facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่มีอีกแล้วเด็กสาวที่ขี้ขลาดและอ่อนแอ แม้แต่ดอกไม้ก็ยังไม่กล้าเด็ดคนนั้น ได้เวลาที่นางต้องยืนหยัดลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองและตระกูลแล้ว!

ตอนที่ 3 หัวอ่อน

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 หัวอ่อน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ม.ค. 2564 12:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 หัวอ่อน
แบบอักษร

นึกถึงเรื่องพวกนี้ขึ้นมา โจวเสาจิ่นก็แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก พักใหญ่กว่าจะสงบลงได้ 

หลังจากที่ฮูหยินอู๋สานสัมพันธ์กับท่านยายได้แล้ว ก็มาเยี่ยมเยียนตระกูลเฉิงจวนสี่บ่อยๆ ช่วงเวลานี้เพียงต้องส่งคนไปสืบข่าวที่เรือนท่านยายสักหน่อย ก็คงจะรู้ได้ว่าตนเองและพี่สาวจะต้องออกไปพบแขกหรือไม่ 

นางถามซือเซียง “วันนี้ภรรยาของหม่าฟู่ซานเข้ามาที่จวนหรือยัง” 

หม่าฟู่ซานสองสามีภรรยาและบุตรชาย หม่าเซิง อาศัยอยู่ที่จวนตระกูลโจว ทว่าทุกวันภรรยาของหม่าฟู่ซานจะเข้ามาที่จวนครั้งหนึ่ง มาดูว่าพี่น้องตระกูลโจวต้องการอะไรหรือไม่ และนำความไปบอกหม่าฟู่ซาน ให้เขาไปทำให้ 

ซือเซียงยิ้มพลางกล่าว “ป้าหม่าตามคุณหนูใหญ่ไปที่วัดเจ้าค่ะ เห็นว่ายามเซินเจิ้ง [1] ถึงจะกลับมาเจ้าค่ะ” 

ได้ยินเช่นนั้น โจวเสาจิ่นคิ้วขมวดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ พิงตัวลงกับหัวเตียงอย่างเฉื่อยชา 

ภรรยาของหม่าฟู่ซานเป็นคนมีไหวพริบและคล่องแคล่ว หลายปีที่เข้าๆ ออกๆ จวนตระกูลเฉิงมานี้ ล้วนมีความสัมพันธ์อันดีเล็กๆ น้อยๆ กับคนของตระกูลเฉิงทุกจวน ส่งนางไปสืบข่าวเรื่องคนที่เรือนของท่านยายนั้นเหมาะสมที่สุดแล้ว 

คิดไม่ถึงว่านางกลับตามพี่สาวไปที่วัดเสียแล้ว 

หากรอพี่สาวกลับมา แล้วนางค่อยส่งภรรยาของหม่าฟู่ซานไปทำธุระให้ โดยเฉพาะเรื่องที่ให้ไปสืบข่าวที่เรือนของท่านยาย พี่สาวต้องสงสัย สอบถามนางถึงเรื่องราวทั้งหมดเป็นแน่ 

เห็นทีต้องคิดแผนอื่นเสียแล้ว! 

หาผู้ใดไปสืบข่าวดีนะ? 

โจวเสาจิ่นครุ่นคิด 

ซือเซียงเห็นสีหน้าของนางไม่สงบ ลอบเป็นกังวล จึงขยับมาด้านหน้าอย่างระวังและกล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “คุณหนูรอง ท่านเป็นอะไรเจ้าคะ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่ ต้องการให้ข้าไปเชิญท่านหมอมาดูอาการท่านเดี๋ยวนี้หรือไม่เจ้าคะ” 

“ไม่ต้องแล้ว” โจวเสาจิ่นดึงสติกลับมา ทิ้งสายตามองไปที่ร่างของซือเซียง 

ให้ซือเซียงไปสืบข่าวของอู๋เป่าจาง? 

โจวเสาจิ่นส่ายศีรษะเบาๆ 

ที่ผ่านมา ข่าวคราวของเรือนดอกไม้หอมจะเป็นสาวใช้ข้างกายของพี่สาวเป็นคนออกหน้า หากซือเซียงผลีผลามวิ่งไปถึงเรือนของท่านยาย ไม่แน่ว่าอาจทำให้ท่านยายตื่นตระหนกตกใจ พานจะคิดว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับนาง แผนที่อุตส่าห์เตรียมมาอย่างดีอาจกลายเป็นเพลี่ยงพล้ำในตอนท้ายได้ 

ให้ชุนหว่านไป? 

เกรงว่าจะยิ่งไม่ได้เรื่อง! 

พี่สาวมักพูดว่าชุนหว่านนั้นมีนิสัยโผงผาง ทำอะไรไม่ค่อยสุขุมรอบคอบ ทั้งปากยังเก็บความลับไม่ค่อยอยู่ จนเดี๋ยวนี้แล้วก็ยังได้เบี้ยรายเดือนเท่ากับพวกบ่าวเด็กเท่านั้น? 

ให้ใครไปดีนะ? 

โจวเสาจิ่นครุ่นคิดอยู่ภายในใจ 

ซือเซียงกลับมองดูด้วยใจระทึกเนื้อเต้นอย่างอยู่ไม่สุข 

ถึงแม้ว่าเรือนดอกไม้หอมดูไปแล้วจะไม่มีอะไรผิดแผกไปจากช่วงเวลาปกติ ทว่าคุณหนูรองมีบางอย่างผิดปกติไป ซึ่งไม่อาจปกปิดพวกนาง ผู้ที่คอยให้การรับใช้อยู่ข้างกายของคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองได้ ตอนนี้คุณหนูใหญ่ไม่อยู่จวนเสียด้วย ต้องห้ามให้มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณหนูรองในเวลานี้! 

นางรีบร้อนตะโกนขึ้น “คุณหนูรองเจ้าคะ” กล่าวเสียงสูง “สือจิ่นโต้วฝูเลานั้น หากว่าเย็นแล้วจะไม่อร่อย ข้าบอกให้บ่าวเด็กยกเข้ามาให้ท่านเลยนะเจ้าคะ” ขณะที่พูดก็หมุนกายไปเปิดตู้ตัวสูง “วันนี้ท่านจะสวมชุดอะไรดีเจ้าคะ กระโปรงจีบสีขาวตัวที่ตัดใหม่เมื่อหลายวันก่อนเป็นอย่างไรเจ้าคะ? อากาศค่อยๆ ร้อนขึ้นแล้ว สวมชุดสีขาวทำให้ดูสดชื่นและเย็นสบาย...” 

“เจ้าอย่าใส่ใจเลย” โจวเสาจิ่นใจลอยเล็กน้อย กล่าวอย่างงัวเงียว่า “ตอนนี้ข้ายังไม่อยากลุกขึ้นจากเตียง เจ้าลงไปก่อนเถอะ ข้าอยากจะอยู่เงียบๆ คนเดียว” 

ซือเซียงไหนเลยจะกล้าถามให้มากความ ถอยออกไปอย่างสั่นกลัว ยกเท้าวิ่งไปทางห้องของแม่นมฝานหลิวซื่อ 

โจวเสาจิ่นจิตใจว้าวุ่น 

อันนี้ก็ไม่ได้ อันนั้นก็ไม่เหมาะสม หรือจะไปสืบข่าวด้วยตัวเอง? 

ความคิดหนึ่งวาบขึ้นมา โจวเสาจิ่นตื่นตกใจอย่างแรงไปทีหนึ่ง 

นางไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน 

หากว่าถูกจับได้ขึ้นมา ไม่ต้องอับอายขายหน้าถึงเรือนของท่านยายหรอกหรือ 

นางยังต้องการจะเป็นคนต่อไปอยู่หรือไม่! 

โจวเสาจิ่นรีบปัดความคิดนี้ตกไป 

เช่นนั้น...ยังมีผู้ใดช่วยเหลือนางได้บ้าง? 

นางคิดไปคิดมา ก็ไม่มีผู้ที่เหมาะสมสักคนให้เลือกใช้ 

ขณะที่โจวเสาจิ่นกระวนกระวายใจอยู่นั้น ร่างของซือเซียงก็เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน กล่าวว่า “คุณหนูรอง ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนมาเจ้าค่ะ” นายท่านผู้เฒ่าเฉิงเซวี่ยนแห่งตระกูลเฉิงจวนสี่เป็นลูกโทน ป่วยเสียชีวิตไปเมื่อสามสิบปีก่อน เขามีบุตรธิดาสามคน บุตรชายคนโตเฉิงเหมี่ยน ธิดาคนโตเฉิงเฮ่อ บุตรชายคนรองเฉิงหยวน ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนเป็นภรรยาเอกของเฉิงเหมี่ยน เฉิงเฮ่อเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดโจวชูจิ่น 

โจวเสาจิ่นรีบบอกซือเซียงให้ต้อนรับและรับรองฮูหยินใหญ่เหมี่ยนที่ห้องหนังสือด้วยน้ำชา ให้ชุนหว่านเข้ามาช่วยตนเองล้างหน้าและแต่งตัว 

นางเพิ่งจะล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ ซือเซียงก็กลับเข้ามา แจ้งว่า “ฮูหยินใหญ่กล่าวว่า คุณหนูรองกำลังไม่สบาย อย่าให้การมาเยี่ยมของผู้ใหญ่ต้องเป็นเหตุให้อาการป่วยแย่ลง ให้ข้ามาแจ้งแก่ท่านว่า ให้นอนอยู่บนเตียงก็พอแล้ว นางมาดูท่านสักครู่ก็กลับเจ้าค่ะ” ขณะที่พูดอยู่นั้น ด้านนอกก็มีเสียงการเคลื่อนไหวดังขึ้น 

โจวเสาจิ่นเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง ทว่าก็ไม่ได้นอนอยู่บนเตียง นางยืนรออยู่ในห้อง 

ซือเซียงไปเชิญฮูหยินใหญ่เข้ามา 

ฮูหยินใหญ่เพิ่งผ่านการจัดงานวันเกิดครบรอบสี่สิบปีไปเมื่อวันที่สองเดือนสองของปีนี้ เป็นสตรีที่รูปร่างเจ้าเนื้อผู้หนึ่ง ใบหน้ากลมราวพระจันทร์เต็มดวง นางสวมชุดเพ่ยจื่อสีน้ำผึ้งลายสี่แฉกของขั้วผลไม้ ทำผมเป็นมวยกลม ในมวยผมนั้นเพียงปักไว้ด้วยปิ่นปักผมฝังมุกจากทางใต้สามเม็ด รสนิยมเรียบง่าย ทว่าไม่ขาดความงดงาม หรูหราโอ่อ่า 

โจวเสาจิ่นก้าวไปข้างหน้าเพื่อคำนับทำความเคารพ 

ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนไม่รอให้เข่าของโจ่วเสาจิ่นถึงพื้นก็รีบเดินไปข้างหน้าดึงนางให้ลุกขึ้น กล่าวว่า “ท่านยายของเจ้าด้วยกลัวว่าจะทำให้เจ้าอาการแย่ลง เป็นกังวลต่ออาการเจ็บป่วยของเจ้าอยู่ตลอดแต่ก็ไม่กล้ามาเยี่ยมเจ้า ข้าเห็นท่านยายของเจ้าเป็นกังวลมากเยี่ยงนั้น ถึงได้บังคับตนเองให้มาที่นี่ด้วยตัวเอง หากว่าเจ้ายังไม่เชื่อฟังคำของผู้ใหญ่เยี่ยงนี้ ข้าก็คงจะไม่กล้ามาอีกแล้ว” 

การที่นางแสร้งทำเป็นว่าป่วยอยู่ที่นี่ กลับทำให้พวกผู้ใหญ่ต้องเป็นกังวล โจวเสาจิ่นให้รู้สึกละอายใจ พึมพำกล่าวว่า “ลำบากท่านยายและท่านป้าใหญ่ให้ต้องเป็นกังวล ข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ โจวเหนียงจื่อบอกว่ากินยาเทียบนี้แล้วก็ไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ พี่สาวเกรงว่าข้าจะแพร่เชื้อให้ท่านยายและท่านเข้า เลยให้ข้ายังคงอยู่แต่ในห้อง ให้ข้าพักอีกสักสองสามวันแล้วค่อยออกไปข้างนอกเจ้าค่ะ” 

สมาชิกตระกูลเฉิงยามเจ็บป่วยล้วนเชิญท่านหมอโจวจากโรงหมอตระกูลโจวให้มาตรวจดูอาการ ทางบ้านเดิมของภรรยาของท่านหมอโจวเปิดร้านขายยา หลังจากที่นางแต่งงานเข้าตระกูลโจวแล้ว นางก็เรียนทักษะการจับชีพจรและการวินิจฉัยโรคจากท่านหมอโจว ยามเมื่อบรรดาสตรีจากตระกูลใหญ่ที่อยู่ในจินหลิงเจ็บป่วย ล้วนแล้วแต่เชิญนางเข้าไปให้การรักษา ไปๆ มาๆ ชื่อเสียงของ ‘โจวเหนียงจื่อ’ โด่งดังยิ่งกว่าสามีของนาง ท่านหมอโจว เสียอีก 

