email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 9 โชคเข้าข้าง (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 โชคเข้าข้าง (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 66

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.พ. 2564 18:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 โชคเข้าข้าง (1/2)
แบบอักษร

ลั่วมู่เฝิงรีบมาที่โรงพยาบาลทันทีเมื่อทราบข่าวจากเจ้าหน้าที่ว่าชุนสวี่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว เธอยืนรอเขาอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉินพร้อมกันกับเจ้าหน้าที่และนิติบุคคลคอนโดฯ ของชายหนุ่ม เธอได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้นเกือบทั้งหมด แม้จะได้ยินแต่เสียง เธอรับรู้ได้ว่าแฟนหนุ่มของเธอเจออะไรบ้าง

“คุณรู้จักกับคุณชุนสวี่ใช่มั้ยครับ” เจ้าหน้าที่เดินมาถามเธอ ลั่วมู่เฝิงพยักหน้ารับ “ถ้าอย่างนั้นผมขอรบกวนสักครู่ครับ”

ลั่วมู่เฝิงตามเขามาที่มุมนั่งเล่นของโรงพยาบาลที่ค่อนข้างปลอดคน เขาหยิบมือถือออกมาเพื่อเตรียมบันทึกเสียงการให้ปากคำของผู้ที่ใกล้ชิด “คุณเป็นคนที่โทรไปแจ้งว่าเกิดเหตุบางอย่างที่คอนโดฯ นั้นใช่รึเปล่าครับ”

“ฉันไปขอความช่วยเหลือจากนิติบุคคลคอนโดฯ ของฉันค่ะ ตอนนั้นฉันถือสายคุยกับชุนสวี่อยู่ เลยไม่ได้เป็นคนโทร.ไปแจ้งเอง”

“ผมขอดูเวลาที่คุณโทรหาเขาได้มั้ยครับ” ลั่วมู่เฝิงหยิบมือถือออกมาเปิดให้เขาดูประวัติการโทรในมือถือของเธอ “ผมขอรบกวนช่วยถ่ายหน้าจอแล้วส่งให้ผมได้มั้ยครับ”

“ได้ค่ะ” ลั่วมู่เฝิงนึกถึงอะไรอีกอย่างหนึ่งได้ “คือว่า...ระหว่างที่โทรหาชุนสวี่ ฉันบันทึกเสียงเอาไว้ด้วย สามารถใช้เป็นหลักฐานได้หรือเปล่าคะ”

เจ้าหน้าที่หนุ่มถึงกับอึ้ง เขาเองไม่คาดคิดว่าการบันทึกเสียงในมือถือจะสามารถเป็นตัวแปรหนึ่งที่สามารถช่วยให้เข้าถึงตัวคนร้ายได้มากยิ่งขึ้น “ถ้าอย่างนั้นผมขอคลิปเสียงด้วยได้มั้ยครับ”

“ฉันยินดีให้ค่ะ ถ้ามันช่วยหาตัวคนร้ายได้เร็วมากขึ้น”

“คุณบอกว่าคุณพูดคุยกับชุนสวี่ ระหว่างนั้นที่คุยกัน คุณได้ยินเสียงอะไรบ้างครับ”

“หลังจากที่ฉันกำลังคุยกับชุนสวี่ปกติ จู่ๆ เขาก็เงียบไป แล้วเหมือนว่าในห้องเกิดอะไรขึ้นสักอย่าง มีช่วงหนึ่งเหมือนพวกเขาพูดอะไรกัน แต่มันเบามากก่อนที่สายจะถูกตัดไป” ลั่วมู่เฝิงพยายามคิดตามจากสิ่งที่เธอได้ยินในตอนนั้น “ฉันจำได้ประมาณนี้ ถ้าคุณอยากทราบละเอียด คงต้องฟังจากไฟล์เอาแล้วล่ะค่ะ”

“แล้วคุณลั่วมู่เฝิงคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของใครครับ”

“ถามตรงๆ แบบนี้เลยอย่างนั้นเหรอคะ?” ลั่วมู่เฝิงพยายามบอกตัวเองไม่ให้ตื่นเต้น แล้วคิดตามความเป็นจริงเพื่อให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ได้ถูกต้อง

ตั้งแต่เธอรู้จักกับชุนสวี่มาก็ประมาณสามถึงสี่ปีที่รู้จักกันตั้งแต่ได้ร่วมงานกันครั้งแรก เขาเป็นคนที่ค่อนข้างอัธยาศัยดี เข้าหาคนอื่นเพื่อละลายพฤติกรรมอีกฝ่ายก่อนจะร่วมงาน คอยเป็นพลังงานบวกให้กับคนรอบข้างเพื่อให้ทุกคนรู้สึกดีและมีความสุข แต่เขาเองก็มีนิสัยไม่ดีอย่างหนึ่งคือชอบทำอะไรที่ไม่รู้กาลเทศะ ในบางเวลาที่คนอื่นกำลังเคร่งเครียด เขากลับเล่นอะไรที่ไม่สมควรอยู่ตลอด ถ้าหากใครจะโกรธแค้น จะบอกว่าเป็นเพราะนิสัยส่วนนี้ของเขาล่ะก็...

มันดูไม่สมเหตุสมผลกับการกระทำเลยสักนิด

“ฉันนึกถึงใครไม่ออกเลยค่ะ โดยปกติแล้วชุนสวี่ก็ไม่ได้เป็นคนที่ขยันสร้างศัตรูเอาไว้ด้วย เขาเป็นเหมือน ‘แฮปปี้ไวรัส’ มากกว่า”

“อย่างนั้นเองสินะครับ” เจ้าหน้าที่จดข้อมูลเอาไว้ นิติบุคคลเดินมาตามทั้งสองคนเพราะว่าหมอที่รับเคสของชุนสวี่ออกมาจากห้องฉุกเฉินพอดี

“ชุนสวี่เป็นยังไงบ้างคะ”

“ค่อนข้างวิกฤติค่ะ เพราะว่ามีน้ำเข้าไปในปอดค่อนข้างเยอะ ตอนนี้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจไปก่อน อาจจะต้องอยู่ในห้องไอซียูจนกว่าอาการจะดีขึ้นและจำเป็นต้องจำกัดเวลาเข้าเยี่ยมด้วย จนกว่าเขาจะพ้นขีดอันตราย ฉันถึงจะสามารถอนุญาตให้ย้ายเขามาพักห้องธรรมดาได้ค่ะ”

เจ้าหน้าที่เข้าใจสิ่งที่แพทย์สาวคนนี้จะสื่อออกมา ในเวลานี้ไม่สามารถสอบปากคำชุนสวี่ได้จนกว่าจะได้รับอนุญาต ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำได้มีแค่เก็บหลักฐานสำคัญ สอบพยานใกล้ชิดและสืบหาหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ แพทย์สาวมองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าแล้วตบไหล่ให้กำลังใจเธอก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องฉุกเฉินอีกครั้ง

ลั่วมู่เฝิงมองเข้าไปในห้องฉุกเฉิน เธอคิดว่าควรจะต้องติดต่อครอบครัวของเขาที่อยู่ต่างประเทศให้รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่ระหว่างนี้อาจจะเป็นเธอเฝ้าคอยติดตามอาการของเขาเท่านั้น เรื่องงานก็คงต้องแบ่งให้คนอื่นช่วยทำไปด้วย จะโหมงานทำคนเดียวเหมือนแต่ก่อนคงจะไม่ได้แล้ว

“เร็วๆ นี้ ผมอาจจะต้องเชิญคุณมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ ยังไงก็เตรียมตัวให้ว่างไว้ด้วยนะครับ” เจ้าหน้าที่บอกกับเธอ เชิญนิติบุคคลมาคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องต้นตามหน้าที่

หวังว่าเราจะไม่เสียคนดังไปอีกคน

อันเป่าอ้ายเก็บข้าวของที่จำเป็นเพื่อย้ายไปอยู่กับผู้จัดการสาวชั่วคราว เพื่อความสบายใจของว่านหนิงเอง พูดตามความจริงอันเป่าอ้ายเองก็เริ่มไม่มั่นใจเหมือนกันเรื่องนี้มันจะจบแค่นี้รึเปล่า เธอรู้สึกมันกำลังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ซ้ำๆ อย่างนี้จนกว่าเหตุผลของคนทำจะกระจ่างให้ทุกคนในสังคมได้รู้ว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่

จินเซียงถูกส่งมาช่วยอันเป่าอ้ายเก็บเสื้อผ้าที่จำเป็น ว่านหนิงกำชับมาอย่างหนักว่าแค่ ‘ของจำเป็น’ เท่านั้น ถ้าอันไหนที่จินเซียงคิดว่าไม่จำเป็น ต้องห้ามนักแสดงสาวนำของใส่กระเป๋าทันที

“พี่เป่าอ้ายคะ คือว่ากระปุกครีม...พี่จะเอาไปหมดหน้าโต๊ะเลยอย่างนั้นเหรอคะ”

“เอาไปหมดสิ...ถ้าฉันไม่ดูแลตัวเองให้ดี ปล่อยให้โทรมใครจะจ้างงานฉันล่ะ” อันเป่าอ้ายบอกแล้วโยนกระปุกครีมกองไว้บนกระเป๋าเสื้อผ้า ที่จินเซียงเลือกมาว่าน่าจะสามารถใส่ไปทำงานอื่นๆ ได้ และดูไม่น่าเกลียดหรือดูเยอะจนเกินไป

อันเป่าอ้ายเปิดลิ้นชักเพื่อดูว่าเครื่องประดับทั้งสร้อยคอ ต่างหู กำไลข้อมือ นาฬิกา กำไลข้อเท้า เธอจะเลือกชิ้นไหนไปดี เธอไม่รู้ว่าจะต้องไปอยู่กับว่านหนิงนานแค่ไหนแล้วจะได้กลับมาที่ห้องนี้บ้างมั้ย

มันก็ไม่ได้มีเยอะ...น่าจะเอาไปหมดได้เลยนะ

จินเซียงเห็นนักแสดงสาวหอบกล่องเครื่องประดับหลายชั้นออกมาจากห้องแต่งตัว เธอรีบเข้าไปช่วยถือทันที แล้วนำมาวางไว้บนโต๊ะก่อน “พี่เอาไปหมดไม่ได้นะคะ”

“ก็ฉันเลือกไม่ได้นี่...แล้วมันก็ไม่ได้เยอะด้วย เธอรู้มั้ยว่าบางอันมันต้องใส่ให้เข้าเซ็ทกัน เป็นโทนสีเดียวกันหรือใกล้เคียงมันถึงจะสวย”

“ฉันรู้ค่ะ แต่ว่าพี่เอาไปหมดไม่ได้”

“เอาไปได้สิ”

“ไม่ได้ค่ะ ถ้าพี่ไม่เลือก ฉันไม่ยอมจริงๆ ด้วย” จินเซียงยื่นคำขาดตามที่ว่านหนิงบอกมา ถ้าหากเธอไม่ยอมทำอะไรที่เด็ดขาดให้อันเป่าอ้ายกลัว อีกฝ่ายก็จะไม่ยอมฟัง

อันเป่าอ้ายทำหน้าไม่สบอารมณ์แล้วหยิบเครื่องประดับอย่างละสองชิ้นออกมาจากกล่อง แล้วเปลี่ยนมาใส่รวมกันไว้ในกล่องเดียวให้พอดี “เลือกแล้ว โอเครึยัง”

“ดีมากค่ะ เอากล่องใส่ไว้ในกระเป๋าได้เลย” จินเซียงไม่คิดว่าอันเป่าอ้ายจะฟังง่ายๆ แบบนี้ คงเพราะก่อนหน้านี้เธอเป็นฝ่ายเชื่อฟังนักแสดงสาวมากกว่าด้วย ที่ว่านหนิงเคยเรียกเธอไปคุยรู้ถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง คงจะเพราะแบบนี้เองสินะ

เธอคือผู้ดูแลศิลปิน...ไม่ใช่เด็กรับใช้ของศิลปิน

ทั้งสองคนเดินทางมาถึงบ้านของว่านหนิงที่อยู่กับสามีกันลำพังสองคน ตามประสาคู่สามีภรรยา จินเซียงมาที่นี่เป็นครั้งแรกเลยแปลกใจกับการออกแบบของบ้านหลังนี้ที่เอาศิลปะของจีนกับความลักซูรีที่หรูหราแบบตะวันตกผสมผสานกันได้น่าสนใจแบบนี้ เธอมองไปทั่วบ้านจนลืมอันเป่าอ้ายไปเลย ขณะที่นักแสดงสาวเดินไปทั่วเหมือนกับที่นี่เป็นบ้านตัวเอง รวมถึงไปปิดตู้เย็นรินน้ำมาให้ผู้จัดการฝึกหัดอีกด้วย

“คุณซู...สามีของพี่ว่านหนิงเขาเป็นสถาปนิกน่ะ เลยออกแบบบ้านเอง บ้านสวยสุดยอดเลยใช่มั้ยล่ะ” อันเป่าอ้ายเหมือนอ่านความคิดของสาวน้อยคนนี้ได้ เธอเลยอธิบายให้ฟัง

“สวยมากเลยค่ะ อยากมีบ้านของตัวเองแบบนี้บ้างจัง”

“จ้างคุณซูสิ เขาคิดไม่แพงหรอก แค่…” อันเป่าอ้ายชูนิ้วขึ้นมาเป็นจำนวนหลักของค่าจ้าง เธอชูนิ้วโป้งกับนิ้วก้อยให้จินเซียงดู “หกหลักเท่านั้นเอง ราคาคนกันเอง”

“เอ่อ...ขอชื่นชมก็พอค่ะ ถ้ามีบ้านแบบนี้ คงไม่ได้ไปไหนแน่ ได้อยู่แต่บ้านทั้งวันให้คุ้มค่าทำน่ะค่ะ” ประโยคหลังจินเซียงแอบกระซิบกับนักแสดงสาว ขืนพูดดังแล้วบังเอิญในห้องรับแขกมีกล้องวงจรปิดแล้วเจ้าของมาเปิดดูได้อับอายขายหน้าแน่

ว่านหนิงกลับเข้ามาพบทั้งสองคนนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกพร้อมกับเดินทาง เธอเลยให้ทั้งสองคนรออยู่ที่นี่ ส่วนเธอจะได้ไปเตรียมห้องให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยให้อันเป่าอ้ายขนของขึ้นไปไว้บนนั้นได้

“นี่พี่อยู่บ้านคนเดียวอีกแล้วเหรอ” อันเป่าอ้ายถามเมื่อเห็นผู้จัดการของเธอเดินลงมาจากชั้นสอง

“คุณซูเขาไปทำงานนอกเมืองน่ะ ห้องเตรียมเรียบร้อยแล้วเอาของขึ้นไปเก็บได้เลย” อันเป่าอ้ายสังเกตว่าว่านหนิงดูไม่ค่อยสดใสเหมือนอย่างทุกที ก่อนหน้านี้เธอก็มีเรื่องให้กังวลแต่ก็ไม่ได้มีสีหน้ากับท่าทางแบบนี้สักหน่อย

มีเรื่องอะไรให้ไม่สบายใจอีกนะ

คลิปเสียงที่ได้มาจากลั่วมู่เฝิงถูกเปิดครั้งแรกในการประชุมของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับคดีทำร้ายร่างกายของชุนสวี่ เนื่องจากเสียงที่ได้ยินในช่วงที่กำลังเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นนั้นดังมาก ทำให้พวกเขาสามารถลำดับเหตุการณ์เบื้องต้นได้ค่อนข้างแม่นยำ

“จากที่ผมเขียนลงไปในรายงานคือคนร้ายน่าจะมีการวางแผนย่างดี มีการใช้เข็มฉีดยาเป็นอุปกรณ์ช่วยเพื่อทำให้ร่างกายของเหยื่อมีอาการอ่อนแรง ขยับร่างกายได้ลำบากไม่เป็นไปตามที่ ตามผลการตรวจร่างกายจากทางโรงพยาบาลมีรอยเข็มเล็กที่ต้นแขนขวากับบริเวณลำคอฝั่งขวาของตัวเหยื่อ แต่จากหลักฐานในที่เกิดเหตุ พบเข็มฉีดยาสองอัน อันหนึ่งไม่มีสารอะไรด้านในขณะที่อีกอันยังมียาที่คนร้ายใช้อยู่เต็มหลอดและมีรอยเลือดของเหยื่อติดอยู่ด้วย คาดว่าเหยื่อน่าจะดึงออกก่อนถูกเข็มแรกฉีดเข้าร่างกายครับ”

เสี่ยนเจียนหลิวฟังแล้วก็ยังสงสัยในคลิปเสียงนั้นเขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงพูดคุยของคนสองคนอยู่ แต่มันเบามากไม่รู้ว่าเพราะอยู่ไกลรึเปล่า ถ้าเขาหูไม่ฝาดเหมือนว่าจะได้ยินเป็นเสียงที่ค่อนข้างทุ้มแต่ไม่เหมือนเสียงของผู้ชายสักเท่าไหร่

“ช่วยเปิดคลิปเสียงอีกสักรอบได้มั้ยครับ”

เจ้าหน้าที่ที่กำลังรายงานผลอยู่กำลังจะค้านเพราะว่าเขาเปิดตามที่ชายหนุ่มสั่งมาสามรอบแล้ว และเขากำลังขอฟังอีกรอบหนึ่งแต่สุดท้ายก็ยอมเปิดแต่โดยดี คลิปเสียงดำเนินไปถึงช่วงที่ทุกอย่างเงียบแล้วมีเสียงอะไรสักอย่างที่เบามาก “ย้อนกลับไปสักสิบวิฯ แล้วเพิ่มเสียงช่วงนี้หน่อย”

‘นาย...ที่วันนั้น..วิต...นายผิด...คะ…ที่...’

“เสียงเหมือนผู้หญิงเลย” เจ้าหน้าที่พูดขึ้นมาเมื่อตั้งใจฟังชัดๆ ก่อนจะตกใจกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกมา “ผู้หญิงเหรอ”

เสี่ยนเจียนหลิวเองก็อึ้งไปเหมือนกัน แม้เสียงจะไม่ได้ชัดมากอาจจะเพราะคนร้ายอยู่ไกลจากโทรศัพท์มากและในคลิปยังมีเสียงหายใจของคนที่บันทึกเสียงขณะโทรศัพท์แทรกมาเป็นระยะอีก อย่างน้อยก็ตัดผู้ต้องสงสัยที่เป็นผู้ชายออกไปได้แล้ว

คราวนี้ก็ต้องมาหาว่าใช่ผู้หญิงจริงๆ หรือเปล่า เพราะเดี๋ยวนี้คนเราสามารถแปลงเสียงหรือดัดเสียงได้

“มีภาพอะไรจากกล้องวงจรปิดมั้ย?”

“ภาพตรงทางเดินหน้าห้องของเหยื่อไม่มีเลยครับ เหมือนของคุณหลินฉีที่จู่ๆ กล้องก็ไม่สามารถทำงานได้ แต่ได้ภาพจากกล้องบริเวณฟิตเนสมาแทนครับ” เจ้าหน้าที่เปิดคลิปที่ได้มาให้ทุกคนในที่นี้ได้ดู ณ มุมตรงนั้นค่อนข้างมืด มีเพียงแสงวอร์มไลท์จากสระว่ายน้ำที่สองมาให้เห็นเงาของทั้งสองคนเท่านั้น ในภาพจะเห็นเลยว่าชุนสวี่ถูกจับให้นั่งบนแผ่นกั้นแล้วถูกถีบลงไปในสระว่ายน้ำ

“ถ้าหากว่าคนร้ายเป็นผู้หญิงก็แสดงว่าเธอไม่ได้มีแรงมากพอที่จะผลักเหยื่อให้หงายหลังร่วงลงไปในน้ำ เลยต้องใช้วิธีถีบและใช้ยาเป็นตัวช่วยให้เหยื่อที่เป็นผู้ชายมีแรงน้อยลง เพื่อให้แผนสำเร็จได้ง่ายมากขึ้นอย่างนั้นเหรอครับ”

“มันก็เป็นไปได้ แต่ว่าจากเงาของเขาที่เห็นจากมุมไกลแล้วยังเป็นมุมอับสายตาแบบนี้ มันยื่นยันไม่ได้หรอกว่าเรื่องราวมันเป็นแบบนั้นจริงรึเปล่า ตอนนี้ทำได้แค่สันนิษฐานตามหลักฐานที่มีเท่านั้น” เสี่ยนเจียนบอกแล้วจัดการเขียนข้อสันนิษฐานลงในรายงานตรงหน้าของเขา

“จากสถานที่เกิดเหตุมีผ้าที่ผูกกันเป็นเชือกมัดอยู่บริเวณริมระเบียงของห้อง มีความเป็นไปได้ที่แผนของคนร้ายในตอนแรกคือการจัดฉากให้เหยื่อเป็นเหมือนกันผูกคอตาย แต่ทำไม่สำเร็จ เลยต้องเปลี่ยนแผนมาเป็นการทำให้ขาดอากาศหายใจโดยการจมน้ำแทน”

“แล้วแรงจูงใจในการก่อเหตุล่ะครับ จากข้อมูลที่เราทราบเหยื่อเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง เป็นเอ่อ...เป็นสามีแห่งชาติ ไม่ค่อยมีข่าวเสียหายในทางลบด้วย”

“จะบอกว่าเป็นแรงหึงหวงเกินเหตุก็ไม่น่าเป็นไปได้เพราะว่าเหยื่อกับแฟนสาวของเขาไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ มีแค่คนสนิทเท่านั้นที่รู้ว่าพวกเขากำลังคบหากัน เนื่องจากเป็นคนที่มีชื่อเสียงพอกันทั้งคู่”

“นั่นคือสิ่งที่เราต้องหาว่าแรงจูงใจของคนร้ายคืออะไรกันแน่ สำหรับผม...อาจจะเกี่ยวข้องกับคดีอีกสองคดีที่เรายังไม่มีความคืบหน้าก็ได้” เสี่ยนเจียนหลิวทิ้งท้ายเอาไว้เพียงแค่นั้น เขาหวังว่าคราวนี้พวกเขาจะตามทันความคิดของคนร้ายสักที

ความคิดเห็น