มาอ่านเถอะนะ ตั้งใจเขียนจริงจริ๊ง >//<

ชื่อตอน : แดนพักโทษ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 75

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 พ.ค. 2564 17:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แดนพักโทษ
แบบอักษร

30

แดนพักโทษ

             ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบสองปีที่แล้ว

             เวลาเกือบสามทุ่ม

             วาดจันทร์ในวัยสามสิบปีถอนหายใจหงุดหงิดกับโทรศัพท์มือถือที่ส่งเสียงร้องมาครู่ใหญ่แล้ว และทุกคราที่เหลือบดูก็มักเป็นเบอร์เดิมเสมอ วาดจันทร์ส่ายหน้ารำคาญก่อนตัดกดตัดสายทิ้งเป็นครั้งที่สิบแล้วจัดแจงคริษฐาลูกสาววัยสองเดือนให้นั่งในคาร์ซีทอย่างปลอดภัย ดวงตากังวลแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ร้องครางครืนน่ากลัว ไหนจะลมกรรโชกแรงที่พัดกรวยจราจรปลิวเรี่ยราดเต็มถนน วาดจันทร์ลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างปลอบขวัญเมื่อเห็นว่าทารกกำลังเบ้หน้าจะร้องไห้ ในวันที่สภาพอากาศเลวร้ายเช่นนี้เธอไม่มีทางกระเต็งลูกออกไปไหนแน่ หากทารกน้อยไม่มีไข้สูงจนต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญในคลินิก

             เมื่อวาดจันทร์จัดแจงตำแหน่งให้ลูกน้อยเรียบร้อยแล้วจึงสาวเท้ายาวๆ ไปนั่งหลังพวงมาลัย เครื่องยนต์ติดเสียงกระหึ่มพร้อมที่จะออกตัว หากแต่มือบางที่กำพวงมาลัยพลันชะงักกึกเพราะเสียงโทรศัพท์กรีดร้องขัดจังหวะ วาดจันทร์คำรามหัวเสีย เมื่อถูกตื๊อหนักเข้าจึงยอมกดรับสายในที่สุด

             “โทรมาทำไมคะ ฉันอยากอยู่กับลูกเงียบๆ ถ้าพร้อมแล้วค่อยคุยเรื่องหย่าอีกที” น้ำเสียงเรียบเย็นกรอกผ่านมือถือเครื่องเล็ก วาดจันทร์มีปัญหากับสามีเรื่องมือที่สาม ทะเลาะกันหนักถึงขั้นหอบครรภ์อายุเจ็ดเดือนบินข้ามน้ำทะเลกลับเมืองไทย จำต้องทิ้งบุตรชายคนโตไว้ที่ฮ่องกง ในช่วงแรกเวยอันตามง้ออยู่เป็นแรมเดือน แต่เพราะความใจแข็งและยังเจ็บปวดกับผู้หญิงที่เขาแอบไปมีสัมพันธ์ด้วย เธอจึงไม่คิดอยากให้อภัยง่ายๆ วาดจันทร์จึงคลอดลูกและอยู่ต่อที่เชียงใหม่โดยไร้แผนการถึงอนาคตข้างหน้า

             “คุณฟังก่อนนะวาด ตอนนี้เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” น้ำเสียงของผู้เป็นสามีตื่นตระหนกจนเธอยอมเอาโทรศัพท์กลับมาแนบหูทั้งที่เมื่อครู่กำลังจะกดปุ่มวางสายอยู่แล้ว

             “มีอะไรคะ”

             “ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาคุณไม่ยอมรับโทรศัพท์ผม ก็เลยไม่รู้สินะว่าตอนนี้พี่ชุนฟงคลั่งใหญ่แล้ว พี่บีบบังคับให้ผมเซ็นยกหุ้นทั้งหมดของบริษัทที่ผมถืออยู่ให้เขา เพราะหลังจากเปิดพินัยกรรมแล้วทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่พี่ต้องการ แต่คุณเข้าใจใช่ไหมว่าผมก็รักบริษัทนี้ ทุ่มเทแรงกายไปไม่น้อยกว่าพี่ชุนฟงเลย” เวยอันเริ่มต้นเล่าเรื่องเสียงร้อนรน วาดจันทร์พลันตื่นเต้นตามปลายสาย เธอรู้จักชุนฟงพี่ชายของผู้เป็นสามีดี รายนั้นมักวางอำนาจบาตรใหญ่ไม่เห็นหัวใคร และมักดูแคลนเธอที่เป็นสะใภ้ต่างชาติอยู่เสมอ

             ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน บริษัทก่อสร้างที่รุ่นพ่อของพวกเขาก่อตั้งขึ้นกำลังจะล้มครืน แต่ด้วยความสามารถของเวยอันจึงทำให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งภายในเวลาสองปี จากนั้นชุนฟงก็ขอเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ซึ่งบริษัทนี้ถือเป็นธุรกิจเก่าแก่ของตระกูลที่มีมูลค่ามากกว่ากิจการอื่นใด ไม่แปลกใจที่ชุนฟงหมายตาว่าต้องได้ครอบครอง และด้วยความที่เป็นลูกชายคนโตของตระกูลยิ่งทำให้เขาลำพองใจว่าต้องได้ทุกอย่าง ทว่าวันเปิดพินัยกรรมกลับไม่เป็นไปดั่งที่คาด เมื่อบริษัทกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของเวยอันแต่เพียงผู้เดียว ชุนฟงไม่ได้แม้แต่หุ้นสักเปอร์เซ็นต์ เจ็บใจยิ่งกว่านั้นคือเวยอันได้ทรัพย์สินและธุรกิจคาสิโนในมาเก๊าที่กำลังทำเงินอย่างมหาศาลไปครอง คนที่เกิดมาเป็นพี่คนโตแต่เหลวเป๋วเรื่องงาน แถมยังมีนิสัยบ้าอำนาจไม่เคยก้มหัวให้ใครอย่างชุนฟงมีหรือที่จะยอมให้ทุกอย่างลงเอยอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง

             “แล้วตอนนี้เขาคิดจะทำอะไรคะ” วาดจันทร์ที่หนีสามีมาพักใจกับลูกน้อยที่เมืองไทยเอ่ยถาม พลางมองฝนเม็ดใหญ่ที่เริ่มถล่มลงมาอย่างกังวลใจ

             “ลูกน้องผมรายงานว่าพี่วางแผนจะจับตัวคุณกับลูกเพื่อบีบให้ผมเซ็นยกบริษัทให้”

             “ว่าไงนะ!? ว๊าย กรี๊ด” วาดจันทร์เปล่งเสียงร้องตกใจไม่ทันได้สนทนากับสามีต่อ เมื่อกระจกรถด้านหลังถูกทุบจนแตกกระจายพร้อมกับมือของชายฉกรรจ์ที่ตั้งใจปลดเข็มขัดคาร์ซีทเพื่อขโมยทารกตัวน้อย วาดจันทร์ตกใจตัวชาวาบพลันปล่อยมือถือร่วงหล่น พอตั้งสติได้ก็เหยียบคันเร่งออกไปทันทีพร้อมกับเสียงร้องเจ็บปวดของชายที่ล้วงแขนเข้ามาในรถ

             ไม่ได้เด็ดขาด ใครจะทำอะไรลูกเธอไม่ได้เด็ดขาด!

             รถยนต์สองคันที่ขับตามหลังมาอย่างมีพิรุธทำให้วาดจันทร์เหยียบคันเร่งจนลืมกลัวตาย เธอระลึกอยู่เพียงอย่างเดียวว่าคริษฐาต้องปลอดภัย ถนนที่คดเคี้ยวทางจังหวัดตอนเหนือของประเทศไทยสร้างความลำบากให้เธอไม่น้อย ไหนจะทัศนวิสัยที่แย่ลงจากสายฝนที่กำลังถล่มลงมา แต่เดิมวาดจันทร์ก็ใช่จะขับรถเก่ง พอยิ่งมาเจอทางขึ้นเขาลงห้วยสุดเลี้ยวลดเธอยิ่งมือเท้าเกร็ง และแล้วความผิดพลาดครั้งใหญ่ก็มาเยือนจนได้ เมื่อรถบรรทุกที่สวนขึ้นมาตีโค้งกว้าง วาดจันทร์ตกใจหักพวงมาลัยจนพารถกลิ้งหลุนๆ ตกไหล่เขา

             วาดจันทร์ลืมตาอย่างยากลำบากในสภาพห้อยหัวจุ่มพื้น ร่างกายไร้เรี่ยวแรง เจ็บจนชาดิกและไม่อาจขยับตัวไปไหนได้เลย เหลือบมองไปยังลูกน้อยที่ส่งเสียงร้องจ้า เพียงเท่านั้นน้ำตาของเธอก็ไหลพราก ลูกสาวยังมีลมหายใจ เข็ดขัดนิรภัยยังรั้งร่างเล็กๆ ไว้อย่างมั่นคง แต่ตามใบหน้าเนื้อตัวนั้นมีเลือดกระเด็นติด วาดจันทร์ได้แต่ภาวนาขอให้เป็นเลือดของเธอไม่ใช่ของทารก

             คนเป็นแม่ตัวซีดปากสั่น อยากขยับมือปลดเปลื้องเข็ดขัดที่รัดร่างไว้ ทว่าฝ่ามือที่ถูกกิ่งไม้ปักทะลุอย่างสยดสยองก็ทำเธอขยับตัวได้ยากยิ่ง ตอนนี้โลกของเธอคล้ายกำลังจะดับวูบลง

             วาดจันทร์กู่ร้องขอความช่วยเหลือเท่าที่จะเปล่งเสียงได้ แต่ก็ไม่ดังเท่าไรนัก เพราะเธอบาดเจ็บไปทั่วสรรพางค์กาย จึงพร่ำตะโกนซ้ำๆ ทั้งที่รู้ว่าแสงแห่งความหวังช่างริบหรี่เหลือเกิน เปลวเทียนชีวิตของเธอกำลังจะถูกพัดดับลงแล้วสินะ

             “ช่วยด้วย ช่วย...ลูกฉันด้วย หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง...ฉัน...ขอแลกลมหายใจที่เหลืออยู่กับลูกน้อยของฉัน ได้โปรดช่วยลูกฉันด้วย”

             ผ่านไปเนิ่นนานหลายนาทีจนเธอจวนเจียนจะหมดลม ได้แต่เหล่มองลูกน้อยด้วยความเวทนา

             ‘ดวงใจของแม่หนูจะต้องไม่หมดหวังนะลูก’

             ในขณะที่วาดจันทร์ยังคงพยายามปลดสายเข็มขัดนิรภัยก็ได้ยินเสียงย่ำฝ่าเท้าผ่านเปลือกไม้ดังกรอบแกรบ บัดนี้เม็ดฝนเริ่มซาลงแล้ว สายตาที่รื้นด้วยหยดน้ำพุ่งตรงไปยังที่มาของเสียง กระทั่งเห็นร่างบุรุษในชุดสีขาวสง่าเดินเข้ามา แล้วก้มมองลอดผ่านกระจก คราวนี้น้ำตาของหญิงสาวกลายเป็นน้ำตาแห่งความปรีดา ปาฏิหาริย์สุดท้ายของลูกน้อยยังมีอยู่จริง

             “มนุษย์ย่อมหมุนไปตามกรรม ข้าทำอะไรไม่ได้”

             “ได้โปรดเถอะ...ช่วยลูกสาวฉันด้วย เอาเธอไปซ่อนไกลๆ มัน...มันจะจับตัวลูกฉัน ช่วยลูกฉันเถอะนะ ขอร้องล่ะค่ะ” น้ำตาเธอปริ่มราวกับไม่มีวันเหือดแห้ง เสียงพูดติดๆ ขัดๆ คล้ายจะขาดใจตายเสียตรงนั้น วาดจันทร์พยายามจนปลดสายเข็มขัดนิรภัยสำเร็จ ร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลร่วงหล่นลงมาจนต้องนิ่วหน้าด้วยความทรมาน มือนั้นพยายามเอื้อมไปหาลูกสาวที่นอนร้องไห้อยู่เบาะหลัง แต่ดูช่างไกลเอื้อมเหลือเกิน

             “อยู่นั่นไง เร็วเข้าเถอะไม่รู้ว่าตายหรือเปล่า ต้องรีบรายงานนายใหญ่” เสียงชายฉกรรจ์ดังแว่วมาแต่ไกล วาดจันทร์ตกใจด้วยรู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นคนร้ายที่ขับรถไล่ตามเธอมาแน่นอน หัวอกคนเป็นแม่จึงเบือนหน้าไปขอร้องชายแปลกหน้าอีกครั้ง นัยน์ตาเว้าวอนสุดฤทธิ์จนชายหนุ่มถอนหายใจหนักหน่วง

             “ช่วยลูกฉันเถอะนะๆ ได้โปรด อย่าให้แกตกอยู่ในมือคนเลว”

             ชายหนุ่มในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ตัดสินใจนิ่งนาน พลางสายตาก็หันมองไปตามเสียงคนร้ายที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้แล้วสลับกับพิศใบหน้าเปื้อนเลือดของเด็กที่ร้องโยเย เขาส่ายหน้าอย่างจนใจก่อนเอื้อมไปอุ้มเด็กทารกไว้ และพาเดินหายไปกับความมืดในพงไพร วาดจันทร์พร่ำขอบคุณเสียงแหบพร่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างน้อยตอนนี้ลูกเธอก็ปลอดภัยจากชุนฟงแล้ว

             ไม่กี่นาทีต่อมาวาดจันทร์ก็ถูกคนร้ายเคลื่อนย้ายออกจากซากรถ ทั้งที่ร่างกายประสบอุบัติเหตุหนักไม่สมควรเคลื่อนที่ไปไหน เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยมีลูกน้องของชุนฟงคอยเฝ้าไม่ห่าง ชุนฟงใช้วาดจันทร์เป็นตัวประกันหลักเพื่อให้ได้มาซึ่งบริษัท และเพิ่มน้ำหนักอีกตัวเพื่อให้น้องชายไม่คิดตุกติก โดยอ้างว่าเขาได้ตัวลูกสาววัยสองเดือนของน้องชายมาด้วย วาดจันทร์นั้นไม่เชื่อและพยายามเกลี้ยกล่อมสามีว่าคริษฐาได้รับการช่วยเหลือโดยพลเมืองดี ทว่าชุนฟงเหมือนเรียกร้องอยากเจอยมทูต เอาแต่พล่ามโน้มน้าวว่าได้ตัวทายาทสาวไปจริงๆ และจะคืนให้ก็ต่อเมื่อยื่นหมูยื่นแมวเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น

             สุดท้ายเวยอันจึงตัดจบปัญหาด้วยการให้ในสิ่งที่พี่ชายสารเลวร้องขอ และพอเขาทวงถามถึงลูกสาว ชุนฟงก็ทำอิดออดไม่ยอมคืน ทะเลาะกันหนักเข้าจนขุดคุ้ยอดีตของต่างฝ่ายมาสาดใส่กัน แต่สิ่งที่ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายสะบั้นขาดลงคือการที่พี่ชายเอาแต่กวนประสาทว่าทารกกลิ้งตกเขากลายเป็นอาหารของสุนัขแถวนั้นไปแล้ว

             เวยอันลงมือปลิดชีวิตพี่ชายด้วยตนเอง ส่งกระสุนทะลุกบาลพร้อมกับน้ำตาลูกผู้ชายที่ไหลออกมาเป็นทาง บาปกรรมที่ชุนฟงทำกับลูกและเมียของเขาไม่อาจทำใจให้อภัยได้ อาจเป็นโชคดีที่ภรรยาของชุนฟงเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เวยอันจึงไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนนั้น แต่สำหรับลูกชายวัยเจ็ดขวบเขาไม่สามารถทำใจฆ่าได้ลง จึงยอมเก็บไว้ข้างตัวตามคำขอร้องของวาดจันทร์ ให้การส่งเสียเลี้ยงดูตามอัตภาพ อย่างน้อยก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนในตระกูลเดียวกัน

             เทวทูตผู้พลาดปรากฏกายหยาบให้หญิงสาวคนนั้นเห็น หอบพาเด็กน้อยโบยบินสู่ฟ้ากว้างก่อนร่อนลงมาที่สถานีตำรวจ เขาใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดคราบเลือดที่เปื้อนแก้มใสออกอย่างแผ่วเบา ร่ายมนตร์สมานแผลที่หน้าอกซึ่งมีเลือดไหลเป็นทางยาว นัยน์ตาแป๋วของเด็กน้อยจ้องมองเขาคล้ายกับเอ่ยขอบคุณ

             “ข้าช่วยได้แค่นี้แหละ หวังว่าเจ้าจะมีชีวิตที่ดี”

             กาลันวางเด็กน้อยที่บันไดหน้าสถานีตำรวจ แหงนมองขึ้นไปบนสำนักงานที่มืดมิดอันเป็นผลพวงจากพายุลูกใหญ่ แต่กาลันรู้ว่ามีคนอยู่บนนั้นเพราะได้ยินเสียงสนทนาแว่วๆ กามเทพหนุ่มมองทารกในห่อผ้าอย่างเวทนา ไม่รู้ว่าจะมีมนุษย์มาเจอเมื่อไหร่ แต่เขาก็ทำได้เพียงเท่านี้จริงๆ เพราะนี่ก็ถือเป็นการก้าวก่ายหน้าที่ของเทพตนอื่นมากเกินไปแล้ว กาลันถอนสายตาจากเด็กน้อย แล้วเดินหายไปกับความมืดก่อนเร้นในกายทิพย์แล้วติดปีกโบยบินสู่แดนสุราลัย

.................

             “ทำไมคุณดูไม่เปลี่ยนไปเลย ผ่านไปยี่สิบกว่าปีแต่คุณไม่แก่ลงสักนิด คุณเป็นใครกันแน่คะ” นัยน์ตาสงสัยพินิจเสี้ยวหน้าชายหนุ่มข้างๆ แม้บรรยากาศตอนนั้นเรียกได้ว่าแทบถูกความมืดกลืนกินโดยสมบูรณ์ เหลือเพียงแสงไฟสลัวหน้ารถที่ยังคงทำงาน แต่แสงเพียงแค่นั้นก็มากพอให้วาดจันทร์จดจำเขาได้

             “ก็คนธรรมดาคนนึงนี่แหละจะเป็นใครไปได้ ก็แค่ดูแลตัวเองดี อย่าคิดไรมาก” กาลันตอบเลี่ยงๆ เบือนสายตามองบรรยากาศในสวนหย่อมของโรงพยาบาลที่วาดจันทร์และเขากำลังนั่งรำลึกความหลัง โดยให้ผู้ช่วยสาวไปรออยู่ที่อื่นก่อน

             “ฉันดีใจมากเลยนะคะที่ได้เจอคุณอีกครั้ง ไม่นึกไม่ฝันเลย” ดวงหน้าเหี่ยวย่นเจือด้วยประกายซาบซึ้ง “ฉันน่ะสวดภาวนาทุกคืนขอให้ได้เจอผู้มีพระคุณคนนั้นอีกครั้ง ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรก็ยอม”

             “ทำไมถึงอยากเจอมากขนาดนั้น”

             “ก็เพราะมีเรื่องที่ต้องการคำตอบจากคุณไงคะ” สตรีบนวิลแชร์กลับมามีสีหน้าหมองเศร้าเคล้าน้ำตา “ลูกสาวของฉันคุณพาเธอไปไว้ไหนคะ”

             “นี่ยังไม่เจออีกเหรอ” คืนนั้นเขาพาเธอไปไว้ที่หน้าสถานีตำรวจ เพราะคิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาหากมนุษย์แม่คนนั้นออกตามหาลูกในภายหลัง กาลันไม่นึกเลยว่าการยอมใจอ่อนช่วยวาดจันทร์ในคืนนั้นกลับกลายเป็นการพรากลูกไปจากแม่เสียได้ เขาไม่รู้เลยสักนิดว่าได้เปลี่ยนชะตาเด็กคนนั้นไปตลอดกาลแล้ว

             ถ้าเช่นนั้นการที่เขาโดนจองจำบนสวรรค์นานนับสองทศวรรษก็คงสมควรแก่เหตุแล้วสินะ

             “ยังไม่เจอค่ะ ฉันและสามีเพียรตามหามาตลอดยี่สิบกว่าปี ทำทุกวิถีทางแล้วจริงๆ เพิ่งมาถอดใจนี่แหละค่ะ แต่ตอนนี้ฉันสามารถกลับมาหวังได้อีกครั้งแล้วใช่ไหมคะ” มือเย็นชืดของสตรีบนวิลแชร์เอื้อมมากุมมือชายหนุ่ม “คุณกาลันคุณพาลูกฉันไปไว้ที่ไหนคะ”

             เทพหนุ่มเงียบไปชั่วอึดใจ ไม่ใช่เพราะจำไม่ได้ หากแต่กำลังครุ่นคิดอย่างหนักใจ ถ้าเขาให้คำตอบวาดจันทร์นั่นก็เท่ากับเป็นการช่วยเหลือมนุษย์โดยหาใช่หน้าที่ เป็นการเปลี่ยนชะตาของมนุษย์อีกหนหนึ่งแล้ว กาลันพยายามแข็งใจไม่ฝืนลิขิตมนุษย์ ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาเว้าวอนที่ท่วมท้นด้วยความเจ็บปวด กาลันจึงตัดสินใจให้ข้อมูลไปตามตรง ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วบอกลาสตรีบนรถเข็น วาดจันทร์เอ่ยขอบคุณด้วยหัวใจที่เปี่ยมความหวังว่าจะได้ลูกกลับสู่อ้อมอก

             นี่เขากำลังแก้ไขความผิดพลาดในอดีต หรือจะทำให้ทุกอย่างมันขมวดปมยุ่งเหยิงกว่าเดิมกันแน่ นัยน์ตาสีอำพันแหงนมองแผ่นฟ้าดำทะมึนที่กำลังคำรามคำรนราวกับก่นด่าการกระทำของเขาอยู่

..........................

             ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบทองกวาดมองรอบกายที่ดูราวกับไร้สัญญาณของสิ่งมีชีวิต ด้านบนคือแผ่นฟ้ากว้างสีชาไร้การเคลื่อนไหวของกลุ่มเมฆ รอบกายมีแต่ไอหมอกที่ลอยวน ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียง เขาไม่อาจรู้ได้ว่าพื้นที่แห่งนี้กว้างใหญ่แค่ไหน รู้เพียงแต่ว่าไม่มีทางออกและไม่มีทางเข้า เมื่อกาลันลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนอยู่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคยแล้ว ทั้งข้อมือก็ถูกพันธนาการด้วยเชือกวิเศษ

             “สวัสดีท่านกาลัน” เสียงทุ้มลึกดังก้องจากเบื้องหลัง เทพหนุ่มหมุนกายตามที่มาของเสียงก็พบกับชนรพ ผู้คุมสวรรค์คนเดิมที่มาเยือนเขาที่โลกมนุษย์

             “นี่มันหมายความว่าไง ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วมัดมือข้าทำไม” กาลันแทบตะคอกใส่ ยิ่งเห็นรอยยิ้มเย็นและแววตาคล้ายสมน้ำหน้าเขายิ่งเดือดดาล

             “หมดเวลาสนุกของท่านแล้ว ถึงเวลาต้องรับโทษ”

             “ก็ไหนบอกว่าให้เวลาหนึ่งอาทิตย์ไง นี่ผ่านไปแค่หนึ่งวันเองนะ”

             “เสียใจด้วยที่ต้องกลับคำพูด เป็นเพราะท่านเองที่ทำผิดมหันต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนประสบการณ์ที่ผ่านไม่ได้ทำให้ท่านเข้าใจอะไรเลย หินก้อนนั้นที่ท่านโยนลงน้ำเมื่อยี่สิบสองปีก่อนมันควรจมลงก้นบึงแล้ว แต่นี่ท่านกลับทำให้มันยิ่งกระจายไปทั่วคลุ้งน้ำ ท่านให้ข้อมูลบุตรสาวที่หายไปแก่สตรีพิการทำไม” ไม่เพียงแค่กาลันเท่านั้นที่อารมณ์ขุ่นเข้ม ชนรพก็ดูจะหัวเสียไม่ต่างกันกับนิสัยทำผิดซ้ำๆ ของเทพหนุ่ม

             เพราะเรื่องนี้งั้นเหรอที่ทำให้เขาถูกจับมายังสถานที่พิศวงแห่งนี้ กาลันเพิ่งระลึกได้ว่าในขณะที่เดินออกมาจากโรงพยาบาล สติเขาก็วูบดับไปดื้อๆ พอลืมตาตื่นอีกทีก็โผล่มาอยู่ที่นี่แล้ว “มันจะผิดอะไรในเมื่อข้ากำลังแก้ไขให้ถูกต้อง เหมือนชดเชยบาปที่พรากลูกไปจากแม่”

             ผู้คุมสวรรค์ส่ายหน้าแช่มช้าคล้ายระอาใจเต็มทน “เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับท่านแล้ว เพราะเทพแห่งโชคชะตาได้ขีดเส้นให้เด็กคนนั้นใหม่ไปตั้งนานแล้ว ท่านกาลันท่านเองก็น่าจะรู้ดีว่าทำไมเทพถึงไม่ควรคลุกคลีกับชาวโลกมากจนเกินไป”

             กาลันเงียบ เบือนหน้ามองไอหมอกที่ลอยปกคลุมทัศนวิสัย

             “เพราะหัวใจของเทพเต็มไปด้วยความเมตตาอารีย์ หากโดนมนุษย์ตาดำๆ ขอความช่วยเหลือเข้าหน่อยก็พากันใจอ่อนร่ายพรให้ โดยลืมนึกถึงความเป็นจริงที่ว่าพวกเขาต้องช่วยเหลือตัวเองเพื่อให้ผ่านพ้นภพชาตินี้ไปให้ได้”

             ร่างสูงที่ถูกพันธนาการไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร จึงได้แต่เงียบก้มหน้าเครียด ในขณะที่ใจกำลังปั่นป่วนกลัวจะไม่ได้เจออารีนอีกแล้ว

             “ข้าจำเป็นต้องขังท่านไว้ที่นี่ชั่วคราวในระหว่างที่ทำการรวบรวมหลักฐานความผิดที่ท่านก่อ”

             “ไม่ได้นะ! ท่านบอกว่าให้เวลาหนึ่งอาทิตย์เพื่อจัดการเรื่องบนโลกไง ได้โปรดให้โอกาสข้าอีกครั้ง ข้าจำเป็นต้องไปที่โลก” กาลันสืบเท้าเข้าไปใกล้ แต่บุรุษชุดดำยกมือปรามพร้อมร่ายมนตร์สร้างกรงขังกักกันเทพหนุ่มไว้ กาลันกัดฟันกรอดแต่อดทนข่มใจไม่ผรุสวาท

             “ท่านอยู่บนโลกมามากพอแล้ว ท่านเกิดมาเป็นเทพไม่ใช่มนุษย์ ที่นั่นไม่ใช่ที่ของท่าน เบื้องต้นข้าจะจองจำท่านไว้ที่นี่ก่อน อ่อ...ท่านคงสงสัยว่าที่นี่ไหน นี่คือแดนพักโทษของเหล่าเทพที่ทำผิด ครั้งก่อนโน้นท่านไม่ได้มาที่นี่เพราะหลังจากช่วยเด็กทารกแล้ว ท่านก็ถูกตัดสินโทษในห้องพิจารณาความแล้วโดนส่งตัวไปกักขังทันที” ใบหน้าคมนัยน์ตาเรียบเย็นยิ้มเหี้ยมก่อนเอ่ยต่อ “แต่ครั้งนี้ข้าต้องใช้เวลาสักหน่อยเพราะตั้งใจจะเก็บทุกความผิดของท่านให้ครบทุกเม็ด จะได้มากพอให้คณะผู้ตัดสินลงความเห็นเปลี่ยนแปลงเนื้อคู่ให้ผู้หญิงที่ชื่ออารีน”

             “ไม่ได้นะ!” ทำไมไอ้ผู้คุมคนนี้ถึงได้โหดกับเขานัก

             “ได้สิ นางดูเป็นคนดี จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งไม่คู่ควรกับเทพมีมลทินอย่างท่าน อีกทั้งเบื้องบนก็ไม่ค่อยปลื้มท่านนัก พยายามกีดกันชะตาของนางออกจากการรับรู้ของเทพ” เรื่องถึงหูเบื้องบนเพราะชนรพนำพฤติกรรมของกาลันไปรายงาน ผู้มีอำนาจเหนือทุกสิ่งจึงทำการปกปิดกายแสงของมนุษย์สาวจากการรับรู้ของเทพ และมอบหมายให้ชนรพทำคดีของกาลัน

             เทพผู้คุมสวรรค์คลี่ยิ้มบางเบา จากสายตาไร้ความเป็นมิตรเมื่อครู่ก็พลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนเสียดื้อๆ “จะว่าไปข้าก็เริ่มเข้าใจท่านแล้วนะว่าทำไมถึงยอมเสี่ยงเพื่อนาง ผู้หญิงคนนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดในระดับรุนแรง แม้แต่นางฟ้าบางตนยังสู้ไม่ได้ ข้าเองยังรู้สึกพึงใจนางเลย”

             “หยุดความรู้สึกนั่นไปเลยนะ! นางเป็นของข้าคนเดียว” กาลันแยกเขี้ยวใส่ แทบอยากพุ่งไปขย้ำคอชนรพเสียด้วยซ้ำ

             “ท่านรู้ไหมการเกิดเป็นเทพผู้คุมสวรรค์มันดีตรงที่เราสามารถเอาผลงานในรอบศตวรรษไปแลกเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ” ชนรพยกยิ้ม นัยน์ตาเปล่งประกายเหมือนมีแผนการ “ตัวข้าเองเกิดมาสามร้อยปียังไม่ถูกลิขิตให้คู่ใคร หากข้าเอาผลงานการจับกุมท่านในครั้งนี้ไปแลกเปลี่ยนได้ ข้าจะขอให้อารีนเป็นคนรักของข้าเมื่อนางจุติบนสวรรค์”

             “มันจะมากเกินไปแล้วนะ!” กาลันเข่นเขี้ยวคำราม กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาไม่รู้ว่าเทพตนนี้จงใจปั่นประสาทหรือต้องการเช่นนั้นจริงๆ แต่จากแววตาละมุนยามเอ่ยถึงอารีน เทพแห่งความรักอย่างเขาชักใจคอไม่ดีแล้วสิ

             ชนรพไม่ต่อความยาวสาวความยืด กลับทิ้งรอยยิ้มร้ายเสมือนจุดคบเพลิงเปิดเกมกีฬาก่อนสยายปีกสีเงินทะยานสู่แผ่นฟ้าเบื้องบน กาลันร้องตะโกนฝากฝังความอาฆาตร่ายหลัง พลางมองข้อมือของตนที่บัดนี้เส้นเชือกได้คลายหลุดแล้ว เขาเดินงุ่นง่านสบถสาบานอยู่ในกรงสี่เหลี่ยมสีเงิน ความรู้สึกมากมายประดังประเดเข้ามาไม่มีหยุด แต่เหนือความกังวลใดๆ คือกลัวว่าจะไม่ได้พบอารีนอีก

             ขอแค่ได้ล่ำลาเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก็ให้ไม่ได้เชียวหรือ...

             “กาลัน” เสียงร้องเรียกที่ดังจนเกือบเป็นกระซิบ ทำเจ้าของชื่อหูผึ่งพลางเหลียวซ้ายมองขวาเพื่อหาที่มาของเสียง แต่ด้วยกลุ่มหมอกที่ลอยวนปกคลุมจึงทำให้เขาแลไม่เห็นอะไรเลย

             “ใครน่ะ?”

             “ข้าเอง ญานา” เสียงเล็กเร่งระดับขึ้นเล็กน้อย แต่เรือนร่างของนางฟ้าในวงศ์กามเทพยังไม่ปรากฏออกมาจากกลุ่มหมอก

             “แล้วเจ้าอยู่ตรงไหน ทำไมมาแต่เสียง”

             “แป๊ปนึงสิ ข้าก็กำลังเดินตามเสียงเจ้าอยู่ โอ๊ย!” กามเทพสาวร้องลั่นเมื่อหน้าผากมนปะทะกับลูกกรงเหล็กอย่างจัง แต่ผลจากความซุ่มซ่ามนั้นพลอยทำให้ญานาได้พบกับกาลัน เทพหนุ่มถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อยการได้เจอเธอก็พอทำให้มองเห็นทางออกได้บ้าง

             “นึกว่าจะไม่มีใครรู้ซะแล้วว่าข้าถูกจับตัวมาที่นี่...แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงญานา” กาลันบ่นพลางมองสำรวจเพื่อนสาวที่อยู่ในอาภรณ์สีเงินยวง คลุมหมวกฮู้ดปิดบังโฉมหน้า เขาเดาว่าเธอคงอำพรางตัวเสมือนว่าเป็นผู้คุมสวรรค์ 

             “รู้จากเมย์ลินน่ะ นางมีเพื่อนเป็นผู้คุมสวรรค์ เฮ้อ นี่ข้าเดินวนหาเจ้ามาสามวันเลยนะกว่าจะเจอ ไอ้หมอกบ้าพวกนี้ทำข้าหงุดหงิดชะมัด ถ้าเมื่อกี้ไม่ได้ยินเสียงเจ้าโวยวายก็คงหาตำแหน่งไม่เจอ”

             เมย์ลินนี่ช่างแสนรู้ไปเสียทุกเรื่อง กาลันบ่นในใจแต่ครั้งนี้ก็โทษหล่อนไม่ได้ เพราะหากเทพสาวจอมจุ้นไม่บอกญานาเขาก็คงเอาแต่นั่งห่อเหี่ยวอยู่ตรงนี้อย่างไร้ความหวัง แล้วกาลันก็ตาเบิกโพลงเหมือนคำพูดอีกประโยคของญานาเพิ่งเดินทางเข้าสู่ระบบประมวลผล “เมื่อกี้เจ้าว่าไงนะ ข้าติดอยู่ที่นี่สามวันงั้นเหรอ!”

             “ก็ใช่น่ะสิ ข้าเดินหาจนเมื่อยเลยรู้ไหม แอบร้องไห้ไปรอบหนึ่งแล้วด้วย” ญานาบ่นเสียงอ่อย

             “เป็นห่วงข้าขนาดนั้นเลยเหรอ”

             “เปล่า ข้าหลงทาง เดินไปเดินมาก็ชักกลัว มองไปทางไหนก็มีแต่หมอกและหมอก เรียกใครมาช่วยก็ไม่ได้ด้วยเพราะลักลอบเข้ามา”

             กาลันกลอกตาไปมา เขากำลังจะซึ้งอยู่แล้วเชียว นึกว่าหล่อนพะวงจนร้องไห้ ที่ไหนได้กลับห่วงตัวเองเสียมากกว่า

             “งั้นเจ้ารีบช่วยข้าออกไปจากที่นี่ทีเถอะ” สองมือแกร่งเขย่าลูกกรงเหล็ก การถูกกักอยู่ในนี้เท่ากับริบเวทมนต์ของกาลันไปด้วย

             ญานายิ้มแหย สีหน้าดูลำบากชัดเจนก่อนถอนหายใจยาวเฟื้อย “ข้าเตือนเจ้าไม่รู้จักกี่ครั้งว่าอย่าทำอะไรจนมันเลยเถิด แล้วเป็นไงล่ะ คุกมาเยือนเห็นๆ ข้าก็อยากจะช่วยเจ้านะแต่ไม่อยากให้มือเปื้อนมลทิน”

             กาลันตาเขียวตาขวางใส่เทพสาว “งั้นเจ้ามาตามหาข้าทำไมถ้าไม่คิดจะช่วย นี่เราเป็นเพื่อนรักกันจริงหรือเปล่า”

             “ข้ารักเจ้าจริงๆ นะ แต่ก็รักตัวกลัวตายด้วยเหมือนกัน” ญานายิ้มแห้ง กาลันรู้สึกอยากเอื้อมมือไปตีหน้าผากหล่อนสักป้าป นึกว่าหล่อนจะกล้าได้กล้าเสียกว่านี้ แต่มันก็จริงของหล่อนหากญานายื่นมือมาช่วยแล้วถ้าเกิดความแตกล่วงรู้ถึงหูผู้คุม คราวนี้เทพผู้ประวัติใสสะอาดคงต้องมัวหมองเพราะเขา “เอาอย่างงี้ เดี๋ยวข้าจะไปขอความช่วยเหลือจากนาวิน แม้ยมทูตไม่ได้มีสิทธิ์เต็มที่ในแดนพักโทษของเทพ แต่ก็มีสิทธิ์มากกว่าทูตสวรรค์อย่างเรา ณ ดินแดนแห่งนี้เทพตนอื่นไม่สามารถเข้ามาเหยียบได้หากไม่ใช่ผู้คุมสวรรค์และนักโทษ นี่ข้าเป็นห่วงเจ้าก็เลยเสี่ยงปลอมตัวมา”

             “ยังไงก็ขอบใจเจ้ามากที่อุตส่าห์มาดูดำดูดี ว่าแต่ทำไมต้องเป็นนาวินด้วย ไม่มียมทูตตนอื่นแล้วเหรอ”

             “เวลาแบบนี้ยังจะเรื่องมากอีกนะ ทำอย่างกับเจ้าอัธยาศัยดีนักนี่ หลายร้อยปีมานี้นอกจากข้าและนาวินเจ้าเคยคิดจะผูกมิตรกับใครบ้างไหมล่ะ” ญานาส่ายหน้ากับนิสัยเย็นชามาดหยิ่งของกาลัน ถ้าหากบ้านของเธอไม่อยู่ติดกับเขาและตอนเด็กๆ เคยวิ่งเล่นด้วยกัน ป่านนี้ก็คงไม่มีสถานะเป็นเพื่อนสนิทกันหรอก

             “แล้วเจ้านั่นจะยอมช่วยเหรอ” มีแต่จะซ้ำเติมเขาน่ะสิไม่ว่า

             “ไม่รู้ ก็ลองดูก่อน ข้าจะช่วยออดอ้อนอีกแรง” ญานาเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง สายตามีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น “ความผิดของเจ้าถึงยังไงก็ต้องถูกชำระความ ไม่มีทางหนีผู้คุมสวรรค์พ้นหรอก แต่ข้ารู้ว่าเจ้าอยากเจออารีนอีกครั้ง ก่อนจะไม่ได้เจอกันอีกนานแสนนาน ดังนั้นแม้ข้าไม่อยากให้เจ้าแหกกรงขัง แต่ก็อดสงสารไม่ได้หากต้องจากกันโดยไม่ได้ล่ำลา เอาเป็นว่าเจ้าอดทนรอไปก่อนนะ ระหว่างนี้ข้าจะลงไปตามนาวินที่นรกแล้วจะรีบกลับขึ้นมา”

             กาลันพยักหน้ารับรู้ มองตามร่างของญานาที่หายลับไปกับสายหมอก เทพหนุ่มผู้แปดเปื้อนมลทินทรุดนั่งกับพื้นหินเย็นเยียบพิงแผ่นหลังกับลูกกรงเหล็กสีเงิน ทอดดวงตาหมองหม่นมองขึ้นไปเบื้องบน แรงคิดถึงที่เขามีต่อผู้หญิงคนนั้นจะส่งถึงเธอที่อยู่ไกลแสนไกลหรือไม่นะ

.........................

             อารีนคลี่ยิ้มบางเบาให้นุรีที่กำลังเปิดประตูห้องทำงานของคริษฐ์ให้ สองสามวันมานี้ความสดใสของอารีนราวกับหายไปพร้อมเทพหนุ่ม เธอไม่รู้ว่าเขาไปไหนหรือมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า นับตั้งแต่วันนั้นที่โรงพยาบาลอารีนก็ไม่ได้รับการติดต่อจากเขาอีกเลย ห้องในคอนโดฯ ที่กาลันทำสัญญาเช่าไว้ก็ไม่มีแม้แต่เงาคนอาศัย เธอสุดปัญญาจะตามหาเขาแล้วจริงๆ

             “น้องรีนมาแล้วครับ” คริษฐ์เอ่ยขึ้นพลางพยักหน้าเรียกร่างบางให้เข้ามานั่งล้อมวงที่โซฟารับแขก อารีนยกมือไหว้วาดจันทร์และเวยอันที่มีสีหน้าคร่ำเครียด

             “เรียกรีนมามีอะไรหรือเปล่าคะ” อารีนยอบนั่งข้างผู้บริหารหนุ่ม มองสีหน้าไม่ปกติของทุกคนอย่างสงสัย ก่อนที่วาดจันทร์จะเป็นคนเริ่มต้นบทสนทนา

             “หนูรีนติดต่อคุณกาลันได้ไหมจ๊ะ”

             “อย่างที่พี่เคยบอกไปว่าพี่ติดต่อเขาไม่ได้ รู้มาว่าคุณกาลันไปเยี่ยมพ่อของรีนที่โรงพยาบาล พี่เลยคิดว่ารีนอาจมีช่องทางติดต่อเขา” คริษฐ์เสริม

             อารีนส่ายหน้า ดวงตาเธอหมองหม่นอย่างไม่ปกปิด “รีนก็ไม่สามารถติดต่อเขาได้เหมือนกันค่ะ เจอครั้งสุดท้ายที่โรงพยาบาลวันนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน”

             กาลันไม่ทิ้งร่องรอยหรือสัญญาณใดๆ ให้อารีนวิเคราะห์เลย เธอทั้งห่วงทั้งเสียใจ ความคิดมากมายที่ทะลักในหัวมันเริ่มกลายเป็นความคิดในแง่ลบว่าเขาอาจทิ้งเธอไปแล้ว

             “แล้วอย่างงี้จะทำไงดีล่ะ เขาดันกลายเป็นเบาะแสเดียวของเราด้วย” ชายสูงอายุว่า เค้าหน้าขรึมเข้มลู่ลงเพราะความกังวลที่เกาะกินใจ อารีนเบือนสายตามองคนโน้นคนนี้ที่ดูเครียดผิดปกติจึงตัดสินใจเอ่ยถาม

             “ขอโทษนะคะ รีนไม่มีเจตนาจะละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว แต่รีนสงสัยว่าทุกคนต้องการพบคุณกาลันทำไมเหรอคะ”

             วาดจันทร์ยิ้มแต่เป็นยิ้มที่ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าสุขหรือทุกข์ใจดี ก่อนเป็นฝ่ายอธิบายให้หญิงสาวคราวลูกฟัง “เขาคือคนที่อาจให้คำตอบได้ว่าลูกสาวของแม่ที่หายไปอยู่ที่ไหน คุณกาลันเป็นคนช่วยลูกแม่ไว้เมื่อยี่สิบสองปีก่อน”

             หลังจากคุยกับกาลันที่โรงพยาบาลเสร็จ วาดจันทร์ก็ต่อสายหาสามีด้วยความตื่นเต้น เช่นเดียวกับเวยอันที่นั่งเครื่องบินส่วนตัวตรงมาเมืองไทยทันที ก่อนพากันไปสอบถามเบาะแสที่สถานีตำรวจในอำเภอเชียงดาวตามที่กาลันให้ข้อมูลไว้ แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังอย่างเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา เมื่อข้อมูลในสารบบฟ้องว่าไม่มีเด็กคนไหนถูกทิ้งไว้หน้าโรงพักในคืนดังกล่าว ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงอยากเจอกาลันเพื่อไถ่ถามให้แน่ใจว่าทิ้งเด็กไว้ที่นั่นจริงๆ หรือมีลับลมคมในอะไรกันแน่

             อารีนตกใจกับข้อมูลที่ได้รับ กาลันไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังมาก่อน นี่หรือเปล่าความผิดพลาดในอดีตของเขาที่เมย์ลินและนาวินเคยเอ่ยถึง หรือการที่เขาหายไปจะเกี่ยวพันกับเรื่องของมาดามวาดจันทร์ด้วย ยิ่งคิดอารีนยิ่งร้อนใจ กลัวว่าเขาอาจตกอยู่ในอันตราย แต่มนุษย์อย่างเธอจะทำอะไรได้ แม้กระทั่งหาทางติดต่อยังทำไม่ได้เลย

ความคิดเห็น