email-icon facebook-icon

Welcome to the dark side!!!

[ 70 ] ผู้หญิงหน้าไม่อาย

ชื่อตอน : [ 70 ] ผู้หญิงหน้าไม่อาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 41.8k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 11 เม.ย. 2564 22:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
[ 70 ] ผู้หญิงหน้าไม่อาย
แบบอักษร

ตุลยาทราบข่าวจากเด็กรับใช้ในบ้านของคุณนายคาร่า เรื่องที่อีกฝ่ายจะมาเยี่ยมลูกชายที่โรงพยาบาล เธอจึงรีบมาก่อน แต่ห้องพักคนไข้พิเศษกลับเปลี่ยนเป็นคนไข้อีกคนแทน 

“คนไข้ห้องนี้ไปไหน”  

“...” พยาบาลมองไปที่เตียงก็ยังเห็นคนไข้นอนอยู่บนนั้น 

“ฉันหมายถึง คุณเคน!”  

“อ๋อ...คุณหมอศรุต ย้ายคุณเคนขึ้นไปชั้นบนสุดแล้วค่ะ”  

ตุลยาหมุนตัวหันหลังเดินกลับไปทางลิฟต์ เธอเข้าไปข้างใน ยกมือขึ้นเพื่อจะกดปุ่ม แต่ก็ต้องหยุดชะงัก เพราะตัวเลขที่เป็นชั้นสูงสุดที่ลิฟต์ตัวนี้พาไปได้ มันก็คือชั้นที่เธอยืนอยู่นี่เอง 

“ฉันจะขึ้นไปชั้นบนสุดได้ยังไง” ตุลยาเดินออกมาจากลิฟต์ด้วยสีหน้าบึ้งตึงขัดกับใบหน้าสวยของเธอ 

“ชั้นบนสุดต้องขึ้นลิฟต์อีกตัวค่ะ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะขึ้นไปได้ เพราะมันเป็นที่พักส่วนตัวของคุณหมอ ถ้าหากไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีคีย์การ์ดก็ไม่สามารถขึ้นไปได้ค่ะ”  

“พวกเธอเป็นพยาบาล ก็ต้องดูแลคนไข้ไม่ใช่เหรอ มีใครบ้างที่ขึ้นไปได้” น้ำเสียงของตุลยาเธอเริ่มหงุดหงิดด้วยความไม่พอใจ 

“เอ่อ...เคสนี้คุณหมอศรุตเป็นคนดูแลเองค่ะ ส่วนพยาบาลที่ขึ้นไปได้ก็มีแค่หัวหน้าพยาบาลเท่านั้น เพราะต้องไปวัดไข้และความดันทุกวันค่ะ”  

“ก็ไปตามมาสิ จะยืนบื้ออยู่ทำไม”  

เสียงพูดคุยที่ไม่เบา จึงไม่จำเป็นต้องเดินไปตาม หัวหน้าพยาบาลขยับตัวลุกออกจากเก้าอี้อย่างเสียไม่ได้ พร้อมกับถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะปรับสีหน้าให้มีรอยยิ้มและตรงเข้าไปซักถาม 

“มีอะไรกันหรือคะ”  

“จำฉันได้ไหม”  

“ค่ะ คุณตุลยา” หัวหน้าพยาบาลตอบด้วยรอยยิ้มบริการ  

“ฉันจะไปเยี่ยมคุณเคน”  

“คุณตุลยาขออนุญาตกับคุณหมอศรุตหรือยังคะ”  

“ทำไมฉันต้องขอด้วย ฉันเป็นคนรักของคุณเคนนะ ทุกทีฉันมาเฝ้าก็ไม่เห็นต้องขอใคร ทำไมตอนนี้ถึงได้เรื่องมากกันนัก! เร็วสิรีบพาฉันขึ้นไป”  

“แต่คุณหมอ...”  

“เรื่องนั้นฉันจะคุยกับเขาเอง”  

“ถ้าอย่างนั้นเชิญค่ะ”  

พยาบาลเดินนำตุลยามาอีกทาง ซึ่งมันเป็นลิฟต์อีกตัวที่อยู่ด้านหลังลิฟต์ที่ให้บริการในโรงพยาบาล เธอล้วงเอาคีย์การ์ดขึ้นมาใช้งาน ตุลยาจึงสามารถขึ้นไปบนชั้นที่เธอต้องการจะไปได้ ใช้เวลาไม่นานลิฟต์ส่วนตัวก็หยุดที่ชั้นบนสุด หัวหน้าพยาบาลเดินไปกดกริ่งหน้าประตูที่ถูกกั้นเอาไว้ตรงหน้าโถงทางเดิน ซึ่งกริ่งจากชั้นบนจะดังที่ชั้นล่างลงไปนี้ด้วย  

“ใครมาเหรอ สายใจไปดูสิ” คุณหญิงพริ้มเพราออกคำสั่ง 

“หัวหน้าพยาบาลค่ะ กดกริ่งบนชั้นของคุณรุต”  

“ป้าสายใจเปิดให้คุณส้มเข้าไปเลยครับ”  

สายใจทำตามที่สั่ง ซึ่งเธอไม่ได้รายงานว่าบนหน้าจอที่ตนมองเห็น ยังมีหญิงสาวหน้าตาดีอีกคนหนึ่งเดินมากับหัวหน้าพยาบาลด้วย เพราะเข้าใจว่าคุณหมอศรุตคงอนุญาตให้เธอคนนั้นขึ้นมา 

“สงสัยคงมาตรวจความดันให้ไอ้เคนครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปดูเพื่อนก่อนนะครับ”  

“เดี๋ยวสิรุต เรายังคุยเรื่องนั้นไม่จบเลยนะ”  

“เอาไว้ผมจะมาเรียนให้คุณแม่ทราบอีกทีครับ” ศรุตพูดจบก็เดินขึ้นบันไดไปชั้นบนสุด ซึ่งเป็นส่วนที่พักของตัวเอง โดยไม่ได้สนใจเสียงโวยวายของมารดาที่ดังไล่หลังมา 

 

 

ตุลยาเดินตามหัวหน้าพยาบาลไป แต่ปลายรองเท้าสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างจนเธอเกือบล้ม หญิงสาวรีบคว้ามือเกาะตรงพนักโซฟาเพื่อทรงตัว สายตาก็จ้องมองไปยังที่พื้น 

“กรี๊ด!” คนเกลียดแมวถึงกลับกรีดร้องเสียงดัง เมื่อเห็นแมวตัวหนึ่งนั่งอยู่ข้างเบาะรูปทรงขนมปังซึ่งมีแมวตัวเล็กกำลังนอนหลับอยู่ 

“เฮ้อ...กว่าจะกล่อมให้หลับได้ ตื่นอีกแล้ว!”  

ชาช่าถึงกับนั่งถอนหายใจ เพราะตนเพิ่งจะนั่งตบตูดกล่อมลูกแมวน้อยให้นอนกลางวันอยู่ตั้งนาน กว่าจะหลับได้ก็เล่นเอาแมวสาวเมื่อยมือ แต่กลับมีคนมาโวยวายเสียงดังทำให้เจ้าโอเลี้ยงตื่นเสียได้ 

 

ลูกแมวน้อยนอนบิดขี้เกียจ ปรือตามองคนที่ทำเสียงดัง 

“ผู้หญิงคนนี้ร้องกรี๊ดทำไมครับพี่ช่า” ยังไม่ทันได้ลุกจากที่นอน โอเลี้ยงก็เกือบถูกบดจนแบนติดเบาะขนมปัง เพราะตุลยาเอาหมอนอิงที่อยู่บนโซฟาปาลงไปที่แมวดำทั้งสองตัว ชาช่าอาศัยความไวรีบดึงเบาะหลบ 

“ไล่มันไป” ตุลยาสั่ง 

“จะไล่อย่างไรคะ นี่เป็นแมวของคุณเคน ที่คุณหมอศรุตรับเลี้ยงเอาไว้ ดิฉันคงไล่ไปไม่ได้หรอกค่ะ” หัวหน้าพยาบาลตัดความรำคาญจึงเดินนำตุลยาไปห้องพักฟื้นของครรชิต 

“เชิญทางนี้ค่ะ”  

 

ตุลายาเดินตามหัวหน้าพยาบาลเข้าไปในห้องนอนซึ่งจัดเป็นสถานที่พักฟื้นของครรชิต ส่วนโอเลี้ยงก็เดินตามชาช่าเข้าไปในห้องนอนของนายท่านเพื่อรายงาน 

“เสียงใครมาร้องกรี๊ด” เมริซ่าถามทันทีที่เห็นแมวสองตัว 

“ใครที่ไหนก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ มากับคุณพยาบาล”  

“เป็นผู้หญิงนิสัยไม่ดีขอรับนายท่านเมฯ เมื่อกี้ก็เอาหมอนปาใส่เลี้ยงด้วย ถ้าพี่ช่าไม่ดึงเบาะหลบ เลี้ยงคงแบนไปแล้ว” ลูกแมวน้อยได้โอกาสจึงรีบฟ้องทันที 

“อาจจะเป็นมนุษย์ที่ไม่ชอบแมวก็เป็นได้ เจ้าอย่าได้ถือสานางเลย”  

“ขอรับ”  

“นายท่านจะไปดูหน่อยไหมเจ้าคะ”  

“ไม่ดีกว่า เราเองก็ยังไม่ได้เกี่ยวดองอะไรกับพ่อเคนเขา จะไปยุ่มย่ามอะไรมากนักเดี๋ยวมันจะไม่งามถึงหลานสาวของเรา นางอาจจะเป็นเพื่อนของพ่อเคน เยี่ยมเสร็จเดี๋ยวก็คงกลับ” เมริซ่าบอกในขณะหยิบเม็ดยาที่เคี่ยวเสร็จเรียบร้อยขึ้นมาเก็บ 

“คุณหมอกลับมาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยทำให้ชาช่าจำได้โดยที่ไม่ต้องมองเห็น 

“ตอนนี้คุณหมออยู่ที่ใด”  

“ฝีเท้าเดินไปทางห้องของเขยใหญ่เจ้าค่ะ”  

เมริซ่าก้มลงไปมองลูกแมวน้อยที่ยังนั่งหาวหวอด 

“โอเลี้ยง” น้ำเสียงเรียกอย่างจริงจังราวกับมีเรื่องสำคัญต้องการพูด 

“ขอรับ”  

“เจ้ารีบไปที่ห้องของหนูนา บอกนางว่าหมอรุตกลับมาแล้ว ห่อขนมที่เจ้านำไปให้ ก็แอบเก็บออกมาด้วยเข้าใจไหม”  

“ขอรับ นายท่าน” โอเลี้ยงรับคำด้วยสีหน้าจริงจังไม่แพ้กัน 

แมวสาวถึงกับนั่งทิ้งไหล่ลงเมื่อถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ อดคิดไม่ได้ ท่านแม่ดูแลนายท่านอย่างไร ถึงได้มีนิสัยชอบเล่นสนุกเช่นนี้ หลานสาวก่อการประท้วงก็ไม่ห้าม มิหนำซ้ำยังเห็นดีเห็นงามไปด้วย  

‘งานนี้คุณหมอคงต้องรับศึกหนักนะเจ้าคะ’ ชาช่าส่งกำลังใจไปให้ชายหนุ่มอีกคน 

 

ชาช่าเห็นนายท่านกำลังเก็บพวกวัตถุดิบต่างๆ ที่นำมาใช้เคี่ยวเป็นตัวยาจึงเข้าไปช่วย สายตาพลันมองเห็นเมล็ดแห้งยาวรีชนิดหนึ่งคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ พอลองสูดดมก็ทำให้ทราบว่ามันคืออะไร 

“นายท่านใช้เมล็ดอันซึลงไปในตัวยาด้วยรึเจ้าคะ”  

“ถูกต้อง เดี๋ยวเจ้าเอายานี้ไปให้คุณหนูของเจ้าด้วย” เมริซ่านำยาเม็ดหนึ่งห่อใส่กระดาษแล้วยื่นส่งให้ชาช่า 

“คุณหนูใช้ยาที่มีส่วนผสมของเมล็ดอันซึไม่ได้เจ้าค่ะ เนื่องจากร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ครั้งหนึ่งนายท่านริต้าก็ใช้เมล็ดนี้ลงไปในตัวยาเพื่อจะรักษาอาการโลหิตจางของคุณหนู ผลปรากฏว่าคุณหนูเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง”  

“เช่นนั้นรึ เอาไว้เราจะหายาสูตรอื่นให้หนูนาก็แล้วกัน”  

ห่อกระดาษที่ยื่นส่งให้ถูกเมริซ่ากำไว้ในมือ สมองก็พลันคิด ยาที่จะป้องกันมิให้หลานสาวตั้งครรภ์จำเป็นต้องใช้เมล็ดอันซึควบคู่ถึงจะเห็นผล หากใช้ไม่ได้แบบนี้จะทำเช่นไร  

“วันนี้บ้านเรามีแขกเยอะเสียจริง” ชาช่าบอกเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูด้านหน้า 

“ใครมาอีกรึ”  

“บ่าวได้ยินเสียงคุณแม่บ้านสายใจพาใครสักคนเข้ามาในห้อง ฟังจากเสียงฝีเท้าน่าจะเป็นสตรีเจ้าค่ะ”  

“คงจะเป็นคนที่อยากมาเยี่ยมไข้พ่อเคนกระมัง”  

 

 

ตุลายายื่นมือไปลูบไล้ใบหน้าของครรชิต แสดงความรักใคร่ห่วงใยให้หัวหน้าพยาบาลได้เห็น เผื่อคุณนายคาร่าสอบถามถึงเธอ บทบาทที่เธอแสดงจะได้ส่งตรงถึงว่าที่คุณแม่สามีในอนาคต 

“เขาจะตื่นตอนไหน”  

“ดิฉันก็ไม่ทราบค่ะ อย่างที่เรียนไปเมื่อครู่ คุณเคนอาการดีขึ้น แต่ก็ยังมีอ่อนเพลีย ทำให้บางครั้งนอนนานไปบ้าง” หัวหน้าพยาบาลเก็บเครื่องมือที่ใช้วัดความดันใส่กระเป๋า หลังจากตรวจวัดเสร็จเรียบร้อย  

“ไม่มีไข้นะคะ ดิฉันขอตัวก่อน” เธอเอ่ยบอกเมื่อเห็นคุณหมอศรุตเดินมาที่ข้างเตียงคนไข้และตั้งใจจะหลบฉากออกไป เพราะกลัวคุณหมอจะต่อว่าเรื่องที่พาตุลยาขึ้นมาโดยไม่ขออนุญาต  

“ทำไมต้องย้ายคุณเคนมาอยู่ที่นี่ด้วยคะ ตุลจะมาเยี่ยมก็ลำบาก”  

“เป็นความต้องการของเพื่อนผมครับ”  

“ตอนย้ายก็น่าจะบอกตุลสักหน่อย”  

“คุณไม่ใช่ญาติคนไข้ ผมคงไม่จำเป็นต้องบอก”  

ตุลยารู้สึกหน้าชาที่อีกฝ่ายพูดออกมาแบบไม่ไว้หน้าเธอเลย  

“ถึงตอนนี้ไม่ใช่ อีกหน่อยก็ใช่ค่ะ คุณป้าคาร่าอยากให้ฉันแต่งงานกับคุณเคน รอเขาหายดีเมื่อไร ฉันจะส่งการ์ดเชิญให้คุณเป็นคนแรก ในฐานะเพื่อนสนิทของคุณเคน”  

ศรุตมองดูสีหน้ามั่นอกมั่นใจของตุลยาแต่ก็ไม่คิดพูดอะไร เพราะเดี๋ยวเธอคงได้ทราบเองจากปากของมารดาเพื่อนสนิทที่กำลังเดินเข้ามาในห้องตอนนี้ 

“สวัสดีค่ะคุณป้าคาร่า”  

“อ้าว...หนูตุลก็อยู่ด้วยหรือจ๊ะ”  

“มันหน้าที่ของตุลนี่คะที่ต้องมาดูแลคุณเคน” ตุลยาเข้าไปประคองสตรีวัยกลางคนซึ่งเป็นมารดาของชายหนุ่มที่กำลังนอนป่วยอยู่บนเตียงด้วยท่าทีสนิทสนมและเอาใจเป็นพิเศษ 

“ป้าต้องขอบคุณหนูตุลที่ยอมสละเวลามาดูแลตาเคน ป้าก็ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร” คาร่ามีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับบางเรื่อง ในขณะที่หญิงสาวอีกคนแสดงท่าทีเรียบร้อยเขินอาย 

“ไม่เห็นต้องเกรงอกเกรงใจเลยนี่คะคุณป้า”  

ศรุตมองเห็นความไม่จริงใจของตุลยาโดยไม่ต้องพึ่งแหวนในมือเลยสักนิด มิหนำซ้ำคราวก่อนตุลยายังสั่งให้คนของเธอจับเคนจังของเขาไปฆ่าทิ้ง ดีที่คนรับใช้ยังมีจิตเมตตา ไม่อย่างนั้นเพื่อนเขาคงตายไปนานแล้ว  

ชายหนุ่มจึงคิดอยากเอาคืนบ้าง 

“วันนี้คุณน้าอยู่ทานข้าวเย็นกับพวกผมด้วยนะครับ คุณยายของแสนดีก็อยู่ที่นี่ด้วย เผื่อคุณน้าอยากจะคุยเรื่องแต่งงานเอาไว้แต่เนิ่นๆ ไอ้เคนมันก็ร้อนใจ อยากให้คุณน้าได้คุยกับคุณยายสักทีครับ”  

เป็นไปตามคาด สีหน้าของตุลยาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด 

“ใครจะแต่งงานหรือคะคุณป้าคาร่า”  

“คืออย่างนี้ค่ะหนูตุล” คาร่าจูงมือตุลยามานั่งบนโซฟา เพราะเกรงอีกฝ่ายจะเป็นลมล้มพับไปเสียก่อนหากได้ฟังในสิ่งที่ตนจะพูด  

“ป้าเองก็เพิ่งทราบ ตาเคนเขามีคนรักอยู่แล้วจ้ะ เป็นเรื่องที่ปิดเงียบมานาน ตาเคนเองก็ไม่เคยบอกป้า อุบัติเหตุคราวนี้ทำให้ตัวเองเจ็บป่วยจนแทบเอาชีวิตไม่รอด พอฟื้นขึ้นมาถึงได้ยอมแต่งงานแต่งการเสียที”  

คาร่าลูบมือของตุลยาที่กำลังกำหมัดเอาไว้แน่น  

“คุณป้าทำแบบนี้กับตุลได้ยังไงคะ” เสียงน้ำสั่นเครือพูดออกไป ทั้งที่ในใจของตุลยาอยากจะกรีดร้อง  

“ป้าต้องขอโทษจริงๆ ก่อนหน้านี้ตาเคนก็ไม่ปฏิเสธเวลาให้พาหนูไปกินข้าว พาไปดูหนังฟังเพลง ป้าก็คิดว่าทั้งสองคนใจตรงกัน แต่ทีนี้เจ้าตัวบอกจะแต่งงานกับอีกคน จะให้ป้าฝืนใจลูกชายก็คงไม่ได้”  

“ตุลจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะ คนในวงสังคมต่างก็ทราบว่าคุณป้าจะให้ตุลเป็นลูกสะใภ้”  

หญิงสาวบีบน้ำตา แต่ในใจกับด่าทอผู้หญิงนี่นั่งกุมมือของเธอเอาไว้ ศรุตที่อ่านใจอีกฝ่ายได้ถึงกับยกนิ้วให้ ในการตีสองหน้าของเธอ 

 

ลูกแมวน้อยที่แอบปีนระเบียงเข้ามาฟังคนในห้องพูดคุยกัน ก็รีบเก็บคำเหล่านั้นเอาไปรายงานนายท่านเมริซ่าอย่างไม่มีตกหล่นเลยสักนิด พร้อมทั้งใส่อารมณ์การพูดเลียนแบบให้สมจริง แม้กระทั่งตอนหญิงสาวบีบน้ำตา 

“เจ้าน่าจะเอาดีทางด้านการแสดงนะ” ชาช่าเห็นโอเลี้ยงแสดงบทบาทเป็นหญิงสาวผู้นั้นก็ให้นึกหมั่นไส้ 

“เจ้าฟังไม่ผิดใช่ไหมโอเลี้ยง”  

“ขอรับนายท่าน นางหวังจะมาช่วงชิงคนรักของพี่แสนดี แบบนี้ยอมกันไม่ได้ นางเอาแต่ร้องห่มร้องไห้จะไม่ยอมท่าเดียว อ้างแต่ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน คงต้องอับอายผู้คน”  

“เช่นนั้นก็ให้นางได้อายสมใจเถอะ”  

เมริซ่าลุกจากที่นั่งของตน เดินออกจากห้อง เห็นแม่บ้านสายใจเดินถือน้ำส้มคั้นมาสองแก้ว ก็รีบร่ายคาถาไปหนึ่งจบ ทุกอย่างในห้องก็หยุดนิ่งไม่เว้นแม้แต่แมวสองตัวที่เดินตามตนมาด้วย 

หญิงชราบีบยาในมือให้เป็นผง นำมันใส่ลงไปในแก้วข้างขวาของแม่บ้านสายใจ ก่อนจะกระซิบบอกที่ข้างหู “แก้วขวามือให้สตรีที่ชื่อตุลยา” จากนั้นก็ดีดนิ้วมือจนเกิดเสียง ทุกอย่างจึงกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง 

 

“คุณท่านจะรับน้ำส้มคั้นด้วยไหมคะ เดี๋ยวดิฉันจะออกมาคั้นให้ใหม่” สายใจถามเมื่อเห็นเมริซ่า 

“ได้สิ เราจะรอ”  

“ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอเอาน้ำไปให้แขกที่อยู่ในห้องคุณเคนก่อนนะคะ”  

เมริซ่าพยักหน้า จากนั้นก็พาลูกแมวกับแมวสาวเดินไปนั่งเล่นที่โซฟา 

“อ้าว...นายท่านไม่ได้คิดจะไปดูหน้าสตรีผู้นั้นหรือเจ้าคะ” ชาช่าเอ่ยถาม เพราะคิดว่าเจ้านายจะไปห้องนั้นเสียอีก 

“นั่งตรงนี้เดี๋ยวก็ได้เห็นเอง พวกเจ้าก็อดใจรอสักนิด”  

 

“กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องอีกครั้งดังไปทั่วทั้งห้อง ซึ่งครั้งนี้มันน่าผิดปกติจนนารินทร์ที่นั่งประท้วงอยู่ในห้องนอนชักทนไม่ไหวในความอยากรู้ สุดท้ายจึงต้องยอมเปิดประตูออกจากห้อง 

“เกิดอะไรขึ้นคะท่านยาย” น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยถาม 

เมริซ่าหันไปมองก็ให้รู้สึกตกใจ 

“นั่นเจ้ารึ หนูนา”  

“เจ้าค่ะ”  

“ทำไมถึงได้แก่หง่อมขนาดนี้ มองไปมองมา นี่เจ้าแก่ยิ่งกว่าเราผู้เป็นยายอีกนะ หนูนาเจ้าตั้งใจเรียนบ้างหรือไม่” คนเป็นยายมองหลานสาวในร่างหญิงชราก็ให้รู้สึกหนักใจในฝีมือการปรุงยาจริงๆ  

“คุณยาย...เอ๊ย!” ลูกแมวน้อยวิ่งเข้าไปถามนารินทร์ เพราะเห็นร่างกายของอีกฝ่ายแก่ชรายิ่งนักก็เผลอเรียกคุณยายออกไป แต่ก็ถูกค้อนวงใหญ่จากคุณหนูในร่างคุณยายส่งมาจึงรีบเปลี่ยนคำพูด “คุณหนูออกมาทำไมขอรับ ไหนบอกจะประท้วงรอคุณหมอมาง้ออย่างไรเล่า”  

“ใครมาร้องกรี๊ดๆ ในบ้านกัน”  

“ผู้หญิงหน้าไม่อายขอรับ คิดจะมาแย่งคนรักของพี่แสนดี”  

ยังไม่ทันที่โอเลี้ยงจะรายงานต่อ ตุลยาในสภาพร่างกายบวมอืดก็ถูกประคองออกมาจากห้อง โดยที่ข้างซ้ายมีคาร่าช่วยประคองส่วนด้านขวาเป็นแม่บ้านสายใจ ส่วนคนสุดท้ายที่เดินตามมานั้นมีสีหน้าบึ้งตึงจนนารินทร์แทบอยากวิ่งหนีเข้าห้อง 

“เกิดอะไรขึ้นรึ หมอรุต” เมริซ่าเอ่ยถามด้วยสีหน้าดูห่วงใย มองผู้หญิงทั้งสามคนเดินออกจากห้องไป ซึ่งมีคนหนึ่งที่ตนเองรู้สึกคุ้นเคย แต่ก็มองเห็นไม่ค่อยชัด เพราะร่างของผู้หญิงที่ขึ้นอืดบังจนมิด 

“สงสัยจะแพ้อะไรสักอย่างครับ” ศรุตตอบเมริซ่า แต่สายตาพุ่งไปที่คุณยายอีกคนที่กำลังยืนอยู่หน้าห้องนอนตัวเอง 

“นางตัวบวมเหมือนโดนยาอึ่งขึ้นอืดเลยขอรับ เลี้ยงจำได้”  

นารินทร์ในร่างหญิงชรารีบส่ายหน้าทันที 

“หนูนาไม่เกี่ยวนะคะ อย่ามาใส่ความกัน” พูดจบนารินทร์ก็ปิดประตูดังปังวิ่งเข้าไปในห้องนอน ซึ่งแหวนบนนิ้วของชายหนุ่มก็บอกชัดว่าเธอพูดความจริง ศรุตจึงมองไปที่ชาช่า 

“บ่าวก็ไม่เกี่ยวเจ้าค่ะ ของเล่นของคุณหนูถูกคุณหมอยึดไปหมด บ่าวจะไปเอายาที่ไหนมาแกล้งได้”  

“ผ่านเลี้ยงไปเลยขอรับ แค่จะกินขนมแมวเลีย เลี้ยงยังให้พี่ช่าบีบให้กินอยู่เลย เรื่องจะเอาไปใส่อย่าได้หวัง เพราะเลี้ยงถือไม่ได้ ถ้าให้เลี้ยงคาบไปเลี้ยงคงเป็นแมวขึ้นอืดก่อนผู้หญิงคนนั้นแน่นอน” ถึงแม้แมวทั้งสองตัวจะเจ้าเล่ห์ แต่ก็ล้วนพูดความจริงซึ่งศรุตรับรู้ได้ 

ทั้งห้องก็เหลือแต่คุณยายของหนูนาเท่านั้น ศรุตไม่อยากคิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนทำ เพราะท่านก็เป็นผู้ใหญ่ดูน่าเชื่อถือ คงไม่เล่นอะไรซุกซนเหมือนหนูนาของเขา 

“นางคงแพ้อะไรสักอย่างกระมัง นางอาจจะไปกินอะไรมาก่อนแล้วเพิ่งจะมาแพ้เอาตอนนี้ ถ้าเมื่อกี้นางหยุดให้ยายดูสักหน่อย ยายคงจะช่วยหายาสมุนไพรมารักษานางได้บ้าง น่าเสียดายจริงๆ”  

“เดี๋ยวผมจะลงไปดูสักหน่อยนะครับ” หลังจากคุณหมอออกจากห้องไป สายตาของชาช่าและโอเลี้ยงก็พุ่งตรงมาที่นายท่านทันที 

“ทำไมพวกเจ้ามองเราเช่นนั้นเล่า” เมริซ่าทิ้งคำพูดเอาไว้ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องนอนของตัวเองดังเดิม 

“พี่ช่าคิดเหมือนเลี้ยงไหมขอรับ นายท่านเมฯ น่าสงสัยที่สุด”  

“ฮืม...คิดแต่พูดไม่ได้ ขนาดคุณหมอมีแหวนยังจับไม่ได้เลย”  

โอเลี้ยงรู้สึกชื่นชมอยู่ในใจ เราคงต้องเรียนรู้จากนายท่านเมฯ ให้เยอะขึ้นกว่านี้! 

ความคิดเห็น