“ดียิ่ง!” ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนดึงมือนำโจวเสาจิ่นไปนั่งลงบนตั่งกระเบื้องเคลือบทรงกระบอกกลมด้านข้างโต๊ะกลมแกะสลักที่ทาด้วยน้ำมันเคลือบสีแดง สำรวจนางขึ้นลงอย่างละเอียดสักพัก เห็นว่าผิวพรรณของนางยังดีอยู่ จึงถอนหายใจยาวออกมาทีหนึ่ง แล้วรับน้ำชาจากซือเซียงมาจิบหนึ่งจิบ ถามขึ้นว่าโจวเสาจิ่นยังคงกินยาจากเทียบยาของเมื่อหลายวันก่อนอยู่ใช่หรือไม่ นอนหลับดีหรือไม่ ทานได้เจริญอาหารดีหรือไม่ ยามที่ไม่ได้ออกไปไหนนั้น อยู่ในเรือนทำอะไรบ้าง...และอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องสัพเพเหระและจำเพาะเจาะจง 

โจวเสาจิ่นตอบคำถามอย่างเคารพนบนอบ เพียงแต่ว่าหลายวันมานี้ไม่ค่อยได้นอนหลับดีนัก พอเวลาล่วงเลยนานเข้า ก็มีอาการเหนื่อยล้าแสดงออกมาให้เห็นอย่างช่วยไม่ได้ 

ฮูหยินใหญ่เหมี่ยนเห็นดังนั้นจึงย้ำกับนางหลายประโยคทำนองว่าให้ ‘พักฟื้นให้สบายใจ’ แล้วก็ลุกขึ้นกล่าวอำลา 

โจวเสาจิ่นส่งฮูหยินใหญ่เหมี่ยนถึงหน้าประตู 

มีบ่าวรับใช้รออยู่ที่ด้านนอกประตู ยามเห็นฮูหยินใหญ่เหมี่ยนออกมา ก้าวไปข้างหน้าคำนับทำความเคารพ ยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าให้ข้ามาเรียนท่านว่า อีกสองวันจะมีแขกมาที่จวน ให้ท่านแวะไปหาครั้งหนึ่งหลังจากที่ออกมาจากเยี่ยมคุณหนูรองที่นี่แล้วเจ้าค่ะ” 

ทันใดนั้น หัวใจของโจวเสาจิ่นราวกับถูกแมวตะปบเข้าใส่ 

ท่านยายครองตัวเป็นแม่หม้าย โดยปกติแล้วจะไม่รับแขก ทว่าหากต้องรับแขกแล้ว ถ้าไม่ใช่ญาติก็ต้องเป็นแขกคนสำคัญ 

เป็นผู้ใดนะที่จะมา? 

ต้องให้ใครสักคนไปสืบข่าวหรือไม่ 

พอคิดถึงเรื่องนี้ โจวเสาจิ่นก็ถอนหายใจออกมา 

ตอนนี้นางมีคนให้ใช้ได้ที่ไหนกัน 

ไม่เหมือนเมื่อกาลก่อน ไม่ว่ามีเรื่องอันใดเพียงนางเอ่ยปาก หากป้าเจิงที่คอยรับใช้นางทำให้ไม่ได้ หลินซื่อเซิ่งก็จะช่วยนางจนสำเร็จได้ ไหนเลยจะเหมือนกับตอนนี้กัน 

โจวเสาจิ่นครุ่นคิด ก็ให้รู้สึกมึนงงเล็กน้อย 

เรื่องราวยังไม่ทันได้ทำให้กระจ่าง นางกลับมักถูกรบกวนด้วยเรื่องราวในความทรงจำ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป นางเพียงกลัวว่าจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือความเป็นจริง และอะไรคือสิ่งที่ตัวเองจินตนาการขึ้นมา! 

อารมณ์ของโจวเสาจิ่นดิ่งลง เอาตัวเองไปซุกอยู่ในผ้าห่ม สักพักตื่น สักพักหลับ สักพักในหัวปรากฏภาพของพี่สาวที่ดวงตาทั้งคู่บวมแดง สักพักปรากฏใบหน้าดุร้ายของเฉิงลู่...ผสมปนเปกัน ไม่รู้ว่าเป็นเวลายามใด จนกระทั่งตอนที่ซือเซียงปลุกนาง นางถึงได้พบว่าท้องฟ้ามืดแล้ว ภายในห้องก็สลัวลงแล้ว 

“คุณหนูรองเจ้าคะ” ซือเซียงที่เฝ้านางอยู่ด้านนอกประตูกับแม่นมฝานหลิวซื่อมาทั้งวันนั้นยากที่จะซ่อนความตื่นเต้นไว้ได้ “คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ” 

โจวเสาจิ่นงัวเงีย ซือเซียงช่วยนางหวีผมและเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว 

โจวชูจิ่นเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยลำแสงแห่งความพึงพอใจ เห็นได้ชัดว่าเป็นการเดินทางที่ไม่เสียเที่ยว 

พวกนางทั้งสองพี่น้องล้วนมีความละม้ายคล้ายโจวเจิ้น มีใบหน้าที่งดงามอ่อนละมุนชวนดึงดูด ผิวเนื้อหยกที่ขาวเนียนละเอียด ดวงตาที่สุกสกาวระยิบระยับ ร่างกายที่โปร่งบาง ส่วนที่ไม่เหมือนกันก็คือ บริเวณหัวคิ้วตรงหัวตาของโจวชูจิ่นนั้นเผยให้เห็นลักษณะของการยอมงอแต่ไม่ยอมหัก ทว่าโจวเสาจิ่นนั้นกลับมีลักษณะของการอ่อนข้อยอมทำตามที่มากกว่า นอกจากนี้แล้วพวกนางนั้นมีอายุต่างกันเจ็ดปี โจวชูจิ่นเป็นสาวสะพรั่งแล้ว ขณะที่โจวเสาจิ่นยังเป็นเพียงเด็กสาวที่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่น โจวชูจิ่นนุ่มนวลอ่อนโยนและสุขุมชาญฉลาด โจเสาจิ่นน่ารักบอบบางและขี้อายหัวอ่อน ผู้คนที่เคยเจอพวกนางทั้งสองมาก่อนจะไม่รู้สึกว่าทั้งสองมีความคล้ายกัน 

ผมอันดำเข้มของโจวชูจิ่นถูกม้วนขึ้นเป็นมวยอย่างง่ายๆ มีเพียงใบหูเท่านั้นที่ห้อยไว้ด้วยต่างหูไข่มุกขนาดเม็ดบัวคู่หนึ่ง ชายเสื้อด้านล่างและแขนเสื้อของชุดเพ่ยจื่อสีม่วงอ่อนลายดอกกล้วยไม้ชูช่อเขียวมรกตนั้นยับย่นยู่ยี่ เพียงมองก็รู้ว่าหลังจากที่ลงมาจากรถม้า ยังไม่ได้กลับห้อง ก็ตรงดิ่งมาดูนางเลย 

“เสาจิ่น เจ้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว” นางนั่งลงที่ข้างเตียง จับมือน้องสาวไว้ กล่าวว่า “อีกไม่นานก็ใกล้จะถึงวันเกิดของท่านพ่อแล้ว ข้าไปที่วัดมา จุดธูปขอพรให้ทั้งท่านพ่อและพวกเรา” บริเวณหน้าผากของนางยากจะซ่อนความยินดีไว้ ถุงสีทองปักด้วยลวดลายของดอกถานฮวา [2] ถุงหนึ่งถูกดึงออกมาจากอก “ยังขอถุงเครื่องรางแห่งความสงบสุขและปลอดภัยสำหรับพวกเราด้วย” นางยื่นถุงเครื่องรางส่งให้โจวเสาจิ่น “อันนี้สำหรับเจ้า เจ้าเก็บรักษาให้ดี แขวนไว้ที่เอว จะช่วยปกป้องและอวยพรให้เจ้าผ่านพ้นปีนี้ไปอย่างราบรื่น ปราศจากโชคร้ายและความยากลำบาก” 

เป็นการขอให้นางเป็นพิเศษกระมัง? 

วันเกิดของท่านพ่ออยู่เดือนหก ยังเหลืออีกตั้งเกือบสามเดือน! 

โจวเสาจิ่นรับถุงเครื่องรางมาอย่างเงียบๆ กล่าวขอบคุณพี่สาวด้วยเสียงเบาอ่อนโยน 

“กับพี่สาวไม่ต้องห่างเหินเช่นนี้” โจวชูจิ่นยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะลูบหัวโจวเสาจิ่น “วันนี้เจ้าทานอะไรไปบ้าง มีอะไรที่อยากทานเป็นพิเศษหรือไม่ พรุ่งนี้ข้าจะให้ที่ห้องครัวเล็กทำให้เจ้า” 

สีหน้าของซือเซียงเคร่งขึ้นเล็กน้อย 

คุณหนูรองยังไม่ได้ทานอะไรเลยทั้งวัน ทว่าพวกนางก็ไม่กล้าบังคับคุณหนูรองจริงๆ 

เวลานี้โจวเสาจิ่นเพิ่งจะรู้สึกถึงความหิว 

นางกล่าว “ข้าอยากทานสุ่ยจิงเกาสักสองสามลูกเจ้าค่ะ” 

ซือเซียงรีบกล่าวขึ้น “ในครัวยังนึ่งเอาไว้อยู่เจ้าค่ะ ข้าจะไปยกเข้ามานะเจ้าคะ” 

“ทำมาใหม่ก็แล้วกัน!” โจวชูจิ่นกล่าวอย่างไม่พอใจเล็กน้อย “ให้ในครัวเพิ่มเป็ดกุ้ยฮวายา [3] อีกหนึ่ง และปลาซงสู่อวี๋ [4] อีกหนึ่ง” 

กับข้าวสองอย่างนี้ล้วนเป็นอาหารที่โจวเสาจิ่นชอบกิน 

ซือเซียงย่อตัวแล้วถอยออกไป 

โจวชูจิ่นเองก็ยืนขึ้นมา ยิ้มกล่าวว่า “ข้าจะไปเปลี่ยนชุดเสียหน่อย รอให้กลับจากไปคารวะยามเย็นท่านยายแล้ว ค่อยมารับมื้อเย็นเป็นเพื่อนเจ้าพร้อมกัน” 

โจวเสาจิ่นส่งพี่สาวออกประตูไปแล้ว ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นหนึ่งรอบ นั่งรอพี่สาวกลับมารับมื้อเย็นด้วยกันอยู่ข้างโต๊ะ จนกระทั่งโคมไฟสีแดงอันใหญ่ที่อยู่ภายในจวนตระกูลเฉิงสว่างขึ้น โจวชูจิ่นถึงกลับมาจากไปคารวะยามเย็นฮูหยินผู้เฒ่ากวน 

“รอจนกระวนกระวายแล้ว?” โจวชูจิ่นพลางยิ้มขณะที่ฉือเซียงช่วยนางล้างมือ พลางบอกตงหว่าน สาวใช้ของนางให้ตั้งสำรับ 

อาจจะเป็นเพราะในใจมีเรื่องให้ต้องปิดบัง หรืออาจจะเป็นเพราะหลายวันมานี้ไม่ค่อยอยากอาหารนัก โจวเสาจิ่นทานสุ่ยจิงเกาไปสองลูก กับปลาซงสู่อวี๋ไปอีกไม่กี่ตะเกียบก็อิ่มแล้ว 

โจวชูจิ่นแปลกใจเป็นอย่างมาก ทว่าก็ไม่ได้ฝืนบังคับนาง แต่หันไปส่งสายตาให้ฉือเซียงทีหนึ่ง 

ฉือเซียงพยักหน้าน้อยๆ แล้วรีบยกน้ำแกงถ้วยหนึ่งเข้ามา 

“ข้าให้คนตุ๋นนี่มาให้เจ้าเป็นพิเศษ” โจวชูจิ่นกล่าวอย่างคลุมเครือ “เจ้าดื่มเสียตอนที่ยังร้อนนี่เถอะ! บำรุงเลือดลม” 

 

------ 

[1] เซินเจิ้ง ยามบ่ายสี่นาฬิกา 

[2] ดอกถานฮวา (昙花) ลักษณะดอกคล้ายดอกแก้วมังกร มีสีขาว ได้รับการขนานนามว่าเป็น ดอกไม้แห่งรัตติกาล เนื่องจากเฉพาะในเวลากลางคืน มีชื่อเรียกภาษาไทยว่า ดอกกิตติพิรุณ 

[3] เป็ดกุ้ยฮวายา (桂花鸭) เป็ดต้มดอกกุ้ยฮวา 

[4] ปลาซงสู่อวี๋ (松鼠鱼) ปลาทอดราดด้วยซอสที่มีรสชาติออกเปรี้ยวหวาน ตัวปลาจัดให้มีรูปทรงคล้ายตัวกระรอก 

ความคิดเห็น