อให้โอดินขึ้นเรือมาน่ะ!?” 

        “ตามนั้นแหละ” 

        “อันหลาน นายจะบอกว่ายาเสพติด 3 ตันเป็นแค่แผนลวง แต่ความจริงมันไม่ได้อยู่บนเรือตั้งแต่แรกงั้นเหรอ?” 

        “ไม่ใช่” เฉินอันหลานเงียบไปสักพัก จากนั้นก็พูดต่อ 

        “คุณคิดว่าโอดินเป็นใคร ถ้ายาเสพติดไม่ได้อยู่บนเรือจริง เขาจะอยู่ที่นี่เหรอ?” 

        เจียงหยางคิดตามที่เฉินอันหลานพูด ก่อนจะเอ่ยขึ้นบ้าง 

        “บางทีเขาอาจจะถูกหลอกก็ได้นะ” 

        เฉินอันหลานชำเลืองมองไปทางเจียงหยางแวบหนึ่ง จากนั้นก็หรี่ตาลง 

        เจียงหยางเห็นแบบนั้นก็ปิดปากเงียบ  

        “ยาเสพติดต้องอยู่บนเรือ ไม่มีทางไปไหนแน่” 

        “ฉันพูดได้ไหม?” 

        “ว่ามา” 

        “โอเค งั้นถ้ายาเสพติดอยู่บนเรือจริง ปัญหาของเราตอนนี้ก็คือจะหามันให้เจอได้ยังไง?”  

        เจียงหยางมองไปทางเฉินอันหลานแล้วรีบพูดขึ้น 

        “อันหลาน ฉันอยากจะเตือนนายสักนิดนะ วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว และถ้ายังหาที่อยู่ของยาเสพติดล็อตนั้นไม่เจอ วันรุ่งขึ้นเมื่อเรือเทียบท่า ตอนนั้นแหละหายนะของจริง ยาเสพติดพวกนั้นจะกระจายตัวออกไปทั่วแผ่นดินใหญ่ คราวนี้เราจะไม่มีวันหามันเจออีกเลย” 

        จบคำเตือนของเจียงหยาง เฉินอันหลานพูดขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย 

        “ก็ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นธุรกิจค้าขายยาเสพติด แล้วทำไมไม่หยุดเรือแล้วค้นหามันตั้งแต่แรกล่ะครับ?” 

        “ฉันจะบอกอะไรให้นะคุณชายเฉิน คนบนเรือนี้เป็นใคร? นายพูดเองนี่ ถ้าเราหยุดเรือสุ่มสี่สุ่มห้าเพื่อทำการค้นหายาเหล่านั้น นายคิดว่าคนพวกนี้สามารถทำอะไรได้บ้างล่ะ?” 

        “กลัวอำนาจแต่อยากปิดคดี มีอะไรง่ายกว่านี้ไหม” 

        “คุณจะให้ผมทำยังไง? เราควรทำยังไง? ช่วยบอกผมทีสิ” เจียงหยางที่เริ่มเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเฉินอันหลาน ก็มีทีท่าอ่อนลงและพยายามหาข้อตกลงมาซื้อใจเฉินอันหลานอีกครั้ง 

        “เอางี้ ถ้าปิดคดีนี้ได้เมื่อไหร่ ฉันจะให้นายพักไปเลยสามเดือนเต็ม” 

        “....” 

        “นี่นานสุดเท่าที่ฉันสามารถต่อรองมาให้นายได้แล้วนะ มากกว่านี้คงไม่ได้แล้ว” 

        เฉินอันหลานคนโจ๊กที่อยู่ในมือเงียบ ๆ จู่ ๆ ก็รู้สึกกินไม่ลงขึ้นมาเสียอย่างนั้น เขาอดทนทำงานหนักแทบถวายชีวิตให้กับกรมตำรวจมาหลายปี แต่สุดท้ายพวกเบื้องบนก็ยังคงเอาแต่ก้มหัวให้กับอำนาจมากกว่าความถูกต้องอยู่ดี สิ่งที่พวกเขาทำก็แค่ผลักตำรวจชั้นผู้น้อยลงไปในโคลนตม ถ้างมเจอของก็ได้พักนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ถ้างมไปแล้วเจอแต่ตอก็ต้องถูกลงโทษไปตามระเบียบ  

        เฉินอันหลานไม่รู้ว่าตัวเองเคยร้องขอวันหยุดยาวไปกี่ครั้งแล้ว แต่เขาไม่เคยได้รับการตอบรับและคำขอของเขาก็ถูกปัดทิ้งด้วยข้ออ้างเดิม ๆ เสมอมา  

        ปิดคดีสำเร็จก็จะได้พัก 

        แล้วผลสุดท้ายเป็นยังไงล่ะ ยื้อเวลาต่อไปเรื่อย ๆ 

เจียงหยางเองก็เข้าใจเฉินอันหลานดี ตอนนี้สภาพจิตใจของลูกน้องเขาคงกำลังย่ำแย่ คนเป็นหัวหน้าจึงทอดถอนลมหายใจครั้งหนึ่งก่อนจะพูดขึ้น 

        “ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นหัวหน้าที่ไร้ประโยชน์ นายตามฉันมาตลอดหลายปี แต่ก็ยังคงเป็นได้แค่สายลับที่ไม่สามารถออกหน้าออกตาได้ แม้แต่วันหยุดอย่างอิสระก็ยังไม่มี” 

        “.......” 

        “ฉันรู้ว่านายโกรธ จะด่าฉันก็ได้ แต่ฉันสัญญาว่าถ้าภารกิจนี้จบลง ฉันจะให้นายได้พัก ไม่ว่าพวกเบื้องบนจะอนุมัติหรือไม่ แต่ฉันเป็นหัวหน้านาย นายจะต้องได้พัก ส่วนผลที่ตามมาฉันจะเป็นคนแบกรับมันไว้เอง” 

        เฉินอันหลานไม่อยากพูดเรื่องนี้อีก เขาวางถ้วยโจ๊กก่อนจะลุกขึ้นยืน 

        “อันหลาน นายจะทำอะไร?” 

        “ล้างหน้า” 

        “ร่างกายนายยังไม่ฟื้นตัวเลย พักอีกหน่อยเถอะ” 

        “ถ้าผมนอนอยู่บนเตียง งั้นคุณเป็นคนไขคดีดีไหม?” 

        “.....” 

        แม้ว่าเจียงหยางจะถูกเฉินอันหลานตอกกลับจนหมดคำพูด จนบางครั้งเขาเองก็เริ่มไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่เป็นหัวหน้า แต่หลายปีมานี้เขาเคยชินกับมันไปเสียแล้ว จนบางครั้งที่เฉินอันหลานพูดดีกับเขาและปฏิบัติกับเขาในฐานะผู้บังคับบัญชายังรู้สึกไม่คุ้นเคยยิ่งกว่า และถ้าเทียบกับเฉินอันหลานที่เป็นแบบนี้แล้ว แม้ว่ามารยาทของเขาจะค่อนข้างติดลบแต่เจียงหยางมั่นใจในฝีมือลูกน้องเขา... 

        คดีนี้ต้องสำเร็จแน่นอน 

    ※※※※※※※※※※※※※※※※※※ 

        ในห้องน้ำ 

        เฉินอันหลานมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก เขานึกถึงคำถามของพี่ใหญ่ที่เคยถามเขาว่าถ้าเขาเกิดมาเป็นอัลฟ่า ไม่ใช่โอเมก้า เขาจะยังคงเลือกอาชีพที่เสี่ยงตายแบบนี้อยู่ไหม? 

ตอนนั้นเฉินอันหลานไม่ได้ให้คำตอบแก่เฉินหยิ่นหลิน ตัวเขาเกิดมาเป็นโอเมก้า ไม่ว่าคนในครอบครัวพยายามจะปกป้องเขาแค่ไหน สั่งสอนเขาให้ดีอย่างไร สุดท้ายมันก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่าเขาเป็นโอเมก้าได้อยู่ดี หลังกลับจากคฤหาสน์ตระกูลเฉินในวันนั้น คำถามของพี่ใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาตลอดเวลา นั่นสิ ถ้าเขาเป็นอัลฟ่าเขาจะยังคงเลือกทางนี้อยู่ไหม? จะยังยอมเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงอย่างทุกวันนี้ไหม? 

คำตอบคือ ไม่ 

เฉินอันหลานยอมรับว่าความคิดของเขาค่อนข้างตื้นเขิน แต่การเกิดมาในตระกูลที่มีแต่อัลฟ่าที่แข็งแกร่ง และมีเพียงเขาที่เป็นโอเมก้าหนึ่งเดียวมันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าคนอื่น ๆ สุดท้ายเขาจึงพยายามดิ้นรนหาหนทางเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเขามีความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกพี่ ๆ เพื่อให้ตัวเองไม่ต้องเป็นแค่เครื่องมือผลิตลูกของพวกอัลฟ่าอย่างที่สังคมภายนอกกำหนดให้โอเมก้าต้องรับหน้าที่นั้นเสมอมา...แต่เส้นทางของเขามันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยสักนิด เรื่องนี้มีแค่ตัวเขาเองนี่แหละที่รู้ดีที่สุด 

        ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ 

        “อันหลาน นายเข้าไปนานแล้วนะ ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” 

        เสียงเรียกจากหน้าประตูทำให้เฉินอันหลานหลุดจากห้วงความคิดของตัวเอง เขาพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองอีกครั้ง เปิดก๊อกน้ำเพื่อล้างหน้าของตัวเอง จากนั้นหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดให้แห้ง ขณะกำลังจะหมุนตัวออกจากห้องน้ำ สายตาก็ปะทะเข้ากับรอยช้ำที่ข้อมือพอดี ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนปรากฏขึ้นและเริ่มทำให้เฉินอันหลานเหม่อลอยอีกครั้ง... 

        “อันหลาน?” 

        “......ผมไม่เป็นไร” 

        จ้องมองตัวเองในกระจกเนิ่นนาน สุดท้ายเฉินอันหลานก็ดึงเสื้อลงเพื่อบดบังรอยช้ำ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้น สายตาของคนในกระจกเวลานี้ไม่มีร่องรอยของความอ่อนไหวอีกต่อไป ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมาดทว่าเรียบนิ่งราวกับท้องทะเลช่วงก่อนที่คลื่นลูกใหญ่จะก่อตัว 

  

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว