facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 17 ชาติที่หนึ่ง

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 ชาติที่หนึ่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 375

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2564 09:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 ชาติที่หนึ่ง
แบบอักษร

ตอนที่ 17 ชาติที่หนึ่ง 

  

ตลาดยามบ่ายคึกคัก ชายหนุ่มหญิงสาวที่แต่งตัวมิดชิดเดินดูข้าวของอยู่สักพัก พลันเห็นว่ากลางลานกว้างมีผู้คนมากมายยืนมุงกันอย่างเนืองแน่น ใจกลางกลุ่มคนคือชายฉกรรจ์ถือดาบกลุ่มหนึ่ง ตะเบ็งเสียงดังแข่งกับเสียงเซ็งแซ่ของผู้คน ทว่าเมื่อทั้งสองแทรกตัวเข้ามาถึงด้านใน ถ้อยแถลงของทหารเหล่านั้นก็เสร็จสิ้นไปแล้ว มีเพียงเสียงบ่นวิพากษ์วิจารณ์ของชาวเมืองที่หน้าดำคร่ำเครียด 

“พญาขอมจักทำศึกกับเมืองโพธิสาร มิรู้ว่าผีปีศาจตนใดดลใจ บ้านเมืองระส่ำระสาย ขวัญเมืองหลีกลี้ แม้แต่กำลังทหารก็อ่อนด้อย ประหนึ่งมิรู้สถานการณ์ในสุวรรณโคมฅำดี” 

“เพราะอ่อนแออย่างไรเล่า ถึงได้หาสมัครคนไปตายแทนพวกมัน หึ…ขับไล่แม่ทัพอินทรของพวกเราไปอยู่เสียไกล ครั้นถูกศึกประชิดเมืองก็กระทำการใดไม่ถูก” 

ชายคนหนึ่งถ่มน้ำลายลงพื้นเมื่อเห็นทหารที่มาแจ้งข่าวเดินจากไปไกล “ถุ้ย เชื้อสายพาหิรพราหมณ์เจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก สมัยแรกสร้างสุวรรณโคมฅำก็รู้กันอยู่ หากไม่เพราะถูกเนรเทศไปอยู่ที่อื่น มิรู้ว่าบ้านเมืองจักอยู่มาถึงป่านฉะนี้หรือไม่ ที่พญาแห่งโพธิสารคิดยึดเมืองเราก็คงเป็นเพราะเหตุนี้ เกิดอาเพศแก่พญารัตนรามแลเชื้อพระวงศ์โดยที่คนนอกไม่รู้เรื่องราว บ้านพี่เมืองน้องเองจักวางใจได้อย่างไร” 

“เฮ้อ…นั่นสิ แต่ก่อนชาวเมืองโพธิสารล้วนแล้วแต่อยากย้ายมาลงหลักปักฐานอยู่ที่บ้านเราเมืองเรา มาบัดนี้กลายเป็นคนในเมืองเอาใจออกห่าง แม้แต่ข้าศึกเข้าประชิดยังไร้ซึ่งจิตใจอยากเสียสละ” 

อินทรบุตรลอบฟังอยู่นาน ตัดสินใจเดินเข้าไปถามกลุ่มผู้ชราที่กำลังถกเรื่องการศึกกันอย่างคร่ำเคร่ง 

“พ่อเฒ่าทั้งหลาย ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น” 

ผู้เฒ่าเหล่านั้นมองพิจารณาชายหนุ่มแปลกหน้า พลางเพ่งมองคนร่างเล็กกว่าซึ่งสวมผ้าคลุมหน้ามิดชิด คาดคะเนในใจว่าคงเป็นสตรีแน่ ทว่าเมื่อสบตาของนาง พลันบังเกิดความยำเกรงวูบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว 

ชายหนุ่มตรงหน้ารูปงามเกินชาย ผิวพรรณที่โผล่พ้นร่มผ้าแม้คล้ำแดดไปบ้างแต่ก็ยังสังเกตได้ง่ายว่าไม่ธรรมดาสักเท่าใดนัก ขณะเกิดความสงสัยสหายอีกคนก็พูดขึ้นมาว่า “ทางเมืองโพธิสารส่งสาสน์มาท้ารบกับพญาขอม ในวังจึงส่งทหารออกมาหาคนไปออกรบ” 

“เหตุใดจึงต้องรบ มิใช่ว่าทั้งสองเมืองเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันรึ” 

ผู้เฒ่าอีกคนระบายลมหายใจด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม ลดเสียงเบาลง “รู้กันดีว่าพญาองค์ก่อนสิ้นชีพอย่างไร เจ้าเมืองโพธิสารมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับพญารัตนรามเพียงใด เมื่อเกิดกบฏขึ้นจากเชื้อสายของพาหิรพราหมณ์ มีหรือจะนิ่งดูดายอยู่ได้” 

แม้จะรู้ว่าประชาชนไม่พอใจที่พญาขอมเข้ามายึดบัลลังก์ด้วยวิธีการโฉดชั่ว แต่เหตุใดจึงกล้านินทาผู้ครองนครของตนกลางตลาดเช่นนี้ อินทรบุตรยังไม่ค่อยเข้าใจนัก 

“พวกท่านกล่าวถึงพญาขอมเช่นนี้ มิกลัวทหารจับไปตัดลิ้นหรอกหรือ” ร่างแน่งน้อยที่ยืนฟังมานานเอ่ยถาม น้ำเสียงใสกังวานหูทำให้ใบหน้าของเหล่าผู้เฒ่ามีสีขึ้นมาบ้าง 

สายตาของผู้ชราเฉยชาเมื่อมองไปยังทิศซึ่งเป็นที่ตั้งวังของพญาขอม กล่าวเย้ยหยัน “นอกจากรู้จักข่มเหงผู้คนอ่อนแอแลสตรีที่หน้าตางดงามแล้ว พวกมันยังต้องการกำลังพลจากคนอย่างเราๆ อยู่ แม้ว่าชาวเมืองจักไม่พอใจเยี่ยงไร แต่เมื่อศึกมาประชิด พวกเจ้าก็ทราบแก่ใจมิใช่หรือ แต่ไหนแต่ไรมาเรานับถือนักรบผู้เสียสละ ด้วยสำนึกในจิตใจจึงเข้าร่วมอย่างเสียมิได้” 

“พวกท่านสามารถหนี” 

“หนีรึ?” พวกเขามีสีหน้าสลดลง “คนที่หนีจักต้องตายทั้งครอบครัว เหมือนที่แขวนอยู่ตรงนั้น” 

ผู้เฒ่าชี้ไปที่กำแพงที่กั้นระหว่างเมืองชั้นนอกกับเมืองชั้นกลาง หน้าประตูคือร่างที่ไร้วิญญาณที่ถูกแขวนประจานนับสิบ 

ใบหน้าเหล่านั้นมืดทมิฬ อาภรณ์ขาดวิ่น ผิวหนังและเลือดเนื้อแห้งกรังติดกระดูกจนน่าเวทนา แยกแยะไม่ออกว่าร่างใดคือสตรีหรือบุรุษ แม้แต่เด็กตัวน้อยก็ไม่เว้น 

รัตนบุษบงยืนเซจนชายหนุ่มจำต้องหันไปคว้าไว้เพื่อไม่ให้นางล้มไป กระบอกตาของนางร้อนผ่าว แสบจมูกจนแม้แต่จะเค้นคำพูดสักคำออกมาก็ยังทำไม่ได้ มวนท้องจนอยากจะอาเจียนออกมาจนหมด 

นางรู้สึกผิดเหลือเกิน เหตุใดตนต้องเกิดเป็นหญิง เหตุใดนางต้องเกิดมาเป็นเชื้อสายของพญารัตนราม ทว่ากลับไร้ซึ่งอำนาจ เสี้ยวเวลาหนึ่งนางอยากแหงนหน้ามองฟ้า สวดอ้อนวอนกับเทพเทวาทั้งหลาย เพราะเหตุใดนางจึงอ่อนแอเช่นนี้ 

ร่างของนางสั่นระริกจนอินทรบุตรสัมผัสได้ 

“น้องสาวข้ากลัวไปหมดแล้ว คงต้องขอตัว” เขากล่าวลา 

ผู้เฒ่าคนหนึ่งที่เงียบมานานกล่าวทิ้งท้าย “พญาขอมส่งคนไปแจ้งแก่แม่ทัพอินทรสิงขรเพื่อถ่ายทอดคำสั่งให้นำศึกในครานี้” 

มือที่โอบประคองร่างเล็กแข็งเกร็ง นึกถึงเมื่อยามเช้าตรู่ที่บิดาเอ่ยอนุญาตให้เขาพารัตนบุษบงไปเที่ยวเล่น 

อินทรบุตรหันกลับไปมองชายกลุ่มนั้น ใบหน้าแผ่กำจายความน่าเกรงขามจนอีกฝ่ายไม่กล้าสบตา ครั้นเหลือบเห็นรอยสักตรงหลังมือที่เหมือนว่าจะจงใจให้เขาเห็น ชายหนุ่มก็เข้าใจแจ่มแจ้ง 

คนเหล่านี้เป็นคนของท่านพ่อ แต่พวกเขามีจุดประสงค์อันใดกันที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ต่อหน้าข้า หรือว่าท่านพ่อจงใจให้ข้าสืบทอดหน่วยรบที่หนึ่งต่อ 

“ขอบคุณผู้เฒ่าที่แจ้งข่าว” 

ชายหนุ่มสังหรณ์ใจ หน่วยรบที่หนึ่งของบิดาถูกยกเลิกไปตั้งแต่ครั้งพญาขอมยึดบัลลังก์ ถึงวันนี้ก็นับได้ร่วมสิบปีแล้ว ที่แท้บิดาของเขายังติดต่อกับคนเหล่านี้อยู่อีกหรือ 

หลังจากออกเมืองมาได้สักพัก รัตนบุษบงก็หยุดเดิน นางดึงผ้าที่ปิดคลุมใบหน้าออก เผยให้เห็นดวงตาแดงก่ำที่ผ่านการอดกลั้นอย่างหนักมาตลอดทาง นางนั่งลงใต้ร่มไม้ คู้เข่าอย่างโดดเดี่ยว 

อินทรบุตรมองดวงหน้ามนด้วยความหน่วงหนึบในใจ ครั้นเห็นว่าหยดน้ำใสค่อยๆ ไหลออกมาจากดวงตาคู่นั้น มือก็เอื้อมออกไปหมายช่วยหยุดไม่ให้นางร้องไห้ ทว่ามือข้างนั้นกลับค้างกลางอากาศ 

รู้สึกไม่คู่ควร…ความรู้สึกนี้ช่างกรีดแทงใจจนเขากำหมัดแน่น หันหลังมองไปทางอื่นเพื่อหลบภาพที่ทำให้ใจเจ็บช้ำ 

ทว่าเสียงสะอื้นจากร่างเล็กกลับยิ่งรอนหัวใจเสียยิ่งกว่า ท้ายที่สุดชายหนุ่มก็พ่ายแพ้ให้กับน้ำตาของนาง ขยับเข้าไปใกล้พร้อมกับใช้หลังมือเช็ดน้ำตาให้นางด้วยความทะนุถนอม 

รัตนบุษบงหยุดสะอื้น ดวงตาแดงช้ำมองใบหน้าเรียบนิ่งตรงหน้าเนิ่นนาน ใจดวงน้อยเต้นระส่ำเสียจนแทบจะควบคุมลมหายใจไม่อยู่ ต้องต่อสู้กับจิตใจของตนเองอยู่นานกว่าจะตัดสินใจได้ว่าควรทำอย่างไร 

ด้วยสายเลือดขัตติยนารี นางไม่ควรแสดงออกตรงๆ แม้นางจะไร้ซึ่งยศศักดิ์ใดๆ แล้ว เขากลับทำตัวเองให้อยู่ห่างออกไป ไกลเสียจนนางปวดใจนัก 

“น้องเป็นลูกหลานของพญา พี่เป็นเพียงบุตรชายของอดีตแม่ทัพ การที่เราอยู่ด้วยกันบ่อยครั้งมันไม่งาม” 

ไม่งามหรือ? ตอนนี้นางไม่เหลือใครแล้ว ไยต้องกังวลไปเล่า ตัวนางหนีตายมาพึ่งพิงครอบครัวของเขา เป็นนางเสียอีกที่ติดหนี้บุญคุณเขา แล้วเขาน่ะหรือจะไม่คู่ควรกับนาง หากเป็นนางที่ไม่คู่ควรกับเขานั่นจึงมีความเป็นไปได้ 

ชายหนุ่มที่มีความสามารถ กลับต้องคอยอยู่ดูแลสตรีอ่อนแออย่างนางไปจนตายหรืออย่างไร 

มือเล็กเลื่อนขึ้นมากุมฝ่ามือหยาบกร้านของเขาที่กำลังซับน้ำตาบนใบหน้าให้ รับรู้ได้ถึงอาการเกร็งของมือหนาเป็นอย่างดี ทว่าถึงตอนนี้แล้วสำหรับรัตนบุษบงมีเพียงหัวใจที่ยึดมั่นเท่านั้นที่แข็งแรงพอจะตอบโต้เขา ดวงตาที่มองชายตรงหน้าจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งจากใจ 

“อย่าหลบตาน้อง” 

นางรีบพูดขึ้นเมื่อเขาทำท่าว่าจะหลุบตาลง 

“เจ้าหยุดร้องไห้แล้ว กลับกันเถิด” 

นางขืนมือเขาไว้ ตรึงไว้ที่ข้างแก้ม “เหตุใดพี่จึงรังเกียจน้อง” นางตัดพ้อ 

“พี่ไม่ได้รังเกียจเจ้า” เขาพูดสวนทันที 

หัวใจดวงน้อยลิงโลด ดวงตาเปล่งประกายงดงาม “จริงหรือ เช่นนั้นพี่แต่งงานกับน้องได้หรือไม่” 

อินทรบุตรตัวแข็งทื่อ 

“พี่ยังไม่แต่งงาน น้องก็ยังไม่ได้ออกเรือน ไม่ดีหรอกหรือ” 

“ไม่ได้!” เขารีบถอนมือออก “ขัตติยนารีอย่างเจ้าจะมาแต่งกับคนธรรมดาอย่างพี่ได้อย่างไร” 

นางยืนขึ้น มองเขาอย่างตัดพ้อ บังเกิดความดื้อดึงในใจขึ้นมา “ในเมื่อพี่ไม่มีใจให้น้อง วาสนาในชาตินี้ก็คงต้องจบลง แม้น้องจะเป็นขัตติยนารีแล้วอย่างไร ทุกอย่างเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่ถูกผู้อื่นปล้นชิงไปนานแล้ว ความหมายในการมีชีวิตอยู่ของน้องก็คือพี่ หากพี่ตัดรอนกันเช่นนี้ ข้าก็ควรตัดสินใจได้แล้ว” 

“อย่าได้ทำร้ายตัวเอง” น้ำเสียงของเขาแทบเหือดหายไปกับความปวดร้าวในใจ ได้แต่มองนางร่ำไห้ตัดพ้อตรงหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้าไปปลอบประโลม 

รัตนบุษบงก้าวถอยหลัง ดึงกริชที่มักพกไว้ข้างกายเพื่อป้องกันตัวออกมา “ข้าขอคืนรัตนบุษบงให้พระแม่ธรณี” 

อินทรบุตรรีบพุ่งตัวเข้าหา ทว่านางกลับไวกว่า ตวัดมือเพียงครั้งเดียว บนผืนธรณีก็เต็มไปด้วยเส้นผมยาวสลวย 

อินทรบุตรกระแทกข้อมือเล็กจนกริชหล่นจากพื้น มวยผมที่ถูกตัดของคนตรงหน้าค่อยๆ คลายตัวลงมายาวเคลียบ่า ตวัดร่างแน่งน้อยเข้าแนบอก น้ำตาเปียกชุ่มไหลซึมเข้าไปในตัวเสื้อ หัวใจเต้นกระหน่ำเสียยิ่งกว่ากลองรบ 

เขากลัว…กลัวเหลือเกินว่านางจะคิดสั้น หัวใจจึงยังเต้นกระหน่ำอย่างหนักหน่วง และโล่งใจเหลือเกินที่นางมิได้ทำเช่นนั้น 

เช่นนั้นเขาจะยืนอยู่ได้อย่างไร 

รัตนบุษบงถูกกอดแนบแน่น ข้างหูได้ยินเสียวหัวใจอันหนักหน่วงของชายหนุ่ม ครั้นสัมผัสได้ถึงความตกใจของเขา ตัวนางก็อ่อนยวบ เสมือนคนที่กำลังจะตกปากเหวแล้วคว้าเถาวัลย์แข็งแรงไว้ได้ 

“อย่าทำให้พี่ตกใจเช่นนี้” 

เขาพึมพำเสียงสั่นเครือ ริมฝีปากจุมพิตหน้าผากของนางซ้ำไปซ้ำมาราวกับจะปลอบประโลมตัวนางและตัวเอง 

“น้องมิได้คิดสั้น” เสียงของนางแหบแห้ง เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า 

“แล้วเจ้าจักทำอะไร รู้หรือไม่ใจพี่เจ็บเพียงไหน” 

เห็นดวงตาร้าวรานของเขาแล้วนางก็เหมือนได้รับน้ำทิพย์ชโลมใจ “น้องคิดมาตลอดทางว่าพี่จักต้องไปช่วยท่านลุงอินทรออกรบ จึงตัดสินใจว่าหากพี่ไม่รับน้ำใจ น้องเองก็จะไปเป็นทหารเพื่อออกรบ อย่างน้อยหากน้องตายก็จะได้ไม่เสียทีที่เป็น…อื้อ” 

วาจาเหลวไหลถูกอินทรบุตรกลืนลงท้อง ชายหนุ่มดันปลายคางให้นางเผยอปาก ค่อยๆ ขบเม้มและรุกล้ำเข้าไปด้านในเพื่อชิมความหวาน ความรักลึกล้ำที่เก็บซ่อนไว้นานปี เมื่อเปิดเผยออกมาจึงเสมือนน้ำป่าไหลบ่า ดุดัน รุนแรง และกระหายการทำลายจนอีกฝ่ายตั้งรับไม่ทัน รสชาติหวาน กลิ่นกายหอม เมื่อได้เชยชิดจึงยิ่งรู้ตัวว่าหักห้ามใจไม่ไหว กระทั่งคนในอ้อมกอดสิ้นเรี่ยวแรงแล้วจึงได้ถอนจุมพิตอย่างอ้อยอิ่ง 

เขาโอบนางไว้ ประคองคนในอ้อมกอดอย่างทะนุถนอม หญิงสาวขวยเขินจนต้องแนบใบหน้ากับอกแกร่งเปียกชื้น ไม่กล้าสบตากับคนตัวโต ใจยังเต้นแรงเสียจนแทบจะกระเด้งกระดอนออกมา 

“สิ้นฤทธิ์แล้วหรือ” เขาถามเสียงเย้า 

นางเลียริมฝีปาก เขินอายจนพูดไม่ออก ความสุขเมื่อได้รับรู้ถึงความในใจของเขาเอ่อล้นจนทำอะไรไม่ถูก 

มือสากเชยคางมนขึ้น เห็นนางหลบตาก็อดจุมพิตกระหม่อมบางเบาๆ ไม่ได้ ยิ่งใบหน้านวลแดงก่ำ ก็รู้ตัวแล้วว่าไม่อาจตัดใจจากนางได้เช่นกัน 

ชาวสุวรรณโคมฅำใช้การจุมพิตเพื่อหมั้นหมายสัญญาใจระหว่างกัน คนที่ไม่เคยล่วงเกินนาง แม้แต่จะจับมือยังขออนุญาต กล้ากระทำกับนางถึงเพียงนี้ ใจเขามีนางอยู่หรือไม่…รัตนบุษบงได้รับคำตอบแล้ว 

“การศึกครั้งนี้พี่คิดว่าท่านพ่อต้องออกรบด้วยตัวเอง พญาขอมกล้าให้คนบุกไปที่บ้าน นั่นหมายความว่าพวกมันมีเงื่อนไขที่ท่านพ่อต้องทำตามอย่างแน่นอน ดังนั้นแล้ว พี่เองก็ต้องทำหน้าที่ของลูกด้วยเช่นกัน เจ้าเข้าใจหรือไม่” 

นางพยักหน้ารับรู้ สังหรณ์ในใจแต่แรกแล้วว่าอินทรบุตรต้องเข้าร่วมอย่างเสียมิได้ 

“อีกอย่าง…คนที่เป็นนักรบ ได้รับการยกย่องเชิดชู เมื่อพี่กำชัยกลับมา จักได้ยืนเคียงข้างน้องได้อย่างไม่อายใครอย่างไรเล่า” 

รัตนบุษบงเงียบฟัง หรือเขาคิดมาโดยตลอดว่าต้องรอให้ตนเองคู่ควรกับนาง จึงค่อยเปิดเผยความรู้สึก แล้วถ้าหากวันนั้นไม่มาถึง เขาจะทนมองนางออกเรือนไปกับผู้อื่นได้หรือ 

โง่นัก…นางมีดีอะไรให้เขาทุ่มเทถึงเพียงนี้ 

“เมืองโพธิสารมีทหารกล้านับสิบหมื่น ทัพของเรามิอาจ…” 

ปลายนิ้วแตะลงบนกลีบปากบางเป็นเชิงห้าม “บิดาข้ารู้จักกับเจ้าเมืองโพธิสาร เราสามารถใช้การทูตเพื่อเจรจาสงบศึกได้” 

รัตนบุษบงใจชื้นขึ้นมา “จริงหรือ” 

อินทรบุตรถูกบิดาสั่งสอนมาตั้งแต่เยาว์วัย อีกทั้งยังได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ที่มีวิชาจากทางเหนือ เขาย่อมสามารถวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น หลายเดือนก่อนตอนที่เขาเข้าไปฝึกฝนในป่า ได้พบเจอกับกลุ่มพ่อค้าจากเมืองโพธิสาร เล่าถึงการเคลื่อนไหวทางการทหารของเมือง และการกักตุนเสบียงอาหารในเมือง จึงมองออกว่าเป็นการตระเตรียมเพื่อออกศึก 

ยิ่งเมื่อตอนเช้าบิดาของเขามีท่าทางกลัดกลุ้ม กอปรกับปกติแล้วไม่เคยอนุญาตให้พารัตนบุษบงไปเที่ยวนานๆ เขาก็เดาออกแล้วว่าบิดาจงใจให้พานางหลบจากสายตาคนของพญาขอม 

  

ดวงตากลมโตจ้องมองพัดลมเพดาน ภาพในนิมิตที่ไม่ได้เห็นมานานแล้วเหตุใดจึงปรากฏขึ้นอีกครั้ง อีกทั้งครั้งนี้มาทั้งรูปรสกลิ่นเสียง ชัดเจนเสียจนเธอคิดว่าได้ประสบกับมันจริงๆ 

หญิงสาวหน้าแดงก่ำ หวนคิดถึงการกระทำอันบ้าระห่ำของหญิงสาวในฝัน ขอผู้ชายแต่งงานโต้งๆ แบบนี้ มีมาแต่โบราณแล้วหรือเปล่านะ 

ชายหญิงสองคนหน้าตาไม่คุ้นเคย แต่แววตาของชายหนุ่มเธอกลับจำได้แม่น เหมือนอิราไม่มีผิด 

“เทียนมองหน้าพี่สิ เทียนไม่เคยรู้จักพี่จริงๆ เหรอ เทียนไม่รู้สึกแบบเดียวกับที่พี่รู้สึกกับเทียนจริงเหรอครับ” 

เหมือนกับ…ฝังลึกเข้าไปในจิตวิญญาณแล้วว่าเขาต้องมองแต่เธอเท่านั้น 

“พี่อินว่าในอดีตเราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าคะ” 

หญิงสาวส่ายหน้าเร็วๆ 

เป็นไปไม่ได้หรอก สงสัยจะฟังดอกเตอร์เกษมมากเกินไปจนเก็บไปฝัน 

อิรา…อินทรบุตร…พี่อิน 

สองชื่อนี้วนเวียนในหัว โดยเฉพาะคำเรียก…พี่อิน 

เธียรธาราคว้าสมุดบันทึกตรงหัวเตียง นอนคว่ำหน้าแล้วจดบันทึกความฝันแบบที่เคยทำทุกครั้งที่รู้สึกว่าเหมือนจริงเกินไป ทว่าเมื่อเปิดหน้าแรก กลับมองค้างอยู่เนิ่นนาน 

ฝันที่เหมือนจริงครั้งแรก 

ฉันเล่นเกมเกมหนึ่ง ไปเจอเควสต์ที่คิดว่าเป็นไข่อีสเตอร์ที่ดอกเตอร์วิวัฒน์สร้างไว้ และพอหลับตา กลายเป็นว่าเห็นโศกนาฏกรรมหนึ่งเกิดขึ้น 

มันเหมือนจริงมาก เหมือนจริงจนฉันแทบขาดใจตายเพราะร้องไห้ 

ฝันว่าเขาคนนั้นมาบอกลาตอนที่กำลังงัวเงีย ตรงหน้าอกรู้สึกเหมือนมีขนนกบางเบาปัดผ่าน เสียงกระซิบข้างหูได้ยินเป็นภาษาแปร่งแปลก แต่ฉันเข้าใจเหมือนกับเขากำลังบอกว่า “รอพี่กลับมา” แล้วก็รู้สึกถึงความเย็นลื่นที่สัมผัสคอ 

เมื่อตื่นขึ้นมาตรงคอมีหยกสีเขียวใสห้อยคออยู่ เสื้อผ้าที่ใส่ประหลาดก็จริง แต่ไม่เชิงเป็นเกาะอกแบบในสมัยโบราณ รู้สึกว่าถูกทิ้งให้อยู่ในบ้านกับคนงานจำนวนหนึ่ง และเมื่อส่องกระจกก็พบว่าผมของตัวเองสั้นกว่าที่เคยเป็น ผู้หญิงในฝันสวยมาก ดวงตาหวาน แต่แดงช้ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ทุกวันเธอเอาแต่เตรียมข้าวของ เหมือนว่าจะเตรียมของแต่งงานแหละ 

หลายวันหลังจากนั้นมีคนมาแจ้งข่าวว่าเขาคนนั้นได้รับชัยชนะ ฉันถึงเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ที่แท้เขาก็เป็นทหารนี่เอง ในนั้นฉันควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ รู้แต่เพียงว่าเธอปลอมตัวเป็นผู้ชาย เอาถ่านดำทาหน้า แล้วก็รัดอกจนหายใจไม่ออกไปแอบดูงานฉลองที่ถูกจัดขึ้นในเมือง เหมือนว่าเขาต้องการซ่อนเราจากอะไรบางอย่างที่น่าขยะแขยง 

คนมาแอบดูงานฉลองกันเยอะมาก จึงไม่มีใครสนใจคนที่ปลอมตัวเป็นผู้ชาย ทุกคนให้ความสนใจไปยังชายหนุ่มที่นั่งร่วมฉลองกับคนมียศทั้งหลาย เขารูปงาม ใช่…ต้องใช้คำว่ารูปงาม เพราะไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนงามเหมือนคนในวรรณคดีมาก่อน จู่ๆ ฉันก็รู้สึกว่าเขานั่นแหละคือคนที่เธอคนนี้มองหา 

ในงานมีการกล่าวสรรเสริญแม่ทัพที่นำชัย มีทั้งอวยยศและมอบของรางวัลมากมาย และสุดท้ายกลับเกิดความโกลาหลขึ้น เมื่อชายหนุ่มกับอีกคนที่เป็นเหมือนพ่อของเขาถูกกล่าวหาว่าเอาใจออกห่าง คิดทรยศบ้านเมือง 

คนที่เป็นเจ้าเมืองประทานยาพิษ ตอนแรกฉันลุ้นให้เขาต่อต้าน แต่กลับได้ยินเหมือนว่าขอให้ชายใจเหี้ยมนั้นรักษาสัญญา จากนั้นเขาก็ดื่มสิ่งที่คิดว่าเป็นเหล้าพิษลงคอ 

ฉันอยากจะวิ่งเข้าไปห้าม ทว่าถูกชาวเมืองที่กำลังก่นด่าจิตใจหยาบช้าของเจ้าเมืองขวางเอาไว้ ผู้หญิงเจ้าของร่างร้องไห้ ฉันปวดใจมากตอนนั้น รู้สึกเหมือนโดนคนควักหัวใจออกมา จู่ๆ ก็เหมือนร้องไห้ไปพร้อมกับเธอ ขณะเดียวกันหญิงสาวก็เหมือนจะรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไรเมื่อเธอมุดผ่านคนจำนวนมากเข้าไปกลางวงฉลองที่มีชายสองคนกำลังจะขาดใจตายต่อหน้า ชายที่มีอายุสิ้นใจไปแล้ว ส่วนชายหนุ่มคนนั้นยังมีลมหายใจอยู่ จำได้ว่าร้องไห้หนักเหมือนใจจะขาด เขาคนนั้นมองหน้าเธอเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่กลับพูดไม่ออก แววตาที่มองเต็มไปด้วยคำขอโทษ เขาบีบมือเธอแน่นพักหนึ่งลมหายใจก็ขาดห้วง ฉันและเธอกรีดร้องโหยหวน ประหนึ่งว่าจะกระชากเขากลับมาจากเงื้อมมือมัจจุราชได้ บรรดาขุนนางต่างก็เบือนหน้าหนี มีเพียงชายใจเหี้ยมคนนั้นที่มองมายังตัวเราแล้วพูดขึ้นว่า 

“สงบศึกเพื่อแลกกับการที่ข้าเลิกตามหาเจ้า ให้มันสองพ่อลูกสละชีวิตเพื่อรักษาสัตย์ที่ให้ไว้ เพราะเราไม่อาจทิ้งให้มีหอกข้างแคร่โผล่ออกมา เจ้าพาศพพวกมันไปเสียเถิด จงอย่าได้กลับมาอีก เราไม่อยากเสียสัตย์” 

มองทรราชตรงหน้าด้วยความโกรธแค้น ยกมือชี้หน้า กล่าวคำสาปแช่งออกมา “บ้านเมืองมีแต่คนอัปรีย์ หากจักต้องล่มสลาย ก็ขอให้ล่มสลายเสียนับแต่ที่ข้าก้าวออกจากผืนดินแห่งนี้ ประชาชนที่ไร้ความผิด จงรีบเร้นกายขึ้นเขา ภายในสามวันเจ็ดวัน บ้านเมืองนี้จะสิ้นสูญซึ่งผู้คน” 

ทรราชตรงหน้าหัวเราะเสียงเหี้ยม ตบหน้าเราฉาดหนึ่ง เธอเจ็บฉันเจ็บ สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดในปาก ทว่ามันยังมีความอดทนพอแค่ให้คนมาลากร่างนี้ และร่างของอีกสองคนออกไป 

เธอขอให้คนไปแจ้งคนที่บ้านให้ขนข้าวของสำหรับงานแต่งตามขึ้นเขาไป ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็พากันติดตามเธอไปด้วย ทรราชคนนั้นวิปลาสไปแล้ว มันไม่กลัวประชาชนรังเกียจมัน 

หญิงสาวที่เป็นเจ้าของร่างฉันเริ่มลงมือแต่งตัว สวมเครื่องเงินเครื่องทองและเครื่องหยก พอเดินออกมาเห็นคนจับศพของชายหนุ่มแต่งตัวเต็มยศ ตอนนั้นฉันถึงเข้าใจแล้วว่าผู้หญิงคนนี้กำลังจะแต่งงานกับศพ 

พิธีแต่งงานผ่านไปอย่างเศร้าโศกในถ้ำแห่งหนึ่ง เมื่อพิธีกรรมเสร็จ จู่ๆ ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเธอคนนั้น สัมผัสที่จอกเหล้าเย็นเฉียบเหมือนกำลังจับมันจริงๆ หูแว่วเสียงกระซิบของคนใกล้ตัว ฉันมองสร้อยหยกในมือสลับกับจอกเหล้า ก่อนจะกลั้นใจดื่มมันลงคอ 

ผู้คนด้านนอกออกไปกันหมดแล้ว เหลือเพียงคนงานที่ไม่ไปไหน ความแสบร้อนแล่นลามจากกระเพาะ ไล่เรื่อยขึ้นมาที่ลิ้นปี่และหลอดอาหาร คอของฉันร้อนผ่าว ปวดร้าวเหมือนคนกำลังกลืนน้ำกรด ทว่าน่าแปลกที่จิตใจของฉันสงบนิ่งเหลือเกิน เลือดไหลออกจากมุมปาก ลมหายใจของฉันขาดห้วง อึดอัดเหมือนคนถูกปิดกั้นการหายใจ มือเท้าของฉันเกร็งไปหมด แต่กลับไม่มีเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย รู้แต่เพียงว่ามีสาวใช้หลายคนวิ่งเข้ามาโอบประคองร่าง ร้องไห้จนใบหน้าของฉันเปียกไปหมด วูบหนึ่งฉันคิดถึงใบหน้าชายคนนั้นแล้วยิ้มออกมา 

ฉันกำลังจะตามเขาไปแล้ว 

  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว