ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

You can’t blame gravity for falling in love

ชื่อตอน : You can’t blame gravity for falling in love

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 03 มี.ค. 2564 11:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
You can’t blame gravity for falling in love
แบบอักษร

 

 

You can’t blame gravity for falling in love 

 

 

 

ผมยกโทรศัพท์ขึ้นสแกนคิวอาร์โค้ด พอเสร็จสิ้นแล้วก็ยืนรอรับเงินที่กดออกมาก่อนจะหันกลับไปส่งแบงก์ร้อยให้กับคนที่ยืนเงียบมาตั้งแต่ต้น เลื่อนสายตาลงมองธนบัตรในมือผมนิ่งสลับกับเงยหน้าขึ้นมองผมแต่ก็ไม่ยอมรับเอาเงินไปสักที 

 

     “ทำไม มีปัญหาอะไร?” รูปประโยคดูหาเรื่องก็จริง แต่เสียงผมนี่แทบจะเป็นเสียงสอง ไม่กระโชกโฮกฮาก ไม่ได้น่ากลัวเหมือนตอนพูดกับมนุษย์คนอื่นๆ บนโลก ผมเองยังตกใจเลยที่ตัวผมสามารถทำเสียงอ่อนได้ขนาดนี้กับคนที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงชั่วโมง แถมยังพูดคุยกันไม่กี่ประโยคและส่วนใหญ่คือผมที่เป็นคนพูด 

 

ปกติเวลาอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนผมมักจะเป็นคนที่พูดน้อยที่สุด แต่ในตอนนี้มีคนที่พูดน้อยกว่าผมแล้วล่ะ 

 

     “..ขอ 20” 

 

     “ตู้มันกด 20 บาทให้กูได้ไหมล่ะ”  

 

     “ไม่ได้” เออ รู้แล้วจะพูดขึ้นมาทำไม ผมไม่ได้พกเงินสดหรอก มาเที่ยวเล่นสงกรานต์แบบนี้ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่พกโทรศัพท์มาด้วยซ้ำ ดีนะที่เปลี่ยนใจก็เลยสามารถกดเงินผ่านแอพพลิเคชั่นได้  

 

     “แล้วเมื่อกี้ซื้อน้ำให้กูได้ไง” เงินสดไม่มีติดตัวไม่ใช่เหรอวะ หรือว่ามีแต่ใช้ซื้อพลาสเตอร์กับน้ำให้ผมจนหมดไปแล้ว 

 

     “....” ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ แต่ยังดีที่เจ้าตัวล้วงเอาโทรศัพท์ออกมา ถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยถุงกันน้ำอย่างดีไม่ต่างจากที่ผมใช้ เอาโทรศัพท์ให้ดูแล้วก็รับเงินไป ท่าทางของสกายผมเองก็ดูออกว่ากำลังรู้สึกเกรงใจ แต่ถ้าไม่รับก็กลับบ้านไม่ได้ พอรับไปแล้วก็เหมือนมีเรื่องอะไรอยากจะพูดกับผมสักอย่าง 

 

     “มีอะไรอีก” 

 

     “สองครั้งแล้ว” 

 

     “หะ อะไรสองครั้ง” 

 

     นี่ผมฟังไม่รู้เรื่องหรือสกายพูดไม่รู้เรื่องกันแน่ แต่ละประโยคแต่ละคำที่พูดออกมาช่วยพูดเต็มๆ หน่อยก็ไม่ได้ เหมือนมันขาดประธาน ขาดกรรมไป ประโยคมันก็เลยไม่สมบูรณ์แล้วผมก็ต้องมายืนงงแดกอยู่ตรงนี้ 

 

     “ที่ช่วย ขอบคุณนะ” 

 

     อ่อ ก็แค่นั้น “ไม่ต้องขอบคุณหรอก กูเต็มใจช่วย” ไหวไหล่ตอบกลับไป เพราะถ้าผมไม่เต็มใจจะทำ ให้ตายผมก็ไม่เอาตัวเองเข้าไปกลางดงตีนแบบนั้นแน่ๆ  

 

     “ทำไม” 

 

     “ไม่ทำไม ก็เต็มใจช่วยไง” 

 

     “...” สายตาคาดคั้นมาก เหมือนไม่เชื่อที่ผมพูด ซึ่งความจริงแล้วมันก็มีเหตุผลมากกว่านั้นอีกที่เข้าไปช่วย 

 

     “มึง..น่าสนใจมั้ง” 

 

     “กายเหรอ” 

 

     … 

 

     แทนตัวเองด้วยชื่อ 

 

     แม่งเอ้ย ใจผมยังอยู่หรือเปล่าวะ อยู่นะ ยังอยู่แน่ๆ เพราะมันเต้นตุ้บๆ รัวเป็นจังหวะกลองเลยในตอนนี้ 

 

     “อืม มึงน่ารักดี” ผมแสร้งกระแอมเสียงดัง ตอนแรกก็สบตาได้ไม่มีเกร็งอะไรหรอก พอพูดออกไปแบบนี้แล้วถูกตากลมคล้ายแมวจับจ้องนิ่งก็ทำเอาผมไปไม่เป็น แสร้งกระแอมกลบเกลื่อนพลางยกมือขึ้นปิดไปครึ่งหน้า เหลือเพียงสายตาที่ยังคงสบกัน 

 

     หยุดจ้องสักทีได้ไหมวะ! 

 

     ผมเสียอาการหมดแล้วเนี่ย  

 

     สกายมองผมอยู่สักพัก ริมฝีปากค่อยๆ คลี่ยิ้มออกพาให้หัวใจผมเต้นรัวกว่าเดิม ความน่ารักของคนตรงหน้าคูณเพิ่มขึ้นมาอีกสิบเท่าในตอนนี้  

 

     “สกายก็ชอบกำปั้นนะ” 

 

     … 

 

     ติ้ดดดดดดด 

 

 

 

 

* 

 

 

 

ท้องฟ้าในตอนเย็นเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง ดวงตะวันค่อยๆ เคลื่อนลับขอบฟ้าเปลี่ยนช่วงเวลาใหม่ อากาศที่เคยร้อนระอุในช่วงกลางวันเองก็ไม่ได้ร้อนมากเท่าไหร่ในตอนนี้ ผมเอนกายพิงลงไปกับเก้าอี้ตัวสีขาวบริเวณระเบียงห้องที่มีพื้นที่น้อยนิด สายตาเหม่อมองไกลออกไปพลางคิดถึงเหตุการณ์ช่วงที่พูดคุยกับใครคนนั้นไปด้วย 

 

     ‘มาเป็นเพื่อนกันไหม’ 

 

     ‘เพื่อน?’ 

 

     ‘กำปั้นต้องเป็นเพื่อนที่ดีแน่ๆ’ 

 

     ที่บอกว่าชอบผมในตอนนั้นก็คือชอบแบบอยากเพื่อน แน่นอนว่าผมจะต้องปฏิเสธ ถ้าหากว่าในดวงตาคู่นั้นไม่แสดงออกมาถึงความโดดเดี่ยวอย่างชัดเจน ผมคิดว่าสกายไม่เหมาะกับแววตาแบบนั้น มันไม่เข้ากันเลยสักนิด จากความตั้งใจที่จะปฏิเสธกลับกลายเป็นตอบรับไปอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้คนที่รอคอยคำตอบอยู่ระบายยิ้มออกมาอีกครั้ง ผมจะถือว่ามันคุ้มค่าก็แล้วกัน 

 

     เรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นยังไงก็คงต้องช่างแม่งไปอย่างเดียว เป็นเพื่อนไม่ได้แปลว่าจีบไม่ได้สักหน่อย ที่เออออตามไปก็เพราะไม่อยากให้ทำหน้าเศร้า อย่างน้อยก็สร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาก่อน แล้วผมจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนมันไปเอง 

 

     “นั่งอย่างหล่อ กล้องอยู่ไหนครับเนี่ย” 

 

     “กล้องเหี้ยไรมึง” ผมตวัดสายตาไปมองไอ้เข้ม บรรยากาศดีๆ ถูกทำลายไปในทันทีที่มันหย่อนก้นนั่งลงมาบนตักผม คิดว่าตัวเองเบามากมั้ง นั่งไม่พอแล้วยังจะมาซบผมอีก อยากจะถีบแม่งให้ร่วงสักที 

 

     “เอ้า ก็นึกว่าถ่ายเอ็มวีอยู่ไง เหม่อมองท้องฟ้า ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่..อีกนิดกูจะคิดว่ามึงเป็นบ้า” ปากมันพูดไปแล้วก็ยกเบียร์ในกระป๋องขึ้นดื่มไปด้วยพลางๆ ถึงผมจะคิดรำคาญแต่ก็ไม่ได้ถีบมันออก ปล่อยให้มันนั่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งไอ้หินโผล่หน้าออกมาและตามด้วยไอ้ปิงที่เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ 

 

     ดีไหมล่ะ ห้องตัวเองไม่คิดจะกลับไปอยู่กันสักคน  

 

     “แดกข้าว” ไอ้หินว่า มันก้าวขาเดินออกมาบืนพิงอยู่ตรงระเบียง ในมือมีบุหรี่ที่เพิ่งจะจุดอยู่หนึ่งมวน ดูดเสร็จก็ส่งให้ไอ้เข้มที่นั่งอยู่บนตักผมต่อ ความสนิทของมันสองคนก็ขั้นนี้แหละ ผมเห็นจนชินตาแล้ว แรกๆ ก็คิดว่ามันน่าจะมีอะไรเบื้องลึกเบื้องหลัง แต่พออยู่ด้วยกันนานๆ ก็เลิกคิด เพราะต่อให้มีจริงๆ ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรอยู่ดี  

 

     “เหลือสักตัวป่ะ กูขอด้วย” ไอ้ปิงพอเช็ดผมแห้งแล้วก็ตามพวกผมออกมา ระเบียงที่ว่าพื้นที่น้อยอยู่แล้วในตอนนี้แทบจะไม่มีที่ให้เดินได้เลย  

 

     ไอ้หินเหลือบมองไอ้ปิง ยกไฟแช็กขึ้นจุดบุหรี่อีกมวนส่งให้มันไป “ทำไมต้องอยากยัดมะเร็งลงปอดแบบพวกกู อะไรเหี้ยๆ มึงก็ไม่ต้องอยากทำตามก็ได้มั้ง” พูดบ่นไปตามนิสัยของมัน ไอ้หินไม่ใช่คนสูบบุหรี่จัด นานๆ ครั้งเท่านั้นแหละมันถึงจะสูบสักครั้ง ส่วนไอ้ปิงมันก็พวกตามน้ำไปเรื่อย  

 

     “เออ เอาอย่างไอ้ปั้นมันนู่น จะมาตามพวกกูทำไม” ไอ้เข้มเสริมขึ้นมา บุหรี่ตัวเดียวสลับกันดูดกับไอ้หินจนจะหมดมวน ส่วนไอ้ปิงก็ดับทิ้งไปตั้งแต่ยังไม่ได้ครึ่งมวนด้วยซ้ำ ระหว่างนั้นก็มีเพียงเสียงเพลงและเสียงหัวเราะพูดคุยกันของผู้คนที่ดังมาจากที่ไกลๆ 

 

     ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น กดดูบันทึกการโทรออกก่อนจะระบายลมหายใจออกมา ชื่อของสกายอยู่บนสุด เป็นเบอร์ติดต่อล่าสุด นอกจากถามว่ากลับถึงบ้านหรือยังก็ไม่ได้คุยอะไรไปมากกว่านั้นอีกแล้วเพราะเหมือนว่าอีกฝ่ายกำลังยุ่งอยู่ ตอบรับผมแค่ถ้อยคำสั้นๆ และก็ตัดสายไปหลังจากนั้น 

 

     “สกาย ..ใครวะ” 

 

     “...” ผมเงยหน้าขึ้นมอง ไอ้เข้มก้มลงชิดจนหน้ามันจะสิงเข้าไปในโทรศัพท์ผม ในเมื่อมันอยากจะเสือกผมก็ไม่คิดที่จะปกปิด  

 

     “ทำไมกูไม่คุ้น” ดูแล้วก็บ่นพึมพำของมันต่อ  

 

     “จะคุ้นได้ไง กูเพิ่งรู้จักเขาวันนี้” 

 

     “เขา? ฮันแน่ เรื่องมันเป็นมายังไงไหนเล่าให้กูฟังซิ๊” ไอ้เข้มยิ้ม หรี่ตาลงมองผมขณะที่ไอ้หินกับไอ้ปิงก็ดูจะให้ความสนใจกับเรื่องราวของผมด้วยเช่นกัน ไอ้ปิงเก็บโทรศัพท์ ส่วนไอ้หินก็ยกมือขึ้นกอดอกจ้องมาที่ผมนิ่ง เลิกคิ้วขึ้นคล้ายจะบอกให้เริ่มเล่า 

 

     ผมไม่ได้คิดจะปิดบังพวกมันอยู่แล้ว แค่ยังหาจังหวะที่จะเล่าให้ฟังไม่ได้ หลังจากเล่นสงกรานต์ผมก็บอกแค่ว่าหลงไปอีกฝั่งหนึ่ง ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรมากกว่านั้นเพราะอยากที่จะกลับห้องเร็วๆ 

 

     “ก็ตอนที่มีเรื่องนั่นแหละ กูเห็นเขาพอดี กลัวจะโดนลูกหลงก็เลยเข้าไปช่วย หลังจากนั้นก็หลงกับพวกมึง กูขอเบอร์เขาเพราะกลัวเขาจะกลับบ้านไม่ถูก ...ก็ไม่มีอะไรแล้ว แยกกับเขากูก็กลับมาหาพวกมึง” 

 

     “แค่นี้!?”  

 

     “เออ แค่นี้แหละ มึงจะเอาแค่ไหนอะ”  

 

     “น่ารักไหม นิสัยเป็นไง..” คำถามมันเหมือนพ่อแม่ที่กำลังคาดคั้นถามถึงแฟนลูกชายตัวเองยังไงก็ไม่รู้ ซึ่งผมเงียบไม่ได้ตอบ เพราะเรื่องความน่ารักมันก็แน่นอนอยู่แล้วว่าคำตอบในใจผมเป็นแบบไหน ส่วนเรื่องนิสัย นอกจากเป็นคนที่ดูค่อนข้างจะพูดน้อยแล้วผมก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย จะให้ตอบก็คงตอบไม่ได้ 

 

     “นิสัยยังไม่รู้”  

 

     “มึงจะจีบเขาใช่ไหม” ไอ้หินเลิกคิ้วขึ้นถาม ปลายนิ้วมันเคาะลงบนระเบียงเป็นจังหวะเพลงที่ดังอยู่ไกลๆ 

 

     “อือ ว่าจะจีบ” 

 

     “นี่ไง! กูบอกแล้วว่าความหล่อของกูจะทำให้มึงได้แฟน” ไอ้เข้มตบมือลงบนเข่าตัวเองเต็มแรง ตบเสร็จก็นั่งลูบไปมาส่งเสียงโอดโอยก้มลงมองขาที่ขึ้นรอยแดงเป็นปื้น ก็คือสมน้ำหน้ามันนั่นแหละ เล่นใหญ่เกินเบอร์ดีนัก  

 

     “เขาเป็นเกย์เหรอวะ” ไอ้ปิงพูดขึ้น ผมเงียบและไอ้เข้มก็เงียบ ส่วนไอ้หินมันแค่หันไปมองไอ้ปิงเท่านั้นไม่ได้พูดอะไร ดูเหมือนว่าผมจะลืมนึกถึงข้อนี้ไปเลย เอาเป็นว่าค่อยถามดูก็ได้ เพราะเรื่องแบบนี้มันก็ค่อนข้างละเอียดอ่อนเหมือนกัน 

 

     “ไปกินข้าวกันเหอะ เย็นหมดแล้วมั้ง” ไอ้หินตัดบท มันเป็นฝ่ายเดินกลับเข้าไปในห้องก่อนจะตามด้วยไอ้เข้มและไอ้ปิง ส่วนผม..ปวดขา ให้ไอ้เข้มนั่งทับนานเกินไปไง รอจนรู้สึกว่าดีขึ้นแล้วถึงจะลุกเดินตามพวกมันเข้าไป มองข้าว มองอาหารหลากหลายอย่างที่พวกมันสั่งมาแล้วได้แต่ส่ายหัว นี่สรุปแล้วไอ้สามคนนี้มันตั้งใจจะยึดห้องของผมจริงๆ ใช่ไหมวะ 

 

     “ใจคอพวกมึงจะไม่กลับห้องกันเลยใช่ไหม” ถามพลางเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบเอาขวดน้ำมาตั้งลงกลางวง แต่ละคนสั่นหัวไปมาเป็นคำตอบ ส่วนไอ้เข้มก็ก้มหน้าก้มตาหยิบไก่ทอดขึ้นมากินไม่สนใจคำถามของผมแม้แต่น้อย 

 

     บางทีไอ้พวกนี้ก็ควรมีแฟนกับเขาบ้าง ถึงตอนนั้นคงไม่โผล่หัวออกมาจากห้องกันแน่ๆ 

 

     “น่าๆ เดี๋ยวกูช่วยจ่ายค่าไฟเดือนนี้” 

 

     “ใช่เลยเพื่อน เดี๋ยวกูช่วยด้วย” ไอ้เข้มพูดเสริมไอ้ปิงขึ้นมา ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ หยิบกล่องข้าวผัดกะเพราขึ้นมาแกะกินเงียบๆ ถึงจะบ่นแต่สุดท้ายก็ไม่เคยเลยที่ผมจะคิดเคืองพวกมันจริงจังในเรื่องนี้ บางทีการที่มีเพื่อนอยู่มันก็ทำให้เราไม่รู้สึกเหงามากเท่าไหร่ ลองคิดดูสิถ้าผมไม่มีพวกมัน วันนี้ผมก็คงนอนเบื่ออยู่ที่ห้อง ไม่ได้ออกไปเล่นสงกรานต์และก็คงไม่ได้เจอสกาย 

 

     “ไก่ทอดอร่อย ไอ้ปิงลอง!” 

 

     “วางๆ กูเห็นมีผัดไทยมาด้วยใช่ไหม” 

 

     “เออ กูสั่งเอง เอาป้ะ เดี๋ยวหยิบให้ ไอ้หินเอาไรอีกไหม” ถึงไอ้เข้มจะค่อนข้างกวนตีน ปากหมาและขี้เสือกไปบ้างแต่ในกลุ่มเพื่อนก็เป็นมันที่พยายามเอาใจใส่ทุกคนในแบบของมันเอง ถ้าเกิดมีเรื่องบาดหมางกันขึ้นมา พวกผมสามคนจะท่องกันไว้ขึ้นใจทันทีว่า 

 

     มันก็เป็นของมันแบบนี้.. 

 

     “ปลาผัดพริกสด ข้างๆ มึง” ไอ้หินตอบกลับ ยื่นมือไปรับข้าวจากไอ้เข้มมาแกะกิน จากอาหารหลากหลายที่จัดเต็มมาในตอนแรก ผ่านไปชั่วโมงกว่าก็หมดเกลี้ยง เหลือแค่เพียงขนะที่ผมไอ้เข้มกำลังเก็บใส่ถุง รวมเอาลงไปทิ้งข้างล่าง 

 

     ไอ้ปิงลงไปพร้อมกับไอ้เข้ม เหลือแค่ไอ้หินกับผมที่นั่งกันอยู่บนโซฟา เสียงโทรทัศน์ดังคลอในขณะที่ผมและมันจ้องหน้ากัน  

 

     “จะถามอะไรกูหรือเปล่า” 

 

