ขอบคุณที่มาอ่านนะคะ

ชื่อตอน : 12

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 268

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2564 13:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
12
แบบอักษร

12 

พุทธศักราช 2532

ช้างเผือกแห่งตระกูลเมฆาทั้งหมดมารวมตัวกัน ณ สนามหญ้ากว้างหน้าคฤหาสน์ตระกูลเมฆา รอบบริเวณถูกตีวงล้อมด้วยช้างเผือกตระกูลใหญ่ทั้งสองตระกูลอย่างตระกูลดาราและจันทรา เป็นเหตุให้ผู้นำตระกูลอย่างนายใหญ่พิภพ พ่อของเพชรและเพทาย ต้องมายืนประจันหน้ากับนายใหญ่วิโรจน์ ผู้นำตระกูลดาราที่มากับทายาทหญิงอย่างรสรินและนายใหญ่ทศ ผู้นำตระกูลจันทรา ซึ่งมาพร้อมกับทิวา ทายาทคนปัจจุบัน

การแย่งชิงอำนาจภายในที่ประชุมจักรวาลมีมาอย่างช้านาน เป็นเพราะความโลภในการครอบครองอาวุธทรงพลังของแต่ละตระกูล และการชิงดีชิงเด่นเพื่อเอาชีวิตรอดนั้นยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเมื่อตระกูลดารากับจันทราตกลงใช้ทายาทเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกันเพื่อสานต่อการครอบครองที่ประชุมจักรวาล

รสรินกับทิวาหมั้นหมายกันแม้อายุทั้งคู่จะยังน้อย แต่นั่นเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นพันธมิตรระหว่างตระกูลดาราและตระกูลจันทรา ผู้นำทั้งสองตระกูลต้องการกำจัดตระกูลอื่นและครอบครองอาวุธเพื่อเป็นใหญ่ แต่พวกเขาก็ต้องเก็บทายาทแต่ละตระกูลไว้เพื่อให้พลังของอาวุธยังคงอยู่

ตระกูลแรกที่ถูกหมายหัวก่อนใครคือตระกูลเมฆา เพราะตระกูลนี้เป็นตระกูลเดียวที่ยังมีปีศาจประจำตระกูลอยู่นั่นคือพระเพลิง ปีศาจผู้มีพลังมากและทุกคนพร้อมทำสนธิสัญญาด้วย หากควบคุมอาวุธและผู้ครอบครองของตระกูลเมฆาได้ก็เหมือนกับครอบครองพลังของปีศาจพระเพลิงไปด้วย ซึ่งนั่นยิ่งกว่าโชคสองชั้นที่ทุกคนใฝ่ฝัน

“พ่อคะ ทำไมเพทายถึง...” เพชรตั้งข้อสงสัยทันทีที่เห็นพี่ชายต่างแม่ของตนยืนอยู่ฝั่งของตระกูลจันทราข้างทิวา แม้ว่าเธอจะรู้ดีว่าเพทายผิดใจกับผู้เป็นบิดาแต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะกล้าหักหลังครอบครัวตัวเองเพียงเพราะอำนาจ

เพทายไม่พอใจที่นายใหญ่พิภพต้องการให้เพชรเป็นทายาทของตระกูลเมฆาแทนเขา นั่นหมายความว่าเพชรจะเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไปทั้งที่เธอเป็นลูกนอกสมรส แตกต่างจากเพทายที่เป็นลูกเมียหลวงและยังมีอายุมากกว่า แต่เป็นเพราะพ่อเห็นความสามารถและความเป็นผู้นำของเพชรมากกว่าจึงยืนยันคำเดิม

นั่นทำให้เพทายไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขาเคยรักและเอ็นดูเพชรเหมือนน้องสาวแท้ๆ ที่เติบโตมาด้วยกันเพราะแม่ของเพชรกลายไปเป็นคุณนายแห่งตระกูลดารา ทอดทิ้งลูกแท้ๆ แล้วดำรงตำแหน่งแม่เลี้ยงของรสรินตั้งแต่ตอนที่เธอยังเด็ก 

ถึงแม้เมื่อก่อนเพชร รสรินและราตรีจะโตมาด้วยกันเพราะโตมาจากการเลี้ยงของแม่เพชร แต่เมื่อโตขึ้นและสถานการณ์ในที่ประชุมจักรวาลเปลี่ยนไป พวกเธอทั้งหมดก็กลายเป็นศัตรูกัน ซึ่งแม่ของเพชรเลือกที่จะไปอยู่กับตระกูลดารา

เพชรจึงเติบโตมากับเพทายภายในบ้านฝั่งพ่ออย่างตระกูลเมฆา เธอเป็นลูกสาวแท้ๆ แม้จะเป็นลูกนอกสมรส ความสามารถของเธอไม่แพ้เพทายและอาจจะมากกว่าเพทายด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพียงเพราะเธอต่อสู้เก่งทั้งปืน มีดและขวานคู่ใจ แต่เพชรยังมีสมองในงานธุรกิจที่ฉลาดหลักแหลม ซ้ำยังใจเย็นและคาดเดายากกว่าเพทาย

“ในเมื่อตกลงกันไม่ลงตัวแบบนี้ ก็คงต้องเหลือผู้นำคนต่อไปสักคนเดียวน่าจะพอนะพิภพ” วิโรจน์พูดพลางแสยะยิ้มร้าย ผู้ชายคนนี้เป็นคนเดียวกับที่แต่งงานกับแม่ของเพชรรัตน์ ซึ่งนั่นทำให้แม่ของเพชรกลายเป็นคนที่หักหลังตระกูลเมฆา

แม่ของเพชรเป็นคนที่ต่อสู้เก่งและมีฝีมือ แม้จะไม่ได้มีสายเลือดของตระกูลใดในที่ประชุมจักรวาล เพชรยอมรับในความสามารถและความฉลาดของแม่เสมอ แต่เธอก็เกลียดแม่ตัวเองเหลือเกินที่ทอดทิ้งเธอเพื่อไปเข้าร่วมกับตระกูลดารา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน เพชรก็ตัดสินใจแล้วว่าเธอจะอยู่กับเมฆาและไม่เดินตามรอยแม่เด็ดขาด

สายตาของเธอจดจ้องไปยังเพทาย พี่ชายที่เธอเติบโตมาด้วยกัน แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นพวกชอบเอาชนะแต่ที่ผ่านมาเขาเป็นคนรักครอบครัวมาตลอด การที่พ่อมอบหมายตำแหน่งทายาทให้เพชรแทนที่จะเป็นเพทาย คงทำให้เขาฝันสลายและพร้อมที่จะทำลายทุกอย่างที่เมฆาสร้างมา โดยไม่สนแล้วว่าตรงหน้าคือพ่อและน้องสาวของตัวเอง

การที่นายใหญ่วิโรจน์ ผู้นำแห่งตระกูลดาราบอกว่าจะเหลือทายาทของตระกูลเมฆาเพียงคนเดียว นั่นก็เป็นเพราะหากอาวุธไร้ซึ่งผู้ครอบครองหรือผู้สืบทอด อาวุธนั้นก็จะไร้ซึ่งพลังใด ไม่ต่างจากปีศาจพระเพลิงที่จะสูญเสียพลังไปด้วย

พวกนั้นคงตั้งใจที่จะเหลือเพทายเอาไว้และฆ่าทุกคนในตระกูลเมฆาทิ้งซะ นั่นคือสิ่งที่หฤโหดที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ประชุมจักรวาล แต่หากบอกว่าเป็นแผนการของตระกูลดาราก็แทบไม่แปลกเลย เพราะตระกูลนี้หวังครองอำนาจมาตลอดอยู่แล้ว ส่วนตระกูลจันทราก็คงหวังส่วนแบ่งจึงเข้าเป็นพันธมิตร

“เพทาย...” เพชรเอ่ยเรียกพี่ชายต่างแม่ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่เขากลับส่ายหน้าและมองมาทางเธอด้วยแววตานิ่ง

“สายไปแล้วเพชร พี่ถอยไม่ได้แล้ว” พี่ชายคนโตพูดดังนั้นก่อนที่ผู้นำตระกูลจันทราและดาราจะสั่งไพร่พลเข้าปะทะกับช้างเผือกของตระกูลเมฆา โดยที่ผู้นำทั้งสองปล่อยให้เพทายเข้ามาแล้วตนเองจึงเดินออกไปเพื่อรอผลลัพธ์ภายหลัง

“เพชร” เสียงของนายใหญ่พิภพผู้เป็นพ่อบอกกับลูกสาวที่ยืนถือขวานอยู่ข้างกาย เขาให้เพทายและเพชรฝึกใช้ขวานมากกว่ามีดเพื่อให้คุ้นชินกับน้ำหนักของง้าววาริธ เพราะในอนาคตพวกเขาสักคนต้องรับช่วงต่อ “ถ้าเกิดอะไรขึ้น พระเพลิงจะเป็นคนเดียวที่ลูกจะไว้ใจได้ เขาจะเป็นคนเดียวที่พาลูกไปหาง้าววาริธได้”

“...”

“อย่ากลัวที่จะอยู่คนเดียว พ่อรู้ว่าลูกจะเข้มแข็ง” นายใหญ่พิภพพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปรับมือกับพวกช้างเผือกที่ประจันหน้าเข้ามาจากทุกทิศทาง ไม่ต่างจากเพชรรัตน์ที่กำขวานฟาดฟันอย่างฉับไวมากกว่าลูกกระสุนของฝั่งตรงข้ามเสียอีก เธออยู่ท่ามกลางสนามรบด้วยใจกังวลแต่เธอก็แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับคนนับร้อยที่บุกมาได้

เพทายเองก็พยายามสู้เพื่อประชิดเข้ามาให้ถึงตัวของพ่อ หากผู้นำเมฆาตายก็เหมือนปิดงานทุกอย่าง แน่นอนว่าโอกาสชนะของตระกูลเมฆามีน้อยมากจากจำนวนคนที่น้อยกว่าหลายเท่า อีกทั้งเพทายยังรู้วิธีต่อสู้ของเมฆาเป็นอย่างดีและเขาน่าจะบอกจุดนี้ให้ศัตรูรู้ไปหมดแล้ว

ตระกูลเมฆาและจันทราถนัดการสู้แบบระยะประชิดเพราะพวกเขาว่องไวและถนัดใช้แรงกับอาวุธที่หนักอย่างง้าว ดาบ มีดและโซ่ แตกต่างจากตระกูลดาราและสุริยันที่ถนัดสู้ระยะไกลด้วยปืนหรือธนู แต่โชคดีที่เพชรถนัดทั้งสองอย่างเพราะเธอถูกฝึกมาอย่างหนักจากแม่ของเธอก่อนที่แม่จะไปอยู่ตระกูลดารา

ฉัวะ! ปัง!

เสียงต่อสู้ดังสนั่นทั่วบริเวณ เพชรพยายามฝ่าฝูงชนพวกช้างเผือกเพื่อเข้าไปช่วยพ่อแต่เธอก็ต้องรับมือกับคมดาบและกระสุนที่พุ่งมาทางเธอไม่ยั้ง ขาเรียวฟาดเข้าก้านคอคู่ต่อสู้อย่างแม่นยำพร้อมกับใช้ขวานฟันพวกที่เข้ามาภายในพริบตา ก่อนที่เธอจะวิ่งไปทางนายใหญ่พิภพที่กำลังจะถูกเพทายพุ่งเข้าหา

ฉึก!

ขวานในมือของเพทายฟันลงกลางอกผู้เป็นพ่อในช่วงที่นายใหญ่พิภพเสียหลัก เพชรตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้าและแทบไม่เชื่อสายตาว่าเพทายจะกล้าฆ่าพ่อของตัวเองลง ทั้งที่เขาเองก็รู้ว่าพ่อรู้สึกผิดต่อเขาเสมอ

ไม่จริง...

เพชรแทบเสียสติเมื่อเห็นร่างของพ่อล้มลงกับพื้นพร้อมง้าววาริธในมือ เธอรู้ดีว่าพ่อไม่มีทางทำร้ายเพทายได้จึงไม่กล้าทำร้ายเขา แต่เพทายกลับสังหารพ่อของตัวเองด้วยความโกรธแค้นและกระหายอำนาจ ทั้งที่พ่อชนะศัตรูภายนอกเสมอแต่กลับต้องมาตายด้วยน้ำมือของคนในครอบครัวตัวเอง เพชรไม่สามารถรับกับความรู้สึกเลวร้ายนี้ได้จริงๆ

หญิงสาวยืนนิ่ง มือบางกำด้ามขวานสั่นเทา มันเกินกว่าที่เด็กสาวอายุ 15 จะรับไหว เธอยังเด็กเกินไปสำหรับการสูญเสียและการทรยศอันเลวร้าย ความเจ็บปวดถาโถมเข้ามาจุกอกจนเธอทำอะไรไม่ถูกแม้กระทั่งการร้องไห้ยังทำไม่ได้

“พะ พ่อคะ...” เธอเอ่ยเสียงสั่น

เพชรจ้องไปยังเพทายที่หลั่งน้ำตาออกมา แม้เขาจะเกลียดพ่อแต่ความรักและความเสียใจมันยังคงตอกย้ำถึงความผิดของเขาอยู่ แต่นั่นมันไม่สามารถหยุดเขาได้ 

ร่างสูงจึงเดินไปทางง้าววาริธที่ตกอยู่แต่ถูกเพชรขัดขวางด้วยกันฟันที่แขนจนเลือดไหลเป็นทาง พี่ชายมองน้องสาวที่แววตาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธและทรมาน ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มฟาดฟันกันเอง ในขณะที่พวกของตระกูลเมฆาเริ่มล้มตายจนแทบไม่เหลือ

ตอนนี้เพชรไม่มีสติหรือความเมตตาใดให้กับคนตรงหน้าอีกแล้ว เธอเหมือนถูกปีศาจในใจครอบงำให้ล้างแค้นเพียงเท่านั้น ก่อนที่เธอจะสู้กับพี่ชายของตัวเอง 

ศึกของพี่น้องที่หวังเอาชีวิตกันเองอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ที่ใกล้จบลงไปพร้อมกับตระกูลเมฆาที่ล่มสลาย แม้ว่าตระกูลเมฆาจะมีพระเพลิงแต่ในฐานะปีศาจแล้ว พระเพลิงทำไม่มีหน้าที่ช่วยต่อสู้ เขามีหน้าที่ทำตามสนธิสัญญาและทำตามคำขอของผู้นำตระกูลเมฆาเท่านั้น

“พอได้แล้วเพชร แกสู้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว” เพทายพูดพร้อมใช้ปลายขวานชี้มาทางน้องสาวที่เสียหลักล้มลงไปนอนตรงพื้นพร้อมบาดแผล เพชรหอบหายใจพลางมองสายตาของพี่ชายที่ตัดสินใจจะจบชีวิตของเธอพร้อมเงื้อขวานขึ้น แต่เพชรไวกว่าจึงรีบคว้าง้าววาริธที่ตกข้างกายขึ้นมาแทงเข้าที่กลางลำตัวของเพทาย

ฉึก!

“แฮ่ก...แฮ่ก” หญิงสาวหอบหายใจอย่างยากลำบากเมื่อมองพี่ชายที่เธอปลิดชีพลงไป มือเรียวสั่นพร้อมกำง้าววาริธในมือแน่น ก่อนที่ร่างของเพทายจะล้มลงพร้อมกับลมหายใจที่สิ้นไป

เธอฆ่าเพทาย...

