ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : คือความสุข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 80.8k

ความคิดเห็น : 258

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2564 15:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คือความสุข
แบบอักษร

  

  

  

  

  

ตอนที่ 27 

คือความสุข 

[Vee Vivis] 

  

  

  

“ผมไม่อยากกลับมอ” นั่นเป็นคำพูดของมาร์คตอนที่ผมกำลังเลี้ยวรถออกจากกรุงเทพ มุ่งหน้าไปสู้เส้นทางหนึ่งที่มาร์คมันควรไป

“แล้วจะไปไหน มึงต้องกลับไปเรียนป้ะวะ”

“ผมรู้ว่าผมต้องเรียน ผมรู้ว่ามันไม่ดีที่ีขาดเรียนนานขนาดนี้ แต่ว่า...ผมอยากไปกับพี่ก่อน” ประโยคหลังเสียงที่ดูมีเหตุเริ่มอ่อนลง

“มาร์ค”

“ผมขอไปชลบุรีกับพี่ก่อนสักวันสองวันไม่ได้เหรอ?”

“...” แค่เสียงไม่พอ สายตาที่มันมองมายังทำให้ผมไขว้เขวได้อีก

“นะ” มาร์คหันมาขอ

“ไม่ได้สิวะ” ผมหันกลับไปดุมันแบบที่พยายามจะจริงจัง

“นะครับ” แต่ก็แค่นั่นเพราะตอนนี้ผมเลี้ยวไปอีกทาง แทนที่จะเป็นทางกลับมอ กลับเป็นทางที่จะไปที่ทำงานผม

ชลบุรี

คนละฟากกับที่ที่มาร์คเรียน แต่ผมก็ยังพามาร์คมา พามันมาแค่เพราะเสียงอ้อนๆ กับสายตาหวานๆ ของมัน ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนบอกมันเองว่าให้กลับไปเรียน แล้วนี่ผมแพ้มันได้ไงวะ แค่ตาหวานๆ แค่รอยยิ้มอ้อนๆ ใจผมก็อ่อนแล้วเหรอวะ 

ก็มาร์คมันคนเย็นชา เอาแต่ใจตัวเอง พอมาพูดแบบนี้ทำแบบนี้กับผมสักทีสองทีผมก็ใจอ่อนสิ ยิ่งเป็นหน้าตาเต็มอิ่มที่ตอนนี้ดูก็ดูออกว่ามันปล่อยวางเรื่องนั้นได้แล้ว มันดูสดใสขึ้นจนอยากจะพาไปทะเล ใครจะต้านได้ ผมคนหนึ่งแหละไม่ได้

“พรุ่งนี้วันจันทร์ กูทำงานนะ” ผมบอกมาร์ค

“วันอังคารค่อยกลับได้ไหม มีควิซวันพุธ” มาร์คตอบกลับ ผมเลยหันไปมองหน้ามัน

“มึงจะไม่อ่านก่อนหน่อยเหรอ”

“อยากอยู่กับพี่ก่อน” อือ ห้ามใจผมที มันกำลังจะอ่อนยวบยาบเพราะมาร์คอีกแล้ว

“งั้นกูไปส่งวันอังคารตอนเที่ยง” ผมบอกกลับเสียงนิ่งๆ ขัดกับใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะ

“อื้อ~” มาร์คตอบกลับมาแค่นั้น แต่รอยยิ้มของมันกลับทำให้ผมรู้สึกว่ามันมากกว่าการตอบรับว่า ‘อื้อ’ ก็กลับจากบ้านมาจะให้ไปเรียนเลยมันก็ไม่ได้ ผมเข้าใจอยู่ว่ามันยากที่จะทำใจ แต่ผมดีใจมากๆ ที่มันเลือกที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า มาร์คอาจจะทำใจกับเรื่องนี้ได้ช้าหน่อย แต่มันไม่ยากหรอก เพราะมันมีผม

ผมจอดรถในที่จอดรถของที่พัก ยกข้าวของขึ้นไปเก็บ มันก็ของที่แม่มาร์คให้ผมมาทั้งนั้นแหละ อาหารการกินแล้วก็พวกของใช้ที่ผมคิดว่าไม่จำเป็นแต่ท่านบอกว่าจำเป็นนั่นแหละ

“ผมหิวอะ” มาร์คว่าออกมาตอนที่ผมเก็บของเข้าตู้เย็น

“กินอะไรอะ”

“เอา...กุ้ง” มาร์คว่า

“อีกแล้วเหรอ” ผมทวนถามเพราะคราวก่อนที่มันมาก็กุ้ง คราวนี้ก็กุ้ง

“ก็ผมชอบ” มาร์คบอกกลับมาแบบนั้น ผมเลยไม่รู้จะตอบกลับไปอย่างไรดี อะไรที่มาร์คว่าดีผมก็ว่าดี อะไรที่มาร์คบอกว่าชอบผมก็จะหามาให้

เราออกมากินกุ้งเผาในตอนเย็นๆ ผมเข้าใจความหวานและความหอมของมันแล้ว นี่สินะคือสาเหตุที่มาร์คชอบกิน เรานั่งกินอยู่ร้านอาหารทะเลแห่งหนึ่งที่บรรยากาศดีมาห ทางด้านหน้าของผมคือทะเลกับชายหาด แต่ก่อนจะมองเห็นทะเลผมต้องเห็นสิ่งที่สวยงามกว่าทะเลลก่อน นั่นคือมาร์ค มาร์คที่นั่งกินกุ้งอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้

แชะ!

“มึง!” ผมหันไปหาที่มีของเสียงแล้วก็ได้เห็นคนที่เป็นต้นเหตุ ผมแทบจะลุกไปดึงคอเสื้อมันมาถ้าไม่ติดว่าไอ้มาร์คมันลุกก่อน

“อย่ามีเรื่อง” มาร์คว่า

“มัน…”

“ผมขอโทษครับ แค่มันสวยจนอดใจไม่ไหว” เด็กมันบอก

“มึง...มาทำอะไรวะ”

“แม่งเอ๊ย!” ผมสบถออกมา ไม่ชอบใจ ไม่ถูกใจ และโมโหมากๆ ก็ไอ้เด็กที่ก็คือเด็กไอ้เด็กเวรนั่นที่มันยุ่งกับไอ้มาร์ค แล้วตอนนี้มาไกลถึงนี่ยังเจอมันอีก คือยังไงวะ ในหัวผมคิดไปต่างๆ นานา ไอ้ทิวไผ่ทำไมมาอยู่นี่ มันนัดกันมาหรือเปล่า ผมมันไม่ดีพอจะปลอบใจมันหรือเปล่า มันยังแอบคบกันอยู่หรือเปล่า แม้ว่าความมั่นใจมากกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ของผมจะมีอยู่ว่ามาร์คไม่มีทางทำอะไรโง่ๆ แบบนั้น แต่ด้วยความที่มันเคยเป็นผมก็กลัวไปหมด กลัวจนกลายเป็นความโมโหไปแล้ว เมื่อคิดว่าสิ่งที่กลัวนั่นคือเรื่องจริง

“พี่ใจเย็น” มาร์คหันกลับมาบอกผม แต่ผมก็ไม่ได้ใจลงเลยสักนิด 

“ใจเหี้ยอะไร”

“ผมไม่ได้คิดอะไรกับพี่มาร์คแล้ว” ประโยคมันคุ้นเคยจนผมต้องกลอกตา ‘ผมไม่ได้คิดอะไรกับพี่บาร์แล้ว’ มาร์คเคยบอกผมไว้แบบนี้เหมือนกัน แล้วสุดท้ายผมเป็นยังไง ผมเป็นคนใจอ่อนที่ยอมเชื่อแล้วเอามันเข้ามาในใจจนมีมันอยู่กับผม แล้วไอ้เด็กเวรนี่ก็มาทางเดียวกัน ทางน่าสงสาร ทางรักเขาแต่เขาไม่มีทางสนใจ ทางรักเขาแต่ไม่ยอมยุ่งมากไปกว่าเดิมเพราะเขามีแฟนแล้ว ทางเดียวกันกับตอนที่มาร์คเข้าหาผม

“เรื่องของมึงเถอะ” ผมบอกแล้วหันหน้าหนี มาร์คเลยมองตามผม

“พี่วี…น้องมันไม่คิดอะไรแล้ว”

“มึงก็พอเถอะมาร์ค เข้าข้างมันเพื่อ? พูดให้มันดูดีเพื่อ?”

“ผมไม่ได้พูดให้ทิวดูดี ผมพูดให้พี่ใจเย็น” มาร์คบอก

“กูไม่เย็น” ผมว่ากลับ

“โอเค ผมยอมรับว่าผมชอบพี่มาร์คมาก อยากได้มาก”

“ไอ้ทิว!” ผมหันไปตะคอกมัน

“แต่พี่ก็เห็นว่าผมไม่มีทางทำอะไรได้ พี่มาร์คอาจจะเคยเผลอ แต่เราไม่ได้มีอะไรกันมากกว่านั้น แล้วตอนนี้ผมก็เจ็บที่เห็นพี่รักกันขนาดนี้ แต่ผมก็พยายามทำใจในแบบของผม” ทิวไผ่บอก

“เหี้ยอะไร มึงตามมาหรือมึงยังไงถึงโผล่มานี่” ผมถามกลับ

“ผมมาหาเพื่อน แล้วบังเอิญมาเจอ รังสีความรักมันกระแทกตาจนผมต้องเดินมาดู พอเห็นพวกพี่ผมก็แคjอยากถ่ายรูปไว้…ย้ำตัวเอง” มันบอก เหมือนจะเศร้าแต่ผมไม่อินไปกับมันหรอก

“กูไม่ให้ถ่าย” ผมว่า

“เดี๋ยวผมส่งให้”

“พี่วี พี่คิดว่าผมจะไปชอบน้องมันเหรอ พี่คิดว่าผมจะทิ้งพี่ไปหามันเหรอ?” มาร์คมองมาที่ผม สายตาผิดหวังส่งมาให้จนผมต้องชะงัก

“กู…”

“ที่ผมทำ ที่ผมเป็น มันไม่ได้ทำให้พี่เชื่อเลยสักหน่อยเหรอ” มาร์คถามกลับมา 

“กูเชื่อมึง แต่กูไม่ไว้ใจมัน” ผมบอกแล้วมองไปที่ไอ้ทิว

“ไม่ไว้ใจแล้วทำอะไรได้ ขนาดผมชอบพี่มาร์คแล้วก็ลองทำแล้วยังไม่ได้เลย”

“ไอ้!...”

“พี่วี” มาร์คจับแขนผมไว้แล้วมองไปรอบๆ ดีที่คนไม่เยอะ แต่มันก็ไม่สมควรมามีเรื่องอะไรกันตอนนี้หรอก

“กูไม่ทำอะไรมันหรอก มึงห่วงขนาดนี้” ผมว่ากลับอย่างไม่สบอารมณ์

“พี่รู้ไหมว่าพี่กับไอ้ทิวต่างกันตรงไหน” มาร์คถามผมแล้วมองไปที่ทิว

“…”

“พี่บาร์เคยบอกผมแบบนี้…”

“…”

“ต่างตรงที่ผมรักพี่ แต่ผมไม่ได้รักมัน”

“แต่มึงรู้สึก” ผมว่ากลับ ไม่ได้สนใจหน้าตาของไอ้ทิว

“แต่ตอนนี้ผมไม่แล้ว” มาร์คว่ากลับ สายตาออดอ้อนและวอนขอให้ผมคิดตาม และแน่นอนว่าผมคิดตาม ผมคิดได้แต่คนที่เอาอารมณ์เป็นใหญ่อย่างผมมันจะไปมีเหตุผลอะไรขนาดนั้นในสถานการณ์แบบนี้ ไอ้เวรนี่ก็มายืนทำหน้าจิ้มลิ้มอยู่ทำไมใกล้ๆ ผม

“ผมก็จะพยายามนะพี่วี ผมเชื่อแล้วว่าผมไม่มีทางจริงๆ”

“พยายามเหี้ยอะไร” ถ้าไม่ติดว่าเป็นน้องดิวนี่มันกองลงตรงนี้แล้วนะ

“พยายามตัดใจจากพี่มาร์คไง”

“รีบๆ ด้วย” ผมบอก

“ครับ”

“แล้วรูปนั่น…ส่งมาให้กูได้แล้ว” ผมบอก 

เหมือนจะตลกที่ผมเปลี่ยนอารมณ์ไว้ขนาดนี้ ผมไม่ได้สนิทใจที่จะคุยกับมันแบบดีๆ หรอก แต่ผมแค่จะทำให้มันเห็น ทำให้มันรู้ว่าเรารักกันแค่ไหน ถึงมันจะรู้ว่าตัวเองแทรกไม่ได้ แต่ผมก็จะทำให้มันรู้ว่าเรารักกันแบบที่คนอื่นทำตามไม่ได้

“ใจเย็นลงแล้วใช่ไหม” มาร์คถาม มือมันไม่ได้ห่างจากแขนผมแม้แต่นิดเดียว มีแต่บีบหนักขึ้นให้ผมมั่นใจในตัวมัน

“อือ” ผมบอกแบบนั้นแล้วนั่งลงที่เดิม

“เฮ้อ~ เกือบได้หมัดแล้วไหมล่ะ” ทิวบ่นเบาๆ

“สักฝุ่นไหมมึงอะ”

“พี่วี…”

“ผมส่งไปแล้ว” ไอ้เด็กนั่นว่า ผมเลยเอาโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาดู รูปที่ผมมองมาร์คนั่งกินกุ้งด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าผมรักมันมากแค่ไหน

“มึงทำแบบกูไม่ได้หรอก กูบอกแล้วว่ามีมึงสิบคนก็ทำแบบกูไม่ได้หรอก” ผมว่าหลังจากที่มองรูปนั้น

“ก็เพราะรู้ไง เลยบอกว่าชอบ แต่ทำอะไรไม่ได้” 

“…” ผมไม่ได้ตอบอะไรแค่มองมันดุๆ ก็แค่นั้น แล้วมันก็เหมือนจะยอมผม ไม่ยอมจะทำอะไรได้ล่ะ

“เออ มึง…มากับเพื่อนคนไหน ไอ้เวสเหรอ?”

“ไม่อะ ชื่อฝน เรียนอยู่แถวนี้แล้วมันอยากถ่ายรูป ผมก็ว่าง” มันบอก

“ขอนแก่นกับชลบุรี ใกล้กันพอจะพูดคำว่าว่างตอนเปิดเรียนได้เหรอวะ” ผมว่ากลับ

“ก็ผมยังไม่มีเรียนอะไร”

“แล้วมึงจะยืนอีกนานไหม จะนั่งหรือจะไป” มาร์คถาม

“นั่ง…ได้เหรอครับ” ทิวว่าแล้วมองมาที่ผมอย่างเกรงใจ แล้วผมก็ถอนหายใจออกมา

“มาร์คมานั่งข้างกู มึงไปนั่งตรงนั้น” ผมบอก

“พี่มานั่งข้างผมดิ” มาร์คว่า 

“เออ” แล้วผมก็ลุกอย่างว่าง่าย ลืมตัวไปเลยว่าเมื่อกี้ขู่เขาอยู่ ตอนนี้คือทำตามที่เขาบอกเฉย

“งั้นผม…นั่งรอเพื่อนตรงนี้นะ” ทิวว่าแล้วนั่งลงเมื่อผมพยักหน้าให้

ความเงียบเกิดขึ้นเมื่อต่างคนต่างทำกิจกรรมของตัวเอง ผมกับมาร์คก็ปกติ แต่ไอ้ทิวมันกำลังเช็กงเช็กกล้องของมัน ถ้าเดาไม่ผิดมันก็ต้องถ่ายรูปมาร์คไป แต่รูปที่มันได้ไปทุกรูปจะต้องติดผมไปด้วยแน่นอน เพราะผมตัวติดมาร์ค

ครืด~

Masa mark ได้แท็กคุณในโพสต์ 

Masa mark 

Just now 

Don’t worry. With Vee Vivis 

67 Likes 8 Comments 16 Shared  

มาร์คแท็กผมด้วยรูป รูปของผมกับมันตอนนี้ที่คิดว่าคนถ่ายคือไอ้ทิว ผมเงยหน้าขึ้นมาสบตาไอ้เด็กนั่นที่กดหัวใจให้รูปนี้ แล้วพยักหน้าให้ผม รูปที่ผมกับมาร์คนั่งข้างกัน ผมกำลังแกะกุ้งให้มาร์ค ผมก้มลงสนใจกุ้งในมือ แต่มาร์คมองมาที่ผมแล้วยิ้มอย่างมาความสุข ไม่ได้มองกล้อง ไม่มีใครรู้ว่าถูกถ่าย ไอ้คนถ่ายก็ถ่ายแบบไม่ได้เตรียมอะไร ยอมรับว่าภาพมันสวยและไอ้ทิวมันเก่ง แต่ความเป็นธรรมชาติของผมกับมาร์คมันดึงดูดผมมากกว่าการที่จะมานั่งคิดว่าคนถ่ายรูปเก่งแค่ไหน

Future Forefun : มหา’ลัยแห่งหนึ่งอยู่ทางภาคอีสาน 

คำผาน ที่บ้านมีโคมไฟใหญ่กว่ารถถัง : กลับมอบ้างนะ เพื่อนจะเผาชีทแล้ว 

เวส ป้า : รักกันได้เป็นธรรมชาติมากครับ 

Tiwpai Prompong : เป็นทะเล ไม่ใช่วี 

“หึ ก็แค่นั้น” ผมว่าหลังจากที่ได้อ่านคอมเมนต์ของทิวไผ่

“พี่อย่าคิดมากเลย อันนี้ผมพูดจริงๆ นะ” มันก็บอกกลับ

“อือ”

“ทิว!” 

“อ้าว…เออ นี่เพื่อนผม นี่พี่กู” ทิวบอกแล้วผายมือไปทางผู้หญิงคนสวยที่เข้ามาใหม่

“สวัสดีค่ะ”

“สวยว่ะ” มาร์คว่าออกมา แล้วผมก็พยักหน้าให้

“ฝนเป็นนางแบบก็ต้องสวยอยู่แล้ว”

“พี่ที่มอเหรอ? หรือพี่ที่ไหน” ฝนถาม

“พี่ที่มอ เขามาเที่ยว”

“อื้อ ไปกันได้ยังอะ ที่กองเขารอแล้ว” ผมหันไปมองเมื่อน้องฝนบอกว่ากอง แล้วผมก็เห็นว่ามีกองถ่ายเล็กๆ รอถ่ายอยู่ไม่ไกลจากที่นี่

“ผมไปนะพี่” ทิวไผ่บอก

“เก่งนี่หว่า” ผมบอกกลับ

“ไม่ได้อยากเก่งเรื่องนี้มากหรอก” มันว่าแล้วมองไปที่มาร์ค ให้ผมได้รู้ว่ามันอยากเก่งเรื่องอะไร แต่มันเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน สำหรับมาร์คให้ผมเก่งคนเดียวก็พอ

“ไปได้แล้ว เขารอกัน” ฝนว่า

“อือ พี่วีเกข้อความด้วย” 

“เจอกันที่มอนะ” มาร์คว่า แล้วทิวก็พยักหน้าก่อนจะเดินออกไป

“กูหวงอยู่นะ” ผมบอกมาร์ค

“ผมรู้ แต่พี่ก็รู้ว่ามันจะไม่มีอะไรแน่นอน” มาร์คบอกกลับ

“ก็เพราะรู้นั่นแหละ ท่องไว้ด้วยว่ารักกู แต่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับมัน” ผมบอกแล้วมองหน้ามาร์ค

“ครับผมครับ มันบอกให้เช็กข้อความทำไม”

“มันส่งรูปมา” ผมบอกแล้วเลื่อนรูปให้มาร์คดู

“อืม” มาร์คก็ว่าแค่นั้น

เราจ่ายเงินค่าอาหารก่อนจะออกจากร้านเพื่อไปเดินย่อย แต่มันก็ไม่ได้ย่อยหรอกเพราะมาร์คซื้อน้ำมะพร้าวมากินต่อ มันก็ดีแล้วที่มันกินได้มากขึ้น เพราะตอนนี้มันผอมลงมากจริงๆ 

“ทำไมเราต้องเดินอ้อมเพื่อไปรถด้วยวะ” ผมแกล้งถาม

“ผมไม่ได้เดินอ้อม ผมเดินดูบรรยากาศ” มาร์คบอก

“ก็ดีจริงแหละ”

“ทะเลนี่มันดีจริงๆ เลย” ผมยิ้มออกมาเมื่อมาร์คว่าอย่างนั้น ทะเลมันก็ดี ดีที่มีมาร์คอะ ถ้าไม่มีมาร์คผมก็ไม่มาหรอก

“คราวนี้มาบ่อยๆ นะ”

“มาหาพี่เหรอ?”

