email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 สัญชาตญาณ (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 สัญชาตญาณ (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 127

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ม.ค. 2564 17:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 สัญชาตญาณ (2/2)
แบบอักษร

“นั่นใคร!? เข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง ว้าย!” หลินฉีพยายามจะเขยิบไปอีกฝั่งใกล้โคมไฟมากที่สุด ตอนนี้เธอเห็นแค่เงารางๆ ถ้าเปิดไฟอย่างน้อยก้จะได้เห็นหน้าเขาชัดๆ คนๆ นั้นจับข้อเท้าเธอแล้วลากเธอไปหาเขาจนตกที่นอนลงไปนอนกองบนพื้น ทำให้เธอยิ่งเจ็บท้องมากขึ้นไปอีกจากการกระแทก

เธอรู้สึกถึงของเหลวที่ไหลออกมาตามหว่างขา คนที่แอบอยู่ในห้องเธอเดินไปเปิดโคมไฟให้มีแสงขึ้นมาบ้าง กางเกงขายาวที่หลินฉีสวมอยู่มีของเหลวสีแดงเปรอะเปื้อนไหลออกมา เธอช็อกจนพูดไม่ออก ได้แต่มองอยู่กางเกงของตัวเองแล้วนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ปลายเท้าของรองเท้าหนังมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ หลินฉีไล่ระดับสายตาขึ้นไปมองเขาช้าๆ เธอไม่รู้ว่าคนๆ นี้เข้ามาในห้องเธอได้อย่างไร แล้วมันเกี่ยวข้องกับการที่เธอกำลังตกเลือดอยู่อย่างนี้ด้วยหรือเปล่า

“ยะ...อย่าทำอะไรฉันเลยนะ อยากได้อะไร เอา...เอาไปได้เลย” เขาย่อตัวลง แม้จะมีหน้ากาปิดบังใบหน้าเอาไว้อยู่ครึ่งหน้า แต่สายตาที่เขามองมาทำให้เธอรู้สึกกลัวแล้วขนลุกซู่

“ได้เวลาชดใช้แล้ว”

“กรี๊ด! อื้อ!” มือหนากดลงมาบนหน้าท้อง หลินฉีกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด มืออีกข้างของเขาปิดปากเธอเอาไว้ไม่ให้ส่งเสียงร้องออกมา หญิงสาวรู้สึกเหมือนกำลังจะมีอะไรสักอย่างออกมาจากท้องของเธอ เขาออกแรงกดบีบหน้าท้องเธอมากขึ้น หลินฉีจับมือข้อมือของเขาแล้วพยายามผลักมือเขาออกจากหน้าท้องของเธอ แต่ก็ไม่ได้ผลยิ่งทำให้เขาออกแรงบีบมากขึ้นไปอีก

หลินฉีรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างหลุดออกมาจากช่องคลอดของเธอ น้ำตาที่คลอเบ้าอยู่ไหลออกมาเป็นสายทันทีเมื่อเธอตาเบิกโพลง ลมหายใจเริ่มแผ่วไปพร้อมกับสติของเธอ แม้สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในท้องของเธอจะมีอายุเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็จริง ตอนนี้เขาได้หลุดออกมาจากร่างกายของเธอแล้ว ลูกน้อยที่เธอเพิ่งรู้ว่าเขาอยู่กับเธอ ตอนนี้เขากำลังจะจากเธอไป

“...” หญิงสาวถึงกับพูดไม่ออกได้แต่กุมมือตรงหน้าท้องเอาไว้ แล้วบอกตัวเองในใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเพียงแค่ฝันร้ายของเธอเท่านั้น

บุคคลปริศนามองหญิงสาวอีกครั้งด้วยแววตาที่เรียบเฉย สายตาของหลินฉีจ้องมองไปที่เขา ตอนนี้เธอทั้งแค้น ทั้งเสียใจ ทั้งเจ็บปวดกับคนตรงหน้าที่ทำให้เธอต้องเสียลูกในครรภ์ไปด้วยความตั้งใจ เธอเอื้อมมือไปจับคอเสื้อของเขา ออกแรงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เขาปัดมือเธอออกง่ายๆ แล้วมองดูเธออยู่อย่างนั้นและไม่คิดจะช่วยตามหมอหรือเรียกให้ใครเข้ามาดูเธอเลย