     “เรื่องคนที่ชื่อสกายนั่นแหละ มึงแน่ใจเหรอว่าจะจีบ” ก็คิดเอาไว้แล้วล่ะว่าจะต้องเป็นเรื่องนี้ ไอ้หินมันค่อนข้างรับรู้เรื่องของผมมามาก แฟนเก่าคนก่อนๆ ไม่ว่าจะคนไหน เหตุผลอะไรที่เลิกลากันไปผมก็มักจะคุยกับไอ้หินเสมอ ผมคิดว่ามันคงกังวลเรื่องที่ไอ้ปิงพูดหรือเปล่า เรื่องที่สกายอาจจะไม่ได้เป็นแบบผม  

 

     “มึงต้องเจอเขาหิน ถ้ากูเคยเล่าให้มึงฟังว่ากูชอบจิวแค่ไหนในครั้งแรก ..กับสกาย กูว่ากูรู้สึกมากกว่านั้นอีก” 

 

     “มึงเจอเขาแป๊บเดียวเองนะ” 

 

     “อืม แต่มันเป็นแป๊บเดียวที่โคตรดีเลย กูไม่เคยชอบวันสงกรานต์เลยสักนิด แต่กูว่ากูชอบสงกรานต์วันนี้ว่ะหิน”  

 

     “งั้นก็ลองดู แต่มึงมั่นใจนะว่ามึงลืมจิวได้แล้ว” 

 

     “ทำไมกูต้องลืมวะ ..ในเมื่อกูไม่ได้คิดจะจดจำอะไรตั้งแต่ที่เลิกกันแล้ว” 

 

     ผมกับไอ้หินยังคงนั่งคุยกับผมต่อจนกระทั่งไอ้เข้มกับไอ้ปิงกลับขึ้นมา ตอนแรกก็ว่าจะถาม เห็นพวกมันหายกันไปนาน แต่พอเห็นของกิน ขนม เครื่องดื่มที่มันสองคนซื้อกันมาแล้วผมก็ได้แต่ส่ายหัว กินข้าวเข้าไปเยอะขนาดนั้นนก็ยังไม่รู้จักอิ่มกันอีก  

 

     “มึงซื้ออะไรมาอีกวะไอ้เข้ม” ไอ้หินเปิดถุงดู ขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าในถุงนั้นมีแต่ขนมขบเคี้ยว “แดกอะไรเยอะแยะ” 

 

     “แดกขนมไง อย่าบ่นว่ะ กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง” ไอ้เข้มยิ้มกว้าง ลงมือแกะถุงขนมนั่งลงบนพื้นก่อนจะคว้ารีโมตทีวีไปเลื่อนหาสิ่งที่มันอยากจะดู ผมไม่คิดที่จะกินอะไรอีก ก็เลยยกพื้นที่ตรงนี้ให้ไอ้ปิงนั่งไป ส่วนตัวเองก็เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ 

 

     หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ผมก็พาตัวเองออกมานั่งเล่นที่ริมระเบียงอีกครั้ง แสงสีในเมืองยังคงสว่างไสว ท้องฟ้าโปร่งไร้เมฆ ดวงดาวกระจัดกระจายบนท้องฟ้าและพระจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่ด้านบน 

 

     แม้ว่าอากาศจะร้อนไปบ้างแต่ก็ไม่เท่ากับเมื่อตอนกลางวัน  

 

     ผมเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เลื่อนดูเบอร์ที่บันทึกเอาไว้ก่อนจะหยุดอยู่ตรงชื่อของสกาย มองดูได้สักพักก็กดปิด กดเปิดเฟสบุ้คขึ้นมาแทน ผมไม่ค่อยได้เล่นโซเชียล นานๆ ครั้งถึงจะเข้ามาดูที เลื่อนขึ้นเลื่อนลง กวาดสายตามองสิ่งที่อยู่บนหน้าไทม์ไลน์ผ่านๆ เห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจก็ตั้งใจที่จะกดปิดไป 

 

     แต่มือก็ดันไปกดโดนที่วีดีโออะไรสักอย่าง 

 

     เสียงเพลงดังคลอขึ้นมาแผ่นเบา จำนวนคนดูที่แสดงอยู่บ่งบอกว่านี่คือไลฟ์สดแน่ๆ บนหน้าจอผมปรากฎเป็นภาพของใครคนหนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตา เจ้าตัวนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้เบาะสีดำแถบแดง มือถือโทรศัพท์เอาไว้ขณะที่ตากำลังจดจ้องมองตรงมา  

 

      [แรงค์อะไร ..แรงค์คอนครับ] 

 

      หัวใจผมค่อยๆ เต้นรัวขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงที่พูดโต้ตอบกับคอมเม้นที่เลื่อนขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่คิดว่าตัวเองจะจำคนผิด และมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่นี่จะเป็นฝาแฝดหรือแค่คนหน้าเหมือน น้ำเสียง ท่าทางการพูดต่างๆ ชัดเจนว่าคนคนนี้จะต้องเป็นสกายอย่างแน่นอน 

 

     ‘เล่นด้วยครับ’ 

 

     ‘หนูเล่นด้วยได้ไหมคะ’ 

 

     ‘สู้ๆ นะคะ’ 

 

     ‘กาก 1-1 กันไหม’ 

 

     ‘ขอเลขห้องด้วยครับ’ 

 

     คอมเม้นเลื่อนขึ้นเรื่อยๆ จำนวนคนดูใกล้จะสองพันขณะที่คนบนหน้าจอกำลังกดสร้างห้องภายในเกมอยู่ พอสร้างเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมาอ่านคอมเม้นต่อระหว่างที่รอให้คนดูกดเข้าไปร่วมเล่นด้วย 

 

     [เล่นด้วย..เข้ามาเลย ถ้าเข้าทันก็เล่นได้ ..สู้ๆ ขอบคุณครับ สงกรานต์เหรอ ผมไปเล่นมาแล้ว..คนเดียวด้วย ไม่สนุกเท่าไหร่ แต่ก็มีเรื่องดีๆ อยู่] สกายดูไม่แตกต่างเท่าไหร่ ถึงจะพูดเยอะกว่าปกติแต่ก็ดูประหยัดคำพูดอยู่ดี พอคนเข้าไปครบก็กดจับคู่ทีม หลังจากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เงยหน้าขึ้นมองมาเป็นครั้งคราว 

 

     ผมกดเข้าไปหน้าเพจที่สกายใช้สตรีมเกมทันที กดติดตามก่อนจะสลับเข้าไปดูที่หน้าสตรีมอีกครั้ง 

 

     ริมฝีปากคลี่ออกในตอนที่มองอีกฝ่ายตั้งอกตั้งใจเล่น อีกทั้งยังเล่นเก่งมากด้วย 

 

     [เข้าได้นะ ดักในพุ่ม..อัลติอีกสาม สอง] 

 

     กลายเป็นว่าผมนั่งดูเพลินไปเลย ตื่นเต้นไปหมด จะหันกลับเข้าไปพูดเรื่องนี้กับไอ้สามคนข้างในห้องก็เกิดรู้สึกหวงขึ้นมาดื้อๆ ตอนนี้จำนวนคนที่เข้าดูสองพันห้าแล้ว และก็มีบางคนที่ส่งดาวให้ สกายจะพูดขอบคุณทุกครั้งพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมา  

 

     แล้วในตอนนั้นผมก็ฉุกคิดอะไรสักอย่างขึ้นมาได้ 

 

     ติ้ง! 

 

     .. 

 

     . 

 

     [...ขอบคุณสองพันดาวจากคุณกุลพัทธ์นะครับ] 

 

 

* 

 

 

     นอกจากจะส่งดาวไปให้แล้ว ผมยังลงทุนสมัครเป็นผู้สนับสนุนรายเดือนให้กับสกายด้วย จากหนึ่งชั่วโมงเป็นสองชั่วโมงที่ผมนั่งดูสกายสตรีมเกมอยู่ตรงริมระเบียง พวกไอ้เข้มไม่ได้ตามออกมาเพราะมันกำลังดูหนังกันอยู่ ส่วนผมก็เข้าไปหยิบหูฟังออกมาใส่จะได้ฟังเสียงของอีกฝ่ายได้ชัดเจนขึ้น  

 

     สกายบอกกับคนดูว่าจะลงสตรีมในตอนเที่ยงคืน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นผมก็จะอยู่ดูสกายไปจนถึงเที่ยงคืนเช่นกัน ใจจริงก็อยากจะเข้าไปเล่นด้วย แต่ถ้าทำแบบนั้นผมก็ต้องไปเปิดดูสตรีมในโน้ตบุ๊คแทน ซึ่งตอนนี้ผมก็ขี้เกียจกลับเข้าไปห้องเปิดโน้ตบุ๊คไง เอาแบบนี้นี่แหละ ดูอย่างเดียวไปก่อนแล้วค่อยขอเล่นด้วยวันหลัง 

 

     แต่เห็นสกายพูดถึงสงกรานต์ บอกว่าพรุ่งนี้จะชวนเพื่อนไปเล่นอีก ผมอยากจะถามว่าไปเบ่นที่ไหน แต่ก็มีคนถามตัดหน้าไปก่อน เจ้าตัวเงยขึ้นมามองกล้องทำท่าทางเหมือนกำลังคิดอยู่ แต่สุดท้ายก็ตอบแค่ยังไม่รู้แล้วก็ก้มลงไปเล่นเกมต่อ 

 

     ผมก็เลยไม่รู้ไปด้วยเลยว่าสกายจะไปที่ไหนในวันพรุ่งนี้ แล้วเพื่อนที่ว่าจะชวนไปนั่นหมายถึงเพื่อนที่บอกกับผมว่าไปเล่นที่อื่นหรือเปล่า  

 

     [ลงสตรีมตอนไหน ..เที่ยงคืนครับ พรุ่งนี้จะไปเล่นสงกรานต์ ไปตอนเย็น] พอจบเกมก็เข้าสู่ข่วงพูดคุยกับคนดู สกายจะหยุดพักประมาณสามนาทีได้ อ่านและตอบคอมเม้นต์ ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ และทุกครั้งที่คนบนหน้าจอยิ้ม ผมก็มักที่จะยิ้มตามไปแบบไม่ได้ตั้งใจเสมอ 

 

     ‘สวัสดีครับ เพิ่งเข้ามา วันนี้เที่ยวสงกานที่ไหน’ 

 

     ‘เพลงที่เปิดอยู่ชื่อเพลงอะไรคะ’ 

 

     ‘หูแมวไปไหนแล้ววว’ 

 

     [สวัสดีครับคุณโจ้ สงกรานต์ที่ถนน xxx ครับ เพลง..ไม่ทราบครับ กายกดเล่นเป็นเพลย์ลิสต์ หูแมวพังแล้วครับ คุณแอนดริวแอบเอาไปเล่นแล้วก็พังไปเลย] ริมฝีปากเล็กคว่ำลงเล็กน้อยในตอนที่บอกว่าคุณแอนดริวเอาหูแมวไปเล่น ว่าแต่ไอ้คุณแอนดริวนี้คือใคร แฟนเหรอ? หรือว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง อาจจะหมาหรือว่าแมว 

 

     ‘อยากเห็นคุณแอนดริวๆๆ’ 

 

     ‘วันนี้เอาอาหารให้คุณแอนดริวยังคะ’ 

 

     ‘คุณแอนดริวไม่มากวนเลยวันนี้’ 

 

     เท่าที่อ่านคอมเม้นต์ผมก็พอจะรู้แล้วล่ะว่าคุณแอนดริวอะไรนี่คงไม่ใช่คนแน่ๆ อาจจะเป็นแมวหรือเปล่า  

 

     [คุณแอนดริวงอนครับ ตอนนี้นอนอยู่บนเตียง] สกายพึมพำบอก กดสร้างห้องรอจนคนดูเข้าไปครบก็กดจับคู่ในทีมก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินหายไปจากรัศมีของกล้อง เสียงร้องแง้วดังขึ้นมา ชัดเจนเลยว่าคุณแอนดริวนั้นเป็นแมวอย่างแน่นอน สกายเดินกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับแมวตัวสีขาวล้วน 

 

     [คุณแอนดริวทักทายคนดูหน่อย] 

 

     น่ารัก.. 

 

     ไม่ใช่แมวนะ 

 

     ผมหมายถึงเจ้าของ 

 

     น่ารักฉิบหายเลย ไม่เคยอยากจะเกิดเป็นแมวมากขนาดนี้มาก่อน ผมกดส่งดาวให้ไปทันทีอีก 500 ดาว สกายเงยหน้าขึ้นและส่งยิ้มผ่านหน้าจอมาอีกครั้ง 

 

     [ขอบคุณดาวห้าร้อยดวงจากคุณกุลพัทธ์นะครับ วันนี้ให้เยอะเลย อยากให้กายทำอะไรเป็นพิเศษไหมครับ] พูดไปก็จับขาแมวยกขึ้นพลางโบกไปมาก่อนที่สกายจะอุ้มแมวปล่อยลงบนพื้น หลังจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาเลือกตำแหน่งตัวละครเป็นคนสุดท้าย 

 

     ส่วนผมในตอนนี้นั่งพิมพ์และลบ อยากจะบอกเขาว่าไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะแค่นี้ก็น่ารักมากเป็นพิเศษอยู่แล้ว 

 

     สุดท้ายแล้วผมก็ตัดสินใจพิมพ์ข้อความส่งไปในตอนที่สกายเงยหน้าขึ้นมาอ่านคอมเม้นต์แบบพอดิบพอดี  

 

     ‘ผมจะดูต่อจนถึงเที่ยงคืน ลงสตรีมแล้วบอกฝันดีผมหน่อยได้หรือเปล่า’ มันจะดูส่วนตัวเกินไปหรือเปล่าวะ แต่ว่าสกายถามอะ ผมก็มีสิทธิ์ใช่ไหมล่ะ  

 

     [บอกฝันดี ..ได้ครับ เตือนกายด้วยนะ] คนในสตรีมหยักหน้าหงึกหงัก ส่วนผมในตอนนี้น่ะเหรอ ยกมือขึ้นกุมหัวใจตัวเองพลางถอนหายใจระบายความร้อนบนใบหน้า ในหัวมีแต่คำว่าน่ารักอยู่เต็มไปหมด สบถในใจไปเป็นพันๆ ครั้ง  

 

     ผมนั่งดูสตรีมจนกระทั่งตอนนี้เป็นเวลา 23 : 42 น. สกายปิดเกมไปแล้ว จำนวนคนดูเหลือเพียงพันกว่าๆ เสียงเพลงยังคงดังคลอออกมาอย่างต่อเนื่อง  

 

     [เที่ยงคืนตรงก็จะลงแล้วครับ ฝันดีครับคุณเต้ พรุ่งนี้ไม่แน่ใจ สตรีมเช้า..ไปเล่นสงกรานต์ตอนเย็น กลางวันร้อนมากเลย] 

 

     ‘ฝันดีครับพี่สกาย’ 

 

     ‘ฝันดีนะคะ ไว้มาดูใหม่’ 

 

     ‘ฝรรดีน้า’ 

 

     [ฝันดีทุกคนครับ ครั้งหน้ามาดูผมกันอีกนะครับ ..ตอนนี้คุณกุลพัทธ์ยังอยู่ใช่ไหม] สกายมองตรงมาพลางถาม ตากลมๆ นั่นทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องอยู่จริงๆ เลย กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะรีบร้อนพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว 

 

     ‘ยังอยู่’ 

 

     [เล่น rov ไหมครับ]  

 

     ‘เล่น’ 

 

     [ไว้มาเล่นด้วยกันครับ กายจะลงสตรีมแล้ว..ฝันดีนะครับคุณกุลพัทธ์] ประโยคสุดท้ายก่อนที่หน้าจอจะขึ้นว่าสิ้นสุดการถ่ายทอดสด คำว่าฝันดีแม่งก้องในหูผมเลย กดปิดเฟสก็ยังห้ามตัวเองไม่ให้ยิ้มไม่ได้ มองฟ้า มองพระจันทร์ มองทุกอย่างแล้วก็ยิ้มโง่อยู่แบบนั้นก่อนที่ผมจะหันกลับเข้าไปมองในห้อง 

 

     “เหี้ย!” 

 

     ไอ้ฉิบหาย เกือบจะตกเก้าอี้แล้วกู 

 

     อยู่ๆ ดีไอ้เข้มกับไอ้ปิงก็มายืนหัวชิดติดกันอยู่ด้านหลังประตู หน้าแนบกระจกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ โคตรจะหลอนเลยไอ้พวกเวรนี่ ผมนึกว่าตัวเองอยู่ในหนังผี 

 

     “ใครน้าา” 

 

     “นั่นสิ ใครน้าา” 

 

     ผมยังไม่ได้ตอบอะไรพวกมันเสียงโทรศัพท์ก็ดังช่วยชีวิตพวกมันสองคนเอาไว้ก่อน ไอ้เข้มกับไอ้ปิงทำหน้าอยากรู้อยากเห็นแทบจะทันที มันสองคนรีบพาตัวเองแทรกตัวออกมาตรงนะเบียงห้องในตอนที่ผมกดรับสายแล้วเรียบร้อย 

 

     [กำปั้น] 

 

     “อือ มีไร ยังไม่นอนอีกเหรอ” ผมแกล้งถามกลับไป ทำหน้านิ่งเพื่อไม่ให้ไอ้สองคนมันหาเรื่องล้อเลียน  

 

     ผมก็ไม่ได้เขินอะไรหรือเปล่าวะ 

 

     [ยัง..พรุ่งนี้] 

 

     “พรุ่งนี้ทำไม” ก็ไม่ได้รีบถามเท่าไหร่หรอก แค่สกายพูดจบผมก็ถามกลับไปทันที หลุดมาดไปหน่อย ไอ้เข้มกับไอ้ปิงมันก็ทำท่าล้อเลียนผมกันใหญ่ บอกแล้วว่าอย่าแสดงอาการให้มันเห็นกัน ผมยกนิ้วชี้หน้าพวกมันก่อนจะกลับมาให้ความสนใจกับคนในสายต่อ 

 

     [ไปเล่นสงกรานต์กันไหม] 

 

     “มึงไม่ได้-...” 

 

     เกือบ! เกือบหลุดปากถามออกไปแล้ว ถ้าผมถามว่าสกายไม่ได้ชวนเพื่อนเหรอ สกายก็จะต้องรู้แน่นอนว่าผมดูสตรีม  

 

     [ไปไหม] ยังดีที่สกายดูจะไม่ได้สนใจในสิ่งที่ผมพูดไปก่อนหน้านั้นเท่าไหร่  

 

     “อืม ขอคิดก่อน พรุ่งนี้จะโทรไปบอก” ปากตอบไปแบบนั้น แต่ความจริงคือผมตอบตกลงในใจไปแล้วเรียบร้อย ที่บอกว่าจะโทรไปบอกในตอนเช้าน่ะ แค่หาข้ออ้างจะโทรหาไปหาก็เท่านั้นเอง 

 

     [กำปั้น] 

 

     “ครับ เอ้ย อะไรอีก..”  

 

     หลุดอีกแล้วกู 

 

     [นอนไม่หลับ] 

 

     “...” แล้ว? จะให้ผมร้องเพลงกล่อมหรือยังไง 

 

     ได้นะ  

 

     กาเหว่าเอย.. 

 

     ข้ามๆ ไปเหอะ ผมแค่พูดเล่น 

 

 

     [อยู่..เป็นเพื่อนกายหน่อยได้ไหม นอกจากกำปั้น ก็ไม่มีใครว่างคุยด้วยเลย]         

 

      

 

 

      

 

 

 

 

—100%— 

ความคิดเห็น