เพชรค่อยๆ ลุกขึ้นจากพื้นด้วยความสับสนในใจ เธอดึงง้าววาริธออกมาจากร่างของพี่ชายด้วยสติเลื่อนลอยก่อนจะฟาดฟันทุกคนที่เข้ามาหาเธอ เหมือนดั่งเครื่องจักรสังหารที่ไร้จิตใจ เธอปลิดชีพทุกคนที่พุ่งตรงเข้ามาจนหมดสิ้นอย่างไม่สนว่ามันจะเป็นใคร จนในที่สุดก็เหลือเพียงเธอคนเดียวที่รอดชีวิตจากสมรภูมิรบครั้งนี้

เด็กสาวยืนนิ่งท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาชำระกลิ่นคาวเลือด เพชรยืนตากฝนอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมงด้วยความรู้สึกว่างเปล่าจากการสูญเสีย เธอยืนถือง้าววาริธที่ทุกคนต้องการอย่างเดียวดายโดยไม่สนใจเสียงฟ้าร้อง เป็นดั่งรูปปั้นที่ไม่แม้แต่จะกรีดร้องหรือระบายความรู้สึกได้ออกมา

เป็นช่วงเวลานานที่เพชรยืนคนเดียวท่ามกลางศพนับร้อยที่นอนเกลื่อน ก่อนที่ร่างสูงของพระเพลิงจะย่างกรายเข้ามาหาเธอพร้อมกับร่มหนึ่งคัน แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่สามารถออกจากภวังค์ในใจได้

ก่อนนี้เด็กสาวไม่ค่อยพบเจอพระเพลิงเลยเพราะเขาไม่ยุ่งกับเรื่องในองค์กรนอกเหนือจากคอยทำสนธิสัญญาปีศาจ เขาเป็นดั่งคนไกลตัวที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรนัก แต่พ่อกลับไว้ใจเขาเสมอและทำเหมือนเขาเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ทั้งยังบอกให้เธอไว้ใจเขาได้เพียงคนเดียวอีกต่างหาก

“พ่อเธอนัดฉันเวลานี้ แต่เหมือนว่าฉันจะมาช้าไปหรือเปล่า” พระเพลิงพูดพลางถอนหายใจพร้อมมองไปยังร่างไร้วิญญาณของพิภพและเพทาย เขาไม่สามารถช่วยอะไรคนเหล่านี้ได้หากไม่ใช่คำร้องขอจากผู้นำตระกูล และพิภพก็แทบไม่เคยร้องขอให้เขาช่วยเหลือสิ่งใดเลยนอกจากปกป้องเพชรและเพทาย

แต่เป็นเพราะเพทายตัดสินใจทรยศ พิภพจึงห่วงเพชรมากเป็นพิเศษ ครั้งสุดท้ายที่คุยกันเหมือนพิภพจะเตรียมใจไว้แล้วว่าตนต้องตาย จึงทำเพียงฝากฝังเพชรเอาไว้หากเธอต้องหนีจากเพทาย ซึ่งพิภพคงไม่คิดแน่ว่าเพทายต้องมาจบชีวิตที่นี่เช่นกัน กลายเป็นว่าตระกูลเมฆาตอนนี้เหลือเพียงเด็กสาวอย่างเพชรเพียงคนเดียว

ร่างปีศาจของพระเพลิงนั้นมีจิตวิญญาณที่ถูกผลัดเปลี่ยนกันมาหลายชั่วคน หากมีตัวตายตัวแทนก็จะมีคนใหม่มาทำหน้าที่แทนพระเพลิงคนเก่า แต่ถึงอย่างนั้นปีศาจพระเพลิงทุกคนก็อยู่ในที่ประชุมจักรวาลมาก่อนทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะหาตัวแทนได้ตอนไหนจึงจะเป็นอิสระจากหน้าที่นี้ หน้าที่ที่มีอำนาจจากแรงแค้นที่ไหลเวียนในที่ประชุมจักรวาล

หมับ!

“ฮึก...ฮือ” เพชรโถมเข้ากอดร่างพระเพลิงเอาไว้พร้อมกับร้องไห้ออกมาสุดเสียงอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เธอเป็นพวกเก็บความรู้สึกมาเสมอถึงแม้จะอึดอัดมากแค่ไหนก็ไม่เคยแสดงให้ใครรับรู้ แต่ครั้งนี้มันหนักสำหรับเธอมากเหลือเกินจนกลั้นน้ำตาและความเสียใจเอาไว้ไม่ไหว

“ร้องไห้เป็นสักทีนะ ระบายมันออกมาเถอะ” พระเพลิงพูดพร้อมกระชับอ้อมแขนแล้วลูบหัวเด็กสาวเบาๆ เนื้อตัวของเธอสั่น ทั้งเสียใจและหวาดกลัวในการกระทำของตัวเอง เธอสูญสิ้นทุกอย่างและไร้หนทางจะไป

เพชรรักครอบครัวของเธอมาก เธอเติบโตมาในบ้านตระกูลเมฆาและเสียแม่ไปอย่างใจร้าย เด็กสาวพยายามรักษาครอบครัวของตัวเองเอาไว้แม้จะมีกำลังน้อยนิด บ้านหลังนี้เป็นเหมือนทุกอย่างของเธอ แต่ในวันนี้มันสูญสลายไปแล้ว

แต่จุดจบครั้งนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น...

 

 

วันต่อมา

“มั่นใจหรือว่าจะให้เธอมาอยู่ที่นี่?” ผู้นำตระกูลโลกานามว่าไกรเอ่ยถามพระเพลิงที่นั่งเล่นหมากรุกอยู่ฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มในชุดสูทสีแดงคีบบุหรี่ออกจากปากพร้อมปล่อยควันออกมาอย่างเชื่องช้าพลางมองไปยังน้ำเพชรที่ยืนกลางวงล้อมของพวกช้างเผือกตระกูลโลกา

“ตามสนธิสัญญาไง คุณยังติดหนี้ผมอยู่นะคุณไกร” พระเพลิงเอ่ยพลางลอบยิ้ม

“ยังไงซะก็คงไม่มีใครฆ่าเธอหรอก เธอเป็นสายเลือดตระกูลเมฆาคนสุดท้ายนี่นา” ไกรพูดพร้อมยกกาแฟขึ้นจิบแล้วทอดมองเด็กสาวที่ยืนนิ่งโดยถือเพียงขวานเล่มเดียวในมือ

การเข้าร่วมกับตระกูลอื่นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ใครคาดคิด เพชรจะต้องผ่านด่านการต่อสู้กับช้างเผือกของตระกูลโลกาและทายาทคนปัจจุบันอย่างการันต์ไปเสียก่อน แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยพบกันตามงานเลี้ยงเพราะเพชรเป็นลูกนอกสมรสจึงไม่ถูกพูดถึงนัก แต่หากเป็นเรื่องประลองความสามารถแล้ว การันต์อาจจะได้รู้จักเธอมากขึ้นแน่

โอกาสที่เพชรจะชนะนั้นน้อยนิดเพราะจำนวนที่น้อยกว่า ในขณะที่เธอมีขวานเล่มเดียวแต่คนอื่นมีทั้งปืนและมีด แต่หากเธอผ่านด่านนี้ไปได้ เธอจะถือว่าเป็นคนของตระกูลโลกาและเปรียบดั่งพี่น้องของการันต์เลยก็ว่าได้ อยู่ในฐานะของลูกหลานบุญธรรมของไกร ไม่ได้เป็นเพียงชนชั้นช้างเผือกทั่วไป

พระเพลิงรู้ว่าเพชรไม่ใช่คนที่วิ่งหนีเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง เด็กสาวยืนยันที่จะประลองเพื่อเข้าร่วมแทนการแต่งงานหรือวิธีอื่นที่ง่ายกว่า เธอไม่มีความคิดที่จะหนีเพราะหากเธอไปอยู่ตระกูลอื่นอย่างตระกูลดาราหรือจันทรา เธอก็คงเป็นเพียงแค่ทาสรับใช้ ซ้ำยังต้องมองหน้าพวกที่ทำลายครอบครัวของเธออีก การร่วมกับตระกูลโลกาจึงดีกว่ามาก

“คุณประเมินเธอต่ำไปนะ ระดับเพชรถ้าให้ไปอยู่ในตมของตระกูลอื่นก็เสียของหมด” พระเพลิงพูดก่อนจะเคลื่อนหมากแล้วจ้องไปที่เพชรซึ่งอยู่ด้านนอกบ้าน “คุณไม่มีลูกสาวหรือหลานสาวด้วยนี่ เกิดต้องมีพันธมิตรแล้วจะลำบากนะ”

“โฆษณากันซะขนาดนี้ผมคงปฏิเสธอะไรไม่ได้หรอก แต่เธอก็ต้องพิสูจน์ว่าเธอเหมาะสมจริงๆ” นายใหญ่ไกรพูดพร้อมกับลุกขึ้นแล้วเดินออกไปนอกบ้านพร้อมพระเพลิงที่เดินตามไป เพชรมองมายังทั้งคู่ซึ่งพระเพลิงก็พยักหน้าเป็นเชิงบอกสัญญาณ ก่อนที่ไกรจะเรียกหลานชายของตน “การันต์ รอบนี้เราไม่ใช้ปืนและเธอจะไม่ใช้ขวาน”

“...” เพชรเงยหน้าขึ้นมองไกรและการันต์อย่างรู้ในใจว่าเธอจะต้องทิ้งอาวุธลงเพื่อแลกกับการลดการใช้ปืนของอีกฝั่ง แม้จะไม่ยุติธรรมต่อเธอทั้งจำนวนคนและอาวุธ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเอาชนะไม่ได้ ตราบใดที่เธอยังแย่งอาวุธอื่นสู้ได้

“อย่าให้ตระกูลเราขายหน้า เริ่มเลย!”