เขาก้มลงไปกระซิบอะไรบางอย่างกับเธอก่อนที่เธอจะไม่มีสติ แต่หลินฉีไม่อยากรับรู้อะไรแล้วทั้งนั้น ของเหลวสีแดงที่เกิดจากการตกเลือดเริ่มไหลล้นทะลักกางเกงของเธอไหลออกมาตามพื้นห้อง เขาจึงออกไปจากห้องก่อนที่กล้องวงจรปิดจะซ่อมเสร็จแล้วใช้งานได้

หลินฉียังคงรับรู้สภาพแวดล้อมรอบกายเธออยู่ตลอด ในห้องนอนของเธอมีชุดแต่งงานสีครีมที่อยู่ในหุ่นลองอยู่ปลายที่นอน เลือดของเธอไหลนองไปจนถึงชายกระโปรงชุดนั้น เสียงเรียกเข้ามือถือของเธอดังขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่บนโต๊ะอีกฝั่ง เธอไม่มีเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นไปตรงนั้น ได้แต่นอนนิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไปแล้วรอให้ตัวเธอเองไม่รับรู้สิ่งใดต่อจากนี้อีกแล้ว

อันเป่าอ้ายเตรียมตัวสำหรับการถ่ายภาพให้กับแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังอยู่ในห้อง งานในวันนี้เธอมากับเด็กฝึกงานที่ว่านหนิงส่งมาดูแลเธอแทน วันแรกในการทำงานด้วยกัน อีกฝ่ายทำให้เธอไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ เธอพยายามเข้าใจว่าอีกฝ่ายยังเป็นมือใหม่สำหรับงานนี้อยู่เลยอาจจะมีตื่นเต้นแล้วทำอะไรที่ไม่สมควรและไม่ถูกไปบ้าง แต่อย่างน้อยๆ ก็พอเป็นงานในการคุยงานกับผู้ว่าจ้างอยู่

“เสี่ยวจิน...เธอไปซื้อโดนัทกับกาแฟให้ฉันหน่อยนะ เดินเล่นรับลมสักหน่อย น่าจะช่วยให้หายตื่นเต้นนะ” อันเป่าอ้ายบอกกับผู้จัดการฝึกหัด อีกฝ่ายรับทราบแล้วรีบออกไปทันที เธอแค่ไม่อยากให้เธอรู้สึกกดดันมากเกินไป แถมเมื่อเช้าเธอเผลอวีนใส่อีกฝ่ายไปด้วย น่าจะทำให้เธอกดดันพอสมควร

“อันเป่าอ้าย เธอเข้มงวดกับผู้จัดการไปหน่อยหรือเปล่า แค้นที่ว่านหนิงเคยเข้มงวดกับเธอหรือยังไง” หัวหน้าทีมสไตล์ลิสของงาน พูดแซวขึ้นมาขณะที่กำลังทำผมให้กับเธออยู่

“เปล่านะพี่ ฉันแค่ดุในสิ่งที่ควรดุ อย่างเมื่อเช้าเธอบอกว่าจะมารับฉันตอนเจ็ดโมงแต่ดันมาถึงตอนแปดโมง ฉันก็ควรต้อง…”

“จ้าๆ พี่เชื่อเธอ” เธอติดเครื่องประดับบนศีรษะตามที่เจ้าของแบรนด์ต้องการอย่างตั้งใจ ระหว่างนั้นหากเครื่องประดับหลุดขึ้นมา เธอจะซวยได้ถ้าทำอะไรไม่ถูกใจนายจ้าง “เออนี่...แล้วอย่างนี้เด็กใหม่จะมาดูแลเธอตลอดเลยอย่างนั้นเหรอ? จะไหวรึเปล่าเป่าอ้าย”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ พี่ว่านหนิงก็ต้องมาดูแลเองบ้างเป็นบางที ถ้าอันไหนที่พี่เขาคิดว่าเสี่ยวจินทำได้ พี่เขาก็จะยกหน้าที่ให้อีกฝ่ายไปเลย วันนี้วันแรกไม่เป็นไรหรอกพี่ ถือว่าใช้ได้อยู่นะ ไม่ธรรมดาหรอก”

“อย่าดุบ่อยแล้วกัน เวลาเธอดุเธอน่ากลัวเหมือนกันนะรู้ตัวรึเปล่า?”

“ก็พอรู้บ้างค่ะ”

อันเป่าอ้ายเข้าไปอยู่หน้ากล้องรอฟังว่าเจ้าของแบรนด์และช่างภาพอยากได้ภาพและความรู้สึกที่อยากให้เธอถ่ายทอดออกมานั้นเป็นในลักษณะไหน เธอมีเวลาในการทำงานอยู่ที่นี่เพียงแค่สี่ชั่วโมง แล้วจากนั้นเธอต้องไปที่ถ่ายงานที่อื่นต่อ ดังนั้นเธอไม่ควรทำพลาดให้เสียเวลา แล้วถ้าเสร็จก่อนเวลาที่กำหนดเอาไว้แล้วล่ะก็ เธอจะได้มีเวลาพักหายใจสักนิด

นักแสดงสาวมองไปที่ช่างภาพเหมือนเธอขยับร่างกายไปตามจังหวะที่เปิดช่วยสร้างบรรยากาศและอารมณ์รู้สึกถึงความรู้สึกรักที่เจ้าของแบรนด์ต้องการให้สื่อ ภาพที่ส่งไปยังหน้าจอของเจ้าของแบรนด์ฝ่ายนั้นยิ้มอย่างพอใจอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งได้ภาพที่สามารถนำไปเลือกได้ เธอก็ยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้หญิงสาวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ในชุดถัดไปซึ่งยังเหลืออีกห้าชุด

ผู้จัดการฝึกหัดกำลังจะเข้าไปยังสตูดิโอที่ใช้ถ่ายแบบ แต่สียงเรียกเข้าจากว่านหนิงเบรกให้เธอต้องชะงักฝีเท้าก่อน เธอต้องรับสายอีฝ่ายภายในห้าวินาที จินเซียงวางของทุกอย่างที่ซื้อมาไว้ที่ขอบกำแพงข้างทาง แล้วควานหามือถือในกระเป๋าให้ไวที่สุด “ค่ะคุณว่าน”

“มือถือของเป่าอ้ายอยู่กับเธอรึเปล่า” ว่านหนิงกำชับว่าเธอจะต้องดูแลมือถือของนักแสดงขณะที่อีกฝ่ายกำลังทำงานอยู่ ถ้าหากเธอพักเมื่อไหร่ค่อยคืนให้ใช้

“อยู่ค่ะ” จินเซียงควานหาว่ามือถือของอันเป่าอ้ายอยู่กับเธอจริงๆ ในช่องลับของกระเป๋า

“ดี...อย่าเพิ่งให้มือถือกับเธอ ถ้าเธอขอก็บอกไปว่าฉันบอกว่าอย่าเพิ่งให้ เข้าใจใช่มั้ย”

“ค่ะ เข้าใจค่ะ” ว่านหนิงกดตัดสายไป ไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติมเลย จินเซียงไม่กล้าถามอีกฝ่ายด้วยว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า แต่เธอคิดว่ามันคงเป็นสิ่งที่ผู้จัดการว่านคิดดีแล้วที่จะให้เธอทำแบบนั้น

จินเซียงกลับเข้ามาอีกครั้ง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่อันเป่าอ้ายเปลี่ยนชุดเสร็จพอดี เธอยื่นกาแฟและโดนัทให้นักแสดงตามที่เธอสั่ง อันเป่าอ้ายดูดไปได้ไม่กี่อึก เธอก็ต้องลุกไปอยู่หน้ากล้องอีกครั้ง จินเซียงได้มาดูการทำงานของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรกอย่างใกล้ชิด หน้าฟีดข่าวในมือถือของเธอมีการแจ้งเตือนหัวข้อที่กำลังเป็นที่สนใจ เธอจึงเปิดอ่านตามปกติโดยไม่ได้คิดอะไร พอได้อ่านพาดหัวข่าวและเนื้อหาข่าวอย่างละเอียดก็ถึงกับอ้าปากเหวอ

‘สูญเสียกันอีกครั้ง! นักแสดงสาวคนดังตกเลือดเสียชีวิตภายในห้องพักของตัวเอง ถูกพบเมื่อเช้ามืดในวันนี้โดยผู้จัดการและแฟนหนุ่มของเธอ ในย่านตึกหรูฝั่งตะวันตกของเมือง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เธอและแฟนหนุ่มเพิ่งกำหนดวันวิวาห์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า...’

ผู้จัดการฝึกหัดเห็นว่าหลายๆ คนเริ่มพูดถึงเรื่องนี้แล้ว อยู่ด้านหลังกล้อง เธอจึงเข้าไปพูดคุยขอความร่วมมือให้ทุกคนเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไว้ก่อน อย่าเพิ่งพูดถึงจนกว่าอันเป่าอ้ายจะทำงานเสร็จ เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมว่านหนิงถึงไม่ให้อันเป่าอ้ายจับมือถือเด็ดขาด ถ้าหากเธอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนรักแล้วล่ะก็…

งานวันนี้อาจจะพังเลยก็ได้

อันเป่าอ้ายสังเกตอาการท่าทางของทีมงานหลายๆ คนที่จับกลุ่มคุยกันแล้วมองมาทางเธออยู่เรื่อยๆ พอเธอมองกลับพวกเขาก็หลบสายตา แม้แต่จินเซียงเองก็เหมือนกัน ช่วงพักที่เติมหน้าทำผมใหม่นั้น หญิงสาวไม่ยอมให้มือถือกับเธอสักทีเอาแต่อ้างว่าว่านหนิงสั่งไว้อย่างเดียว

ผู้จัดการว่านหนิงก็เหมือนกัน...ทำไมต้องสั่งอะไรไร้สาระแบบนี้ด้วย!

“พี่...มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นรึเปล่าเนี่ย ฉันว่าทุกคนกำลังทำตัวแปลกๆ นะ”

“ไม่รู้สิ...ไว้เสร็จงานเธอค่อยไปถามเอาแล้วกัน” สไตล์ลิสคนเก่งไม่อยากพูดอะไรมากเพราะผู้จัดการคนนั้นขอเอาไว้ เธอจึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเอาไว้ก่อน แต่เธอรู้ดีว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ปิดอันเป่าอ้ายได้แค่ก่อนงานเสร็จเท่านั้นแหละ

อันเป่าอ้ายเปลี่ยนชุดกลับเป็นชุดของตัวเองให้เรียบร้อย เพื่อไปทำงานที่ต่อไป ทันทีที่เธอขึ้นรถตู้คันใหม่มาแล้วจินเซียงขึ้นมาตามมานั่งอยู่ข้างๆ เธอ คนขับรถค่อยๆ ขับออกไปตามหน้าที่ เธอจึงถือโอกาสนี้คุยกับอีกฝ่ายตรงๆ “จินเซียง”

“คะ”

“เธอพูดมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพี่ว่านหนิงถึงไม่ให้เธอเอามือถือให้ฉัน”

“เอ่อ...คือว่า…” สายตาของหญิงสาวเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก อันเป่าอ้ายจ้องด้วยสายตาดุๆ กดดันให้อีกฝ่ายพูดเธอจึงหยิบมือถือคืนให้กับเจ้าของ “พี่ดูเองแล้วกันค่ะ”

“ดูอะไร” อันเป่าอ้ายเปิดดูว่ามีอะไร ข้อความจากเพื่อนๆ ในวงการที่ทำงานด้วย ส่งลิงค์เว็บมาให้เธอเยอะมาก เธอจึงเลือกเปิดจากเพื่อนสนิทของเธอเองก่อน พอได้อ่านข้อความแล้วเธอถึงกับทำมือถือหล่นจากมือ

หลินฉี...ตายแล้ว!

จินเซียงรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นเธอหยิบมือถือเครื่องนั้นขึ้นมาแล้วกดปิดเครื่องไปก่อน เธอไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือปลอบอะไรอีกฝ่ายดี จึงได้แค่นั่งเงียบๆ อยู่ข้างๆ ส่งกำลังใจให้เท่านั้น ส่วนอันเป่าอ้ายรู้สึกจุกอกพูดอะไรไม่ออก จะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก ตอนนี้สับสนไปหมดว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกกันแน่ เมื่อวานยังไม่มีลางบอกเหตุอะไรเลยด้วยซ้ำ เธอยังโทรไปหาเพื่อนอยู่เลยแม้จะไม่ได้คุยกับเธอตรงๆ ก็ตาม แต่…

มันเกิดอะไรขึ้น!?

“จินเซียง...เอามือถือมา” ผู้จัดการสาวยื่นให้ทันที อันเป่าอ้ายรับมากดเปิดเครื่องใหม่หลังจากที่พยายามตั้งสติไม่ให้มือสั่น เมื่อมือถือพร้อมใช้งานเธอก็ไล่รายชื่อว่าเธอจะโทรหาใครดี? ใครสักคนที่รู้เรื่องนี้ดีและตอบคำถามให้เธอหายข้องใจได้

เสี่ยนเจียนหลิว!

เธอกดโทรหาเขาทันที แต่เขาไม่รับสาย เธอกระหน่ำโทรหาเขาอยู่นาน แต่เขาก็ไม่ยอมรับสายอีก เธอจึงได้ปล่อยโฮออกมาด้วยความอึดอัดที่เหมือนตอนนี้เธอทำอะไรไม่ได้เลย ตอนที่หลินฉีอยู่ในอันตรายเธอกลับไม่เอะใจเลย กว่าจะรู้เรื่องก็สายมาจนเกือบบ่าย รู้หลังคนอื่นๆ แถมทุกคนยังพยายามปกปิดเรื่องนี้ไม่ยอมบอกให้เธอรับรู้อีก

จินเซียงเห็นว่านักแสดงสาวของเธออาการหนักแล้ว จึงบอกให้คนขับรถพาพวกเธอไปหาว่านหนิงที่บริษัทก่อน ว่านหนิงส่งข้อความบอกล่วงหน้าว่าถ้าหากเธอเห็นสภาพว่าอันเป่าอ้ายไม่ไหวให้พาไปหาเธอที่นั่นแทน แล้วว่านหนิงจะไปจัดการคุยกับเจ้าของงานเอง เธอเข้าไปกอดปลอบอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ เวลาที่เราสูญเสียใครสักคนไม่ควรปล่อยให้เขารู้สึกเสียใจอยู่อย่างนั้น การกอดเพื่อบอกว่าไม่เป็นไรนั้นอาจดูเหมือนเป็นการจุ้นจ้าน แต่จินเซียงคิดว่ามันเป็นการบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความตั้งใจของคนปลอบได้ดีที่สุด

 

เจ้าหน้าที่เก็บภาพและวัตถุพยานต่างๆ ภายในห้องด้วยความสลด นักแสดงสาวนอนเสียชีวิตอยู่บนพื้นห้อง ดวงตาเบิกโพลงไม่ได้หลับตาแต่อย่างใด จากระยะที่คาดเดากันเธอน่าจะมองไปยังชุดแต่งงานสีครีมที่เปื้อนเลือดที่ไหลไปถึงชายกระโปรงก่อนจะเสียชีวิต พวกเขาบันทึกภาพที่เกิดเหตุการณ์เอาไว้แล้ว จากนั้นจึงทำการเคลื่อนย้ายร่างของหลินฉีออกจากที่เกิดเหตุไปทำการพิสูจน์ว่าเธอเสียชีวิตจากอะไรแล้วมีอย่างอื่นที่น่าสงสัยรึเปล่า

“ผมไม่รู้เลยว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ แบบนี้เป็นไปได้รึเปล่าครับว่าเธอ...ตั้งใจทำให้ตัวเอง…” เจ้าหน้าที่ที่มาถึงที่เกิดเหตุก่อนถามเสี่ยนเจียนหลิวแล้วทำมือทุบที่หน้าท้องตัวเองเพื่อสื่อว่าเขาหมายถึงอะไร “แบบนี้ก็แสดงว่าเธอเสียชีวิตจากการกระทำของตัวเองน่ะสิครับ เธอตกจากที่นอนกระแทกลงมาบนพื้นรุนแรงขนาดนั้น”

“ตอนที่เข้ามาเห็นทุกอย่างแวบแรกฉันก็เกือบจะคิดแบบนั้น แต่นายดูตรงนั้นสิ” เสี่ยนเจียนหลิวชี้ไปบนที่นอนที่มีกองเลือดเล็กๆ บนนั้นที่แห้งสนิทจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไปแล้ว ตรงบริเวณขอบๆ เตียง มารอยเลือดที่แห้งติดเพียงเล็กน้อย ลักษณะเหมือนรอยลากความยาวจากกองเลือดที่อยู่กลางเตียงยาวเป็นเส้นโค้งมาถึงขอบ และอีกด้านหนึ่งมีรอยเลือดเป็นกองเล็กๆ อีกเป็นจุดๆ “ฝั่งซ้ายของเตียงเป็นจุดลักษณะเหมือนรอยนั้นขยับขึ้นไปทีละนิด ส่วนฝั่งขวาเป็นรอยลากเหมือนตั้งใจให้เป็นเส้นต่อเนื่อง นายคิดว่าผู้ตายกำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนั้น”

“ถ้าเขานอนอยู่ตรงกลางนี้...แล้วขยับไปทางนั้นทีละนิดเหมือนกับกระถดหนีอะไรสักอย่าง” เขาเดินข้ามไปอีกฝั่งแล้วลองจำลองเหตุการณ์ “ก่อนจะลากรอยเลือด...ถูกลากไปอีกฝั่งของเตียงจนตกและกระแทกพื้น...แสดงว่า!?”

“ฉันคิดว่าคราวนี้เป็นเหตุฆาตกรรม” นอกจากรอยบนที่นอน ข้างๆ ศพของหลินฉี มีรอยเท้าที่น่าจะบังเอิญมีเลือดกระเซ็นไปติดรองเท้า จึงเกิดรอยที่สังเกตได้ยาก เขาใช้แว่นขยายส่งดูจึงเห็นลักษณะเส้นที่เรียงกันอย่างตั้งใจผิดปกติ เจ้าของรองเท้าคงไม่ได้เอะใจเลยไม่ทันสังเกตเห็น

“หัวหน้าครับ ในลิ้นชักห้องรับแขกมีจดหมายนี้อยู่ด้วยครับ” เจ้าหน้าที่อีกคนที่เก็บหลักฐานจากส่วนอื่นๆ ของห้องนี้นำซองจดหมายที่มีลักษณะเดียวกันกับจดหมายของชางไห่ที่เขาเจอในห้องมาให้กับเสี่ยนเจียนหลิว เขาเปิดซองออกหยิบการ์ดด้านในออกมาดู การ์ดนั้นเขียนเหมือนกันกับของชางไห่ว่า ‘เตรียมตัวชดใช้’ เป็นไปได้ว่า…

นักแสดงที่ผู้ร้ายเข้ามาทำร้าย อาจจะเป็นคนเดียวกันที่เคยก่อเหตุในคดีชางไห่!

ความคิดเห็น