“ใช่ กูไม่ว่างไปรับมึงก็มาหาเลย อย่าปล่อยให้ตัวเองเหงา” ผมบอก

“ก็ตอนนั้นพี่ต้องไปหาลูก…” มาร์คว่าเศร้าๆ

“แต่ตอนนี้มึงต้องพาลูกมาหากู” ผมหยุดแล้วหันมองหน้ามัน

“ยังไงอะ”

“ก็เขาอยู่ตรงนี้” ผมว่าแล้วจิ้มที่หัวใจของมาร์ค “อยู่กับมึง”

“พี่วี…” มาร์คเรียกผมแล้วมองหน้าผม

“พาลูกมาหาพ่อด้วยนะครับ” ผมบอกแล้วยิ้มให้มาร์ค แล้วมันดีที่ผมเลือกจะยิ้มแบบนี้ เพราะตอนนี้มาร์คกำลังเขินผม

“พี่แม่ง…”

“อะไร”

“เมื่อกี้ยังทำเหมือนจะโกรธผมอยู่เลย” มาร์คมันบอก

“เมื่อกี้ก็เมื่อกี้ กูมั่นใจในตัวเองแล้วก็เชื่อใจมึงมากพอ” ผมบอกอีกครั้ง

“แน่ใจนะที่พูดอะ”

“อ้าว! ลูกก็มีแล้ว ตัวก็โตขนาดนี้แล้ว รักก็รักมากขนาดนี้แล้ว ใครจะมาทำอะไรได้ล่ะครับ” ผมว่ากลับ

“คิดได้อย่างนั้นก็ดี”

“แต่เด็กนั่นแม่งเก่งว่ะ” ผมว่าไปแล้วมองไปทางกองถ่าย

“ก็ถ่ายรูปสวยจริง” มาร์คว่าแล้วมองโทรศัพท์ตัวเองที่ยังเป็นรูปของผมกับมันอยู่

“แบบดีหรือเปล่า” ผมว่ากลับตามจริง ไม่ใช่ว่าหลงตัวเอง แต่ผมมันหล่อทุกมุมจริงๆ ใครๆ เขาก็บอกมาแบบนั้น

“เฮ้อ” มาร์คถอนหายใจเหมือนปลงกับผม 

“เฮ้ออะไร”

“หลงตัวเอง”

“กูต้องตอบว่า หลงมึงมากกว่า แบบนี้ป้ะ” ผมถามกลับพร้อมๆ กับเอนตัวเข้าไปหามัน มาร์คมันเลยหรี่ตามองผม

“ไม่ต้องเลย” มาร์คว่าแล้วดันหน้าผมออก

“อะไรวะ ทีไอ้กัณฐ์เล่นทำไมไอ้บาร์แม่งโคตรเขิน” ผมว่าอย่างเซ็งๆ

“ชื่อกัณฐ์เหรอ? เมียชื่อบาร์หรือไง”

“เปล่า…ชื่อวี เมียชื่อมาร์ค” ตอบแบบทันควันแล้วยืนยิ้มเพราะคนที่ฟังคำตอบของผมกำลังเขินอยู่ 

หึ…ไปเวย์ไอ้กัณฐ์ไม่ได้หรอก คู่นั้นมันเด็กน้อยเกิน

แชะ!

ผมถ่ายรูปมาร์คตอนที่มันเผลอ เหมือนทุกๆ ครั้งที่แอบถ่ายมัน ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่ทุกครั้งที่ถ่ายรูปมาร์คก็ไม่เคยมีอะไรธรรมดา เหมือนครั้งนี้ที่ถ่ายไว้เพราะเห็นว่ามาร์คมีความสุข 

“ไม่เนียนเลย เสียงก็ไม่ปิด”

“ปิดทำไม กูคนเปิดเผย” ผมว่ากลับแล้วเตรียมโพสต์

“พี่วี มันตลก” มาร์คว่าแล้วขยับมาแย่งโทรศัพท์ แต่ก็ไม่ได้หรอกเพราะผมจับแน่นมาก

“เหมือนทุกครั้งที่กูลงรูปมึงมันไม่ตลกอะ”

“พี่วี!”

“คิดมาก ลงตอนแก้ผ้าก็ลงมาแล้ว”

“ไอ้พี่วี!”

จุ๊บ! ผมจูบมันแล้วขยับออกมายักคิ้วให้

“อีกสิ ไอ้อีกสิ” ผมท้า แล้วคนที่ถูกท้าก็ทำได้แค่อ้าปากพะงาบๆ มองผมอย่างเจ็บแค้น

“มัน…ฮึ่ย!” มันว่าแค่นั้นแล้วเดินนำออกไป แล้วสักพักมาร์คก็หยุดเดินพร้อมกับล้วงโทรศัพท์ออกมา

“หยุดทำไม หืม?” ผมถาม เดินไปคล้องคอมันแล้วก้มลงมองโทรศัพท์กับมาร์ค

Vee Vivis 

Just now 

We happy. With Masa Mark 

56 likes 7 comments 18 shared  

“พี่วี…” มาร์คเรียกแล้วหันกลับมามองผม

มือมันยังค้างอยู่ท่าเดิม แล้วสายตาของมันก็หันกลับไปมองรูปที่ผมถ่ายเหหมือนเดิม แต่สายตาของผมกลับมองที่มาร์คตลอดการกระทำของมาร์ค แล้วมองเลยไปที่รูปในโทรศัพท์นั้น แม้มันจะเป็นโทรศัพท์คนละเครื่องแต่ก็รับรู้ได้ไม่ต่างกันว่าคนในรูปกำลังรู้สึกอย่างไร กำลังเขินแค่ไหน และที่ถ่ายกำลังมีความสุขมากเท่าไหร่

ผมมีความสุขมาก เพราะมาร์คมีความสุขมาก

“ว่าไง เรียกทำไมครับ” ผมถาม

“พี่…แม่ง” มาร์คว่าแล้วกดหัวใจให้รูปที่ผมลง

“คอมเมนต์แม่ง” ผมว่าเมื่อเห็นคอมเมนต์ของเพื่อนตัวเอง

Yiwaa : be happy ป้ะวะ 

Pandora : ไม่จ้ายี่หวา we จ้าเพราะโลกนี้มีแค่เรา 

Ton Kla : เราที่หมายถึงแค่วีกับมาร์ค 

Pond Pawee : เราที่หมายถึงแค่วีกับมาร์ค 

Pin pinna : เราที่หมายถึงแค่วีกับมาร์ค 

U unun : เราที่หมายถึงแค่วีกับมาร์ค 

ตุ๊ดซี่ลี่นี่เรียนเครื่องกล : เราที่หมายถึงคนโสด 

ตีตี้ไม่ตีแต่เหล็ก : เราที่หมายถึงแค่ตี๋ 

Tiwpai Prompong : ที่ผมส่งให้คือไม่ใช้? 

Bar Sarawut : เบากว่านี้ได้ก็อย่าได้เบา 

Yiwaa : หมายถึงวีมาร์ค? 

Bar Sarawut : หมายถึงพวกมึง 

“คอมเมนต์แบบนี้ตลอด” มาร์คว่า

“เบื่อไหม? หรือไม่ชอบ กูบอกมันได้นะ” ผมบอก

“เปล่า ไม่ใช่ไม่ชอบ”

“งั้นชอบ?”

“คอมเมนต์ก็ชอบ แต่น้อยกว่าแคปชัน” มาร์คว่าแล้วช้อนตาสวยๆ นั่นขึ้นมองผม เวรเอ๊ย! นึกว่าจะชนะแล้วแต่ดันมาแพ้เพราะสายตาอ้อนๆ นี่จนได้

“มึง…” 

“ผมทำไม” ผมมันก็ขยับหน้าเข้ามาใกล้เหมือนว่าตัวเองอะที่หนึ่ง ตัวเองอะเก่งเรื่องนี้

“มึงน่ารัก กูแคปชันแบบนั้นเพราะรักมึง”

“พี่…” เด็กน้อย ทำเหมือนเก่งแต่พอแบบนี้ก็เงียบเพราะไปต่อไม่เป็น

“กูรักมึง”

“พี่วี…” ผมยิ้มออกมาเมื่อมาร์คกำลังเขินอีกรอบ

“ทำไม ไม่มีไอ้แล้วเหรอคราวนี้”

“ไม่มี” มาร์คก้มหน้าว่าเขินๆ 

“หึ เด็กน้อย” ผมหลุดว่าออกมาในที่สุด แม้จะโตแค่ไหน เป็นผู้ใหญ่มากเท่าไหร่ แต่มาร์คมันก็คือเด็ก เด็กผม เด็กน้อยของผมม

“เด็กแล้วไงวะ” มันว่า

“เด็กแล้วก็ต้องรักพี่ ยิ่งเด็กคนนี้โตก็ยิ่งต้องรักพี่มากๆ”

“…”

“เข้าใจไหมครับ?” ผมถามย้ำแล้วขยี้ผมมาร์คเบาๆ อย่างมันเขี้ยว มาร์คมันคงจะไม่คิดว่าผมจะมีมุมนี้ มุมที่เอ็นดูความเด็กของมัน มุมที่คิดว่ามันน่าทะนุถนอม ผมไม่รู้ว่ามาร์คสัมผัสได้หรือเปล่า แต่ผมอยากให้มาร์ครับรู้ว่าผมชอบเวลาที่มันเป็นแบบนี้มากแค่ไหน เป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งที่น่ารักและสดใสเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด

“เข้าใจแล้วครับ” มาร์คตอบ พร้อมกับมองสบตาผมกลับ สายตาที่สัญญาว่าจะสดใส สายตาที่ตอบกลับมาว่าจะรักษาความสดใสและความสุขของตัวเอง เพราะมาร์ครู้ว่าทั้งหมดนั้นคือความสุขของผม มาร์คอยากให้ผมมีความสุขมาร์คก็ต้องทำให้ตัวเองมีความสุข เพราะมาร์คคือความสุขของผม แล้วมาร์คก็รักที่ผมมีความสุข 

“มึงคือความสุขของกู มึงมีความสุขกูก็มีความสุข”

“พี่คือความรักของผม ผมจะมีความสุขเพราะพี่คือความรักของผม”

มันอาจจะเป็นคำพูดที่ดูงงๆ เป็นคำอธิบายที่ไม่ว่าจะอธิบายกี่ครั้งก็ยากที่จะเข้าใจ แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เป็นแบบที่ผมกับมาร์คเข้าใจกันแค่สองคนและสัญญากันเงียบๆ แค่สองคน ไม่มีของแทนคำสัญญาแต่มีสายตาที่ไม่ละจากกันไปไหน แขนของผมตกลงมาที่ไหล่ของมาร์ค แล้วหน้าของผมก็เคลื่อนเข้าไปหาน้อง ด้านหลังของเราคือทะเลและพระอาทิตย์สีส้ม ด้านหน้าคือรถของมาร์คที่กำลังถูกแสงอาทิตย์อาบ ส่วนตรงนี้ มีผมกับมาร์ค มีเราสองคนที่กำลังถ่ายทอดความรู้สึกของเราผ่านทางริมฝีปาก มากกว่าการอธิบายเป็นคำพูด การขยับจังหวะของปากเราคือคำอธิบายที่ดีที่สุด

อธิบายว่าตอนนี้เรามีความสุขแค่ไหน

และสัญญาว่าเราจะมีความสุขด้วยกันแบบนี้

มันอาจจะยาที่จะพูดคำว่าตลอดไป แต่ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่าไม่ว่าจะนานแค่ไหน จะตลอดกาล ตลอดไป เวลาจะสั้นหรือยาวเท่าไหร่แต่เราสองคนจะอยู่ด้วยกันในทุกๆ ช่วงเวลา ระยะทางที่ทำให้เราห่างไกลกันมันจะไม่มีผลอะไร ถึงมันจะเป็นสาเหตุของความร้าวฉานแต่สุดท้ายแล้วความรักของเราจะทำให้ความสัมพันธ์กลับมาเป็นเหมือนเดิม

เมื่อก่อนมันมากกว่าความรักแต่ตอนนี้มันมากกว่าคู่รัก เราไม่ได้ต้องการแค่ความรัก แต่เราต้องการให้คนที่เรารักมีความสุข แล้วมันโชคดีเหลือเกินที่ผมกับมาร์คคือความสุขของกันและกัน

 -THE END- 

 

 

26/12/2020 

ไม่น่าเชื่อว่านี่มันมาถึงตอนจบของพวกเขาอีกครั้งหนึ่งแล้ว แป้งดีใจที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความรักของคู่นี้อีกครั้ง ได้เรียบเรียงออกมาให้ทุกคนได้อ่าน หวังว่าทุกคนคงมีความสุขไปกับพวกเขาทั้งสองคน และหวังว่าทุกคนคงจะรักตัวละครมากขึ้น ไม่ใข่แค่วีมาร์ค แต่ตัวละครอื่นๆ อีก แป้งอ่านคอมเมนต์เสมอ ขอบคุณทุกๆ คนที่อยู่กับพวกเขามาจนจบ ท้ายนี้ขอฝาก #ปกฉบับมนุษย์ ของกลรักรุ่นพี่ไว้ให้สะสมด้วยนะคะ เร็วๆ นี้จะมีปกฉบับมนุษย์ในเนื้อหาของเล่ม1 ออกมาค่ะ 

ขอบคุณที่รักกันตลอดมา 

Faddist 

 

ความคิดเห็น