ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Be a rainbow in someone else’s cloud

ชื่อตอน : Be a rainbow in someone else’s cloud

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มี.ค. 2564 12:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Be a rainbow in someone else’s cloud
แบบอักษร

Be a rainbow in someone else’s cloud 

 

 

 

   ถ้าถามว่าเช้าวันนี้จะมีอะไรที่สดใสได้เท่าท้องฟ้าอีกก็คงต้องตอบแล้วล่ะว่าผมนี่ไง ตื่นขึ้นมาแต่เช้า ปลุกพวกไอ้เข้มบอกให้มันแยกย้ายกันกลับห้อง หลังจากนั้นก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อลงไปหาซื้อข้าวในมื้อเช้าขึ้นมานั่งกิน โทรทัศน์ก็เปิดดู โทรศัพท์ก็คาอยู่ในมือรอเวลาที่เจ้าของเพจจะขึ้นสตรีมในตอนเช้า 

 

     ผมจำได้ว่าสกายบอกมาแบบนั้น จะสตรีมในตอนเช้า ส่วนในช่วงเย็นก็จะออกไปเล่นสงกรานต์ ..กับผม ไม่ใช่เพื่อนคนอื่นอย่างที่ผมเข้าใจตั้งแต่แรก ผมตั้งใจว่าจะรอให้สกายสตรีมจบก่อนแล้วหลังจากนั้นอีกสักหนึ่งชั่วโมงค่อยโทรไปตอบตกลงว่าจะไปเล่นน้ำสงกรานต์ด้วย หรือไม่พอลงจากสตรีมแล้วอาจจะเป็นสกายที่เป็นฝ่ายโทรมาหาผมแบบเมื่อคืนก็ได้ 

 

     กลายเป็นเพื่อนเที่ยวแล้วยังต้องถือสายอยู่เป็นเพื่อนก่อนนอนอีกต่างหาก แต่ถ้าคิดว่าระหว่างที่ถือสายจะได้คุยอะไรกันบอกเลยว่าไม่ใช่ นอกจากไม่คุยกับผมแล้วยังเอาแต่เรียกแอนดริวๆ และสักพักก็เงียบไป เป็นอันว่าหลับ ผมเรียกก็ไม่ตอบ เป็นผมที่ต้องกดวางสายแทนหลังจากมั่นใจว่าปลายสายหลับไปแล้วจริงๆ

 

     สรุปก็คือที่บอกให้ผมอยู่เป็นเพื่อนน่ะ..อยู่เป็นเพื่อนจริงๆ ไม่คุย ไม่ถามอะไร เล่นกับแมวและหลับไปเลยดื้อๆ

 

     ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองไหม ผมรู้สึกว่าสกายกำลังต้องการใครสักคนไม่ต่างจากผมเท่าไหร่ เพียงแค่อีกฝ่ายดูเหงามากกว่า ประโยคที่ขอให้ผมอยู่คุยเป็นเพื่อนนั่นก็สื่อถึงความเหงาออกมาชัดเจนมาก จะมีสักกี่คนกันที่ชวนให้คนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงวันถือสายโทรศัพท์อยู่เป็นเพื่อนก่อนนอนน่ะ 

 

     เพื่อนกันยังไม่ทำเลย กับสามคนนี้ผมก็ไม่เคยถ้าไม่อยู่ในช่วงที่แย่จริงๆ น่ะ ถ้าเป็นคนที่ไม่สนิทยิ่งแล้วใหญ่ 

 

     แต่สกายบอกว่าคนอื่นๆ ไม่ว่างคุยด้วย มันก็คงไม่แปลกใช่ไหมล่ะเพราะเวลาตอนนั้นก็เที่ยงคืนแล้ว บางคนอาจจะนอนหลับไปแล้วก็ได้ อะ กูเริ่มย้อนแย้งในตัวเองแล้ว หรือผมอาจจะสังเกตและคิดมากไปเอง บางทีมันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้

 

     ผมกินข้าวเสร็จ เอาเสื้อผ้าในตะกร้าลงไปส่งซักก่อนจะกลับขึ้นมาบนห้องอีกครั้ง วันนี้ไอ้เข้มชวนออกอีกเหมือนเดิม แต่ผมก็บอกมันไปแล้วว่าผมมีนัดไปกับสกาย ตอนแรกพวกมันจะยกโขยงไปกับผมด้วย แต่ผมกลัวว่าสกายจะตกใจและทำตัวไม่ถูก ดูจากนิสัยของอีกฝ่ายแล้วน่ะ ก็เลยบอกพวกมันว่าเอาไว้วันหลังจะแนะนำให้รู้จัก แต่วันนี้ผมขอไปตามนัดแค่คนเดียวก็พอ ไอ้เข้มมันก็เลยไปตามแผนเดิมของมัน ลากไอ้หินกับไอ้ปิงไปกับมันด้วย

 

     อากาศในวันนี้ยังไม่ร้อนจัดเท่าเมื่อวาน แต่ก็อย่าได้ดูถูกแดดประเทศไทยไป ช่วงเช้าๆ แบบนี้น่ะไม่เท่าไหร่ แต่พอเริ่มสายหน่อยก็ร้อนจนพัดลมก็ยังไม่ช่วยอะไร สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยค่าไฟที่แพงขึ้นกว่าเดือนอื่นๆ

 

     ตึ้ง!

 

     เสียงแจ้งเตือนจากเฟสบุ๊คดังขึ้น ผมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาในทันที กระตุกยิ้มเมื่อเห็นว่าใครบางคนกำลังเริ่มสตรีมแล้วในตอนนี้ ลุกไปปิดโทรทัศน์ เปิดเครื่องปรับอากาศก่อนจะถอดเสื้อออกขึ้นไปนอนบนเตียงหลังจากที่กดเข้าดูสตรีมเรียบร้อย

 

     จำนวนคนในตอนเช้านั้นมีเพียงแค่สองร้อยกว่าคนเท่านั้น หน้าจอสตรีมมีแค่คุณแอนดริวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ แมวที่ทำหน้ารำคาญตลอดเวลาหันไปมารอบห้อง 

 

     ‘คุณแอนดริววว’

 

     ‘เอ้า นึกว่าสกายมาสตรีม คุณแอนดริวสตรีมหรอกเหรอ [อิโมจิขำน้ำตาเล็ด]’

 

     ‘แอนดริวน่ารัก ทำหน้าเหมือนไปโกรธใครมาเลย’

 

     ‘หน้าคุณแอนดริวโหดมากค่ะ [อิโมจิยิ้ม]’

 

     ผมกำลังนั่งอ่านคอมเม้น และในตอนนั้นเองที่เจ้าของสตรีมโผล่เข้ามาในกล้อง ร่างเล็กในชุดลำลองสีเข้มตัดกันกับสีผิวขาวเนียนเหมือนกินหลอดไฟเข้าไป แขนช้อนคุณแอนดริวอุ้มขึ้นก่อนจะเอาวางไว้บนตัก อีกมือจับเมาส์คลิ้กสองสามครั้งก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยทักทายทุกคน

 

     [สวัสดีคนดู 241 คนนะครับ สวัสดีครับ ใครเข้ามาแล้วฝากกดแชร์ให้กายด้วยนะครับ ใครยังไม่กดติดตามกายก็ฝากกดติดตามไว้ด้วยนะครับ วันนี้คุณแอนดริวอารมณ์ดีแล้วครับ กินข้าวอิ่มแล้ว] พูดไปก็ก้มหน้าลงหยอกล้อแมวบนตักไปพลาง ผมในตอนนี้เริ่มจะแยกไม่ออกแล้วว่าระหว่างแมวกับคน อะไรมันดูนุ่มนิ่มมากกว่ากัน

 

     แต่ที่แน่ๆ คือผมส่งดาวไปอีก 150 ดาวเรียบร้อย

 

     ติ้ง!

 

     [สวัสดีครับคุณกุลพัทธ์ ตื่นเช้าจัง ขอบคุณสำหรับดาวหนึ่งร้อยห้าสิบดวงด้วยนะครับ วันนี้เล่นด้วยกันไหม]

 

     เชื่อเถอะว่าผมเพิ่งจะมารู้สึกว่าชื่อตัวเองมันเพราะก็ตอนที่สกายคอยเรียกนี่แหละ ได้ยินทีไรหัวใจมันก็มีปฏิกิริยาตอบรับทุกที ตาสกายมักจะใช้ตากลมๆ จ้องมาเวลาที่ถาม จับจ้องราวกับว่ากำลังรอคอยคำตอบจากผมอยู่

 

     เออ เกิดเป็นไอ้กุลพัทธ์นี่มันก็ดีแบบนี้เอง 

 

     ‘เล่น เปิดโน้ตบุ๊คก่อน’ ผมพิมพ์ตอบไป ลุกไปหยิบโน้ตบุ๊คขึ้นมาเปิด เข้าเฟสและกดเปิดสตรีมก่อนจะใช้โทรศัพท์เปิดเกมขึ้นมา สกายบอกเลขห้องกับคนดูพร้อมบอกว่าให้เข้าได้แค่สามคนเพราะอีกที่หนึ่งนั้นเป็นของผม แรงค์ในเกมของผมไม่ต่างจากสกายเท่าไหร่ เพียงแต่ว่าผมไม่ค่อยได้เล่นบ่อยดาวก็เลยจะน้อยกว่า 

 

     ตำแหน่งที่เล่นส่วนใหญ่ผมจะเล่นแครี่กับซัพพอร์ต สกายมักจะเล่นตัวฟาร์มป่า ผมก็เลยมีความคิดดีๆ แล้วว่าตัวเองจะเล่นซัพพอร์ต อย่างน้อยก็น่าจะคอยช่วยอีกฝ่ายได้

 

     [สวัสดีครับคุณนุช วันนี้สตรีมแค่สองชั่วโมงครับ มาทักทาย แล้วก็จะลงสตรีมไปกินข้าวก่อน น่าจะสตรีมอีกทีตอนดึกเลย]

 

     ‘สรุปไปสงกรานต์ที่ไหนคะ’

 

     ‘มาเล่นสงกรานต์ด้วยกันไหมคะ ที่ถนน xxx’

 

     ‘เมื่อวานมาดูไม่ทัน วันนี้จะเล่นตัวอะไรครับ’

 

     [สงกรานต์ยังไม่รู้เลยครับ คงไปเล่นใกล้ๆ ต้องรอถามเพื่อนก่อน ..คุณหมิวเล่นแถวๆ นั้นเหรอครับ ถ้าเล่นแถวนั้นเราก็อาจจะเจอกัน วันนี้เล่นตัวอะไร ต้องดูทีมก่อนครับ] ระหว่างที่สกายกำลังตอบคำถามจากคอมเม้นต์ ผมก็กดบอกเพื่อนในทีมไปว่าตัวเองนั้นจะเล่นตำแหน่งซัพพอร์ต กดเลือกให้กับตำแหน่งแครี่ที่ขอมา ก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจกับคนในสตรีมต่อ

 

     [คุณแอนดริวจะไปนอนไหม กายอุ้มคุณแอนดริวลงแล้วนะ บ๊ายบ่ายคนดูก่อน ..บ๊ายบ่ายนะครับ คุณแอนดริวจะไปนอนแล้ว ไว้กายพาคุณแอนดริวมาใหม่] สกายก้มลงไปคุยกับแมวบนตักอีกครั้ง ริมฝีปากเล็กๆ จรดลงบนหัวคุณแอนดริวก่อนที่เจ้าตัวจะจับขาแมวโบกลาคนที่ดูสตรีมอยู่และอุ้มปล่อยลงพื้นไป

 

     ร่างเล็กเอี้ยวตามแมวไปก่อนจะส่งเสียงอีกครั้ง [คุณแอนดริวห้ามรื้อตรงนั้น ห้ามไปเล่นผ้าม่านด้วย ไม่อย่างนั้นกายจะโกรธนะ]

 

     อยากไปรื้อห้อง

 

     อยากไปทำให้ผ้าม่านเป็นรอย

 

     อยากเป็นแมวชื่อแอนดริว 

 

     อยากถูกโกรธ

 

     กูว่ากูเนี่ยเป็นเอามากแล้วว่ะ แต่คนอะไรวะ ขนาดดุแมวก็ยังดูนุ่มฟูดูน่ารักไปหมด พอดุแมวแล้วก็หันกลับมา ยิ้มบางๆ ในตอนที่อ่านคอมเม้นต์เกี่ยวกับแมวของตัวเอง

 

     [คุณแอนดริวดื้อครับ ต้องดุบ่อยๆ] สกายเลือกตัวในเกมเรียบร้อย ไม่มีเสียงพูดคุยอะไรอีกนอกจากแผนการเดินเกมที่อีกฝ่ายจะพูดขึ้นมาเป็นระยะ คนในทีมคนอื่นๆ บ้างก็เปิดลำโพง บ้างก็เปิดไมค์โต้ตอบกลับมา การได้เล่นเกมกับสกายทำให้ผมรับรู้ว่าอีกฝ่ายเล่นเก่งมากจริงๆ รู้จังหวะว่าควรเข้าควรถอย 

 

ส่วนผมไม่ได้เปิดไมค์เพราะคิดว่าสกายคงจะจำเสียงได้แน่ๆ ก็เลยเปิดลำโพงเอาไว้อย่างเดียวเพื่อความเนียน

 

     คนอื่นๆ ในทีมก็เล่นได้ดีพอสมควร ตามผมเข้าไปป่วนป่าของฝั่งตรงข้ามอีกทั้งยังเข้ามาเติมเพื่อนในทีมได้ทันในช่วงจังหวะดีๆ 

 

     เล่นแล้วไม่หัวร้อนเท่าไหร่ สกายเองก็ดูใจเย็นมาก พาพวกผมจบเกมแรกด้วยชัยชนะอย่างสวยงาม สกายพูดถึงทีมนู้นก่อนจะบอกว่าตัวเองใช้รูนอะไรในตอนที่คนดูถาม สร้างห้องใหม่รอให้พวกผมกดเข้าไปร่วมด้วยอีกครั้ง

 

     [เกมเมื่อกี้คุณกุลพัทธ์เล่นดีมาก กายชวนแล้วนะครับ เล่นต่อหรือเปล่า]

 

     ผมกดตอบรับไปตั้งแต่อีกคนยังพูดไม่จบ สกายยิ้มเล็กๆ ก่อนจะกดจับคู่ ระยะเวลาสองชั่วโมงเล่นไปได้หลายเกมพอสมควร พอถึงเวลาที่กำหนดเอาไว้ก็บอกลาคนดูพันกว่าคนไปกินข้าว ส่วนผมก็พับโน้ตบุ๊คเก็บ รอเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออกไปหาสกาย

 

     เสียงเรียกสายดังขึ้นแค่ตื้ดเดียวจริงๆ สกายกดรับสายรวดเร็วเหมือนว่ากำลังรอผมอยู่ตั้งแต่แรก ส่งเสียงทักทายดังขึ้นมา ฟังเสียงแล้วเหมือนว่าจะกำลังกินข้าวอยู่

 

     [ไปใช่ไหม..]

 

     นี่แหละคำทักทายของสกาย

 

     ผมส่ายหัวขำๆ อยากจะแกล้งตอบว่าไม่ไปอยู่เหมือนกัน แต่พอนึกถึงใบหน้าที่ยิ้มบางๆ ด้วยความดีใจแล้วก็อดไม่ได้ที่จะตอบรับไปสั้นๆ “อืม จะไปเล่นที่ไหน”

 

     [ที่เดิม แต่ว่า..ไปที่ห้าง xxx ก่อนได้ไหม กายจะซื้อของ]

 

     “อะไรวะ เออ ไปก็ไปดิ”

 

     อย่ายิ้มดิวะไอ้กำปั้น

 

     มึงหุบยิ้มของมึงเดี๋ยวนี้!

 

     [ถ้ากำปั้นไม่สะดวก-...]

 

     “กูจะไปซื้อของด้วยเหมือนกัน มึงชวนพอดีก็ไปด้วยกันนี่แหละ” ว่าแต่ของที่ผมจะซื้อมันคืออะไรก่อน ..ช่างแม่งเหอะ เดี๋ยวไปถึงห้างสรรพสินค้าค่อยสุ่มซื้อไปสักอย่างก็ได้ สกายไม่รู้หรอกว่าผมตอแหลอะ

 

     [บังเอิญจัง..]

 

     “จะให้ไปเจอกันตรงไหน ห้างฯ เลยไหมจะได้ไม่เปียก” ผมเปลี่ยนเรื่องคุย กลัวว่าตัวเองจะหลุดอะไรออกไปให้ผิดสังเกตอีก ยิ่งชอบหลุดบ่อยๆ อยู่ด้วย 

 

     [อือ ที่ห้าง กายจะไปตอนบ่ายโมง]

 

     อีกชั่วโมงครึ่งสินะ หลังจากวางสายผมก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อแล้วออกจากบ้านได้เลย 

 

     “งั้นก็ตามนั้น”

 

     [ตามนั้น]

 

     “...”

 

     [....]

 

     “จะวางสายยัง”

 

     [วางสิ] 

 

     สกายวางสายไปหลังจากที่ตอบผม ดูมึนๆ เนาะคน แต่ก็น่ารักดี ผมไปอาบน้ำดีกว่าจะได้ไปรอสกายที่ห้าง ระหว่างนั้นก็เดินดูไปก่อนว่าจะซื้ออะไรดี หรือไม่ผมก็ค่อยหาข้ออ้างชวนให้เจ้าตัวไปเดินดูของที่จะซื้อพร้อมกัน เออ แบบนี้ได้ สำรวจก่อนแล้วค่อยชวนสกายไปเดินเป็นเพื่อน 

 

     ผมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยหลังจากที่วางแผนเอาไว้ในใจเสร็จสิ้น ใช้เวลาจากหอพักมายังห้างสรรพสินค้านั้นเกือบครึ่งชั่วโมงได้ เดินวนรอบห้องชั้นหนึ่งไปหนึ่งรอบ ส่วนชั้นสองผมไม่ได้ขึ้นไป พอใจแล้วก็เข้าไปนั่งเล่นอยู่ตรงโซนที่เป็นศูนย์อาหารรอ ระหว่างนั้นก็สั่งโกโก้เย็นมาหนึ่งแก้ว

 

     ผมเล่นโทรศัพท์รอไปไม่ถึงยี่สิบนาทีสกายก็มา ร่างเล็กในชุดเสื้อฮาวายที่ใส่คลุมเสื้อกล้ามสีขาวด้านใน กางเกงสามส่วนที่ใส่อยู่นั้นเลยเข่าลงมาเล็กน้อย ตอนแรกผมก็เห็นแค่สกายคนเดียวไม่สนใจใครเลยทั้งนั้น แต่พออีกฝ่ายเดินเข้ามาถึงผมพร้อมกับมนุษย์อีกสี่ห้าคนข้างหลังก็ทำเอาผมเลิกคิ้วเป็นคำถามส่งไปทันที

 

     สกายบอกผมว่าจะมาคนเดียวไม่ใช่เหรอวะ?

 

     แล้วข้างหลังนี่คือใคร

 

     พอเห็นสายตาผมสกายก็ก้มหน้าลงทันที มือจับกันแน่น เม้มปากก่อนจะเอ่ยบอกมาเสียงเบา “เพื่อนกายขอมาด้วย กำปั้นไม่ว่าใช่ไหม”

 

     ผมพยักหน้าลงเมื่อได้รับคำตอบ ส่วนตัวผมมันก็เป็นพวกหยิ่งไม่ค่อยสนใจโลกอยู่แล้วด้วย เมื่อคนอื่นๆ ด้านหลังส่งยิ้มมาให้ผมก็เมินหนีในทันที ก้มลงให้ความสนใจกับคนตรงหน้าที่ดูจะอึดอัดใจกับเหตุการณ์นี้แทน

 

     “กูจะว่าอะไรล่ะ ว่าแต่มึงจะมาซื้ออะไร” 

 

     สกายส่ายหัวไม่พูดอะไร ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอนชวนบอกว่าจะมาซื้อของแต่พอมาถึงกลับไม่ซื้ออะไรแล้วเนี่ยนะ

 

     “โอ้ย สกายแม่งเจอผู้หล่ออะ มันไม่สนใจมึงแล้วมั้งไอ้เหนือ” บทสนทนาจากใครสักคนในกลุ่มดังขึ้น ผมเงยหน้ามองคนพูดนิ่ง กลุ่มนี้น่าจะเด็กกว่าผมทุกคนเลย รวมถึงเด็กผู้ชายตัวสูงนั่นด้วย และคนที่พูดก็คิดว่าน่าจะตุ๊ด

 

     “พวกมึงพูดอะไร พวกกูสนิทกัน สกายมันจะไม่สนใจกูได้ไง” ไอ้เด็กตัวสูงเดินเข้ามาใกล้สกาย ยกมือขึ้นเกี่ยวคอทำเอาคนที่ยืนนิ่งอยู่สะดุ้ง 

 

     สกายขยับออก เดินเข้ามาใกล้ผมและพูด “กายนั่งตรงนี้ได้ไหม” ดึงเก้าอี้ข้างๆ ผมออกก่อนจะสอดกายเข้าไปนั่งเงียบ ส่วนผมจ้องหน้ากับเพื่อนในกลุ่มของสกายอีกครั้งก่อนจะกลับไปนั่งลงตรงที่ของตัวเอง

 

     จากนั้นเพื่อนของสกายก็พากันมานั่งตรงที่ว่าง พูดคุยเสียงดังจนผมเผลอขมวดคิ้ว รู้สึกรำคาญแต่ก็ไม่อยากพูดออกไป ยกโกโก้ขึ้นดูดพลางเหลือบมองคนข้างเคียงเป็นระยะ ทั้งที่มีเพื่อนมาด้วยมากขนาดนี้ แต่สกายกลับไม่มีท่าทีที่เหมือนกับคนมีความสุขเลยสักนิด คนละเรื่องกับเวลาขึ้นสตรีมเลย

 

     “มีน้องม. 5 เขียนนิยายให้พวกมึงสองคนคู่กันด้วย ในเรื่องมีฉากจูบด้วยไอ้เหนือ มึงลองอ่านดูดิ สกายลองอ่านป่ะ” ผู้หญิงผมสั้นยิ้มและหันมาหาสกาย โทรศัพท์ถูกคนที่ชื่อเหนือแย่งไป มันนั่งอ่านแล้วก็ยิ้ม เหลือบสายตาขึ้นมามองสกายที่ส่ายหัวไร้ซึ่งรอยยิ้มอย่างคนอื่นๆ

 

     แต่ว่าเพื่อนตัวเองนั่งหน้าซีดขนาดนี้ คนอื่นๆ ในกลุ่มก็ยังคงไม่หยุดคุยเรื่องนิยายที่เป็นปัญหา ผมเริ่มรู้สึกรำคาญปนกับความอึดอัด วางแก้วกระแทกลงบนโต๊ะเพื่อหยุดเสียงพูดคุยก่อนจะหันไปถามคนข้างๆ เสียงเรียบ

 

     “กูจะไปซื้อของ ไปไหม”

 

     “...ไป”

 

     “แค่สองคน มาเถอะ” ผมดึงแขนสกายให้ลุกขึ้น ตาตวัดมองไปยังร่างอีกร่างที่ทำท่าจะลุกตามขึ้นมา ผมจ้องนิ่งจนเพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่มบอกให้มันนั่งลง ไอ้เด็กที่ชื่อเหนือเหมือนจะไม่ยอมในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ถูกเพื่อนดึงให้นั่งลงไปจนได้ 

 

     สกายถูกผมพาออกมา เสียงถอนหายใจดังขึ้นเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะเงยหน้าขึ้น

 

     “กำปั้นซื้ออะไร”

 

     “เสื้อ..กางเกงมั้ง ไปดูก่อน”

 

     “...”

 

     “ไม่ชอบทีหลังก็พูดไปดิว่าไม่ชอบ จะทนนั่งฟังทำไม” ผมก้มลงพูด รู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ผมสมควรยื่นมือเข้าไปยุ่ง แต่มันอดไม่ได้จริงๆ มองจากนอกโลกยังดูออกเลยว่าเพื่อนในกลุ่มไม่มีใครชอบสกาย ทำไมเด็กพวกนี้ต้องทำอะไรให้มันซับซ้อนด้วย ถ้าไม่ชอบก็ไม่ควรมายุ่งวุ่นวายกันหรือเปล่าวะ

 

     “ปีนี้ก็ขึ้นมหา’ลัยแล้ว คงไม่ได้เจอกันอีก ช่างเถอะ” คนข้างๆ บอกปัด สกายดูไม่อยากพูดผมก็เลยเปลี่ยนบทสนทนาใหม่

 

     “แล้วสรุปไม่ซื้อของแล้ว”

 

     “ซื้อ”

 

     เอ้า..

 

     อะไรวะ

 

     “เดี๋ยวไปซื้อ”

 

     “แล้วจะซื้ออะไร”

 

     “บอกไม่ได้”

 

     “...”

 

     “กำปั้นดูเสื้อกับกางเกง กายจะไปดูของที่จะซื้อ” พูดเองเสร็จสรรพ แล้วก็ทิ้งผมเอาไว้หน้าร้านเสื้อผ้าคนเดียว มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าไปเลือกและซื้อเสื้อออกมาหนึ่งตัว หลังจากนั้นผมก็เดินมั่วๆ ไป เพราะจำได้ว่าสกายเดินมาทางนี้แหละ

 

     ผมกวาดสายตาไปเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดอยู่ตรงร่างของคนที่กำลังหาอยู่

 

     สกายอยู่ตรงร้านเล็กๆ ที่ขายพวกกิ๊บ ยางมัดผมและที่คาดผม ซึ่งที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายก็คือที่คาดผมหูแมวสีขาว ส่วนอีกอันเป็นสีดำ สกายยืนมองมันนิ่ง ยกทั้งสองอันขึ้นมาเปรียบเทียบกันพลางขมวดคิ้ว

 

     “สีขาวดิ”

 

     สกายยกสีขาวขึ้นดู ส่วนผมก็ยืนลุ้นอยู่ไกลๆ พอเห็นว่าอีกฝ่ายส่งที่คาดผมสีขาวไปให้กับแม่ค้าผมก็แทบจะร้องเยสออกมาเสียงดัง หันหลังเดินกลับมายืนตีเนียนอยู่ข้างร้านเสื้อผ้าเหมือนเดิม 

 

     “ไปซื้ออะไร” ผมแกล้งถาม 

 

     เจ้าตัวส่ายหัวน้อยๆ ก่อนจะมองมายังถุงในมือผม “เสร็จแล้วเหรอ”

 

     “อือ มึงจะซื้ออะไรอีกไหม”

 

     “ไม่แล้ว”

 

     “แล้วเอาไง จะกลับไปเหรอ” ที่ผมถามก็หมายถึงว่าสกายจะกลับไปที่ศูนย์อาหารอีกไหม เพราะดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่อยากกลับไปเท่าไหร่    

 

     “ไม่อยากไป”

 

     “งั้นก็ไม่ต้องไป”

 

     “...”

 

     “อยู่กับกูนี่แหละ กูจะทำให้มึงยิ้มกว้างๆ เอง”

 

 

* 

 

 

เพราะอากาศด้านนอกยังคงร้อนแผดเผา ท้องฟ้าโปร่งไร้ซึ่งเมฆมาบดบังพระอาทิตย์ดวงโต ผมก็เลยถือโอกาสเอ่ยชวนสกายดูหนังด้วยกันขึ้นมาดื้อๆ ยังไงกลุ่มเพื่อนของสกายก็ไม่รู้หรอกจริงไหมว่าพวกผมอยู่ส่วนไหนของห้างสรรพสินค้าในตอนนี้ พื้นที่ก็ตั้งกว้าง อีกทั้งยังมีตั้งหลายชั้นด้วย ถ้ารู้ก็เก่งเกินไปแล้วล่ะ

 

    สกายยืนนิ่ง ตากลมโตกวาดมองป้ายโปสเตอร์หนังที่ติดอยู่ ตกลงว่าจะขึ้นมาดูหนังกันแต่ก็ไม่รู้ว่าจะดูเรื่องไหนดี ผมไม่ใช่พวกที่ชอบดูหนัง และสกายเองก็ไม่ใช่ เพียงแค่หาเรื่องใดเรื่องหนึ่งดูค่าเวลาก่อนที่จะไปเล่นสงกรานต์กันเท่านั้น

 

     “เรื่องนี้ไหม..” สกายชี้นิ้วตรงไปยังป้ายหนังเรื่องหนึ่ง ตัวอักษรบอกชื่อเรื่องนั้นเป็นสีแดงเลือดอีกทั้งยังมีผีปรากฏอยู่บนป้ายนั้นบ่งบอกว่าเป็นหนังผีอย่างแน่นอน เพิ่งจะเข้าโรงมาไม่นานนี้ด้วย ตอนแรกนึกว่าสกายจะเลือกดูพวกหนังโรแมนติกหรือหนังอนิเมชั่นอะไรพวกนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าจะเลือกเป็นหนังผี

 

     ผมยังไงก็ได้อยู่แล้ว เมื่ออีกฝ่ายหันมาถามก็พยักหน้าลง เอาจริงๆ แล้วไม่ว่าสกายจะชี้ถามอีกกี่เรื่อง ผมก็จะพยักหน้าตอบไปแบบนี้ทุกเรื่อง ไม่มีความคิดที่จะขัดหรือแย้งเลยแม้แต่น้อย ทาสแมวย่อมตามใจแมวอยู่แล้ว ซื้อตั๋วเลือกที่นั่งตรงไหนก็ให้สกายเป็นคนเลือกเอง ส่วนผมก็พยักหน้าตามอย่างเดียว

 

     “กายจ่ายเอง” คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นเมื่อผมเป็นฝ่ายยื่นเงินไปจ่ายค่าตั๋วหนัง พยายามที่จะใช้มือตัวเองขัดขวางมือของผมไว้ พนักงานยืนอมยิ้มมองเราทั้งคู่ และสุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายชนะส่งเงินไปให้กับคนขายตั๋วจนได้ 

 

     สกายในตอนนี้ทำหน้าเหมือนคุณแอนดริวในตอนเช้าไม่มีผิด

 

     “ไม่ต้อง กูชวนกูก็เลี้ยงดิ” ที่ผมชวนก็ตั้งใจจะเป็นคนออกค่าตั๋วเองอยู่แล้ว พอซื้อตั๋วเสร็จ อีกประมาณยี่สิบนาทีหนังถึงจะฉาย ผมตั้งใจว่าจะรอให้เลยเวลาฉายไปก่อนสักสิบนาทีค่อยเข้าไป หนังน่าจะเริ่มเกริ่นเล่าเรื่องราวพอดี สกายถูกผมดึงไปนั่งลงตรงมุมหนึ่ง หลบสายตาจากคนอื่นนิดหน่อยเผื่อว่าเพื่อนของสกายจะบังเอิญขึ้นมา

 

     ผู้คนที่มาดูหนังในวันนี้ดูไม่เยอะเท่าไหร่ ตอนที่เลือกที่นั่งนั้นเชก็มีอยู่แค่ไม่กี่คนเอง รวมผมกับสกายเข้าไปด้วย ถ้าเป็นคนกลัวผีก็คงได้มีระแวงหลังกันบ้างแหละ 

 

     สกายหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาวางบนโต๊ะ หน้าจอแสดงชื่อของสายที่กำลังโทรเข้ามา ‘ทิศเหนือ’ ก็คือไอ้เด็กตัวสูงที่จะลุกตามมาในตอนนั้นล่ะมั้ง ว่ากันจริงๆ ผมก็สูงกว่าเด็กเหนืออะไรนั่น เพียงแต่เรียกแบบนี้มันจดจำได้ง่ายกว่าไง ท่าทางจะตื๊อพอสมควรเลย ขนาดว่าสกายไม่รับก็ยังโทรต่อไม่หยุด

 

     พอสิ้นสุดเบอร์ที่โทรเข้า ข้อความจากคนอีกสองสามคนก็เด้งตามขึ้นมา ถามว่าอยู่ไหนบ้าง ต่อว่าเรื่องที่ทิ้งให้รอและอีกหลายข้อความที่ผมอ่านไม่ทัน

 

     “ปีนี้มึงขึ้นมหา’ลัยเหรอ?” 

 

     “ใช่ ติดแล้ว”

 

     “ติดแล้วด้วย” แต่มันก็ไม่น่าจะใช่เรื่องแปลกอะไร ว่าแต่ตอนนี้ผมเริ่มตื่นเต้นแล้ว แม้ว่าจะพยายามเก็บสีหน้าอยู่ก็ตาม หยุดเว้นระยะคำถามไปวักพักเพื่อไม่ให้ตัวเองดูอยากรู้ออกนอกหน้ามากเกินไป ซึ่งแน่นอนว่าผมหวังนะ..หวังว่าสกายจะมาเรียนต่อที่มหา’ลัยเดียวกันกับผม ถึงจะคนละคณะก็ไม่เป็นไร อยู่ในรั้วเดียวกันก็เพียงพอต่อการพัฒนาความสัมพันธ์แล้วสำหรับผมน่ะ 

 

     “อือ แต่ยังไม่ได้บอกใคร”

 

     “หืม?” หมายความว่ายังไงที่ยังไม่ได้บอกใคร 

 

     “กำปั้นรู้คนแรก” พูดพลางเงยหน้าขึ้นมาหาผม ดวงตากลมเซื่องซึมลงทำให้เกิดเป็นคำถามในใจของผมอีกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น มีประโยคไหนที่ทำให้สกายรู้สึกไม่ดีหรือเปล่า แต่ว่าผมก็ยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ 

 

     “พ่อกับแม่มึงอะ หรือว่ามึงไม่ได้เรียนในสิ่งที่เขาอยากให้เรียนก็เลยไม่ได้บอก” มันก็มีความเป็นไปได้อยู่ พ่อแม่บางคนมักจะชอบบีบบังคับลูกในเรื่องของการเรียนทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้ไปนั่งเรียนด้วย คิดแค่จบไปต้องมีงานดีๆ ทำ แต่คงไม่ได้คิดไปว่า 4-5 ปี กับวิชาการเรียนที่ไม่ชอบหรือไม่ตรงกับความต้องการของเด็กมันจะเรียนลำบากยังไง

 

     จริงอยู่ที่มีคนสามารถทำได้ แต่มันก็ไม่ใช่ทุกคนไง สำหรับผมเรื่องเรียนพ่อกับแม่ไม่เคยยื่นมือเข้ามายุ่งเลย อยากเรียนอะไรก็เรียน อีกทั้งยังสนับสนุนทุกอย่าง

 

     “เปล่า” สกายตอบกลับมา ในเมื่อไม่ใช่แบบนั้นผมก็พยักหน้าลง อยากจะถามต่อแต่ก็กลัวไปสะกิดอะไรในใจของอีกฝ่ายขึ้นมาอีก ทำไมคนหนึ่งคนถึงได้ดูมีเรื่องทุกข์ใจมากมายขนาดนี้ได้วะ ทำเอาผมเงียบไปด้วยเลย 

 

     “...”

 

     “กำปั้นอายุเท่าไหร่” พอเริ่มเงียบนานเข้า สกายก็เป็นฝ่ายถามขึ้นมา จับจ้องผมด้วยดวงตากลมใสคู่เดิม 

 

     “21 ปีนี้กูปี 3 แล้ว”

 

     “เป็นพี่..” สกายทำหน้าตกใจนิดหน่อย ตาเบิกกว้างขึ้นก่อนจะรีบก้มหน้าลงในตอนที่ผมพยักหน้าลง กระตุกยิ้มและส่งเสียงหัวเราะออกไปแผ่วเบา สกายดูไม่ออกจริงๆ เหรอว่าผมน่าจะต้องอายุมากกว่าน่ะ

 

     “มึงก็ทำตัวเหมือนเดิมนั่นแหละ ให้กูเป็นเพื่อนไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องคิดอะไรมาก” ผมบอกออกไป การถูกเรียกชื่อห้วนๆ ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเก็บเอามาใส่ใจ ขอบอกว่าผมรู้สึกชอบเสียอีกเวลาที่สกายเรียกชื่อผมน่ะ ยิ่งแทนตัวเองว่ากายก็ยิ่งน่าฟังเข้าไปใหญ่เลย

 

     “กาย..เรียกได้ใช่ไหม”

 

     “อืม”

 

     “กำปั้น”

 

     “ว่า” 

 

     “เรียกเฉยๆ” 

 

     อันนี้เรียกกวนตีนแล้ว

 

     แต่ก็แปลกที่คนบางคนกวนตีนแล้วผมกลับมองว่ามันน่ารักมากๆ อย่างเช่นมนุษย์ที่นั่งอยู่ตรงหน้าผม 

 

     “กายเลี้ยงแมวด้วย ชื่อแอนดริว กำปั้นชอบแมวไหม” ดูเหมือนว่าสกายจะค่อยๆ เปิดใจกับผมแล้วล่ะมั้งถึงได้พูดเรื่องคุณแอนดริวขึ้นมา อีกทั้งยังเปิดเอารูปแมวยื่นมาตรงหน้าผมอีก ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มหลังจากที่ถาม

 

     “แมวมึงเหรอ น่ารักดี” ผมพยักหน้าตอบไป สกายถ่ายรูปของคุณแอนดริวเอาไว้เต็มเครื่อง มีทั้งรูปที่ถ่ายเดี่ยวและรูปที่ถ่ายคู่กันกับตัวเอง ผมนี่ยืดตัวขึ้นเลย ตอนแรกก็มองแมวแต่พอหลังๆ มานี่เหมือนจะมองแต่เจ้าของแมวอย่างเดียว แล้วเวลาแห่งความสุขของผมก็ถูกขัดด้วยไอ้เด็กทิศเหนืออีกครั้ง 

 

     สกายเก็บโทรศัพท์กับไป ไม่กดรับแต่ก็ไม่กดตัดสายเช่นกัน

 

     “ไม่ชอบขนาดนั้น?” 

 

     “อือ”

 

     “มันเหมือนจะชอบมึง ..ทำไม มึงไม่ชอบเกย์เหรอ” เมื่อมีโอกาสได้ถามผมก็ถามออกไป อย่างน้อยก็จะได้รู้ไงว่าควรจะเอายังไงต่อ 

 

     “กายไม่ได้ไม่ชอบเกย์ กายไม่ชอบเหนือ”  สกายลังเลอยู่สักพักหนึ่งถึงจะตอบผม มือทั้งสองข้างจับกันแน่น ท่าทางเหมือนกำลังกลัวอะไรอยู่สักอย่าง เห็นแบบนี้แล้วผมก็ไม่คิดจะถามต่อ คิดไปว่าในกลุ่มเพื่อนคงจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ ไม่อย่างนั้นสกายคงไม่มีท่าทางแบบนี่ โดยเฉพาะไอ้เด็กที่ชื่อเหนือ

 

     “เออ ไปเถอะ..ซื้อน้ำกัน มึงอยากกินอะไรไหม”

 

     “...” ส่ายหัว

 

     ผมลุกขึ้นและเดินนำสกายไปซื้อน้ำแก้วใหญ่มาหนึ่งแก้ว ภายในโรงหนังไม่ต่างจากที่คิดเอาไว้ เงียบและแทบจะไม่มีคนเลย หนังเริ่มฉายไปบ้างแล้ว ผมกับสกายนั่งลงข้างกัน มือเล็กๆ ยกขึ้นมากำแขนเสื้อผมเอาไว้แน่น หันหน้ามองไปมารอบโรงหนังก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบา

 

     “คนน้อย”

 

     “สงกรานต์ไง คนเขาก็ไปเล่นน้ำกันหมด”

 

     “ผีจะมาหลอกไหม”

 

     …

 

     ผมว่าตรงนี้มีคนกลัวผีแล้วล่ะหนึ่งคน แต่ก็ช่างกล้าเลือกที่จะมาดูหนังผี “กลัวแล้วทำไมไม่เลือกดูเรื่องอื่น” 

 

     “ก็..อาถรรพ์แมวดำ มันมีแมว”

 

     “...” กูล่ะเชื่อเขาเลย เลือกดูหนังผีเพราะชื่อเรื่องมีคำว่าแมวอยู่ ถ้าไม่ใช่สกาย จะมีใครอีกบ้างที่เข้ามาดูหนังเรื่องนี้เพราะแมว ซึ่งไอ้แมวที่ว่ามันก็ออกมาตั้งแต่ต้นเรื่องเลยไง สกายจ้องไปยังหน้าจอนิ่ง มือข้างหนึ่งยังคงจำแขนเสื้อผมเอาไว้ ยิ่งดนตรีเสียงดังขึ้นมากเท่าไหร่ มือก็ยิ่งกำแน่นเท่านั้น

 

     ปึง!

 

     ‘กรี้ดดดดดดด’ 

 

     !!

 

     สกายตกใจสะดุ้งเฮือก ดึงแขนผมเข้าไปหาก่อนจะซุกลงมาตัวสั่น 

 

     “นี่ ถ้ากลัวจะออกแล้วไปเลือกดูเรื่องใหม่ก็ได้” ผมก้มลงไปพูดเมื่อเสียงจากในหนังเงียบลง คนกลัวผีเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากคว่ำลงพลางส่ายหัวไปมา เหมือนว่าน้ำตาจะคลอหน่อยๆ ด้วย คงจะตกใจล่ะมั้ง

 

     “แมวก็น่ารักดี”

 

     ยังจะมีอารมณ์มาดูแมวอีก

 

     ในเรื่องมีผีเยอะมาก เรื่องมันเล่าว่าตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิงเนี่ยต้องการให้หมอผีทำพิธีบางอย่าง โดยพิธีนี้ต้องใช้ร่างของแมวดำที่ฝังอยู่ป่าช้ามาแล้ว 7 วัน 7 คืน ตอนที่ขุดเอาร่างแมวดำขึ้นมาก็เหมือนว่าจะมีกระดูกอื่นๆ ที่นอกเหนือจากร่างของแมวดำติดไปด้วย ซึ่งกระดูกที่ว่าเป็นของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของตัวละครหลักตัวนี้ 

 

     หนังมันค่อนข้างที่จะงงๆ เพราะสลับเล่าระหว่างปัจจุบันกับอดีต แมวดำตัวที่ถูกฆ่าและเอาไปฝังเพื่อที่จะขุดกลับมาทำพิธีก็เกี่ยวพันกันกับผู้หญิงสองคนเช่นกัน 

 

     ไม่อยากจะบอกว่าฉากฆ่าแมวมีคนน้ำตาคลอ ยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตาด้วย แต่พอถามว่าจะดูต่อไปก็ยังคงยืนยันว่าจะยังดูต่อ แต่ก็ไม่รู้ว่าดูหนังรู้เรื่องไม่นะ เพราะส่วนใหญ่ก็เห็นเอาแต่ซุกหน้าอยู่กับแขนผม

 

     พอจบเรื่องสกายก็คว้าแก้วน้ำ ดึงแขนผมให้ลุกทันที 

 

     ร่างเล็กก้าวรวดเร็วจดเกือบจะล้มหน้าทิ่ม ดีที่ผมคว้าแขนเอาไว้ทัน ไม่อย่างนั้นคงจะหน้าทิ่มลงพื้นไปแล้วแน่ๆ

 

     “รีบไปไหน” ขมวดคิ้วถามไปเสียงดุ 

 

สกายส่งแก้วน้ำกลับมาก่อนจะพูดขึ้น “ห้องน้ำ”

 

     อ่า ก็ว่าอยู่ เห็นรีบเดิน

 

     สกายดันประตูห้องน้ำเข้าไป หันมาดึงแขนผมให้เดินตามเข้าไปด้วย ผมยืนหันหลังให้ในตอนที่สกายกำลังทำธุระ พอเสร็จ ล้างมือเรียบร้อยแล้วก็เรียกให้ผมเดินออกไปพร้อมกัน โทรศัพท์ของสกายสั่นขึ้นอีกครั้ง และเจ้าตัวก็ยังไม่คิดที่จะรับสายเช่นเคย

 

     ผมกับสกายซื้อซองกันน้ำสำหรับใส่โทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์มาคนละซอง เอาห้อยคอเก็บไว้ด้านในเสื้อ ก่อนที่จะไปหาซื้อปืนฉีดน้ำเพื่อร่วมเล่นสงกรานต์กับคนอื่นๆ ในช่วงเย็น เสียงดนตรีดังลั่นถนน คนบางกลุ่มก็ยืนเต้นกันสนุกสนาน ผมต้องคอยจับแขนสกายเอาไว้ตลอดเวลาที่เดินผ่านผู้คน 

 

     เจ้าตัวหันมาส่งยิ้มให้ผมอยู่ตลอด เวลามีใครสาดน้ำมาก็จะขยับเข้ามาใกล้และฉีดน้ำกลับไปพร้อมเสียงหัวเราะ

 

     เล่นกันจนเริ่มดึก ผมกับสกายพากันเดินออกจากกลุ่มคนมา เนื้อกายเปียกปอนกันทั้งคู่ หยดน้ำไหลซึมจากเส้นผมลงมาตามใบหน้า ผมหันมองไปรอบๆ ก่อนจะพบว่าเราสองคนยืนอยู่ตรงที่เดิมที่ผมพาสกายหนีออกจากกลุ่มคนมาในวันแรก

 

     เซเว่นและตู้กดเงิน ผมคิดว่าผมจำไม่ผิด 

 

     “ที่เดิมเลยว่ะ” 

 

     “กำปั้นกินอะไรไหม” สกายเงยหน้าขึ้น ยกมือขึ้นบีบเอาน้ำออกจากเสื้อและกางเกงตัวเองก่อนจะหันไปทางเซเว่น แล้วก็ไม่รอคำตอบจากผมด้วยนะ หันหลังเดินตรงไปแล้วเรียบร้อย ผ่านไปเกือบสิบนาทีก็กลับออกมาพร้อมของกินมากมาย

 

     “เท่าไหร่”

 

     “กายจ่ายเอง 100 ยังไม่ได้คืนเลย” สกายหยิบเอาแซนวิซขึ้นมาแกะกิน มือก็พยายามยื่นของที่เหลือมาให้ผมเลือกว่าจะกินอะไร

 

     ผมหยิบเอาขนมปังมาหนึ่งห่อ เก้าอี้ที่วางอยู่ถูกผมและสกายจับจองในการเติมพลังให้กับตัวเอง ทั้งขนมปัง ซาลาเปาและเกี๊ยวซ่า กินเสร็จก็เริ่มอยู่ท้องพอดี สกายเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดเข้ากล้องก่อนจะยกขึ้นถ่ายรูปตัวเองโดยที่ผมก็ติดเข้าไปในรูปนั้นด้วย

 

     “ถ่ายทำไม” ไม่ได้จะห้าม แต่ที่ถามเพราะว่าอยากรู้เฉยๆ 

 

     “กำปั้นดูดีจัง” 

 

     นั่นใช่คำตอบของคำถามผมเหรอวะ..

 

     แต่เป็นคำชม ยอมให้ก็ได้

 

     “สกาย” 

 

     “...” เจ้าของชื่อหันหน้ามาตามเสียงเรียก เลิกคิ้วขึ้นพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ บนใบหน้า ตากลมใสสะท้อนแสงไฟดูน่ามอง แม้ว่าสภาพจะเปียกปอนแต่ก็ก็ไม่ได้ดูแย่อะไรเลยสักนิด ยิ่งตอนที่อีกฝ่ายยกมือขึ้นเสยผมตัวเองไปด้านหลังแบบนี้

 

     “มึงบอกว่ามึงไม่ได้เกลียดเกย์ใช่ไหม”

 

     “...” พยักหน้า

 

     “แล้วถ้ากูบอกว่ากูเป็นเกย์อะ”

 

     “ก็ไม่เกลียด” สกายไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร แค่ขมวดคิ้วก่อนจะตอบออกเท่านั้น แววตาก็สะท้อนบอกว่าเจ้าตัวคิดอย่างที่พูดจริงๆ

 

     “เหรอ”

 

     “...” พยักหน้า

 

     “แล้วถ้ากูคิดจะจีบมึงล่ะ”

 

     “...”

 

     “ได้หรือเปล่า”

 

     “กำปั้น”

 

     “ถ้ามึงไม่โอเค ให้คิดว่ากูพูดเล่นก็ได้”

 

     “จีบคว่ำ จีบหงาย”

 

     “...”

 

     อะไรดลใจให้กูชอบคนกวนตีนหน้าตายแบบนี้วะ

 

     “หยอกเล่น”

 

     “...”

 

 

     “จีบก็ได้ แต่กำปั้น..อย่าทำร้ายกายนะ”

 

 

 

—100%— 

ความคิดเห็น