สิ้นสุดเสียงคำสั่งนั้น ช้างเผือกของตระกูลโลกาก็กรูกันเข้าหาเพชรขณะที่การันต์ถอยออกไปก่อนเพื่อรอเป็นด่านสุดท้าย เพชรไม่รีรอกระโดดเข้าเตะยอดหน้าพร้อมใช้สองมือจัดการกับพวกตรงหน้า เมื่อมีจังหวะแย่งอาวุธมาได้เธอก็รีบคว้ามีดมาช่วยทันที ซึ่งการต่อสู้ของเพชรก็อยู่ในสายตาของไกร การันต์และพระเพลิง

ความสามารถของเพชรไม่ธรรมดาอย่างที่พระเพลิงบอกจริงๆ ไกรรู้สึกได้ว่าเด็กสาวคนนี้เป็นเพชรที่ควรส่องสว่างและอาจเป็นเพชรที่ทรงอำนาจมากในอนาคต แม้คนที่รู้จักเธอในฐานะทายาทตระกูลเมฆาจะมีไม่มากแต่เธอกลับถูกยกให้เป็นทายาทคนต่อไป ไม่แปลกใจเลยที่นายใหญ่พิภพเลือกเธอแทนเพทาย

ไม่ทันได้หายใจ เพชรก็ฝ่าวงล้อมเข้ามาประชันฝีมือกับการันต์ผู้ซึ่งเป็นทายาทและพร้อมจะรับโล่โลกันต์เป็นคนต่อไป เขาจดจ้องเธออย่างไม่เชื่อสายตาว่าเด็กสาวตัวแค่นี้จะสามารถสู้กับคนเป็นสิบและเข้ามาถึงตัวเขาได้ สายตาเย็นชาของเธอนั้นทำให้ผู้มองเสียวสันหลัง แต่ก็ช่างดึงดูดให้เขาตกหลุมพรางต่อความรู้สึกหลงใหลได้เช่นกัน

ฟึ่บ!

เพชรใช้มีดในมือฟันไปทางการันต์แต่เขาหลบทัน ทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร การันต์ไม่ถนัดการต่อสู้ระยะประชิดมากนักแต่เขาก็ทำมันได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เพชรเสียสมดุลนักเพราะเธอรวดเร็วและเด็ดขาดมากพอที่จะพุ่งเข้าไปหาการันต์จนสามารถปิดงานด้วยการจ่อมีดที่ลำคอของเขาได้

“ยินดีต้อนรับสู่ตระกูลโลกา เพชรรัตน์”

 

 

พ.ศ.2537

ยามราตรีที่แสงสีสาดส่อง ความเมามายของผู้คนในผับขับกล่อมด้วยเสียงเพลงกึกก้องและฤทธิ์แอลกอฮอล์ ค่ำคืนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกและปลดปล่อยของหนุ่มสาว ซึ่งสถานบันเทิงแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและไม่ห่างไกลจากหอพักของเพชรมากนัก จึงเป็นเรื่องปกติที่เธอจะมาสังสรรค์กับเหล่าเพื่อนฝูง

เป็นเวลากว่าห้าปีที่เธออยู่กับตระกูลโลกาและเป็นเวลาห้าปีที่ง้าววาริธถูกซ่อนในที่ที่ปลอดภัย แม้ตระกูลดารากับตระกูลจันทราจะหัวเสียกับการหายไปของง้าววาริธมากแค่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหามันเจอตราบใดที่เพชรและพระเพลิงไม่ปริปาก

อีกทั้งทุกคนเข้าใจว่าทายาทที่แท้จริงคือเพทาย เพชรจึงกลายเป็นเพียงเศษส่วนที่ไม่สำคัญนัก เพราะหากไม่ได้ส่งมอบอาวุธให้ทายาทด้วยเลือดของผู้ครอบครองคนก่อน ทายาทก็ไม่สามารถใช้อาวุธได้

นั่นคือสาเหตุที่เพชรไม่ถูกเป็นที่พุ่งเป้ามากนัก ผู้นำตระกูลโลกาไม่ได้ให้เธอแย่งหน้าที่ทายาทคนสำคัญเท่าไหร่ แม้เธอจะถูกจับตามองว่าเป็นคนเก่งคนหนึ่งก็ตาม เหมือนว่าไกรจะเตรียมมอบอาวุธให้การันต์อย่างเต็มตัวและใช้เพชรเป็นดั่งเครื่องบรรณาการระหว่างตระกูลโลกาและตระกูลสุริยัน เพราะเขาจะคลุมถุงชนให้เพชรแต่งงานกับทายาทตระกูลนั้น

เพชรไม่ได้สนใจการแต่งงานเท่าไหร่นัก แต่ก็รู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่ เธอเพียงคิดว่าจะใช้ชีวิตในแบบที่ผู้นำตระกูลโลกาต้องการเพื่อตอบแทนที่เขารับเลี้ยงเธอไว้เหมือนหลานคนหนึ่ง แต่หลังจากนั้นเธอก็จะแยกธุรกิจออกมาจากตระกูลสุริยันของสามีในอนาคตเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง และจะคอยช่วยตระกูลสุริยันบ้างตามที่เขาต้องการ

เธอไม่เคยพบเจอกับทายาทของตระกูลสุริยันมาก่อน ซึ่งเขาเองก็คงไม่เคยพบเธอเช่นกัน ทายาทตระกูลนั้นค่อนข้างเก็บตัวและไม่ค่อยเจอตามงานสังคม ขณะเดียวกันเพชรก็ไม่ค่อยมีหน้าตาในสังคมชั้นสูงเช่นกัน คงมีแค่การันต์ที่รู้จักเธอเพราะอยู่ตระกูลเดียวกันแล้ว ราตรีและรสรินที่เคยรู้จักกันในวัยเด็กเท่านั้นที่จะรู้จักเพชร

“ดูเหมือนว่าเพลงจะไม่ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นเลยนะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นจากชายหนุ่มแปลกหน้าที่เดินมานั่งข้างเพชร เขามองเธอพร้อมสั่งเครื่องดื่ม เหมือนกับว่าเขาจะนิ่งเพราะเบื่อโลกไม่ก็แค่ขี้เก๊กเท่านั้น “ผมเป็นผู้รับฟังที่ดีนะ”

“แล้วก็คงเป็นคนสอดรู้สอดเห็นด้วย”

“ปากร้ายแบบนี้ผมไม่เจ็บหรอก ผมหน้าด้านกว่าที่คุณคิดเยอะ” เขาพูดเหมือนภูมิใจแต่ก็ทำให้เพชรเผลอหัวเราะออกมาด้วยท่าทางนิ่งของเขาแต่กลับตลกหน้าตายเสียได้ ทั้งที่ภายนอกดูจะเป็นคนสุขุมแท้ๆ เมื่อเขาเห็นเธอยิ้มดังนั้นจึงยื่นมือมาทางเธอแล้วแนะนำตัวเอง “ผมธีร์  ยินดีที่ได้รู้จัก”

“เพชรค่ะ” เธอพูดพร้อมกับยื่นมือไปจับเขาเพียงเล็กน้อย

“ผมยังไม่ทันหยอดมุขเลย ยิ้มไปก่อนแล้วหรือคุณ?”

“ฉันแค่ขำคนที่ภูมิใจอะไรแปลกๆ ต่างหาก” เพชรตอบกลับพร้อมยกเครื่องดื่มขึ้นมาดื่มแล้วจุดซิก้าร์มวนใหญ่ขึ้นสูบ พร้อมมองไปที่ธีร์แล้วจึงยื่นซิก้าร์ให้ “สักมวนไหมคะ?”

“ผมไม่ค่อยชอบควันน่ะ ตามสบายเถอะ” เขาบอกเพียงเท่านั้นทำให้เพชรเก็บซิก้าร์เข้ากล่องดังเดิม ธีร์ลอบมองร่างบางที่สูบซิก้าร์พร้อมหันไปอีกทางเพื่อไม่ให้ควันมาใกล้เขา ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นความใจดีอย่างหนึ่งของเพชร

ธีร์ยกแก้วขึ้นดื่มโดยที่เขาแทบจะไม่ละสายตาไปจากหญิงสาวข้างกายเลยสักนิด ไม่ใช่ทุกครั้งที่เขาจะเดินมาทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าในผับ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเพชรนั้นดึงดูดสายตาแทบทุกคู่ ซึ่งน้อยคนนักจะกล้าเดินเข้ามาด้วยความนิ่งและดูเย็นชาของเธอ

ชายหนุ่มนึกไปถึงเมื่อหลายปีก่อน ช่วงเวลาที่เขายังอยู่ในวัยมัธยมต้น เวลาหลังเลิกเรียนในวันที่ฝนตกหนักทำให้เขาวิ่งเข้าไปหลบฝนใต้หลังคาของป้ายรถเมล์หลังจากเพิ่งเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์ ซึ่งโรงภาพยนตร์นั้นก็อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนหนึ่งในย่านนั้นพอดี แต่เวลาช่วงนั้นทำให้คนที่มารอรถเมล์มีเพียงเด็กสาวในชุดนักเรียนคนเดียว

เธอยืนรอฝนหยุดเพียงลำพังและบ่นกับช่วงเวลาฝนตกจนทำให้เขาแอบขำ ในช่วงชีวิตวัยรุ่นครั้งนั้นคงเป็นไม่กี่ครั้งที่ธีร์นึกถึง เขายืนหลบฝนและลอบมองเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันคนนั้นนานมาก 

เหมือนดั่งเวลาหยุดหมุนจนฝนหยุดตกไป ใบหน้าของเธอที่ยิ้มออกมาหลังเงยหน้าขึ้นมองฟ้าหลังฝนนั้นยังตราตรึงในใจของเขาเสมอ เพียงแต่วันนั้นเขาไม่มีความกล้าพอที่จะเข้าไปทักหรือทำความรู้จักกับเธอ

คนที่เคยรู้จักกัน ก็ต้องวนกลับมาเจอกัน ช่างแสนโชคดีที่คนเคยพบหน้าเองก็ถูกโชคชะตานำพากลับมาพบเช่นเดียวกัน เพชรคือเด็กผู้หญิงคนนั้นที่เขาตกหลุมรักทั้งที่ยังไม่รู้จักเมื่อหลายปีก่อน เวลายาวนานเหลือเกินกว่าที่เขาจะได้พบเธออีกครั้ง 

เพียงแต่ในตอนนี้เธอเติบโตและดูแตกต่างออกไปจากวันนั้น ดวงตาเย็นชาของเธอทำให้เขาไม่มั่นใจว่าจะได้เห็นรอยยิ้มของเธออีกสักครั้งหรือไม่ แต่เขาก็กล้าพอที่จะทำให้เธอหัวเราะได้ในเวลาไม่นาน

ไม่ว่าจะในตอนนั้นหรือตอนนี้ เขาก็ตกหลุมรักเธออีกครั้ง

“คุณเคยใช้ชีวิตมีความสุขแบบที่ใจคุณต้องการไหม?” เธอเอ่ยถามเขาพร้อมหันมา

“ถามแบบนั้นเหมือนว่าคุณไม่ค่อยมีความสุขเลยนะ”

“ฉันแค่เบื่อกับการที่จะต้องใช้ชีวิตตามความต้องการของคนอื่นน่ะ ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าตัวตนที่แท้จริงของฉันเป็นยังไง อะไรคือความสุขของฉันกันแน่ ฉันไม่รู้เลยเพราะฉันไม่เคยรู้สึกถึงมันเลยสักครั้ง”

“...”

“เกิดมาก็มีหน้าที่ มีสิ่งที่ควรจะเป็นตีกรอบเอาไว้ พอวันนี้ก็ต้องทำตามหน้าที่ทั้งที่ไม่เต็มใจ พอมาคิดดูแล้วเหมือนว่าฉันยังไม่เคยใช้ชีวิตของตัวเองจริงๆ เลยสักที แล้วมันก็คงน่าเสียดายถ้าฉันต้องใช้ชีวิตแบบนี้จนตาย”

“...”

“ฉันฟังคำพูดชื่นชมมากมายจนเบื่อแล้ว ฉันไม่ได้อยากเก่ง แต่ฉันแค่กลัวว่าถ้าตัวเองไม่มีประโยชน์อะไรแล้วจะอยู่ต่อไม่ได้ก็เท่านั้น” เธอพูดพลางลอบถอนหายใจแล้วนึกว่าตัวเองคงบ้าที่มัวแต่พูดเพ้อเจ้อให้อีกฝ่ายฟัง

“...”

“ความจริงแล้วฉันก็อยากพักและตามหาตัวเองดูบ้าง มันคงดีถ้าในชีวิตได้มีความทรงจำดีๆ แบบที่ต้องการ อย่างน้อยความทรงจำนั้นก็ยังทำให้ฉันรู้สึกดีในวันที่ต้องคอยทำหน้าที่บางอย่าง”

ร่างสูงฟังสิ่งที่เธอระบายออกมาจากใจด้วยท่าทางที่ไม่ใส่ใจเขามากนัก เหมือนกับว่าเธอพูดทุกอย่างให้คนที่ไม่รู้จักรับฟังแล้วหลังจากนั้นเธอก็จะลืมเขาไปและกลับไปใช้ชีวิตแสนอึดอัดของตัวเองดังเดิม แม้เขาจะไม่รู้ว่าเธอพบเจอสิ่งใดมาแต่เขาก็รู้สึกได้ว่าเธอเป็นเพียงคนๆ หนึ่งที่อยากมีอิสระก็เท่านั้น

สายตาของธีร์อ่อนลงพร้อมกับส่งมือหนาไปลูบหัวเธอเบาๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว เพชรนิ่งไปก่อนที่เธอจะปัดมือของเขาออกแล้วมองเขาตาขวางพร้อมขมวดคิ้วแน่น ทำให้เขายิ้มบางให้เธอและเข้าใจว่าเธอคงไม่ไว้ใจให้ใครสัมผัสตัวนัก

“แม่ผมชอบลูบหัวแบบนี้เวลาปลอบใจน่ะ มันอาจทำให้คุณสงบลงได้นะ”

“ก็ดูเป็นลูกแหง่ดี”

“บอกแล้วไงว่าผมไม่เจ็บหรอกเวลาคุณปากร้าย” ธีร์พูดพร้อมเหยียดยิ้มแล้วยกแก้วเหล้าตรงหน้าขึ้นดื่มก่อนจะวางแก้วลงแล้วลุกขึ้นพร้อมกับผายมือมาทางเธอ “ที่นี่คงไม่มีเพลงให้เต้นรำนะ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงเต้นจังหวะสนุกได้หรือเปล่า”

เพชรมองไปยังมือหนาของคนตรงหน้า ก่อนที่จะเผลอยิ้มออกมา แม้ว่าเธอจะไม่รู้จักชายแปลกหน้าคนนี้เลยแต่เขากลับทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอตอบคำชวนของเขาและเดินไปเต้นกลางโฟล์วของร้าน ทั้งสองปลดปล่อยเสียงหัวเราะออกมาหลังลองเต้นท่าแปลกๆ โดยไม่มีใครห้ามกัน

เหมือนกับหนุ่มสาวได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พวกเขาทิ้งความเครียดในหัวแล้วเคลิ้มไปเสียงดนตรีพร้อมกับพูดคุยกันอย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน 

ทั้งที่ได้พบกันในช่วงเวลาสั้นๆ แต่พวกเขากลับชอบช่วงเวลานี้มากกว่าช่วงเวลาทั้งชีวิตของตัวเองเสียอีก การที่มีคนร่วมหัวเราะและรับฟังคำพูดในใจโดยที่ไม่เศร้าแต่กลับหาทางปลดปล่อยความรู้สึกแย่นั้นแล้วอยู่ข้างกันโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะยังดูดีหรือไม่

ถ้าได้เจอคนแบบนี้ทุกวันก็คงจะดี

 

 

และคนที่เคยรู้จักกัน ก็ต้องวนกลับมาเจอกันจริงๆ

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน หลังจากที่เพชรและธีร์แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตัวเอง อีกทั้งเพชรยังไม่สะดวกที่จะให้ช่องทางติดต่อใดกับคนแปลกหน้า แม้จะรู้สึกดีต่อกันมากแค่ไหน เพราะเธอรู้ดีว่าอย่างไรเธอก็ต้องแต่งงานกับทายาทของตระกูลสุริยันอยู่ดี และก็ช่างบังเอิญเสียจริง

ทายาทคนนั้นคือธีร์

ชายหนุ่มยืนมองเพชรที่สีเชลโล่ภายในงานของตระกูลโลกา หญิงสาวสวมชุดราตรีสีขาวปักด้วยลูกไม้สีแดงและทอง ราวกับเทพธิดาเล่นเครื่องสายบนสรวงสวรรค์ ธีร์ไม่อาจละสายตาจากเธอได้เลยแม้เพียงเสี้ยววินาที ขณะที่เธอจดจ่ออยู่กับเชลโล่ในอ้อมแขน

หญิงสาวจับคันชักสีเชลโล่ตัวใหญ่สีไม้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วมองมายังธีร์จนทั้งคู่สบตากัน เพชรดูตกใจเล็กน้อยที่เจอเขาแต่ก็ไม่แสดงอาการอะไร เธอเพียงยิ้มบางที่มุมปากขณะที่ธีร์ยกแก้วขึ้นแทนการทักทายแล้วจึงจิบมัน เพชรลอบยิ้มเพียงลำพังแม้จะไม่รู้ว่าธีร์เป็นใคร เพราะงานนี้มีทั้งคนนอกและคนในที่ประชุมจักรวาลปะปนไปหมด

นอกจากการยิงปืนและฝึกงานของตระกูลสุริยัน ธีร์ยังชอบใช้เวลาว่างไปกับงานอดิเรกเชิงศิลป์อย่างการเล่นเปียโนและวาดรูป ซึ่งช่วงเวลาที่เขาตกอยู่ในภวังค์ของเสียงเชลโล่ที่มาจากเพชรรัตน์ทำให้เขาตราตรึงมันไว้ในความทรงจำและหวังว่าจะได้วาดภาพนี้ให้กับเธอสักวัน

เป็นอีกครั้งแล้วที่เขาบังเอิญเจอเพชร และเป็นอีกครั้งที่เขาตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น ครั้งแรกคือตอนที่เขายังเด็กเกินกว่าจะทักทายในวันฝนตก ครั้งที่สองคือเมื่อเดือนก่อนที่ทั้งคู่ใช้เวลาแทบทั้งคืนเพื่อทำความรู้จักแต่ไม่คิดสานสัมพันธ์ต่อ จนครั้งนี้ที่พวกเขาเจอกันอีกครั้งและลอบมองกันจากที่ไกลๆ

อีกฟากเป็นพระเพลิงที่ยืนจิบไวน์พร้อมมองทั้งคู่ที่สบตากัน ปีศาจหนุ่มในชุดสูทแดงรับรู้ทันทีว่าโชคชะตาได้พาพวกเขามาพบกันอย่างเหมาะสม ซึ่งภาพจากสายตาบุคคลที่สามอย่างเขาก็ช่างงดงามจนอดถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้

เพชรบรรเลงบทเพลงจนจบโดยที่ธีร์คอยมองเธออยู่ตลอด หญิงสาวเดินลงมาจากเวทีเล็กๆ แล้วเดินมาทางเขาที่ยืนเพียงลำพัง จำได้ว่าคืนนั้นพวกเขาสนุกกันมากและได้ปลดปล่อยอารมณ์อย่างคนหนุ่มสาว แต่วันนี้คนตรงหน้าเธอกลับดูสุขุมและภูมิฐานเสียจนน่าเกรงใจ ไม่ต่างจากเธอที่วางตัวไม่ต่างจากชนชั้นสูง

“นักดนตรีเปิดหมวกเดี๋ยวนี้แต่งตัวสวยดีนะ” ธีร์เอ่ยแซว

“เด็กเสิร์ฟก็ใส่สูทดูดีเหมือนกันนี่” เพชรสวนกลับอย่างไม่มีใครยอมใคร ก่อนที่พวกเขาจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน เหมือนกับว่าได้หลุดออกมาจากงานเลี้ยงน่าเบื่อชั่วครู่ “บังเอิญจังที่เจอคุณที่นี่”

“สำหรับผมแล้วมันเป็นความบังเอิญที่ดีนะ” ธีร์พูดพร้อมยิ้มบาง ก่อนที่ผู้นำตระกูลสุริยันหรือพ่อของธีร์จะเดินเข้ามาทักทายทั้งคู่ ซึ่งเพชรก็จำได้ดีว่าพ่อของธีร์เป็นใคร เมื่อธีร์เห็นพ่อเดินเข้ามาจึงถือโอกาสแนะนำ “ผมแนะนำเลยแล้วกัน นี่พ่อของผม พ่อครับ นี่คุณเพชร”

“สวัสดีค่ะ” เพชรยกมือไหว้ผู้ใหญ่ตรงหน้า พ่อของธีร์เคยเจอเธอก่อนหน้านี้จึงทำให้เขารู้ทันทีว่าเพชรเป็นเด็กสาวจากตระกูลโลกาที่เขาเคยคุยเรื่องหมั้นหมายไว้กับนายใหญ่ไกร ผู้นำของตระกูลนั้น

“รู้จักกันอยู่แล้วหรือ หนูเพชรกับเจ้าธีร์น่ะ”

“ทำไมหรือคะ?” เธอมองธีร์และพ่อของเขาด้วยความสงสัย

“เรื่องการแต่งงานไง”

“...”

“เราจะเป็นทองแผ่นเดียวกันนะ”

 

 

หลายเดือนต่อมา

เพชรเดินลงมาจากรถของธีร์พลางมองไปยังวิวทิวทัศน์ด้านหน้า วันนี้เป็นเหมือนทุกวันที่ธีร์กับเธอออกมาเดทกันตามประสาคนกำลังจะแต่งงานกันในอีกไม่ช้า เพียงแต่มันพิเศษกว่าทุกครั้งตรงที่วันนี้เขาพาเธอมาทะเลที่เขามากับครอบครัวประจำ หลังจากที่เธอเคยบ่นว่าไม่ค่อยได้ไปเที่ยวทะเลเลย

สองเท้าเหยียบลงบนผืนทรายทำให้เพชรถอดรองเท้าส้นสูงของตัวเองวางไว้ในรถและจึงเดินเท้าเปล่าแทน ธีร์มองตามเธอพลางยิ้มออกมาอย่างมีความสุขที่เห็นเธอประทับใจทะเลตรงหน้ามากกว่าที่เขาคาดไว้

“ให้ตายเถอะ นี่ล้อกันเล่นหรือเปล่าเนี่ย” เธอพูดพลางยิ้มกว้างออกมาอย่างที่ไม่เคยทำให้ใครเห็นมาก่อนนอกจากตอนที่อยู่กับเขา หลายคนเคยชินกับสีหน้าและท่าทางอันเย็นชาราวราชินีน้ำแข็งของเธอ แต่รอยยิ้มสดใสดั่งแสงอาทิตย์นั้นจะเผยออกมาในยามที่เธอมีความสุขเท่านั้น

นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ธีร์อยากทำให้เธอมีความสุขในทุกวันเพื่อจะได้มองรอยยิ้มงดงามนั้นบ่อยๆ เขาตกหลุมรักเธอมากขึ้นทุกวันไม่ต่างจากเธอที่แสดงความรักต่อเขามากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ความด้านชาของเธอนั้นถูกเติมเต็มด้วยความอบอุ่นของผู้ชายที่โชคชะตาส่งมาให้เป็นคู่ครอง แม้จะเป็นเรื่องับงเอิญแต่มันก็เป็นโชคดีที่สุดของเพชรในตอนนี้

“ถ้ารู้ว่าคุณชอบมากขนาดนี้ ผมคงต้องซื้อหาดเก็บไว้ซะแล้วแฮะ”

“ไม่เห็นจำเป็นเลย แค่พาฉันมาบ่อยๆ ก็พอแล้ว”

“คุณชอบไหม?”

“อื้ม” เธอพยักหน้าพร้อมส่งยิ้ม ก่อนที่ความเป็นเด็กร่างเริงที่ถูกซ่อนไว้ภายในใจจะผลักดันให้เธอกับเขาวิ่งไปเล่นน้ำทะเลกันให้ชุ่มฉ่ำ เสียงหัวเราะยามที่ทั้งคู่สาดน้ำหยอกล้อกันเหมือนกับว่าพวกเขาละทิ้งเรื่องงานไว้หมดสิ้น เหลือเพียงชีวิตแบบหนุ่มสาวธรรมดาที่กำลังมาเที่ยวกันอย่างมีความสุข “กรี๊ด! คุณ!”

เพชรส่งเสียงร้องลั่นเมื่อถูกร่างสูงอุ้มขึ้นพร้อมเดินลงไปในทะเลพร้อมกันจนเนื้อตัวเปียกโชก ไม่นานนักพวกเขาก็เดินมาลึกจนสามารถว่ายน้ำเล่นกันได้ เธอเป็นเหมือนเพชรที่ส่องประกายอย่างมีค่าสำหรับเขาไม่ต่างจากที่เขาเป็นบ้านอันปลอดภัยสำหรับเธอ

ไม่ว่าสายตาจากคนภายนอกจะมองว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงเพราะเรื่องธุรกิจ หรือมองว่าทั้งคู่เป็นดั่งเสือสองตัวที่น่าเกรงขามและอาจยากที่จะอยู่ในถ้ำเดียวกันได้ แต่สำหรับพวกเขาทั้งคู่นั้น พวกเขาอยากเป็นเพียงคนรักที่สร้างครอบครัวไปด้วยกันอย่างมีความสุขก็เท่านั้น

“เล่นกันเป็นเด็กไปได้ ฉันเกือบลืมไปแล้วนะว่าอาทิตย์หน้าคุณต้องเข้าประชุมใหญ่” เพชรที่ลอยคอบนผิวน้ำบ่นขึ้น

“นี่คุณ พักเรื่องงานซะบ้างเถอะ เราอุตส่าห์มีเวลาพักกันนะ” ร่างสูงเอ่ยพร้อมกับว่ายเข้ามาใกล้หญิงสาวจนใบหน้าพวกเขาใกล้กัน “ต่อไปหลังจากแต่งงาน คุณก็จะต้องไปประชุมกับผมทุกครั้งแล้วนะ”

“นั่นเป็นเรื่องดีหรือไง?”

“ไม่ดีเท่าไหร่ ผมแค่หาคนช่วยทำงานเฉยๆ” เขาพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ต่างจากเธอที่มักจะหลุดขำกับมุขแปลกๆ ฝืดๆ ของเขาเสมอ “เพชร”

“?”

“ถ้าในอนาคตเรามีลูกด้วยกัน เรามาที่นี่ทุกปีเลยดีไหม?”

“คุณดูรีบจังเลยนะ ยังไม่ทันแต่งเลยนึกถึงเรื่องลูกซะแล้ว”

“ถ้างั้น...” ร่างสูงพูดเว้นคำก่อนจะทำหน้านึกบางสิ่งพร้อมกับส่งมือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อตัวเอง เพชรมองเขาพลางขมวดคิ้วก่อนที่ธีร์จะดึงแหวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วถือมันจ่อตรงหน้าเธอพร้อมยิ้มบาง “แต่งงานกับผมนะ”

เพชรรัตน์มองแหวนในมือเขานิ่งก่อนเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายในใจ เธอไม่เคยชินกับความหวานเลี่ยนที่หลายคนบนโลกใฝ่ฝันและเคยมองว่ามันไร้สาระมาตลอด เพียงเพราะเธอไม่เคยได้รับความรักอย่างจริงใจจากใครมาก่อน

ผิดจากที่เธอได้พบกับธีร์ ผู้ชายคนหนึ่งที่มักจะมอบความอบอุ่นให้เธอไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม คนที่ไม่ได้หวานเลี่ยนจนทำให้หงุดหงิดแต่กลับทำให้หัวใจของเธอที่เคยตายด้านกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตเหมือนผู้ใหญ่ที่แข็งกร้าว จริงจัง แต่พออยู่กับเขา เธอกลับกลายเป็นเพียงหญิงสาววัยยี่สิบที่มีความรักครั้งแรกแบบคนทั่วไป

“คุณขอฉันแต่งงานทั้งที่เราต้องแต่งงานกันอยู่แล้วเนี่ยนะ?” เธอเอ่ยถาม

“นั่นมันเรื่องของผู้ใหญ่ แต่นี่มันเรื่องของเรา”

“...”

“ผมอยากให้คุณรู้ว่าผมไม่ได้แต่งงานกับคุณเพียงเพราะพ่อแม่ต้องการ” ร่างสูงพูดก่อนจะประคองมือของเธอขึ้นมาสวมแหวนแล้วจุมพิตลงบนมือของเธอเบาๆ “ผมอยากแต่งงานเพราะผมรักคุณจริงๆ นะเพชร”

“...”

“แต่งงานกับผมนะครับ”

สิ้นคำพูดนั้นหญิงสาวก็โถมตัวเข้าไปกอดเขาพร้อมกับจรดริมฝีปากลงบนกลีบปากของอีกฝ่าย รอยจูบนั้นแทนคำตอบของเธอทั้งหมด ซึ่งเป็นคำตอบที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับชายหนุ่มที่ประคองเธอเอาไว้ในอ้อมกอด

 

 

วันแต่งงาน

ถือว่าเป็นช่วงเวลาคบหาดูใจที่ค่อนข้างสั้นสำหรับทั้งคู่ เพราะผ่านไปไม่กี่เดือนธีร์กับเพชรก็แต่งงานกัน ถึงอย่างนั้นการแต่งงานครั้งนี้ก็เป็นความเต็มใจของคู่บ่าวสาว ซึ่งนั่นก็ทำให้ธีร์และเพชรคบหากันอย่างจริงจัง

ในความโชคร้ายของโชคชะตาที่ถูกบังคับให้ไม่สามารถเลือกคู่ครองได้ก็ยังมีโชคดีที่คนๆ นั้นกลายเป็นคนเดียวกันกับที่ตัวเองตกหลุมรักในช่วงเวลาสั้นๆ คนที่เป็นความสบายใจและเป็นคนที่จะได้ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างแท้จริง 

ธีร์กับเพชรใช้เวลาช่วงหนึ่งในการคบหาและรู้จักกันมากยิ่งขึ้นจนพวกเขารักกันจริงๆ การแต่งงานครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยความสุขมากกว่าความฝืนใจ เป็นเรื่องราวที่ดีที่สุดในช่วงชีวิตวัยหนุ่มสาวครั้งหนึ่งของทั้งคู่เลยก็ว่าได้ แม้ว่าภายในงานจะเต็มไปด้วยนักธุรกิจและพวกช้างเผือกแห่งที่ประชุมจักรวาลที่พกปืนมางานเป็นเรื่องปกติ

“ชุดรัดขนาดนี้ ไม่กะจะถอดยันเข้าห้องหอเลยหรือไง” ราตรีที่นั่งขาไขว่ห้างสูบบุหรี่ภายในห้องแต่งตัวของเจ้าสาวบ่นขึ้นทันทีที่เห็นช่างแต่งตัวจัดการชุดให้เพชร ซึ่งราตรีถึงขั้นยอมมางานแม้จะไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นเพื่อนเจ้าสาวก็ตาม

“มานั่งสูบให้ชุดเหม็นแล้วยังจะบ่นอีก เพื่อนเจ้าสาวประสาอะไร”

“เธอไม่มีเพื่อนต่างหาก ฉันถึงต้องยอมมา”

“เขาว่าเป็นเพื่อนเจ้าสาวแล้วจะโสดยาวนะราตรี” เพชรเอ่ยแซวไปอย่างนั้นเพราะรู้ว่าราตรีเองก็ไม่สนใจกับเรื่องคู่ครอง แม้ราตรีจะทำท่ารำคาญหรือบ่นตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้วก็คงยินดีมาเองไม่มากก็น้อยนั่นแหละ

เพชรแต่งตัวจนเรียบร้อยแล้วจึงเดินออกมาจากห้องแต่งตัวก่อนที่เธอจะพบกับพระเพลิงที่คอยอยู่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาพระเพลิงเป็นคนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างและคอยดูแลเธอห่างๆ เป็นเหมือนเพื่อนและครอบครัวคนหนึ่ง ทำให้เพชรดีใจที่เห็นเขามางานด้วยชุดสูทสีแดงที่เธอเคยซื้อให้ แต่แน่นอนว่าคนกวนประสาทอย่างพระเพลิงจะชมตรงๆ ก็ทำไม่เป็น

“พอจะได้ออกเรือนนี่ตื่นเต้นเชียวนะ ยัยเด็กแก่แดด” พระเพลิงพูดพลางลูบหัวเธอ 

ตอนนี้เพชรอายุเพียง 20 ปี แต่ต้องแต่งงานเสียแล้ว มันคงเร็วเกินไปสำหรับใครหลายคนแต่เพชรไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยเพราะทำงานช่วยตระกูลโลกา ซ้ำยังต้องแต่งงานเพื่อความเป็นพันธมิตรอีก ทุกอย่างจึงเร็วไปเสียหมดสำหรับหญิงสาวคนนี้แต่เธอก็เก่งมากพอที่จะรับมือกับทุกอย่างที่เข้ามาได้ นั่นจึงทำให้พระเพลิงหายห่วงไปได้มาก

พระเพลิงไม่เคยบ่นเรื่องที่เขาต้องแสร้งว่าเป็นมนุษย์ธรรมดา ปราศจากพลังปีศาจเพราะง้าววาริธหายไปเลยสักครั้ง มีเพียงเขากับเพชรรัตน์เท่านั้นที่รู้ว่าง้าววาริธแท้จริงถูกส่งต่อให้เพชรมาตั้งแต่แรกแล้ว พลังของพระเพลิงก็ไม่ได้หายไป แต่พวกเขาก็ปิดบังความลับนี้ไว้เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบเมื่อครั้งนั้น

“ดีใจก็บอกมาเถอะ ต่อไปนี้จะไม่ต้องคอยมากังวลเรื่องฉันแล้วนี่ รู้อยู่หรอกน่าว่านายห่วงฉันน่ะ” เพชรพูดพลางแสร้งเบะปาก ก่อนที่พระเพลิงจะยื่นบุหรี่ให้ แต่เธอก็ปฏิเสธ “ฉันเลิกสูบแล้ว เจ้าบ่าวไม่ค่อยชอบควัน”

“ขนาดนี้เลยหรือคุณเพชร ไม่สิ ต่อไปต้องเป็นคุณนายเพชรแล้วใช่ไหม” พระเพลิงพูดเช่นนั้นทำให้ทั้งคู่ยิ้มออกมา ร่างสูงจดจ้องคนตรงหน้าที่อยู่ในชุดเจ้าสาวที่ขาว วันนี้เป็นวันที่เธอสวยที่สุดและอยู่ในความทรงจำที่ดีของเขาแน่  “เดี๋ยวเสร็จพิธีแล้วฉันจะถ่ายรูปให้ เอาไว้เป็นของที่ระลึกนะ”

“ขอบคุณนะ”

“เรื่องแค่นี้เอง” เข้าพูดอย่างไม่คิดมากพร้อมกับโชว์กล้องฟิล์มคู่ใจของเขาออกมาจากกระเป๋าเสื้อ  เพชรเดินเข้าไปสวมกอดพระเพลิงโดยไม่ให้เข้ารู้ตัวล่วงหน้า ทำให้ร่างสูงยืนนิ่งอย่างไม่ตั้งใจ

“ขอบคุณนะ สำหรับทุกอย่าง”

 

 

ธีร์ยืนรอคอยเจ้าสาวของเขาภายในพิธีงานแต่งของตนเอง แขกที่เข้ามาทั้งคนที่อยู่ในที่ประชุมจักรวาลและคนนอก ตอนนี้เขาเตรียมตัวที่จะรับตำแหน่งผู้นำตระกูลต่อจากผู้เป็นพ่อ นั่นหมายความว่าเขากับเพชรจะร่วมกันดูแลตระกูลสุริยันในฐานะนายใหญ่และคุณนายของตระกูลสุริยัน

แม้จะอยู่ในสังคมของพวกช้างเผือก แต่ภายในจิตใจแล้วพวกเขาก็ยังเป็นหนุ่มสาวที่ตื่นเต้นกับงานแต่งของตนเอง ตลอดเวลาที่รู้จักกันมาทำให้พวกเขาได้รู้จักและหลงรักอีกฝ่ายมากขึ้น นอกจากการเล่นดนตรีกับเต้นรำที่ทำให้พวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกันแล้ว ก็ยังมีการทำงานในส่วนของธุรกิจและการฝึกการต่อสู้ที่ทำให้พวกเขารู้จักอีกฝ่ายมากขึ้น

คู่ของพวกเขาเป็นที่น่าจับตามองของคนในที่ประชุมจักรวาลมาก ไม่ใช่เพราะทั้งคู่มาจากตระกูลใด แต่เป็นเพราะทั้งธีร์และเพชรต่างเป็นคนมีความสามารถทั้งคู่ นั่นจึงทำให้ตระกูลอื่นเริ่มกังวลว่าพวกเขาจะครอบครองตลาดการค้าและร่วมกันสร้างอำนาจที่ยากจะโค่นล้ม แต่สำหรับเพชรและธีร์ พวกเขาเพียงมีความสุขที่ได้แต่งงานกับคนที่รักเท่านั้น

ไม่นานนักน้ำเพชรก็เดินออกมาพร้อมกับนายใหญ่ไกรซึ่งทำหน้าที่ผู้ใหญ่ของทางเจ้าสาว เขาพาเธอเดินมาส่งตรงหน้าของธีร์และบาทหลวงที่รอทำพิธี ชายหนุ่มมองคนรักในชุดเจ้าสาวสีขาวสะอาดตา เพชรยังทำให้เขาตกหลุมได้อีกครั้งแม้กระทั่งในงานแต่งของพวกเขาเอง เธอสะกดสายตาของเขาจนเขาไม่อาจละสายตาได้ทุกที

“วันนี้คู่เต้นของฉันหล่อเหมือนกันนะเนี่ย” เพชรเอ่ยทักทำให้ร่างสูงหลุดยิ้มออกมา

“วันนี้ภรรยาของผมก็สวยมากเหมือนกัน” ธีร์พูดอย่างเต็มปาก ก่อนที่ทั้งคู่จะทำพิธีแต่งงานท่ามกลางสายตานับร้อยของแขกภายในงาน 

พวกเขาจัดงานกลางแจ้งภายในสวนขนาดใหญ่ แต่ถึงแม้ว่าผู้คนจะมีมากมายแค่ไหน ในช่วงวินาทีนี้พวกเขากลับรู้สึกเหมือนเวลามันหยุดหมุน และมีเพียงพวกเขาทั้งคู่ที่อยู่ในห้วงความทรงจำนั้น ก่อนที่ธีร์จะสวมแหวนเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของเพชร 

ผมเป็นคนที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับคุณ

“...”

“ผมรักคุณ...เพชร”

 

#วชิรอาญา 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว