ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 สัญญาลับ Part ll Loading…100%

ชื่อตอน : บทที่ 1 สัญญาลับ Part ll Loading…100%

คำค้น : ประธานเปลื้องรัก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 955

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 มิ.ย. 2564 10:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 สัญญาลับ Part ll Loading…100%
แบบอักษร

บทที่ 1 

สัญญาลับ Part ll Loading…100% 

  

‘สัญญาการยินยอมเป็นผู้หญิงของท่านประธาน’ 

  

“ลองอ่านสัญญาดูก่อน มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด” 

 

น้ำเสียงของชัชเวชยังคงเรียบนิ่ง ทั้งที่คำว่าผู้หญิงของเขากำลังทำให้จันทร์เจ้าขาสติแตก เธอพยายามบังคับมือที่ เอื้อมออกไปไม่ให้สั่น รีบหยิบเอาเอกสารชุดนั้นขึ้นมาอ่านทีละบรรทัดอย่างรอบคอบ 

 

... 

 

สัญญาฉบับนี้เป็นความลับระหว่างนายชัชเวช ศิริทรัพย์บริพัฒน์ หรือ ‘ผู้ว่าจ้าง’ กับ นางสาวจันทร์เจ้าขา สิริวัฒน์ หรือ ‘ผู้รับจ้าง’  

  

ผู้ว่าจ้างมีความประสงค์ให้ผู้รับจ้างมาเป็นผู้หญิงของผู้ว่าจ้างเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 

 

... 

 

ทั้งที่อ่านข้อความไปได้เพียงไม่กี่บรรทัด แต่ก้อนเนื้อในอกของจันทร์เจ้าขาก็แทบจะเต้นผิดจังหวะ ภาพรวมของข้อความที่ระบุไว้ในเอกสารหน้าแรกนั้นเกี่ยวกับหน้าที่ของเธอหากยอมตกลงที่จะเซ็นสัญญาเป็นผู้หญิงของเขา ซึ่งจนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจยังไง มันไม่เหมือนกับที่เธอคิดมาก่อน แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะรู้สึกแปลกๆ และคิดว่าน่าจะมีอะไรซ่อนอยู่เพราะคงไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ แต่ก็ไม่คิดเหมือนกันว่ามันจะออกมาในรูปแบบนี้ 

 

“ฉันว่าฉันอธิบายให้เธอฟังน่าจะเร็วกว่า บ่ายสองฉันมีประชุมน่ะ” 

 

เหมือนเขาจะตำหนิเธอกลายๆ ถึงจะรู้อย่างนั้น แต่เธอก็ยังมั่นใจว่ายังไงเสียเธอก็ต้องรอบคอบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่ดี 

 

“หลักๆ ของสัญญาฉบับนี้ก็คือหากว่าเธอยินยอมที่จะมาเป็นผู้หญิงของฉัน เธอจะได้ค่าตอบแทนต่างหาก แยกกับตำแหน่งที่ปรึกษาโปรเจ็กต์ ในสัญญาฉันเว้นว่างเอาไว้ เธอลองคิดเอาเองก็แล้วกันว่าต้องการค่าตอบแทนเท่าไร กรอกมาได้เลย ฉันยินดีจ่ายเพื่อรักษาความลับของโปรเจ็กต์” 

 

งานที่ได้ค่าตอบแทนต่างหาก แถมยังสามารถเรียกราคาได้ตามความพอใจ จันทร์เจ้าขารู้สึกว่าโปรเจ็กต์นี้มันเริ่มจะไม่ชอบมาพากลขึ้นทุกที 

 

“แล้วหน้าที่ของฉันในตำแหน่งผู้หญิงของคุณ นอกจากจะต้องออกงานสังคมกับคุณแล้ว ยังมีอย่างอื่นอีกหรือเปล่าคะ” จันทร์เจ้าขาถามทั้งที่มีอึกอัก แต่ถึงอย่างนั้นชัชเวชก็มองว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะมีโอกาสที่เธอจะตอบตกลง แม้ว่าเขาจะเตรียมแผนสำรองหากเธอปฏิเสธเอาไว้แล้วก็ตาม 

 

ก่อนหน้านี้เขาได้ปรึกษากับตฤณและกฤษณะ ซึ่งเป็นกฤษณะเองที่เสนอชื่อของจันทร์เจ้าขาขึ้นมา ทั้งยังนำเสนอประวัติและผลงานของเธอให้เขาอย่างภาคภูมิใจในตัวลูกน้อง และเท่าที่ชัชเวชอ่านดูคร่าวๆ ก็พบว่าเธอน่าสนใจมากทีเดียว แม้จะเป็นน้องใหม่ของแผนกที่เพิ่งจะผ่านโปรฯ ได้เพียงสามเดือน แต่ผลงานการตรวจสอบงบประมาณบริษัทของเธอทุกงบไม่มีข้อผิดพลาดเลยแม้แต่จุดเดียว 

 

อีกทั้งวางตัว การใช้คำพูด รวมถึงไหวพริบก็ถือว่าดีมากทีเดียว และอีกหนึ่งอย่างสำคัญที่ทำให้ชัชเวชนึกสนใจเธอขึ้นมาก็คือ… รูปร่างที่ดูแล้วเข้าตาเขาเสียเหลือเกิน 

 

แม้ไม่ได้อยากจะคิดถึงเรื่องนั้นในเวลานี้ แต่นับตั้งแต่ที่เธอเดินเข้ามาในห้อง ทั้งบุคลิก ท่าทาง รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายแทบจะทั้งหมดของเธอมันสะดุดตาเขาจริงๆ 

 

“หลักๆ ก็มีแค่นั้น อ้อ ไม่สิ ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่อง นั่นคือฉันต้องการให้เธอพักอยู่กับฉัน” 

 

“หา!” 

 

“เหตุผลข้อแรกที่ฉันต้องการให้เป็นอย่างนั้นก็เหมือนเดิม นั่นคือฉันต้องเห็นเธออยู่ในสายตา เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามที่เราตกลงกัน และข้อสองก็คือเพื่อป้องกันเรื่องไม่ดีที่อาจเกิดขึ้นกับเธอ หากว่าสุดท้ายแล้วเรื่องนี้รั่วไหลออกไปจริงๆ แน่นอนว่าเธอจะตกอยู่ในอันตราย อย่างน้อยการที่เธอเป็นผู้หญิงของฉันก็น่าจะทำให้เรื่องพวกนั้นเข้าถึงเธอได้ยากขึ้นเพราะฉันจะรับผิดชอบแทนเธอเอง” 

 

หรือก็คือเขาต้องการควบคุมเธอ รวมถึงปกป้องเธอที่เป็นคนกุมข้อมูลสำคัญเอาไว้ในเวลาเดียวกันสินะ เธอชักอยากจะรู้แล้วสิว่าโปรเจ็กต์ลับหรือข้อมูลที่ว่าคืออะไร  

 

“ง่ายๆ เลยนะจันทร์เจ้าขา ระหว่างที่เธอทำงานนี้ ฉันต้องการสิทธิ์ขาดในตัวเธอ ไม่ว่าเธอจะไปไหนมาไหน หรือสนิทกับใครฉันต้องรู้” 

 

มากเกินไปหรือเปล่านะ แบบนี้จะต่างอะไรกับนักโทษ 

 

“แค่สามเดือน แลกกับค่าตอบแทนที่เธอ... พอใจ” ชัชเวชย้ำเหมือนกับอ่านใจของเธอได้ 

 

“ฉัน... ขอกลับไปคิดดูอีกรอบได้ไหมคะ” 

 

“มีเวลาคิดอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนฉันไปประชุม” 

 

นั่นแปลว่าไม่ได้ต่างหาก เพราะมันหมายความว่าเธอจะต้องให้คำตอบกับเขาก่อนจะกลับออกไป  

 

“แล้วเรื่องโปรเจ็กต์นั่น...” 

 

“เราจะไม่พูดถึงเรื่องอื่นจนกว่าเธอจะตอบคำถามแรกน่ะ”  

 

เหมือนมีก้อนหินขนาดใหญ่ตกลงกลางอกเสียงดังตุ้บ จะถามต่อก็ไม่ได้ จะกลับออกไปตอนนี้ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน 

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามเพิ่มเติมอีกสักข้อ เกี่ยวกับคำถามแรกก่อนตัดสินใจค่ะ” 

 

“อืม ถามมาสิ” 

 

“ที่คุณบอกว่าฉันต้องพักอยู่กับคุณ หมายถึงแค่พักอยู่ด้วยกันเฉยๆ ใช่ไหมคะ” ใบหน้าของจันทร์เจ้าขาแดงซ่าน เธอกัดริมปากสีกลีบกุหลาบของตัวเองเบาๆ และหลบสายตาของเขาทันที นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นว่าเธอมีท่าทีประหม่า 

 

“ถ้าเธอหมายถึงเรื่องเซ็กซ์ระหว่างเรา ก็แล้วแต่เธอจะตกลง” 

 

 “หา!” 

 

“ในสัญญาด้านหลังมีเงื่อนไขบอกไว้น่ะ ลองพลิกไปดู ฉันแยกออกไปจากการสัมผัสร่างกาย เพราะปกติถ้าเราต้องไปไหนมาไหนหรือออกงานสังคมด้วยกัน ฉันควรมีสิทธิ์จับมือถือแขนหรือแม้แต่โอบเอวเธอได้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องเซ็กซ์ ฉันเข้าใจว่ามันค่อนข้างละเอียดอ่อน โดยเฉพาะกับฝ่ายหญิง ดังนั้นฉันไม่อยากเอาเปรียบ ลองอ่านดู หรือถ้าอยากให้ฉันอธิบายก็ได้เหมือนกัน” 

 

“คุณชัชพูดด้วยก็ได้ค่ะ ฉันอ่านหนังสือช้า แต่จะพยายามทำความเข้าใจ” เธอบอกออกไปตามตรง รู้สึกน่าอายก็ตอนที่พูดแล้วลิ้นจะพันกันเสียให้ได้นั่นแหละ  

 

หากเป็นเวลาปกติ เธอคงสามารถทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว แต่กับเรื่องนี้ เธอรู้สึกเหมือนสมองตื้อตันไปหมด แวบแรกในหัวมีแต่คำปฏิเสธ แต่พอได้ฟังเหตุผลของเขาแล้วเธอก็ดันหลอกตัวเองว่ามันอาจจะมีทางออกที่ดีสำหรับเธอ 

 

จันทร์เจ้าขาลอบถอนหายใจก่อนจะพลิกเอกสารไปยังแผ่นสุดท้ายเพื่ออ่านเงื่อนไขที่เขียนอธิบายไว้ตามที่ชัชเวชบอกเมื่อครู่ไปพร้อมๆ กับฟังคำอธิบายของเขา 

 

... 

 

เงื่อนไขพิเศษ ‘การร่วมหลับนอน’ 

 

... 

 

ใบหน้าของจันทร์เจ้าขาร้อนวูบวาบราวกับจะเป็นไข้ เธอยกมือขึ้นมาปัดแก้มเบาๆ ก่อนจะละสายตาออกจากตัวหนังสือบนกระดาษ  

 

“ฉันกับเธอจะมีอะไรกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเธออยากจะมีหรือไม่ ฉันแล้วแต่ความสมัครใจของเธอ” 

 

โอ๊ย หัวใจเจ้ากรรมดันมาเต้นแรงเพราะคำว่า ‘ขึ้นอยู่กับว่าเธออยากจะมีหรือไม่’ ที่เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งขั้นสุด อีกทั้งแววตาก็เยือกเย็นเหมือนน้ำแข็ง มันก็ไม่เห็นจะน่าหวั่นไหวตรงไหนสักนิด 

 

“ถ้าเธอสมัครใจ ฉันก็ยินดี” 

 

“เอิ่มมม” 

 

“แต่ถ้าไม่ มันจะมีเงื่อนไขต่อว่าระหว่างที่ยังอยู่ในอายุสัญญาสามเดือน และคนอื่นเข้าใจว่าเธอเป็นผู้หญิงของฉัน หากฉันมีความต้องการ ฉันจะสามารถมีคนอื่นได้ โดยที่จะไม่ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติเธอ เงื่อนไขการให้เกียรติเธอในฐานะคนรักอยู่หน้าที่สองน่ะ” ชัชเวชอธิบายต่อจนจบ และนั่นก็ไม่ต่างอะไรจากการเหยียบย่ำก้อนเนื้อในอกของเธอทีละนิด 

 

“หมายความว่าหากฉัน... ยินยอม” 

 

“แต่ละครั้งก็จะมีค่าตอบแทนพิเศษนอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้” 

 

ทำไมฟังดูแล้วเหมือนเป็นการยกระดับการค้าประเวณียังไงชอบกลนะ 

 

“ฉันรู้ว่าเธออาจคิดว่าฉันเห็นแก่ตัว หรือเหมือนเรากำลังตกลงซื้อขายร่างกายของเธอกันอยู่ แต่สำหรับฉัน ฉันมองว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องเกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย และฉันก็ไม่ใช่เด็กที่ยังไม่รู้จักความต้องการของตัวเอง แต่ฉันจะพยายามควบคุมมันเพื่อตัวเองและเธอ” 

 

“ฉันเข้าใจค่ะ ฉันแค่สงสัยว่าหากฉันยินยอม คุณจะไม่ เอ่อคือ จะ...”  

 

นึกหงุดหงิดตัวเองที่ไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ 

 

“ฉันก็จะมีเซ็กซ์กับเธอแค่คนเดียวจนกว่าจะครบอายุสัญญาตามที่ได้ตกลงกัน” ชัชเวชรีบบอกเมื่อพอจะเข้าใจสิ่งที่เธอพยายามจะสื่อ  

 

“หมายความว่าไม่ได้มีข้อผูกมัดใดๆ ใช่ไหมคะ” 

 

“ใช่ ไม่มีข้อผูกมัด เซ็กซ์ก็คือเซ็กซ์ มันเกิดจากความต้องการเพียงครั้งคราว ดังนั้นจะไม่มีภาระผูกพันใดๆ ระหว่างฉันกับเธอ” ชัชเวชอธิบายต่อ ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยเป็นปกติ ในขณะที่จันทร์เจ้าขารู้สึกร้อนวูบวาบไปหมดทั้งตัว 

 

“อ้อ เรื่องเซ็กซ์สามารถตกลงกันทีหลังได้ ตอนนี้ที่ฉันต้องการคำตอบคือเรื่องที่เธอจะยินยอมเป็นผู้หญิงของฉันไหมก็เท่านั้น เข้าใจได้ว่าตอนนี้เธออาจจะยังกลัวอยู่” 

 

เหมือนจะดี แต่ทำไมไม่เห็นจะรู้สึกดีขึ้นเลย 

 

“เข้าใจแล้วค่ะ” 

 

“แล้วรับได้หรือเปล่า” 

 

“ขอคิดดูอีกรอบแล้วกันค่ะ” 

 

“ตามใจ แต่ก่อนอื่นฉันขอถามให้แน่ใจบ้างก็แล้วกัน ถึงกฤษณะจะยืนยันแล้วแต่ฉันยังอยากให้เธอยืนยันอีกรอบเพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาทีหลังน่ะ เธอยังโสดใช่หรือเปล่า” 

 

“โสดค่ะ” 

 

“ก่อนหน้านี้เคยมีแฟนหรือเปล่า ถ้ามี มีกี่คน” 

 

“เอ่อ เคยมีค่ะ คนเดียว เพิ่งเลิกกันไปเมื่อต้นปี” จันทร์เจ้าขาบอกยิ้มๆ แต่สีหน้าของเธอกลับเคร่งเครียดขึ้นจนชัชเวชมองออก 

  

“โทษที งั้นสรุปว่าไม่น่าติดปัญหาอะไรหากเธอจะยอมรับข้อสัญญา”  

 

เป็นอีกครั้งที่ชัชเวชรวบรัดเพื่อจะเอาคำตอบ  

 

จันทร์เจ้าขาก้มหน้าลงอ่านเงื่อนไขต่างๆ ในสัญญาอีกครั้ง ทว่าอยู่ๆ เธอกลับรู้สึกเหมือนจะตาลายจนต้องกะพริบตาถี่ๆ ทั้งยังยกมือขึ้นมาตบใบหน้าตัวเองเบาๆ เรียกสติ 

 

“เป็นอะไรหรือเปล่า” 

 

“ปะ เปล่าค่ะ” เธอรีบปฏิเสธและพยายามยิ้ม อาการประหลาดนี้น่าจะมาจากบรรยากาศที่ค่อนข้างกดดันจนเธอเริ่มเครียด 

 

ชัชเวชนั่งมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างสังเกต เขาไม่แปลกใจที่เธอจะออกอาการประหม่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาหรือแม้แต่เวลาพูดถึงเรื่องเซ็กซ์ แน่นอนว่าหากมันไม่ใช่การตกลงเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกันและเป็นการรักษาผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย เขาเองก็คงไม่คิดจะพูดกับใครที่เพิ่งจะเจอกันเป็นครั้งแรกแบบนี้เหมือนกัน 

 

แต่ที่ชัชเวชกำลังแปลกใจก็คืออยู่ๆ ใบหน้าของเธอก็เริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนจะมีไข้ อีกทั้งยังมีเหงื่อซึมออกมาตามโคนผมที่ล้อมกรอบหน้ารูปไข่ของเธอทั้งที่แอร์ในห้องก็ไม่เสีย 

 

“เธอมีโรคประจำตัวหรือเปล่า” แล้วเขาอดไม่ได้ที่จะถาม 

 

“ไม่มีค่ะ” 

 

ถ้าอย่างนั้นทำไมมือของเธอถึงได้สั่นแบบนี้นะ ชัชเวชคิดว่ามันไม่ปกติ และคิดว่าตัวเธอเองก็น่าจะรู้ตัวว่ากำลังมีอาการแปลกๆ 

 

“สรุปก็คือหากฉันตอบตกลง ฉันจะต้องทำงานให้คุณสองตำแหน่ง ทั้งในฐานะที่ปรึกษาโปรเจ็กต์และผู้หญิงของคุณ ถูกต้องไหมคะ” จันทร์เจ้าขาทวนอีกครั้ง ชัชเวชพยักหน้าขรึม 

 

“เอกสารสัญญาทั้งสองฉบับรวมถึงข้อความในนั้นทั้งหมด มีแค่ฉันกับคุณที่รู้ใช่ไหมคะ” 

 

“มีกฤษณะกับตฤณอีกสองคน” 

 

“อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็เท่ากับมีสี่คนที่รู้” 

  

“ใช่ ฉันมั่นใจว่าพวกเขาสองคนไว้ใจได้ แต่กับเธอ เราเพิ่งร่วมงานกันเป็นครั้งแรก หวังว่าเธอจะเข้าใจว่าทำไมฉันถึงได้ทำสัญญาอีกฉบับขึ้นมา” 

 

“ฉันพอเข้าใจได้ค่ะ” 

 

“ก็ดี ถ้าอย่างนั้นตัดสินใจยังไงก็ตอบมาได้เลย” ชัชเวชตัดเข้าคำถามเดิมอีกครั้ง เขารู้ว่าเธอกำลังหนักใจเพราะยังไม่ไว้ใจเขาเท่าที่ควร แววตาของเธอดูไม่ใช่คนหัวอ่อนตั้งแต่ที่สบตากันครั้งแรกแล้ว แต่เขาเองก็ไม่มีเวลามากพอจะมาเล่นเกมพิสูจน์ตัวเองกับเธอ และคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำอย่างนั้นด้วย  

 

“ฉัน...” จันทร์เจ้าขากลืนน้ำลายอีกรอบ ลำคอของเธอแห้งผาก ความกดดันยิ่งทำให้เธอเริ่มมองภาพตรงหน้าพร่าเบลอ 

 

“ไม่สบายหรือเปล่า” 

 

“ปะ เปล่าค่ะ ฉันแค่รู้สึกมึนหัวนิดหน่อย น่าจะเกิดจากความกดดัน ขอโทษค่ะ” จันทร์เจ้าขาตอบอย่างพยายามรักษามารยาท  

 

“แต่ฉันว่าเธอไม่สบายนะ” ชัชเวชบอกเสียงเข้มก่อนจะผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้เมื่อจันทร์เจ้าขาทำท่าเหมือนจะหมดสติ แต่เธอพยายามฝืน 

 

“ฉันไม่...” 

 

“ตฤณ เข้ามาด่วน” 

 

น้ำเสียงเด็ดขาดของชัชเวชทำให้จันทร์เจ้าขาตกใจไม่น้อย แถมยังรู้สึกคล้ายกับว่าเขาอยู่ใกล้ๆ เธอได้ยินเสียงบางอย่างที่คล้ายกับเสียงของหัวใจเต้นในอกดังแว่วอยู่ไม่ไกล แต่เธอกลับไม่แน่ใจว่ามันเป็นเสียงหัวใจของเธอหรือของเขากันแน่ 

 

“ฉัน...” 

 

“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณชัช” 

 

“ไม่แน่ใจ ขอผ้าเย็นกับยาดมก่อนก็แล้วกัน” ชัชเวชออกคำสั่งหลังจากที่ช้อนตัวจันทร์เจ้าขาขึ้นจากเก้าอี้ เพราะเมื่อครู่นี้เธอเกือบจะเป็นลมล้มวูบตกลงมาจากเก้าอี้ โชคดีที่เขาวิ่งเข้าไปรับไว้ได้ทันเวลา ในตอนนี้ใบหน้าของเธอชื้นไปด้วยเหงื่อ ตาปรือคล้ายกับไม่มีสติ 

 

“จันทร์เจ้าขา ได้ยินหรือเปล่า จันทร์เจ้าขา” ชัชเวชพยายามเรียก เขาวางเธอนอนราบลงกับโซฟา เอาหมอนอิงซ้อนกันสองใบสอดเข้าไปใต้ข้อเท้าของเธอเพื่อให้มันอยู่สูงกว่าระดับศีรษะ 

 

“ผมจัดการให้ไหมครับ” 

 

“ส่งผ้ามา” มือหนาเอื้อมไปทางด้านหลัง  

 

ตฤณส่งผ้าเย็นในมือให้ชัชเวชทันที ก่อนจะช่วยสังเกตอาการของจันทร์เจ้าขาอยู่ห่างๆ ดูเหมือนว่าเธอจะหมดสติไปแล้ว ร่างกายของเธอในเวลานี้ชื้นไปด้วยเหงื่อที่ยังซึมออกมาไม่หยุด เสียงลมหายใจดังครืดคราดจนน่ากลัว            

 

“บ้าฉิบ” ชัชเวชสบถทั้งที่กำลังพยายามใช้ผ้าในมือซับเหงื่อให้เธอ ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว แต่ปลายนิ้วกลับเย็นเฉียบ 

 

“ให้ผมตามรถพยาบาลให้ไหมครับคุณชัช” 

 

“ไม่เป็นไร รอดูอาการก่อนก็แล้วกัน เหมือนจะเป็นลม ฉันคิดว่าฉันคงกดดันเธอมากไปหน่อย” ชัชเวชอดไม่ได้ที่จะกล่าวโทษตัวเอง 

 

“ไม่หรอกครับ เธออาจจะตื่นเต้นไปเองก็ได้ เดี๋ยวผมปรับแอร์ให้ก็แล้วกัน” 

 

“ขอบใจ” ชัชเวชถอนใจ พูดจบเขาก็ถอดเสื้อสูทตัวนอกของเธอออกอย่างเบามือ ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวในออกสองเม็ด ดึงสาบเสื้อให้แยกออกจากกันเล็กน้อย เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นเสื้อของเธอออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ 

 

ชัชเวชกำลังจะละสายตาออกมา เขาไม่อยากจะจ้องมองเนินเนื้อนั่นสักเท่าไรนัก ทว่ามือเล็กๆ ของเจ้าตัวที่ยังไม่ได้สติกลับยกขึ้นไปวางแหมะที่ตรงนั้น ดึงสายตาของเขาให้มองกลับไปเสียอย่างนั้น 

 

“อื้อออ” 

 

“เอ่อคือ...” 

 

“หันหลังไป” ชัชเวชกำชับเสียงเข้ม คนใต้บัญชารีบหมุนตัวกลับออกไปอีกทางในทันที 

 

“ผมว่าปลุกเธอดีกว่าไหมครับคุณชัช เธอดูไม่เหมือนคนเป็นลมสักเท่าไร” 

 

“ฉันก็คิดอย่างนั้น แต่ก็ดูไม่เหมือนแสร้งทำ” ชัชเวชนั่งมองหญิงสาวที่นอนลูบหน้าอกตัวเองด้วยความสงสัย  

 

นาทีที่เห็นว่าเนินอกของเธอถูกลูบไล้จากปลายนิ้วเรียวเล็กของตัวเธอเอง มันยิ่งทำให้เขารู้สึกถึงความผิดปกติ  

 

ใช่ว่าชัชเวชจะไม่เคยถูกผู้หญิงยั่วยวน แต่กับจันทร์เจ้าขา เขากลับคิดว่าท่าทางยั่วยวนของเธอดูไร้สติเกินไปหน่อย ไม่น่าใช่ความตั้งใจ อีกทั้งเธอยังไม่มีทีท่าว่าอยากจะแตะเนื้อต้องตัวหรือพยายามหาทางใกล้ชิดเพื่อสัมผัสตัวเขาแบบที่เขาเคยพบเจอ ตรงกันข้าม เธอตัวสั่นและเหมือนจะกลัวการได้อยู่ใกล้เขาจะตายไป 

 

“ตฤณ” 

 

“ครับคุณชัช” 

 

“เมื่อกี้นายเอาอะไรให้เธอดื่ม” 

 

แม้จะยังไม่แน่ใจ แต่ชัชเวชก็เริ่มสงสัยแล้วว่าจันทร์เจ้าขาอาจไม่ได้เป็นลมเพราะความเครียดหรือความกดดัน คนเป็นลมที่ไหนจะมานอนลูบไล้ตัวเองอย่างที่เธอกำลังทำ  

 

“น้ำในตู้เย็นครับ” 

 

“น้ำมาจากไหน” 

 

“ก็แม่บ้านครับ เอ่อ เหมือนว่าเมื่อวานผมจะเห็นคุณภัทรถือเข้ามาพร้อมกับอาหารกลางวันที่เธอเตรียมมาครับคุณชัช”  

 

คำตอบจากตฤณจากทำให้ชัชเวชสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดอย่างพยายามจะอดกลั้น ในขณะเดียวกัน ตฤณก็เริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีแล้วว่าเขาน่าจะทำให้จันทร์เจ้าขารับเคราะห์แทนชัชเวช 

 

“เอาน้ำในตู้เย็นไปทิ้งให้หมด รวมถึงของที่ภัทรวีเอามาด้วย แล้วต่อไปนี้ห้ามภัทรวีเอาอะไรเข้ามาในห้องทำงานของฉันโดยพลการอีก” 

 

“ครับคุณชัช” ตฤณรับคำสั่งอย่างแข็งขัน พูดจบเขาก็รีบเดินตรงไปที่ตู้เย็นเพื่อกำจัดน้ำทั้งหมดทันที 

 

“อ้อ เลื่อนประชุมแผนกเป็นพรุ่งนี้เช้าให้ด้วย บอกว่าฉันติดธุระสำคัญ” 

 

“แต่...” 

 

“ไม่มีแต่ ถ้าใครมีปัญหาอะไรบอกให้มาพบฉันพรุ่งนี้เช้า ช่วงบ่ายฉันไม่รับแขก เอกสารเร่งด่วนให้เอาเข้ามาวันพรุ่งนี้เหมือนกัน” 

 

“ได้ครับคุณชัช” 

 

ขอเพียงแค่ชัชเวชเอ่ยปาก ทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นไปตามที่เขาต้องการ  

  

ชัชเวชถอนใจเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ ตฤณนำน้ำออกไปจนหมด ประตูห้องถูกปิดเงียบอีกครั้ง ได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงหายใจของจันทร์เจ้าขาที่เริ่มจะเบาลง 

 

นานหลายนาทีที่ชัชเวชจ้องมองใบหน้าของเธออย่างหลงลืมตัวและเวลา รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ฝ่ามือของเขาถูกกุมเอาไว้แนบแก้มของเธอ 

 

เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ายกมือขึ้นมาซับเหงื่อให้เธอตั้งแต่เมื่อไร แล้วต้องทำยังไงให้เธอหายร้อน แอร์ก็ปรับจนเย็นแล้วแต่ร่างกายของกลับชื้นไปด้วยเหงื่อ  

 

ครืดๆ 

 

เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของเธอที่ตกอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขาดังขึ้น มันน่าจะร่วงตอนที่เขาอุ้มเธอมาที่โซฟา 

 

ชัชเวชค่อยๆ ดึงมือของเขากลับมา ก่อนจะลุกขึ้นยืนและก้าวเท้าตรงไปเก็บกระเป๋าของเธอขึ้นมา แต่โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าของเธอดันร่วงลงมาพอดี 

 

ชัชเวชตั้งใจเพียงเก็บมันใส่กระเป๋าคืนให้เธอเท่านั้น แต่สายตาของเขากลับเห็นข้อความที่แจ้งเตือนอยู่บนหน้าจอเสียก่อน 

  

‘ขอโอกาสให้ฉันอีกสักครั้งนะเจ้าขา …ลม’ 

  

ข้อความสั้นๆ ที่ทำให้ชัชเวชอึ้งไป และยังไม่ทันจะได้ละสายตาออกจากหน้าจอ ข้อความจากแช็ตก็เด้งขึ้นมาอีกหนึ่งข้อความ 

  

‘เริ่มต้นกันใหม่ได้มั้ย ฉันรักเธอนะ …ลม’ 

  

คราวนี้ชัชเวชถึงกับเบ้ปาก ก่อนจะโยนโทรศัพท์เครื่องนั้นลงกระเป๋าของเธอแล้วนำมันไปวางไว้บนโต๊ะตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้าเธอ สายตาก็อดจะเหลือบมองไปยังหญิงสาวที่นอนหมดสติอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องรอให้ถึงเวลาเขาก็พอจะรู้ว่าเธอคงไม่รู้สึกตัวและจำสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน 

 

เธอไม่ได้เป็นลม แต่ถูกวางยาต่างหาก ยาที่ภัทรวีตั้งใจจะมอมเขา เธอดันโชคร้ายกินมันเข้าไปแทน ซึ่งจะโทษตฤณที่เป็นคนเตรียมน้ำแก้วนั้นมาให้เธอก็ไม่ถูก เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าน้ำนั่นมันมียาอยู่ 

 

“คิดเสียว่าฉันคิดหนี้บุญคุณเธอครั้งหนึ่งก็แล้วกัน” ชัชเวชเปรยกับตัวเองเสียงเรียบก่อนจะเดินกลับมานั่งทำงานต่อเงียบๆ และคอยมองไปที่เธอเป็นระยะๆ รอเวลาที่เธอจะฟื้นขึ้นมา ซึ่งเขาเองก็คาดเดาไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเป็นยาประเภทไหนหรือว่าภัทรวีผสมยาฃลงไปในน้ำปริมาณแค่ไหน ตอนนี้คงทำได้แค่รอให้จันทร์เจ้าขาฟื้นขึ้นมา หลังจากนั้นเขาอาจพูดคุยและตกลงกับเธออีกครั้งให้ชัดเจน  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว