ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่1 [เชลย101] 100% อัพแล้ว

ชื่อตอน : บทที่1 [เชลย101] 100% อัพแล้ว

คำค้น : เชลย ตบจูบ ทะเลทราย

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 350

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ม.ค. 2564 23:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่1 [เชลย101] 100% อัพแล้ว
แบบอักษร

ฮาร์ลีย์คันกลางเก่ากลางใหม่คู่ใจของกุนซือคนสนิทของกบฏอาซิมอย่างจาโรม ขับมาจอดที่ด้านหน้าตึกสามชั้น อันเป็นสถานที่ไว้ประชุม เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ดักปล้นอาวุธ จับตัวประกัน แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเคยออกความเห็นแล้วว่าห้ามลงมือเด็ดขาด ไม่คิดเลยว่าแค่ไปจัดการธุระให้อาซิมไม่กี่วัน อาลีจะชิงลงมืออย่างรวดเร็ว จนอาจเกิดผลเสียตามมา ระหว่างที่วาดขาลงจากรถ กำลังจะเดินเข้าไปด้านใน สายตาก็พลันเห็นสตรีนางหนึ่งสวมชุดคลุมสีดำสนิท สวมนิกอบเหลือเพียงดวงตา เดินถือถาดที่บรรจุแผ่นแป้งหลายแผ่น เดินไปทางสถานที่คุมขัง จาโรมมองเห็นผู้คุมอยู่ไกลลิบ กำลังยืนรออยู่ นั่นทำให้เขาสนใจ รีบเดินไปขวางด้านหน้าของผู้หญิงคนนั้น

“เอาอาหารไปทำอะไร”

สตรีนางนั้นตกใจรีบก้มหน้าตอบตามจริง “มะ ไม่ทราบค่ะ ทางผู้คุมขออาหารเพิ่มเป็นจำนวนมาก ฉันแค่มาส่ง”

คราวนี้จาโรมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ไม่ได้รั้งหญิงสาวเอาไว้ เปลี่ยนใจไม่เข้าไปด้านในแต่เลือกเดินไปยังสถานที่คุมขังนักโทษแทน เมื่อก้าวเข้ามาผู้คุมด้านหน้าที่ถืออาวุธหนักก็โค้งทักทายทันที ทว่าเขาไม่สนใจ จนกระทั่งได้ยินเสียงพูดคุยดังออกมานอกห้องขัง พร้อมกับผู้คุมรายหนึ่งถือถาดอาหารออกมาด้วย เมื่อปิดประตูเรียบร้อย หันกลับมา ก็แทบจะชนเขาอยู่แล้ว อีกฝ่ายดูตกใจเบิกตากว้าง

“ทะ ท่านจาโรม”

“แกสั่งอาหารมาตั้งมากมายทำไม...พวกนั้นคือเชลย ไม่ใช่แขกรับเชิญที่ต้องดูแลอย่างดี” เขาถามเสียงเข้ม

ผู้คุมคนเดิมกลืนน้ำลายก้มหน้าลง มือสั่นเทาจนแทบจะประคองถาดเปล่าไม่อยู่ ได้ยินมานักต่อนักว่าจาโรมเหี้ยมโหด เขาอาจตายได้ง่ายๆ ระหว่างกำลังคิดหาคำตอบ เวลานั้นมือหนาก็ยื่นมาด้านหน้าคว้าบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อของเขาไป เมื่อเงยหน้ามองดูก็แทบอยากเป็นลม จาโรมเจอนาฬิกาเรือนสวยเข้าให้แล้ว

สายตาของชายหนุ่มหรี่เล็กน้อย เข้าใจเรื่องราวได้ทันที “คนที่รับสินบนของเชลย ไม่สมควรทำหน้าที่ผู้คุม ไสหัวออกไปจากที่นี่ ก่อนจะเหลือแค่ร่างไร้วิญญาณ!”

“ขะ ขอโทษครับ ขอโทษครับ” ผู้คุมพูดด้วยน้ำเสียงละล่ำละลักก่อนก้าวออกจากสถานที่แห่งนี้ไป

จาโรมกำนาฬิกาเรือนสวยเอาไว้แน่น จดจำได้ว่าเป็นของเชลยสาวที่เขาอุ้มกลับมา จึงก้าวเดินช้าๆ ไปจนถึงหน้าประตูที่คุมขัง เสียงพูดคุยดังมาเป็นระยะ มีบ้างหัวเราะ ดูไม่ตื่นตระหนกหรือตกใจ ชายหนุ่มจับชายผ้าคลุมศีรษะแล้วยกขึ้นพาดไปอีกด้าน ปกปิดใบหน้าเหลือเพียงดวงตา แล้วจัดการเปิดประตูเข้าไป

ร่างสูงใหญ่ยืนจังก้าหน้าประตู หลังตรงดูสง่า ไม่ได้ถืออาวุธปืนมาแบบคนอื่น ไฟสลัวทำให้เห็นใบหน้าไม่ชัด ทว่านัยน์ตาสีเทอร์ควอย์ทำให้นาราจดจำได้ทันที จนเผลอพึมพำออกมาเบาๆ

“พระเจ้า”

รอสซี่ที่นั่งใกล้สุดรีบกระซิบ “ไม่ใช่ครับ หมอนี่เป็นโจร”

นาราไม่อาจละสายตาจากผู้ชายที่ยืนตรงหน้า แววตาของเขาแข็งกร้าวจนรู้สึกขนลุก ให้ความรู้สึกถึงผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง ที่สามารถปลิดชีวิตศัตรูได้โดยง่าย คงไม่ใช่พระเจ้าอย่างที่คิดจริงๆ ถึงแม้จะคลุมใบหน้าเกือบครึ่ง แต่ก่อนจะหมดสติ วินาทีที่เขาเดินมา แล้วดึงผ้าปิดหน้าลง นาราก็ได้เห็นแล้วว่าผู้ชายคนนี้หล่อเหลามากแค่ไหน มากขนาดทำเธอเพ้อ

ต่างคนต่างเงียบ ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา นาราจึงเอนกายกระซิบรอสซี่ “เชื่อฉันไหม เดี๋ยวหมอนี่ต้องถามด้วยคำถามสุดคลาสสิกว่า ‘รู้ไหมว่าทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่’ เชื่อฉันสิ”

“แต่ผมว่า...”

“รู้ไหมว่าทำไมทุกคนถึงมาอยู่ที่นี่” จาโรมถามเสียงเข้ม

เพี้ยะ!

เสียงนาราตบเข่าดังฉาดทำลายความเงียบและเรียกความสนใจจากทุกคน “บร๊ะ! บอกแล้ว ต้องพูดแบบนี้”

“โห สุดยอด!” รอสซี่ชูนิ้วโป้ง กล่าวชมเชย ทำเอาผู้ชายอีกสามคนที่เหลือหันมายกนิ้วโป้งด้วยเช่นกัน เมื่อนาราดันเดาคำถามของโจรคนนี้ถูกแบบเป๊ะๆ

ไม่เคยมีครั้งไหนที่โจรที่ได้รับฉายาว่าเหี้ยมโหดที่สุดในค่าย จะกลายเป็นอากาศธาตุเท่าครั้งนี้มาก่อน เขาขบกรามแน่นถามเสียงเย็น “สนุกมากนักใช่ไหม ไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่ากำลังจะอยู่ในสถานะไหน ดีไม่ดีตอนนี้หัวเราะ พรุ่งนี้อาจดินกลบหน้าโดยไม่รู้ตัว!”

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยบอกพวกเราหน่อยสิ ว่าเราอยู่ในสถานะไหน แล้วคุณเป็นใคร” นาราถามด้วยน้ำเสียงยียวน

“คนที่ถูกจับมา จะมีสถานะอะไรได้นอกจากเชลย”

“งั้นคนที่จับมา คงต้องเรียกว่าโจรสินะ” นาราต่อปากต่อคำ

ความอวดดีของผู้หญิงคนนี้ กวนอารมณ์ของจาโรมได้เป็นอย่างดี ไม่เคยเจอเชลยรายไหนจะแสดงความปากเก่ง เพียงแค่คิดว่าช่วงแรกเท่านั้น พอเจอของจริงเดี๋ยวก็รู้เองว่าควรทำตัวยังไง

“ใช่ รู้อย่างนี้แล้ว ก็หัดเจียมตัวซะบ้าง”

นาราได้ฟังก็เบ้ปากก่อนเอียงตัวกระซิบรอสซี่ ด้วยเสียงที่ไม่เบานัก “จะว่าไปเหตุการณ์ที่เราเจอก็เหมือนนิยาย เหมือนหนังที่เคยเห็นอยู่นะ ตาโจรคนนี้เข้ามาคงกะอวดเบ่งบารมีให้เรากลัวแน่นอน”

“จริงครับ” เทรย์หันมาตอบกลับ

“แต่รู้จักเชลยอย่างเราน้อยไปแล้ว” นารายิ้มกริ่ม

เป็นอีกครั้งที่ผู้หญิงตรงหน้าทำให้จาโรมรู้สึกเหมือนเป็นโจรกระจอก เธอไม่เกรงกลัวเหมือนคนอื่น ความมั่นใจที่สร้างขึ้นมาลดลงไปเล็กน้อย แทนที่ด้วยความโกรธ จำเป็นต้องแสดงความโหดให้เห็นสินะ คงเป็นพวกประเภทไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา มือหนาหยิบกริชที่เหน็บอยู่ตรงช่วงเอวออกมา จากนั้นก็ขว้างออกไปสุดแรง กริชเล่นนั้นเคลื่อนผ่านเฉียดแก้มกลมของผู้หญิงที่กำลังพูดไปเพียงเล็กน้อยแล้วปักที่ผนังด้านหลังอย่างแม่นยำ หากจาโรมหมายจะเอาชีวิต ก็ทำได้อย่างง่ายดาย

การกระทำนั้นทำให้ทุกคนหยุดชะงัก นาราไม่มีท่าทีตื่นกลัว แต่ก็มากพอให้การสนทนายุติลง ทว่ากลายเป็นรอสซี่ที่เป็นฝ่ายเดือดดาลขึ้นมาแทน จะลุกไปเอาเรื่องแต่ถูกนายสาวจับข้อมือไว้

“ที่นี่ไม่เหมือนนิยายหรือหนังที่เธอเคยดู ถ้ายังอยากรักษาลมหายใจจนกลับประเทศละก็ ควรสงบปากสงบคำ เรียนรู้ที่จะอยู่เยี่ยงเชลย ไม่ใช่แขก” จาโรมเอ่ยเตือนเสียงเยือกเย็น ุ

นาราไม่ได้เสียขวัญ เพียงยกยิ้ม “ขอบคุณที่ช่วยย้ำเตือน แต่เราไม่เคยเป็นเชลยมาก่อน แล้วก็บอกว่าหนังหรือนิยายเทียบกันไม่ได้อีก ถ้าอย่างนั้นก็อยากจะถาม ว่ามีหนังสือคู่มือการเป็นเชลย ให้พวกเราศึกษาก่อนไหม นับจากนี้จะได้แสดง เอ้ย ปฏิบัติตัวได้สมบทบาทที่ควรจะเป็นและไม่ทำให้คุณโจรหัวเสียอีก”

การตอบโต้อย่างยียวนกวนประสาท ซ้ำยังทำหน้าตาไร้เดียงสา ทำให้ขมับของจาโรมเต้นตุบๆ ยิ่งผู้ชายที่เหลือกลั้นยิ้ม เขาก็เหมือนตัวตลกเข้าไปทุกที ใครจะเขียนหนังสือพรรค์นั้นกัน หรือเขียนจริง ใครจะไปมีเก็บไว้

“ดูเหมือนมีดเล่มเดียวจะยังไม่ทำให้เธอเข้าใจสินะ หรือต้องรอให้มันปักหัวใจของเธอก่อน”

“มันจะมากไปแล้วนะ” รอสซี่ที่ทนไม่ไหวสวนกลับ

ชายหนุ่มแสยะยิ้ม “ต้องเรียกว่าน้อยไปต่างหาก เพราะถ้ามากจริงๆ เกรงว่าพวกนายจะรับไม่ไหว อาจจะร้องอ้อนวอนขอชีวิตไปแล้ว”

“ที่เข้ามาต้องการอะไรกันแน่” นาราเข้าเรื่อง

“ยังไม่ถึงเวลาที่จะบอก แต่นับจากนี้ถ้าไม่อยากตายหรือบาดเจ็บก่อนจะมีชีวิตรอดออกไป ก็ช่วยทำตัวให้ดี ทำให้เหมือนเชลยควรจะเป็น”

“ก็ถึงบอกไงว่าขอยืมคู่มือหน่อย มีไหม อยากจะมีชีวิตรอดเหมือนกัน แต่ทำตัวไม่ถูก กลัวจะไม่ถูกใจ สะกิดต่อมคุณโจร แล้วมีดจะมาปักอก” นาราสวนกลับ

จาโรมขบกรามแน่นพูดเสียงเข้ม “คู่มือไม่มี มีแต่ของจริง นับจากนี้ก็เรียนรู้และจำใส่สมองเอาไว้แล้วกัน ว่าเชลยควรเป็นยังไง ไม่แน่ถ้าเธอรอดชีวิตออกไปได้ ก็ไปเขียนหนังสือคู่มือเอาเอง ซึ่งเนื้อหาคงมีเยอะทีเดียว โดยเฉพาะพวกพูดมาก ปากเก่งนัก การทรมานต่างๆ เรามีพร้อม อยากให้เธอทดลองมันให้ครบ จะได้มีประสบการณ์มากๆ รับรองว่าหนังสือเล่มนี้คงขายดีอย่างแน่นอน อย่าเพิ่งยอมแพ้หรือถอดใจ ชิงตายไปก่อนแล้วกัน และฉันจะรออ่านหนังสือเล่มนั้น!”

ประโยคนี้กลับทำให้หญิงสาวไม่พอใจ เห็นชายหนุ่มหมุนตัวจะเดินออกไป ก็นึกขึ้นได้ว่ากริชเล่มเดิมยังปักอยู่ที่ผนังด้านหลัง เธอจับด้ามแล้วออกแรงดึงก่อนจะตะโกนเรียก

“คุณลืมของ”

จาโรมหันกลับมาเป็นเวลาเดียวกับที่ผู้หญิงคนนั้นปาคืนมาให้ ความแม่นยำไม่ได้ด้อยไปกว่าเขามากนัก แต่ความเชี่ยวชาญของจาโรมก็รับด้ามมีดได้ทัน แล้วจับจ้องไปยังนารา ที่แววตาไร้ความกลัว นับตั้งแต่เข้ามา เขาสังเกตผู้หญิงคนนี้ตลอด เธอฉลาด ไม่เกรงกลัว แตกต่างจากผู้หญิงทั่วไป ท่าทางจะรับการฝึกมาดี

“หวังว่าคราวหน้า กริชเล่มนี้จะไม่ถูกนำมาใช้อีก เพราะกลัวว่ามันจะไม่ใช่ขู่ แต่มีไว้เพื่อปลิดชีพ จำเอาไว้ว่าอย่าท้าทาย ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น มันคือชีวิตจริง”

“ฉันจะจำเอาไว้ ขอบคุณที่ให้ข้อมูล กิตติกรรมประกาศในหนังสือ ฉันจะไม่ลืมใส่ชื่อคุณเอาไว้ด้วย...อย่าลืมให้ชื่อฉัน ก่อนที่ตำรวจจะมาจับคุณไปล่ะ” นารากวนประสาทต่อ

จาโรมอยากจะจับผู้หญิงคนนี้มาสั่งสอนให้หลาบจำ แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ทำร้ายสตรี ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากสาดวาจาเผ็ดร้อนกลับออกไป

“ก็มารอดู ว่าฉันจะถูกจับก่อน...หรือเธอจะกลายเป็นเชลยเชื่องๆ ซะก่อน” ชายหนุ่มพูดจบก็ปิดประตูเสียงดัง ทำเอาทั้งหมดสะดุ้ง

“ถ้ารอดไปได้ ผมไม่เอาหมอนี่ไว้แน่ กล้าดียังไงมาทำกับคุณหนูแบบนี้” บอดี้การ์ดคู่ใจสบถอย่างหัวเสีย ไม่เคยมีใครกล้า หากนาราไม่ห้ามเอาไว้ เขาจะลุกขึ้นไปตั้นหน้าแน่แล้ว

“จะคาดหวังให้โจรใจดีหรือไง ฝันไปเถอะ” ถึงแม้จะกล้าต่อปากต่อคำ แต่ยอมรับว่าผู้ชายตรงหน้าทำให้นารารู้สึกกลัว แววตาของเขาบ่งบอกว่ามันไม่ใช่แค่คำขู่ แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้จริง คงต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ ท่าทางกบฏอาซิม จะไม่ได้กระจอกอย่างที่คิด และพวกเธอก็ไม่มีข้อมูลมากพอ คงทำได้อย่างที่ผู้ชายคนนั้นบอก คือเรียนรู้ด้วยตัวเอง

“แต่ว่า...”

“ตอนนี้คงดึกมากแล้ว นอนเอาแรงดีกว่า ไม่แน่พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้”

หญิงสาวหามุมสงบที่คิดว่าสบายที่สุด แล้วหลับตาลงปิดบทสนทนา ซึ่งได้ยินเสียงบ่นของรอสซี่เบาๆ ยังคงไม่ชอบใจและไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้หญิงสาวไม่ได้ตอบ แต่หัวสมองกลับครุ่นคิดถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น คนที่เธอคิดว่าเป็นพระเจ้า ที่ช่วยชีวิต กลับกลายร่างเป็นโจรสุดโหด อย่างไรก็ตาม การจับมาครั้งนี้ย่อมมีจุดประสงค์ หากเป็นการเรียกค่าไถ่ก็แล้วไป แต่ถ้ามากกว่านั้น ก็ไม่อยากดึงแบล็กฟอร์ดมาร่วมเสี่ยง แต่ไม่ว่าจะเหตุผลอะไร นาราไม่ใช่เชลยในภาพจำ หรือในแบบที่คนพวกนั้นต้องการแน่นอน กองโจรจะต้องลุกเป็นไฟ ไม่ก็ประสาทเสียซะก่อน โดยเฉพาะนายโจรตาสวยคนนั้น

ทางด้านจาโรมเดินออกมาด้านนอก แล้วมิวายมองไปยังตึกแห่งนั้น ได้กำชับแล้วว่าห้ามใครให้น้ำและอาหารอีกเป็นอันขาด “ผู้หญิงบ้าอะไร ถามหาคู่มือ ไม่มีความกลัวเอาซะเลย เดี๋ยวพอเจอของจริง อยากรู้นักยังกล้าปากดีอีกไหม!”

 

ฮันนี่แสบไม่หยอกกกกก อย่าไปหยองลูก สู้เค้า 555555555555+ จะสงสารโจร หรือสงสารใครดีล่ะเนี่ย จับใครมาไม่จับ ดันจับตัวจี๊ดที่สุดของแบล็กฟอร์ดมาซะด้วยยยย  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว