ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 First job Part ll Loading…100%

ชื่อตอน : บทที่ 3 First job Part ll Loading…100%

คำค้น : ประธานเปลื้องรัก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มิ.ย. 2564 11:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 First job Part ll Loading…100%
แบบอักษร

 

บทที่ 3 

First job Part ll Loading…100% 

 

“นี่เธอมัวไปจำศีลอยู่ในป่าหิมพานต์มาหรือยังไง”  

 

จันทร์เจ้าขาอ้าปากงับอากาศเมื่อได้ยินชัชเวชสบถอย่างนั้น ก่อนที่เขาจะผุดลุกขึ้นแล้วเป็นฝ่ายเดินตรงมาหาเธอถึงมุมกาแฟ 

 

“คุณชัชจะทำอะไรคะ” เธอถามตะกุกตะกักพลางยกมือขึ้นดันหน้าอกกว้างของชัชเวชที่เดินเข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็ว 

 

เธอพยายามดันตัวเขาออก แต่ชัชเวชก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กทั้งสองข้าง ก่อนจะจ้องเข้าไปในดวงตาของจันทร์เจ้าขาที่กำลังสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว เธอดูเหมือนกับลูกนกตัวเล็กที่บินพลัดหลงจากฝูง 

 

“ทำแบบที่สั่งให้เธอทำแต่เธอดันไม่มีประสบการณ์น่ะสิ” 

 

“คุณชัช!” 

 

“นิ่งๆ มองตาฉัน แล้วก็ห้ามพูดอะไรจนกว่าผู้หญิงคนนั้นจะเข้ามาแล้วเดินออกไป” ชัชเวชพูดคล่องปร๋อราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่เขาชำนาญ  

 

"หายใจเข้าลึกๆ เจ้าขา ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่ทำอะไรนอกเหนือจากเงื่อนไขที่เราตกลงกันไว้จนกว่าเธอจะยินยอม” ชัชเวชพยายามปลอบประโลมเธอให้หายจากอาการหวาดกลัว เขากระซิบพูดคุยกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่ว่าจะด้วยความที่เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าหรือเพราะประสบการณ์ที่มีมากกว่ามันก็ทำให้เขามองออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่าเธอกำลังกลัว 

 

“เจ้าขาคะ” 

 

เพียงถูกเรียกด้วยถ้อยคำหวาน หัวใจของเธอก็เต้นถี่ ใบหน้าที่เคยซีดเผือดเมื่อครู่ตอนนี้กำลังเริ่มซับสีระเรื่อเพราะความเขินอาย  

 

“ถ้าภัทรวีออกจากห้องไปเมื่อไร ฉันถึงอนุญาตให้เธอเป็นลม เข้าใจหรือเปล่า” 

 

“ฉะ ฉันไม่...อื้อออ”  

 

ไม่ทันได้ปฏิเสธ ริมฝีปากของจันทร์เจ้าขาก็ถูกครอบครองโดยผู้ชายจอมบงการเสียแล้ว 

 

ชัชเวชทาบริมฝีปากลงไปบดเบียดกับริมฝีปากของจันทร์เจ้าขาอย่างเนิบช้า เขาพยายามจะอ่อนโยน กับเธอให้มาก มือหนาข้างหนึ่งรวบข้อมือเล็กๆ ของเธอที่คอยแต่จะผลักไสเขาออกไปตามสัญชาตญาณให้แน่นขึ้น แต่ก็พยายามระวังไม่ให้แน่นเกินไปเพราะมันอาจจะทำให้เธอยิ่งต่อต้าน เพียงไม่นานมือทั้งสองข้างก็เริ่มนิ่งและสงบลง สวนทางกับเสียงหอบหายใจของเธอที่ดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ 

 

มืออีกข้างของชัชเวชค่อยๆ วางลงบนเอวคอด จังหวะของการสัมผัสทำให้จันทร์เจ้าขาเบิกตาโพลง แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะเหมือนสติของเธอจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ริมปากยังถูกเขาครอบครองเอาไว้ราวกับจะไม่เปิดโอกาสให้เธอได้หายใจด้วยตัวเองอีกแล้ว 

 

“อื้อออ” เสียงครางเบาๆ หลุดรอดออกมาจากช่องว่างระหว่างริมฝีปาก ร่างกายของจันทร์เจ้าขาสั่นสะท้านเมื่อถูกฝ่ามือหนาลูบไล้ไปทั่ว เริ่มจากเอวคอดกิ่วของเธอเรื่อยลงไปบั้นเอว ก่อนจะลูบวนอยู่ที่สะโพกกลมกลึงอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด 

 

สองขาของจันทร์เจ้าขาเริ่มอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ แม้ในตอนนี้มือทั้งสองข้างของเธอจะเป็นอิสระจากมือหนาของชัชเวชแล้ว แต่กลับไร้เรี่ยวแรงที่จะผลักไสเขาออกไปเหมือนในทีแรก 

 

ชัชเวชยกมือทั้งสองข้างขึ้นประคองใบหน้าของเธอเอาไว้ก่อนจะค่อยๆ ละริมฝีปากออก ทว่าหน้าผากของทั้งคู่ยังคงแตะกันตลอดเวลา ดวงตาคู่คมจ้องมองเปลือกตาของจันทร์เจ้าขาที่ยังคงปิดสนิท เธอหยีตาเอาไว้แน่นราวกับไม่อยากจะลืมตาขึ้นมองเขาอีก 

 

“เจ้าขาคะ” ชัชเวชกระซิบเรียกแผ่วเบา พลางแตะนิ้วโป้งลงบนกลีบปากที่เห่อช้ำเพราะถูกเขาดูดดึงอย่างหนักหน่วงไปเมื่อครู่ 

 

จูบแรกระหว่างเขากับเธอตราตรึงจนเขานึกอยากจะกลืนกินเธอให้ได้มากกว่าเพียงแค่ริมฝีปาก 

 

“เจ้าขาคะ” ชัชเวชลองเรียกอีกครั้งเมื่อจันทร์เจ้าขายังเอาแต่ยืนเงียบ แต่ไม่ว่าจะเรียกด้วยเสียงที่อ่อนโยนสักเท่าไรก็ไม่มีทีท่าว่าเธอจะยอมลืมตาขึ้นมาสบตากับเขาเลยสักที 

 

“เจ้าขาคะ” 

 

ก๊อกๆๆ 

 

แต่กลับเป็นเสียงเคาะประตูที่ทำให้ชัชเวชได้มีโอกาสสบตากับเจ้าขาอีกครั้ง และมันก็ทำให้เขาหลงจ้องมองเงาของตัวเองที่สะท้อนออกมาจากนัยน์ตาคู่นั้นจนเกือบลืมไปว่ากำลังทำอะไรอยู่ 

 

อาจเพราะความใกล้ชิดในระยะที่พ่นลมหายใจใส่กันได้หรือเพราะบรรยากาศเงียบสนิทระหว่างทั้งคู่ที่ทำให้ชัชเวชได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองกำลังเต้นถี่ มันทำให้เขาเผลอรู้สึกไปว่าผู้หญิงตรงหน้าคงจะพิเศษกว่าคนอื่นเข้าเสียแล้ว 

  

“เจ้าขาคะ” 

 

“คะ” เธอขานรับเสียงอ่อย แต่ที่ยอมขานก็เพราะไม่มีทางให้หันหน้าหรือหลบหนีสายตาของเขาไปได้อีกแล้ว 

 

“หายใจลึกๆ ฉันไม่ได้กำลังจะฆ่าเธอ” ชัชเวชกระซิบบอกพร้อมกับสอดมือทั้งสองข้างเข้าไปใต้โคนผมของเธอ ลูบไล้ปลายนิ้วลงบนใบหูขาวเล็กๆ ที่เห็นแล้วนึกอยากจะมีโอกาสได้ลองขบเม้มมันเล่นเบาๆ สักครั้ง  

 

ความรู้สึกแปลกๆ แล่นผ่านปลายนิ้วของชัชเวชมาที่ใบหู ทำให้จันทร์เจ้าขารู้สึกจั๊กจี้จนต้องเอียงแก้มซบฝ่ามือของเขาแนบไหล่เอาไว้ สายตาของเธอในเวลานี้ดูออดอ้อนแบบที่เธอคงไม่รู้ตัว 

 

ตุ้บ! 

 

ชัชเวชอุ้มจันทร์เจ้าขาลอยขึ้นเหนือพื้นอย่างง่ายดาย เขาวางเธอลงบนเคาน์เตอร์ก่อนจะทาบริมฝีปากลงไปอีกครั้งอย่างรวดเร็ว และครั้งนี้เขาก็ตั้งใจแล้วว่าจะดื่มด่ำความหวานจากริมฝีปากสีกลีบกุหลาบของเธอให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  

 

สองมือของจันทร์เจ้าขากำเสื้อของชัชเวชเอาไว้แน่น อวัยวะส่วนอื่นกลับตายสนิทชนิดที่ไม่สามารถบังคับให้อะไรเคลื่อนไหวได้อีก ยิ่งรู้สึกว่าโพรงปากถูกปลายลิ้นร้อนสากรุกล้ำเข้ามา เธอก็ยิ่งอ่อนแรงทั้งยังยอมให้เขาดูดดุนเรียวลิ้นเล็กของเธออย่างเอาแต่ใจ ทุกอย่างง่ายดายไปหมดจนเธอเริ่มรู้สึกกระดากอายตัวเอง ทว่ากลับไม่สามารถหยุดความรู้สึกหวามไหวที่กำลังก่อตัวในอกของเธอได้เลย 

 

พลั่ก 

 

“ชัชคะ...” เสียงของใครอีกคนที่เพิ่งจะเดินเข้ามาทำให้จันทร์เจ้าขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นดวงตาดุๆ ของชัชเวชที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าเขาจ้องมองเธออยู่ตั้งแต่เมื่อไร เพราะนับตั้งแต่ที่ถูกเขาอุ้มขึ้นมานั่งอยู่บนเคาน์เตอร์ทั้งยังจูบดูดดื่มแบบที่เธอเองไม่ทันจะได้หายใจหายคอ เธอก็เป็นเหมือนกับคนไร้สติสัมปชัญญะไปโดยปริยาย 

 

เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพรมดังเข้ามาใกล้ มันยิ่งทำให้สติของจันทร์เจ้าขากลับคืนมา แต่คนเอาแต่ใจกลับทำเหมือนไม่ได้ยินและยังคงฉวยโอกาสกับเธอไม่เลิก 

 

“ชัช!” ภัทรวีตะคอกด้วยความโกรธ หากแต่สิ่งที่ชัชเวชทำไม่ใช่การหยุดหรือหันไปมองเธอด้วยสายตาละอายหรือตกใจ เขากลับยกมือข้างหนึ่งออกไปด้านข้างคล้ายห้ามไม่ให้เธอส่งเสียงดัง ในขณะที่มืออีกข้างของเขากำลังวางอยู่บนรอบเอวของจันทร์เจ้าขาแล้วค่อยๆ ลูบกลับขึ้นไปถึงใต้เนินอก 

 

จันทร์เจ้าขาพยายามประท้วงเบาๆ แต่เหมือนจะไม่เป็นผล ร่างกายของเธอทรยศสิ้นดีเมื่อหน้าอกแอ่นขึ้นตามปลายนิ้วทั้งห้าที่กำลังลูบขึ้นไป ถึงแม้สมองของเธอจะสั่งให้ทำตรงกันข้าม! 

 

อึก!  

 

จันทร์เจ้าขาเผลอกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ เสียงสูดหายใจของเธอดังครืดคราด ดวงตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิท ทว่าอยู่ๆ มือหนาข้างนั้นกลับหยุดการเคลื่อนไหว เพียงแต่มันไม่ได้หยุดเพื่อที่จะต่อลมหายใจให้กับเธอ เพราะในเสี้ยวนาทีต่อมา ชัชเวชก็ดึงมือข้างนั้นลงต่ำไปถึงบั้นท้ายกลมกลึงก่อนจะออกแรงรั้งเข้าหาตัว 

 

“อื้อออ”  

 

จันทร์เจ้าขารู้สึกเหมือนโลกกำลังหยุดหมุน ความร้อนแรงของชัชเวชแผดเผาเธอจนแทบมอดไหม้ สมองของเธอขาวโพลนและไม่หลงเหลือสติสัมปชัญญะใดๆ ไม่มีแม้แต่แรงที่จะประคองตัวเองเอาไว้ ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างของเธอถูกชัชเวชควบคุมไว้ทั้งหมด 

 

ชัชเวชจ้องมองใบหน้ารูปไข่ที่ทั้งเคลิบเคลิ้มและตื่นกลัวในเวลาเดียวกันอย่างนึกเอ็นดู เวลานี้ใบหน้าของจันทร์เจ้าขาแดงซ่านและชื้นไปด้วยเหงื่อ 

 

ติ้ง! 

 

กึก! 

 

“ซี้ดดด” ชัชเวชสูดปากเมื่อจันทร์เจ้าขาเผลอกัดริมฝีปากของเขาเข้าเต็มแรง เธอตกใจเสียงจากเครื่องปิ้งขนมปังที่ดีดขนมปังสองแผ่นขึ้นมาเมื่อครบเวลาที่ตั้งไว้ 

  

“ขะ ขอโทษค่ะคุณชัช” เธอรีบบอกพร้อมกับโน้มใบหน้าลงไปมองริมฝีปากของเขาที่เหมือนว่าจะมีเลือดออกด้วยความตกใจและรู้สึกผิด แต่นอกจากชัชเวชจะไม่ถือโทษโกรธเธอแล้ว เขายังแลบลิ้นเลียเลือดที่ซึมออกมาจากรอยแผลพร้อมทั้งโปรยยิ้มให้เธออย่างเสน่หา 

 

ซ่า~~~ 

 

ละครฉากต่อไปไม่ทันจะได้ดำเนินต่อ กาแฟร้อนๆ ที่จันทร์เจ้าขาเตรียมไว้ให้ชัชเวชก็ถูกภัทรวีคว้าขึ้นมาสาดใส่ทั้งคู่จนหมดแก้ว ไฟริษยาของเธอโหมกระพือไม่ต่างจากไฟปรารถนาในอกของชัชเวช 

 

แต่เพราะชัชเวชมีสติและชำเลืองมองปฏิกิริยาของภัทรวีอยู่แล้วตั้งแต่แรก เขาจึงคว้าจันทร์เจ้าขาเข้ามาซุกในอ้อมกอดได้ทันเวลา กาแฟที่ถูกสาดมาเมื่อครู่จึงเปื้อนแผ่นหลังของเขาไปเต็มๆ แต่ความร้อนจากกาแฟนั้นก็ไม่ได้มีมากไปกว่าความร้อนในอกของชัชเวชเลยสักนิด 

 

“ผมยังไม่ได้อนุญาตให้คุณเข้ามานะครับคุณภัทร” ชัชเวชหันกลับไปพูดเสียงเข้มทั้งที่ยังกอดจันทร์เจ้าขาเอาไว้แน่น 

 

แม้จะไม่ได้รู้สึกแสบร้อนแผ่นหลังมากเพราะเสื้อสูทของเขาค่อนข้างหนา แต่ยังไงเสียเขาก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้ภัทรวีร้ายกาจกับเขาหรือจันทร์เจ้าขาที่ถูกเขาดึงเข้ามาเกี่ยวแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่มากไปกว่านี้อีกแล้ว 

 

ระหว่างที่กำลังหาทางจัดการกับภัทรวีให้เด็ดขาด เขาก็ยังคงลูบหัวจันทร์เจ้าขาที่ซบอยู่บนอกของเขาอยู่ตลอดเพื่อปลอบโยนเธอ ความอ่อนโยนของชัชเวชที่มีต่อจันทร์เจ้าขาทำให้ภัทรวีโกรธจนตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม 

 

“ฉันคิดว่ายังดีนะคะที่เป็นฉัน เพราะหากเป็นคุณพ่อหรือว่าคนอื่นเข้ามาเห็นคุณกำลังทำอะไรทุเรศแบบนี้ ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งหน้าคุณมีปัญหาแน่” ภัทรวีพยายามพูดข่มขู่ เธอพยายามที่จะใจเย็นอย่างถึงที่สุดแล้ว แม้ว่าในใจจะอยากเดินไปกระชากจันทร์เจ้าขาออกจากชัชเวชแค่ไหนก็ตาม 

 

“ที่นี่เป็นห้องทำงานของผม ส่วนเจ้าขาก็เป็นแฟนผม ผมว่ามันไม่น่าจะเสียหายตรงไหนนะครับ ตราบใดที่ผมไม่ได้ไปทำอะไรอย่างที่คุณเห็นเมื่อครู่ข้างนอก” 

 

“นี่คุณ!” 

 

   “ผมว่าคุณภัทรรีบพูดธุระของคุณมาเถอะครับ ผมมีอย่างอื่น… ต้องทำ” ชัชเวชตั้งใจยั่วโมโหภัทรวีด้วยการเว้นช่องวางสักหน่อยเพื่อชี้นำความคิดของเธอ เขารู้ดีว่าจุดอ่อนของภัทรวีคือความใจร้อน เก็บอารมณ์ไม่ค่อยอยู่ และที่สำคัญคือชอบทำอะไรตามอำเภอใจ โดยเฉพาะกับเรื่องความรู้สึกส่วนตัวที่เธอมีต่อเขา 

 

ที่ผ่านมาเขาไม่เคยว่าอะไรจริงจังก็เพราะเห็นแก่พ่อของเธอ แต่ดูเหมือนยิ่งไม่ทำอะไรให้เด็ดขาด เธอก็ยิ่งเอาแต่ใจถึงขนาดที่กล้าวางยาในน้ำดื่มของเขา มันเป็นสัญญาณเตือนว่าเขาควรจะเริ่มทำอะไรสักอย่างเสียที 

                

“ฉันมาเรื่องงานเลี้ยงบริษัทคืนวันพรุ่งนี้น่ะค่ะ พอดีคุณพ่อท่านไม่ค่อยสบาย ฉันคงจะต้องไปคนเดียว ก็เลย…” 

  

“ผมตั้งใจจะพาเจ้าขาไปด้วยพอดี ถึงเราจะเพิ่งคบกันเมื่อวานแต่ผมอยากแนะนำเธอให้เป็นที่รู้จัก เอาไว้เจอกันในงานเลยก็แล้วกันครับคุณภัทร” ชัชเวชถือโอกาสบอก เขาตั้งใจตัดความหวังของเธอ เพราะถึงเธอจะยังพูดไม่จบแต่เขาก็รู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่เธอต้องการ 

 

 คำปฏิเสธของชัชเวชไม่ต่างอะไรจากการเติมเชื้อไฟริษยาให้สุมอกของภัทรวีจนแทบไหม้ แต่สิ่งที่เธอทำได้ในเวลานี้คือการถอยกลับไปตั้งหลัก ซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่มีทางยอมแพ้จันทร์เจ้าขาเด็ดขาด 

 

ปัง! 

 

บานประตูถูกเหวี่ยงปิดลงอย่างไม่คิดจะรักษามารยาท จันทร์เจ้าขาถอนใจอย่างหมดแรงจนชัชเวชต้องก้มหน้าลงสังเกตสีหน้าและอาการของเธอ 

 

เขารู้ว่าเธอรู้สึกกดดันและคงจะหวาดกลัวความร้ายกาจของภัทรวีพอสมควร เพราะเมื่อครู่เธอกอดเขาแน่นมากโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเธอทำไปเพราะสัญชาตญาณหรือทำไปเพียงเพราะอยากให้ภัทรวีเห็นแบบนั้น  

 

ต่อให้จันทร์เจ้าขาจะดูไม่ใช่คนหัวอ่อน แต่หากเทียบกับภัทรวีที่เป็นลูกสาวของผู้ถือหุ้นแล้ว ยังไงจันทร์เจ้าขาก็เสียเปรียบอยู่วันยังค่ำ แม้ตอนนี้เธอจะอยู่ในตำแหน่งผู้หญิงของเขา แต่ชัชเวชก็รู้ดีว่าจะเป็นแบบนั้นได้ไม่นาน และจันทร์เจ้าขาเองก็น่าจะเห็นถึงปัญหาระยะยาวแน่ๆ 

 

“มานี่มา” ชัชเวชที่ยังคงมีสติดีตลอดเวลาตั้งใจจะพาจันทร์เจ้าขาไปนั่งพักที่โซฟา ทว่าพอรั้งเธอลงมาจากเคาน์เตอร์ได้ สองขาของเธอกลับไร้เรี่ยวแรง เธอทรงตัวไม่อยู่และเกือบล้มลงไปจนเขาต้องตัดสินใจช้อนตัวเธอขึ้นมาแทน 

 

“ตัวเย็นเฉียบเชียว ตกใจกับความร้ายกาจของฉันหรือของภัทรวีมากกว่ากันล่ะ” เขาแกล้งถามเย้า แต่กลับไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากริมฝีปากสีซีด จันทร์เจ้าขาเหมือนจะช็อกไปแล้วจริงๆ 

 

“นี่ เจ้าขา ได้ยินฉันหรือเปล่า เจ้าขา” 

 

“ฉะฉัน...” 

 

“นั่งพักก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะไปเอาผ้าเย็นกับน้ำมาให้” 

 

“มะ ไม่เป็นไรค่ะ” 

 

“นั่งนิ่งๆ เถอะน่า” ชัชเวชบอกอย่างใจดี แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ผละตัวออกไป ข้อมือของเขาก็ถูกจันทร์เจ้าขารั้งไว้เสียก่อน  

 

ร่างสูงชะงักค้างอยู่กับที่ก่อนจะหันกลับมาสบตากับดวงตากลมโตที่ยังคงสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา 

 

“มีอะไร หรือว่าอยากได้อะไร ยาดมไหม?” 

 

“มะ ไม่ค่ะ ฉันไม่เป็นไร แต่คุณ...” จันทร์เจ้าขาเอียงคอมองไปที่ด้านหลังของชัชเวช ถึงแม้เธอจะยังเรียบเรียงอะไรไม่ได้ แต่ก็จำได้ดีว่าชัชเวชปกป้องเธอจากกาแฟแก้วนั้น หากเป็นเธอที่ถูกสาดด้วยกาแฟร้อนๆ แบบนั้น คงปวดแสบปวดร้อนไม่เบาแน่ 

 

“ช่างเถอะ คิดเสียว่าภัทรวีสาดแทนเธอก็แล้วกัน” 

 

“ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อยค่ะ” 

 

“แปลว่าเธอไม่โกรธที่เมื่อครู่ฉันจูบเธอเกินเบอร์ไปหน่อยหรือยังไง” 

 

คำถามของชัชเวชทำให้จันทร์เจ้าขาสับสนไปหมด รู้สึกเหมือนตัวเองหลงมาติดกับดักนายพราน แต่แทนที่สบโอกาสแล้วจะรีบหนีไปเธอกลับรู้สึกปลอดภัยทั้งที่ความเป็นจริงนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้เลย 

 

เธอจะปลอดภัยทั้งที่อยู่กับนายพรานได้ยังไงกัน? 

 

“พักสักหน่อยก็แล้วกัน งานช่วงเช้าพักเอาไว้ก่อน เดี๋ยวประชุมเสร็จฉันจะพาออกไปข้างนอก” 

 

“ไปไหนคะ” 

 

“เตรียมความพร้อมสำหรับไปงานเลี้ยงกับฉันคืนพรุ่งนี้ เมื่อกี้ไม่ได้ยินที่ภัทรวีพูดเหรอ จำอะไรได้บ้างไหมเจ้าขา” 

 

“ก็พอจะจำได้ค่ะ แต่นั่นมันงานเลี้ยงผู้บริหารไม่ใช่เหรอคะ” 

 

“อืม” 

 

“แล้วคุณจะพาฉันไปด้วยทำไมล่ะคะ” 

 

“ก็เพราะว่าเธอเป็นผู้หญิงของผู้บริหารไงล่ะ” ชัชเวชบอกยิ้มๆ เหมือนจะเตือนก็ไม่เชิง แต่จะปลอบโยนก็ไม่ใช่ 

 

จันทร์เจ้าขานั่งเงียบสนิท ในหัวของเธอคิดถึงเรื่องดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ไม่ออกเลยสักนิด ตรงกันข้าม มันน่าจะมีแต่ความวุ่นวายแถมยังมีความเสี่ยงสูงมากที่เธอจะหัวใจเต้นแรงแบบเมื่อครู่นี้... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว