email-icon facebook-icon

Welcome to the dark side!!!

[ 62 ] ความลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

ชื่อตอน : [ 62 ] ความลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 40.7k

ความคิดเห็น : 38

ปรับปรุงล่าสุด : 18 เม.ย. 2564 19:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
[ 62 ] ความลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
แบบอักษร

บ้านเรือนไทยริมแม่น้ำ... 

คาร่ายืนกดกริ่งที่หน้าประตูรั้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครออกมาดูหรือเปิดประตูให้เธอ คาร่าชะโงกหน้าดูภายในบ้าน ซึ่งปกติจะมีเสียงสุนัขและแมวออกมาวิ่งเล่นที่สนามหญ้ากันเสียงดัง ทว่าวันนี้กลับดูเงียบเชียบผิดปกติ  

“แม่หมอไปไหนนะ” ปลายนิ้วละจากกริ่งหน้าประตู เปลี่ยนมากดโทรศัพท์หาแม่หมอแต่ต้องพบกับความผิดหวัง 

“มือถือก็ไม่เปิดอีก” คาร่าเก็บโทรศัพท์เข้าไปในกระเป๋าสะพาย เธอล้วงเอาพัดไม้หอมออกมาคลี่ ก่อนจะโบกให้มีลมพัดผ่านใบหน้าของตนและคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง 

“คุณน้องไม่ได้โทรนัดไว้ก่อนหรือไง”  

คาร่าหันไประบายยิ้มอ่อน รู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย เมื่อถูกคุณหญิงพริ้มเพราเอ่ยถามเช่นนั้น เธออุตส่าห์คุยเอาไว้ดิบดีว่าแม่หมอที่นี่ทำนายดวงชะตาได้แม่นยำ เรื่องไหนก็ล้วนแต่สำเร็จลงได้ หากมีแม่หมอช่วย 

วันนี้คาร่าตั้งใจจะมาถามเรื่องฤกษ์ยามงามดีสำหรับจัดงานวิวาห์ให้กับลูกชาย และอยากจะนำดวงของทั้งคู่มาให้แม่หมอเสี่ยงดวงทำนายว่าจะเกื้อหนุนกันดีหรือไม่ สุดท้ายที่ขาดไม่ได้ คือเธออยากรู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะได้อุ้มหลานสักที 

ส่วนคุณหญิงพริ้มเพราที่ติดมาด้วย เพราะบังเอิญเจอกันที่เมืองนอก ตามประสาคนเป็นแม่ก็มักจะคุยเรื่องลูก และคุณหญิงก็ระบายเรื่องลูกชายที่ยังไม่ยอมแต่งงานให้เธอฟัง คุณนายคาร่าจึงแนะนำให้ลองมาเสี่ยงคำทำนายกับแม่หมอดูสักตั้ง เผื่อจะได้พบลูกสะใภ้ในเร็ววัน 

“ถ้าคุณพี่ร้อน เข้าไปนั่งรอในรถก่อนก็ได้ค่ะ”  

“แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน อากาศเมืองไทยร้อนจริงๆ” เสียงบ่นจากคุณหญิงพริ้มเพราขณะเดินไปที่รถตู้รุ่นใหม่ล่าสุดโดยไม่ลังเล เพราะขืนให้เธอยืนตากแดดนานกว่านี้ คงได้หงุดหงิดตาย 

 

‘หมอดูก็คู่กับหมอเดานั่นแหละ’  

คุณหญิงพริ้มเพราได้แต่ส่ายหน้าและพึมพำในใจ เพื่อนรุ่นน้องเป็นคนต่างชาติแต่กลับมีความเชื่อแบบไทยจนถึงขั้นงมงาย ขนาดคนไทยแท้อย่างคุณหญิงพริ้มเพรายังสู้ไม่ได้ 

 

คาร่าลองกดกริ่งเรียกอีกครั้ง เพราะเธอเห็นเหมือนมีเงาใครบางคนอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน เงานั้นเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ มีอยู่ประมาณสิบกว่าคน ที่ดูเหมือนกำลังเดินตรวจตราภายในบ้าน 

“พ่อหนุ่ม! ”  

“ไฮ….เฮ้! ทางนี้จ้ะ แม่หมออยู่ไหม” คาร่าตะโกนเรียกแต่ดูเหมือนชายหนุ่มพวกนั้นจะไม่ได้ให้ความสนใจเธอเลยสักนิด ซ้ำยังเดินหายเข้าไปทางด้านหลังที่เป็นสวนสมุนไพร 

“ปกติบ้านแม่หมอไม่มีผู้ชายนี่น่า คนพวกนั้นมาจากไหน หรือว่าเกิดเรื่องอะไรกับแม่หมอ” คาร่าจะล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือ เพื่อโทรแจ้งตำรวจให้ช่วยมาตรวจสอบ แต่ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลังเสียก่อน 

“คุณมาหาใครครับ”  

คาร่าหันไปมองชายร่างสูงใหญ่ แต่ก็อดตกใจไม่ได้ เขามีใบหน้าเหมือนกับชายที่เธอเห็นเมื่อสักครู่ไม่มีผิด เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ทำไมถึงมายืนอยู่ข้างหลังเธอได้ หากเป็นกลางคืน เธอต้องคิดว่าคนผู้นี้เป็นผีสางแน่นอน 

“อ...เอ่อ...ฉันมาหาแม่หมอจ้ะ แม่หมออยู่ไหม”  

“ไม่อยู่ครับ ไปต่างจังหวัดหลายวันแล้ว แม่หมอก็เลยจ้างให้พวกผมมาเฝ้าบ้านหลังนี้ให้”  

“อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง น่าเสียดายจัง ตั้งใจจะให้แม่หมอดูฤกษ์แต่งงานลูกชายสักหน่อย”  

คาร่าหุบพัดจนเป็นแท่ง จับมันยัดใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายตามเดิม เพราะคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องใช้มันอีก แม่หมอไม่อยู่ วันนี้ตนมาเสียเที่ยวแท้ๆ แต่ก็ยังไม่วายหันไปถามชายหนุ่มผู้นั้นอีกครั้ง 

“แม่หมอจะกลับวันไหนทราบไหม เบอร์โทรก็ติดต่อไม่ได้ แม่หมอเปลี่ยนเบอร์ใหม่หรือเปล่า”  

“ผมไม่ทราบเหมือนกันครับ พวกผมมีหน้าที่ดูแลบ้านอย่างเดียว”  

“ขอบใจจ้ะ”  

“ถ้าหากแม่หมอติดต่อมา รบกวนบอกแม่หมอให้ทีหรือจะโทรหาฉันก็ได้นะ นี่นามบัตรของฉัน” คาร่าหยิบนามบัตรของตนเองยื่นส่งให้ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถและกลับที่พัก 

ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตูหายวับไปอย่างรวดเร็วก่อนจะปรากฏกายอีกครั้งบนบ้านเรือนไทย ในมือของเขาถือกระดาษใบเล็กแผ่นหนึ่งที่มีชื่อและเบอร์ติดต่อชัดเจน 

“พวกเจ้าตามไปสืบสิ” ชายหนุ่มยื่นนามบัตรแผ่นนั้นให้กับคนที่กำลังนั่งคุกเข่ารับคำสั่งอยู่บนพื้น ครั้นได้รับกระดาษแผ่นดังกล่าว ร่างชายทั้งสี่ก็หายวับไปในชั่วพริบตา 

ฝ่ามือหนาที่ยังกางอยู่ในตอนแรกมันว่างเปล่า แต่จู่ๆ กลับปรากฏแผ่นกระดาษขนาดโปสต์การ์ดสองใบวางอยู่บนนั้น ซึ่งใบแรกเป็นรูปชายหนุ่มหน้าตาดีผู้หนึ่ง ส่วนรูปถัดมาเป็นหญิงสาวกับลูกแมวน้อยขนสีดำ 

“เหมือนมาก” ชายที่มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเสกสองรูปนั้นหายไป 

“ที่เหลือให้อยู่เฝ้าที่นี่ไปจนกว่าเราจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง หากพบตัวเมริซ่าหรือหลานสาวของนางเมื่อไร ให้รีบจับกุมเอาไว้ทันที  

“ขอรับ ท่านหัวหน้า” น้ำเสียงดุดันของชายหนุ่มไม่ต่ำกว่าสิบคนรับคำสั่งพร้อมกัน แต่ไม่ปรากฏร่างให้เห็น ครั้นสั่งเสร็จร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าก็หายไปจากจุดที่ยืนอย่างรวดเร็ว 

 

 

ช่วงเย็น... ห้องชุดชั้นบนสุดของศรุตที่เคยเงียบเชียบ ตอนนี้กลับคึกคักและเต็มไปด้วยสมาชิกทั้งคนและแมว บนโต๊ะอาหารตัวใหญ่มีอาหารหลายอย่างจัดวางอยู่เต็มโต๊ะ ส่งกลิ่นหอมชวนให้รับประทาน 

“กับข้าวน่ากินทั้งนั้นเลยครับ”  

ครรชิตในร่างแมวกระโดดขึ้นไปก่อน เขามองอาหารแต่ละจานก็ให้รู้สึกน้ำลายหยด ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินไปที่จานกระเบื้องที่ใส่ปลาหิมะย่างเกลือเอาไว้ ถึงเขาจะชอบกินมันมากแค่ไหน แต่กินทุกวันเขาก็เริ่มเบื่อและอยากจะลองเปลี่ยนไปกินอย่างอื่นเหมือนกัน  

แมวน้อยอีกตัวกระโดดขึ้นไปบ้าง แต่ก็ถูกชาช่าเรียกตัวเอาไว้ 

“โอเลี้ยงขึ้นไปทำไม พวกนายท่านจะกินข้าวกัน”  

“ทำไมตัวนี้ขึ้นมาได้เล่า”  

โอเลี้ยงชี้อุ้งเท้าไปที่ครรชิตในร่างแมว 

“ผู้นั้นเป็นนายท่านอีกคนที่ติดอยู่ในร่างแมว เป็นสามีของคุณหนูใหญ่ ส่วนเจ้าเป็นบ่าว รีบลงมาเลย มากินขนมแมวเลียตรงนี้มา” ชาช่าเอาหลอดขนมแมวเลียขึ้นมาล่อ แต่อีกฝ่ายกลับนั่งปักหลักไม่ยอมขยับ 

“ผมอยากจะกินปลาบ้าง” โอเลี้ยงทำเสียงอ่อย ใช้สายตาเว้าวอนไปทางชาช่า ทว่าอุ้งเท้าน้อยๆ เขี่ยจานที่ใส่ปลาหิมะย่างเกลือให้ขยับมาใกล้ตน 

“จานนี้ไม่ได้! ” ครรชิตดึงจานปลากลับไปดังเดิม  

“พี่แสนดี~”  

“พี่เคน แบ่งให้โอเลี้ยงครึ่งหนึ่งได้ไหมคะ เดี๋ยวหนูให้ป้าสายใจทำขึ้นมาใหม่ น้องยังเด็ก เห็นพี่เคนกินปลาก็อยากกินบ้าง” แสนดีช่วยพูดอีกแรง 

“เอาเถอะๆ เอาให้ไปทั้งจานเลย พี่เพิ่งกินนมไป ยังไม่ค่อยหิวเท่าไร ยังพอรอให้ป้าสายใจทำใหม่ได้” ในเมื่อภรรยาขอทั้งที เขาที่เป็นสามีจะใจร้ายปฏิเสธได้ลงคอเชียวเหรอ มันก็แค่ปลาชิ้นเดียว  

“โอเลี้ยงขอบคุณ พี่เคนเร็วเข้า” แสนดีก้มลงสั่งเจ้าลูกแมว 

“ขอบ....คุณ! ”  

น้ำเสียงเล็กที่เอ่ยออกมาแบบแบ่งรับแบ่งสู้ โอเลี้ยงยังเป็นแมวเด็ก ยังไม่เข้าใจอะไรคือนาย อะไรคือบ่าว เจ้าตัวเล็กเห็นครรชิตที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนตนแทบทุกอย่าง แต่กลับได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน มีหรือที่โอเลี้ยงจะยอมได้ 

“ได้ปลาแล้วก็ลงมาสิเจ้าตัวเล็ก” ชาช่ายังเรียกซ้ำ แต่อีกฝ่ายแกล้งทำหูทวนลม ก่อนจะก้มหน้าก้มตาแทะเล็มเนื้อปลาสีขาวอย่างเอร็ดอร่อย 

“ไม่เป็นไรหรอกชาช่า น้องยังเด็ก”  

เจ้าโอเลี้ยงฟังคำว่าน้องยังเด็กที่พี่แสนดีเรียกแล้วให้รู้สึกลำพอง เหมือนคำนี้เป็นใบเบิกทางให้เขาได้ทำตามใจได้ทุกอย่าง โดยไม่มีผู้ใดว่ากล่าว แม้กระทั่งแมวอีกตัวก็ยังสยบให้กับคำนี้ที่ออกมาจากปากพี่แสนดี 

“คุณหนูก็ตามใจไม่เข้าท่า เดี๋ยวได้เสียแมวกันพอดีเจ้าค่ะ”  

“เอาเถอะ เรื่องเล็กน้อย ตอนพวกเจ้ายังเป็นเด็ก ก็ดื้อเหมือนเจ้าโอเลี้ยงเหมือนกันมิใช่รึ” เมริซ่ายุติเสียงบ่นของชาช่า จากนั้นก็ลูบศีรษะเล็กของแมวน้อยที่ยังอร่อยกับเนื้อปลา 

“หากเจ้าดื้อซนมาก ไม่ต้องรอให้พี่ชาช่าดุหรอก เราจะหักขาเจ้าเสียเองดีหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนที่แฝงคำขู่ของหญิงชราทำให้ลูกแมวน้อยอ้าปากค้างทำปลาหล่นออกจากปาก ก่อนจะตอบรับเสียงแผ่ว 

“ไม่ดื้อขอรับ นายท่าน”  

“ดีมาก”  

หลังจากฟาดปลาจนหมดเกลี้ยงจาน โอเลี้ยงก็ไม่รั้งรอรีบกระโดดลงไปหาพี่ชาช่า เพื่อประจบขอขนมแมวเลียทันที ส่วนพวกนายท่านก็เริ่มลงมือรับประทานอาหาร โดยมีพุดดิ้งคอยดูแลความเรียบร้อย  

 

“เจ้ากินเผ็ดได้ด้วยรึ”  

เมริซ่าเห็นหลานสาวคนเล็กใช้ช้อนกลางตักปลาราดพริก ก็อดสงสัยไม่ได้ เพราะในดินแดนอาดีน่าไม่ค่อยนิยมอาหารรสจัด ซ้ำวัตถุดิบที่ให้ความเผ็ดก็แทบไม่มี 

“ได้เจ้าค่ะ ท่านแม่มักทำให้กินเสมอ”  

“ท่านยายอาจจะยังไม่ทราบ ด้านหลังของคฤหาสน์ตระกูลเรา ท่านแม่ใช้พวกองครักษ์มาขุดแปลงเพิ่ม เพื่อเอาไว้ปลูกพืชผักสวนครัว จึงทำให้มีวัตถุดิบพวกนี้ในดินแดนอาดีน่า ตอนนี้มันเป็นที่นิยมมากเลยนะเจ้าคะ ขนาดเมียตาแก่ผู้นั้นยังออกคำสั่งให้ท่านแม่ ทำให้กินประจำ”  

เมริซ่าพยักหน้าด้วยความเข้าใจ เมล็ดพันธุ์พืชพวกนั้นคงเป็นสิ่งที่ตนได้จัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า ตอนหนีการจับกุมจากองค์ราชันเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งตอนนั้นต้องการจะหนีไปยังชนบทที่ห่างไกลความเจริญ จึงต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม  

“ราชินีองค์ปัจจุบันใช่ มาเรีย หรือไม่”  

หญิงชราเอ่ยถามพร้อมหยิบแก้วน้ำยื่นส่งให้นารินทร์ เพราะเห็นริมฝีปากจิ้มลิ้มของหลานสาวเริ่มแดงก่ำ มือเล็กก็ขยับขึ้นลงเพื่อให้ลมช่วยพัดพาความเผ็ดออกจากปาก  

“ท่านยายทำไมเผ็ดจัง”  

นารินทร์รีบรับแก้วน้ำมาดื่ม เธอเห็นสีสันของปลาราดพริกซึ่งมันเหมือนกับที่ท่านแม่ทำให้รับประทานประจำ แต่ทำไมของท่านยายถึงได้รสจัดจ้าน แม้จะเผ็ดจนน้ำตาซึม แต่ก็กลมกล่อมไปด้วยความอร่อย ครั้นพอเริ่มทุเลาความเผ็ดจึงตอบคำถามของท่านยาย 

“ใช่เจ้าค่ะ ยังเป็นนางคนเดิมไม่เปลี่ยน”  

“นางดีต่อเจ้าหรือไม่”  

“จะดีก็ไม่เชิง จะร้ายก็ไม่ใช่ แต่นางหยิ่งยโสเหลือเกินเจ้าค่ะ ซ้ำยังบ้าอำนาจไม่แพ้สามี ครั้งไหนที่องค์ราชันเรียกหาสตรีให้เข้าไปรับใช้บนเตียง พอรุ่งเช้าสตรีผู้นั้นก็จะถูกส่งตัวไปให้พวกข้ารับใช้ที่เป็นชายหนุ่มกลัดมัน นางเหมือนสตรีโรคจิตที่กลัวจะมีคนอื่นมาแย่งสามีตลอดเวลา”  

“โธ่...แก่ตัณหากลับเช่นนั้น ใครจะไปอยากได้กัน”  

 

คนที่อยากได้ก็องค์ราชินีที่ชื่อมาเรียอย่างไรเล่า นางถึงขนาดทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เคียงคู่กับคนผู้นั้น แม้แต่คนในตระกูลเดียวกันก็สามารถเข่นฆ่าได้ หากคิดจะแย่งชิงตำแหน่งของนาง เมริซ่าได้แต่ถอนหายใจ 

“นางสบายดีหรือไม่”  

“สบายยิ่งกว่าสบายอีกเจ้าค่ะ”  

“เช่นนั้นก็ดี” อย่างน้อยสตรีผู้นั้นก็เคยช่วยให้ตนหนีรอดจากการถูกส่งไปบำเรอกามแด่องค์ราชัน โดยเมริซ่าให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่กลับไปที่แห่งนั้นอีก 

“จะว่าไปหน้าของนางเหมือนรูปท่านยายตอนสาวไม่มีผิด ท่านแม่พบนางตอนแรกยังตกใจเลยเจ้าค่ะ”  

นารินทร์เล่าให้ฟังถึงตอนที่องค์ราชินีมาเยือนที่คฤหาสน์... ร้อยวันพันปีไม่เคยมา แต่นางกลับมาในคืนก่อนวันที่นารินทร์จะถูกส่งตัวไปบำเรอกามแด่องค์ราชัน พอเห็นเธอมีร่างกายแก่ชราและตัวเน่าเหม็น องค์ราชินีจึงสั่งให้ข้ารับใช้พากลับที่พัก 

“นางผู้นั้นได้พูดบอกอะไรหรือไม่”  

“ไม่เลยเจ้าค่ะ พบเจอครั้งนั้นก็ไม่ได้เห็นหน้านางอีก มีแต่สั่งให้ข้ารับใช้นำอาหารที่ท่านแม่ปรุงเอาไปขึ้นโต๊ะเท่านั้นเจ้าค่ะ”  

 

เมริซ่าจมอยู่ในความคิดของตัวเอง การที่ริต้าตกใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะองค์ราชินีกับเมริซ่ามีใบหน้าเหมือนกันราวกับส่องกระจก ทั้งสองเป็นพี่น้องฝาแฝดที่คลานตามกันมา 

เมื่อครั้งวัยเยาว์เมริซ่าเป็นเด็กซุกซน ส่วนพี่สาวที่เกิดก่อนไม่กี่นาทีเป็นเด็กขี้อาย ชอบเก็บเนื้อเก็บตัว คลุมใบหน้าตัวเองเอาไว้ตลอด จนทำให้ไม่มีใครทราบว่าทั้งสองคือพี่น้องที่หน้าตาเหมือนกัน  

 

ทุกครั้งที่แอบพากันไปเล่นที่สวนดอกไม้ เมริซ่าจะเป็นฝ่ายไปเก็บดอกไม้และจับผีเสื้อมาให้มาเรียเสมอ ด้วยความซนและไม่ทันระวังจึงทำให้ชนกับชายผู้หนึ่งเข้า ซึ่งเขาในตอนนั้นมีรูปลักษณ์ที่งดงาม หญิงใดได้เห็นเป็นต้องหวั่นไหว รวมไปถึงมาเรีย แต่ไม่ใช่กับเมริซ่า 

เดฟลินเองก็พึงใจในตัวเด็กน้อยซุกซนที่วิ่งเข้ามาชนตนเอง แม้จะเป็นเด็กแต่ก็ฉายแววความงดงาม จนเขาแทบสะกดใจตัวเองไม่อยู่ พอเห็นตราประจำตระกูลที่ปักไว้บนชายเสื้อ เขาก็ยินดียิ่งนัก  

ครั้นพอถามชื่อ เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่ตอบ กระทั่งมีเสียงหนึ่งส่งเสียงดังราวกับกำลังตามหาใครสักคน “มาเรียเจ้าอยู่ที่ใด” เดฟลินจึงเข้าใจว่าเด็กสาวในวันนั้นชื่อ มาเรีย 

แม้จะเป็นพี่น้องที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ทว่ามาเรียกลับมีระดูก่อนเมริซ่า ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี หญิงสาวในตระกูลเมื่อระดูครั้งแรกผ่านพ้นไปก็จะถูกส่งตัวไปบำเรอกาม 

ในวันแรกที่ทั้งสองคนได้พบกัน องค์ราชันรักและถนอมมาเรียยิ่งนัก เมื่อนางเอ่ยปากอยากได้ตำแหน่งองค์ราชินี อีกฝ่ายก็ไม่คิดปฏิเสธ ซ้ำยังรีบแต่งตั้งให้ในวันรุ่งขึ้น แต่รสกามที่ซ้ำซากและอีกฝ่ายยังต้องการหญิงสาวบริสุทธิ์ เมื่อต้นตระกูลของภรรยามีเด็กสาวที่ผ่านพ้นระดูแรกอีกคน องค์ราชันจึงมีคำสั่งให้นำตัวมาพบ 

มาเรียไม่ประสงค์ให้เมริซ่ากับเดฟลินได้เจอกัน ไม่เช่นนั้นความลับเรื่องที่เธอมีน้องสาวฝาแฝดและความจริงเรื่องคนที่เขาเคยพบไม่ใช่ตนอาจถูกเปิดเผย ดังนั้นมาเรียจึงหาทางช่วยให้เมริซ่าเดินทางหนีออกจากอาดีน่าไปกับองครักษ์หนุ่มมากฝีมือผู้หนึ่ง  

เรื่องราวทั้งหมดเมริซ่าไม่เคยเล่าให้บุตรสาวฟัง ส่วนข้ารับใช้ที่รู้ความจริงก็ล้วนถูกสังหารสิ้น แม้กระทั่งองค์ราชันก็ยังไม่ล่วงรู้ความจริง เขาทราบเพียง เมริซ่า เป็นน้องสาวของมาเรียที่แอบหนีไปเท่านั้น 

ความคิดเห็น