ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทนำ [ฮันนี่...พระเจ้าไม่ได้ขี่ฮาลีย์] 100% อัพแล้ว

ชื่อตอน : บทนำ [ฮันนี่...พระเจ้าไม่ได้ขี่ฮาลีย์] 100% อัพแล้ว

คำค้น : เชลย ตบจูบ ทะเลทราย

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 192

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ธ.ค. 2563 15:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ [ฮันนี่...พระเจ้าไม่ได้ขี่ฮาลีย์] 100% อัพแล้ว
แบบอักษร

 

เมืองอานาย่า ประเทศแองกาเซีย 

 

       วิลล่าสไตล์โมรอคโคตั้งอยู่ภายในโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาวของเมืองแห่งนี้ มีวิลล่าเพียงห้าหลังเท่านั้น และหนึ่งหลังที่แพงที่สุด ดีที่สุด อีกทั้งทัศนียภาพงดงาม เพียงแค่เปิดประตูจะเจอกับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ สนามหญ้าและถัดกันนั้นเป็นชายหาดสีขาวกับทะเลสีคราม คือทะเลอาหรับ อนาย่าเป็นเมืองท่าของประเทศแองกาเซีย โดดเด่นเรื่องการส่งออก อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เพราะอีกด้านของเมืองคือทะเลทรายมูจาฮารีขนาดใหญ่ที่งดงามไม่แพ้ทะเลทรายของประเทศอื่นเลยทีเดียว เรียกว่ามาเยือนเมืองเดียวก็ได้ครบ 

       ร่างเพรียวระหงสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร เปิดประตูกระจก เดินผ่านประตูโค้งโทนสีส้มแดง สวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นพอดีตัวกับกางเกงสแล็กส์เข้ารูป อวดหุ่นนาฬิกาทรายแสนเซ็กซี่ขยี้ใจ มือข้างขวาถือกระเป๋าสะพายใบเล็ก กับสูทสีเดียวกันกับกางเกง รองเท้าเป็นคัดชูเรียบร้อย เนื่องจากต้องเดินทางและอาจเดินบนผืนทราย การสวมส้นสูงเดิน คงไม่เหมาะมากนัก 

       นารา นาตาชา แบล็กฟอร์ด ในวัยยี่สิบแปดปี ยิ่งอายุมากขึ้น ความสวยยิ่งเปล่งประกาย ราวกับดาวจรัสแสง ใบหน้ารูปไข่แสนหวานแต่งแต้มเครื่องสำอางเพียงบางเบาเท่านั้น อาจเพราะมีต้นทุนความงามพอสมควร จึงไม่ต้องแต่งเติมอะไรมากมาย ด้วยความที่เป็นลูกครึ่งอเมริกัน – ไทย จึงมีความสวยคมอย่างผู้หญิงเอเชียอยู่ ดวงตาเรียวรีราวกับเมล็ดอัลมอนด์ ไหนจะคิ้วโก่งราวคันศรที่พาดเฉียงเหนือดวงตา แพขนตางอนยาวจนไม่ต้องดัด จมูกโด่งเป็นสันแม้ไม่มากทว่าไม่น่าเกลียดหรือจำเป็นต้องเสริมเพิ่มเติม รับกับริมฝีปากอวบอิ่มสีกุหลาบ ได้อย่างลงตัว 

       เธอคือคุณหนูสาวที่มาจากตระกูลมากอิทธิพลที่สุดของอเมริกาอย่างแบล็กฟอร์ด ซ้ำยังเป็นฟันเฟืองสำคัญของแบล็กฟอร์ดคอมพานี บริษัทขายอาวุธยุทโธปกรณ์อันดับต้นๆของโลก ถึงแม้จะเกิดมาในตระกูลร่ำรวย ทว่าหญิงสาวก็ไม่ได้อยู่เฉยๆใช้เงินไปวันๆ เธอทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายพัฒนาอาวุธ ตามความสามารถและคุณสมบัติที่เรียนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรม ต่อด้วยปริญญาโทด้านอาวุธโดยเฉพาะ ไม่เพียงถนัดทฤษฎี แต่ปฏิบัติก็เรียกว่าผ่านฉลุย เรียนรู้ทุกขั้นตอนการทำตั้งแต่อยู่ไฮสกูลด้วยซ้ำ 

       นอกจากเรื่องการทำงาน ความสามารถของนาราไม่จบเท่านั้น สามารถพูดได้สี่ภาษา คืออังกฤษ ไทย ที่สามารถฟัง พูด อ่าน เขียน ได้ราวกับเจ้าของภาษา อาจเป็นเพราะเธอเกิดที่นั่นและอยู่จนถึงสิบขวบ ก่อนย้ายมาเรียนที่อเมริกาตามบิดา มารดา แต่ถึงกระนั้นทุกปิดเทอม หรือมีเวลาว่าง ก็จะกลับไปเยือนประเทศไทยเสมอ ภาษาที่สามคืออาหรับ เพราะการเดินทางไปทำงาน ค้าขายอาวุธ หรือการทดลอง นารามักจะติดสอยห้อยตามเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง จึงเรียนรู้เอาไว้ ถึงจะไม่คล่องหรือเก่งมากนัก อย่างน้อยคำง่ายๆก็พอฟังรู้เรื่อง แม้การพูดจะค่อนข้างยากอยู่บ้าง และภาษาที่สี่คือภาษาฝรั่งเศส เธอเคยลงเรียนเป็นวิชาเลือกสมัยมหาวิทยาลัย 

       เรียกว่าคุณหนูสาวคนนี้มีครบทุกอย่าง ความสวยงาม และมันสมอง เป็นสาวเนื้อหอมที่สุดอีกหนึ่งคนในอเมริกาเลยก็ว่าได้ แม้ไม่ผ่านการจัดอันดับก็ตาม เพราะทายาทสาวตระกูลแบล็กฟอร์ด จำต้องปกปิดตัวตน ออกสื่อให้น้อยที่สุด หรือถ้าออกจริงๆก็จะขอความร่วมมือสื่อไม่ให้ถ่ายภาพหรือลงที่ไหน เพื่อรักษาความปลอดภัย เนื่องจากเป็นตระกูลมากอิทธิพล เต็มไปด้วยคนปองร้ายและศัตรู ทุกคนมีค่าหัว รวมถึงตัวเธอ ดังนั้นจะไม่ค่อยมีใครรู้จักตัวตนนารามากนัก นอกจากทีมงานที่สนิท แม้แต่ในบริษัท เฉพาะทีมที่ทำงานด้วยกันถึงจะมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล โดยเธอจะใช้ชื่อกลางคืนนาตาชา บางคนในบริษัทยังไม่รู้เลยว่า นาตาชากับนารา คือคนเดียวกันด้วยซ้ำ 

       เมื่อเดินมาถึงสนามหญ้า เจอเข้ากับโต๊ะอาหารกลางแจ้งที่พนักงานได้จัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว หนึ่งในทีมสวมเสื้อโปโลสีดำสนิทกับกางเกงสีเดียวกัน ไว้ผมยาวจนต้องมัดเป็นหางม้า เดินเข้ามาทักทายพร้อมรอยยิ้ม 

       “อรุณสวัสดิ์ครับคุณหนู” เสียงทุ้มเข้มอย่างรอสซี่กล่าวทักทายนายสาวที่ทำงานด้วยกันมายาวนานถึงสิบปี เรียกว่าเติบโตมาด้วยกันก็ยังได้ 

       “อรุณสวัสดิ์” 

       นาราตอบรับแล้วนั่งลงที่หัวโต๊ะ เป็นเวลาเดียวกับที่รอสซี่เดินมารินชาร้อน ตามด้วยส่งสัญญาณให้พนักงานเสิร์ฟอเมริกันเบรกฟาสต์ แทนที่จะเป็นอาหารท้องถิ่น เนื่องจากยังต้องเดินทางไกล จึงไม่อยากลองอาหารที่ไม่คุ้นชิน เพราะหากปวดท้องขึ้นมา การหาห้องน้ำอาจไม่ง่ายมากนัก 

       “หลับสบายดีไหมครับ” 

       “แน่นอน เตียงนุ่มมาก” หญิงสาวตอบกลับเอดิสัน คีปเปอร์ เอ็กซ์คลูซีพเมเนเจอร์ของแบล็กฟอร์ดคอมพานี ดูแลเรื่องอาวุธหนัก อาทิเช่น M1 M2 ปืนกล MG42 คลอบคลุมถึงจรวด RPG เป็นต้น แต่ถ้าเป็นรถถัง เครื่องบินรบ ขีปนาวุธก็จะเป็นอีกทีมหนึ่ง หรือแม้แต่อาวุธเทคโนโลยีล้ำสมัย แบล็กฟอร์ดคอมพานีก็มีหมด เรียกว่าเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านอาวุธมากกว่าใครในยุคนี้ 

       นารายกแก้วชาขึ้นจิบ ความหอมทำให้รู้สึกสดชื่น เบนสายตาไปมองเกลียวคลื่นที่กระทบชายฝั่ง สายลมเย็นๆ ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ทะเลเมดิเตอเรเนียนก็ไม่ปาน ไม่นึกเลยว่าอยู่ตะวันออกกลาง ดินแดนทะเลทรายที่ขึ้นชื่อความร้อนระอุ 

       “ผมว่าวันนี้คุณหนูอยู่เที่ยวที่เมืองก็ได้นะครับ การเดินทางค่อนข้างลำบาก ต้องใช้เวลาสองชั่วโมงกว่าจะถึงจุดทดลอง” เอดิสันที่กำลังนั่งอ่านเอกสาร ออกความเห็น แม้จะได้แย้งตั้งแต่ขึ้นเครื่องบินส่วนตัวมาแล้วก็ตาม 

       “ไม่เป็นไร ถ้าเกิดปัญหาจะได้ช่วยกันแก้ไข” 

       “โอเคครับ” 

       การมาเยือนประเทศแองกาเซียสำหรับหญิงสาว ไม่ใช่เพื่อการทำงาน แต่มาพักผ่อน โดยได้จอง Ana laguna Paradise (อนา ลากูน่า พาราไดซ์) วิลล่าสุดหรูกลางทะเลทรายที่ติดอันดับหนึ่งในนิตยสาร สถานที่เที่ยวที่ควรไปสักครั้งก่อนตาย แน่นอนว่าพอมีกระแสออกไป ผู้คนสนใจเป็นจำนวนมากรวมถึงนารา ทว่าเจ้าของดูเหมือนจะไม่สนใจเงินตรา เปิดให้แขกเข้าพักเดือนละหนึ่งกรุ๊ปเท่านั้น กว่านาราจะจองได้ ต้องรอถึงหกเดือน แม้ก่อนหน้านี้จะปะทะฝีปากกับผู้จัดการของวิลล่า แต่ทางเจ้าของ ที่ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร ไม่อนุญาต แม้จะจ่ายเงินมากแค่ไหนก็ต้องรอตามกฎ ท้ายที่สุดเลยต้องรอ และในที่สุดวันมะรืนก็จะถึงคิวเข้าพัก 

       กอปรกับเอดิสันต้องเดินทางมาพบลูกค้าที่นี่ ทว่าทีมงานสองคนอย่างนาตาเลียและเจอร์รี่ ประสบอุบัติเหตุก่อนบินเพียงสามชั่วโมง จึงมาไม่ทัน จะเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็ติดภารกิจกันหมด นาราที่ว่างอยู่จึงอาสาทำหน้าที่แทน เพราะตอนนี้เหลือแค่เอดิสันกับเจสซี่ที่เป็นวิศวกรเท่านั้น เพราะอีกสองคนที่เหลือคือบอดี้การ์ดคู่กายอย่าง รอสซี่และเทรย์ 

       “อากาศที่นี่ดีมากเลยนะครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มพูดจบก็วางขนมปังปิ้งที่ทาแยมแล้วลงในจานของนายสาว ด้วยรู้ดีว่าอาหารเช้าจานเดียวไม่ทำให้อิ่มหรอก นาราเป็นผู้หญิงที่กินจุ แต่ไม่อ้วน 

       “ใช่ ตอนแรกคิดว่าจะร้อน แต่ก็ไม่เท่าไร” 

       “เพราะเรายังไม่เข้าใกล้เขตทะเลทราย เท่าที่ผมเคยอ่านมา หน้าร้อน ร้อนเกือบห้าสิบเจ็ดองศาเลยนะครับ” 

       “ทำการบ้านมาดีนี่” 

       “อย่าลืมสิครับ ผมน่ะเป็นกูเกิลของคุณหนูเชียวนะ” รอสซี่ตบอกด้วยความภาคภูมิใจ ทำเอาเทรย์ที่นั่งข้างกันถึงกับกลอกตาเอ่ยแซวเพื่อนร่วมงาน 

       “งั้นขอทดสอบกูเกิลหน่อย เล่าความเป็นมาประเทศนี้สิ นายหาข้อมูลมามากแค่ไหนกัน” 

       บอดี้การ์ดหนุ่มกระแอมเล็กน้อยพร้อมที่จะอวดความรู้ “ประเทศแองกาเซีย มีพื้นที่ทั้งหมดสี่แสนแปดหมื่นเก้าพันกว่าตารางกิโลเมตร แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เกือบครึ่งเป็นทะเลทรายมูจาฮารี มีประชากรราวยี่สิบห้าล้านคน แต่มีเพียงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นคนที่นี่โดยกำเนิด อีกสามสิบเปอร์เซ็นต์เป็นพวกชนเผ่า ผู้อพยพ พลัดถิ่น มาตั้งรกรากที่นี่ ส่วนใหญ่พูดภาษาอาหรับ แต่เพราะสุลต่านโมฮัมเหม็ด เล็งเห็นความสำคัญทางด้านภาษาต่างประเทศ เพราะจะเพิ่มโอกาสในการหางานได้มากขึ้นจนบรรจุภาษาอังกฤษอยู่ในแบบเรียน ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จะพูดได้สองภาษา” 

       “ว้าว ต้องอย่างนี้สิ ไม่เสียแรงที่มอบฉายากูเกิลประจำกลุ่มให้” นาราทำหน้าทึ่งมิวายกล่าวชม 

       รอสซี่ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ “ผมอุตส่าห์ท่องจำมาหลายคืน” 

       “โธ่เอ้ย นึกว่าจะแน่” เทรย์ชกไหล่เพื่อนร่วมงาน 

       “อย่างน้อยฉันก็ทำการบ้านมาละวะ” 

       “เอาล่ะๆ แล้วไงต่อ” หญิงสาวถามอย่างสนใจ 

       “ประเทศแองกาเซียแบ่งเป็นห้าหัวเมืองหลัก ได้แก่เมืองหลวงจาฮัทฟาที่พวกเราบินมาถึงเมื่อวานตอนเช้า เมืองอัฟฟีย่า เมืองคาเยฟ เมืองอนาย่าที่เราอยู่และเมืองสุดท้ายคือมุสตีเย่ และยังมีอีกหลายเมืองแยกย่อยไปอีก” 

       “แน่จริงท่องให้ได้ดิ” เทรย์มิวายกระเซ้า 

       “ท่องได้ฉันก็อัจฉริยะแล้วไหม” 

       นาราได้ยินก็หัวเราะ “เชื่อเหอะ น้องสาวฉันท่องได้ ป่านนี้นัชชาน่าจะท่องจนครบแล้ว” 

       คุณหนูสาวกำลังนึกถึงน้องนุชคนสุดท้องอย่างนัชชา แบล็กฟอร์ด ที่มีไอคิวถึงหนึ่งร้อยแปดสิบ เป็นอัจฉริยะตัวน้อยของบ้าน ความจำดีเลิศ รายชื่อจำนวนมากไม่เคยเป็นปัญหา   

       “ผมล่ะยอมแพ้คุณหนูนัชชาจริงๆ” 

       หญิงสาวส่ายหน้าแล้วกัดขนมปังคำโต ตามด้วยจิบชาร้อน อันที่จริงประเทศนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างน่าสนใจ นารามีเวลาอยู่สิบวัน คาดว่าจะตระเวนเที่ยวให้ได้มากที่สุด ก่อนกลับไปเจองานกองโตที่รออยู่ 

       “ผมได้ยินมาว่าที่นี่ไม่ค่อยสงบ มีความขัดแย้งที่เมืองมุสตีเย่ ไม่แน่ชัดว่าการเมืองภายใน หรือกลุ่มกบฏ และอาจเกี่ยวพันกับการที่กองทัพสั่งซื้ออาวุธปืนจากเราเป็นจำนวนมากและยังมีโดรนสอดแนม” เอดิสันเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ 

       “ว่าไงกูเกิล มีข้อมูลไหม” นาราหันไปถามต่อ 

       บอดี้การ์ดคนสนิทกระแอมเล็กน้อยรีบพูดต่อ “เท่าที่ผมสืบมาจากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สถานทูตก่อนเดินทางมาที่นี่ ทราบมาว่าไม่ใช่ความขัดแย้งทางด้านการเมือง แต่เป็นกลุ่มกบฏที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ด้วยการยึดเอาเมืองมุสตีเย่เป็นของตัวเอง แม้ที่นี่จะปกครองโดยสุลต่าน การสั่งการปราบกลุ่มกบฏไม่จำเป็นต้องผ่านสภาหรือความเห็นชอบ สามารถสั่งการได้เลยทันที แต่ที่ไม่สามารถทำได้นั่นเป็นเพราะคนที่คาดว่าน่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่มก่อกบฏคือ อาซิม ฮาซัน กอลโมดาอีดี” 

       คิ้วเรียวสวยขมวดทันที “เดี๋ยวนะ...นามสกุลนี้...” 

       “ใช่ครับ อาซิมเป็นพระอนุชาของสุลต่านโมฮัมเหม็ด” รอสซี่รีบตอบข้อสงสัยทันที 

       “ทำไมไม่เคยได้ยินเรื่องราวละเอียดขนาดนี้มาก่อน ตามสื่อต่างๆ ทั้งที่เรื่องราวไม่ใช่เล็กๆเลย” เทรย์ตั้งข้อสงสัย 

       “นั่นเป็นเพราะสุลต่านไม่อยากให้ข่าวรั่วไหลกลัวจะกระทบการท่องเที่ยว ความมั่นคง ทั้งที่ยืดเยื้อมานานหลายปี แต่เพิ่งยกระดับความรุนแรงมาได้ห้าปี มีการปะทะกันเป็นเนืองๆ สถานทูตทุกแห่งจะได้รับคำเตือนเพื่อแจ้งแก่นักท่องเที่ยว ไม่จำเป็นอย่าเดินทางไปเมืองมุสตีเย่ หากต้องการจะไป จะไม่รับรองความปลอดภัย แต่เพราะสถานที่แห่งนั้นมีสถาปัตยกรรมสำคัญ ไม่ว่าจะสุเหร่าที่มีอายุเกือบห้าร้อยปี ผู้คนจำนวนมากอยากไปชมความสวยงาม ก็มีไกด์ท้องถิ่นอาสาพาไป แต่ต้องจ่ายด้วยเงินจำนวนมาก เพราะที่นั่นมีค่าผ่านทาง ที่ต้องจ่ายให้กับพวกกลุ่มกบฏ แน่นอนว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปปีละไม่น้อย แม้จะไม่เคยมีข่าวใครถูกฆ่าตาย แต่ข่าวโดนปล้นก็มีมาเรื่อยๆอยู่ดี” บอดี้การ์ดหนุ่มผู้มีเชื้อสายชาวเปอร์เซียอธิบายอย่างละเอียด อันที่จริงเพราะสนใจเจ้าหน้าที่สถานทูตคนสวย เลยหาหัวข้อพูดคุยแล้วก็ได้ข้อมูลมากพอที่จะให้ระวัง 

       “ขนซื้ออาวุธเราไปเยอะขนาดนี้ คงไม่ได้จะเปิดฉากรบหรอกนะ” เทรย์พูดอย่างกังวล 

       นาราส่ายหน้า “บางครั้งอาจเป็นการข่มขวัญศัตรู หากคิดจะกำจัด คงทำไปนานแล้ว การที่ปล่อยยืดเยื้อมานานเป็นการแสดงให้เห็นว่าทรงเห็นบ้านเมือง ประชาชน เป็นสำคัญ เพราะหากเกิดสงครามการเมือง คนล้มตายคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงเศรษฐกิจต่างๆก็จะพังไปด้วย เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสีย” 

       ถึงแม้แองกาเซียจะเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา แต่เศรษฐกิจก็เกือบเทียบเท่าประเทศที่พัฒนาแล้ว อาจเพราะสินค้าส่งออกหลักคือน้ำมัน แหล่งพลังงานธรรมชาติ และเหมืองเพชร หากเกิดสงครามจริงๆ ทุกอย่างจะหยุดชะงักและอาจเกิดการคว่ำบาตรบนเวทีโลกที่ไม่สนับสนุนความรุนแรง แบล็กฟอร์ดคอมพานี รู้ดีแก่ใจ การขายอาวุธสงคราม ที่ยังมียอดขายดีต่อเนื่อง หลายประเทศซื้อไปเพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็ไม่ได้ใช้รบราฆ่าฟันเหมือนสมัยช่วงสงครามโลก แต่ก็มีจำพวกบางกลุ่ม ที่มีความรุนแรงเกินกว่าหลักมนุษยธรรมจะเอาอยู่ ก็ใช้เพื่อตอบโต้ คุกคามและทำลาย 

       “แต่ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ก็ยิ่งแย่” เอดิสันเปรย 

       นาราถอนหายใจ “นั่นก็เป็นปัญหาภายในของทางนั้น ยิ่งกบฏเป็นน้องชาย ก็ไม่ง่ายที่จะจัดการ” 

       ทั้งหมดพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย แบล็กฟอร์ดคอมพานีเป็นเพียงผู้ขาย ส่วนเรื่องราวความขัดแย้งใดๆ ไม่ก้าวก่ายหรือเกี่ยวข้องกัน เพราะแค่นี้ทุกคนก็ใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงอยู่แล้ว 

       ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของเอดิสันดังขึ้น ก่อนรายงานว่าพลตรีฟารูคได้รออยู่ที่ล็อบบีหน้าโรงแรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกคนจึงลุกจากโต๊ะอาหาร นาราสวมเสื้อสูทแล้วกลัดกระดุม ก่อนเดินออกไปด้านนอก ก็พบรถเรจน์โรเวอร์สองคันจอดรออยู่ พร้อมกับนายทหารวัยกลางคนสวมเครื่องแบบสีกรมท่ากับหมวกไบเล่สีเดียวกัน มีตราสัญลักษณ์ของกองทัพ เป็นรูปโล่แล้วคาดด้วยดาบโค้งวงพระจันทร์ กำลังกล่าวทักทายกับเอดิสัน รวมถึงนารา ที่อีกฝ่ายเข้าใจว่าเธอคือ หนึ่งในทีมงาน 

       หลังทักทายกันเพียงเล็กน้อย พลตรีฟารูคจึงให้ทุกคนเดินทางไปด้วยกัน ไม่อนุญาตให้ใช้รถคันหรูจากโรงแรม เพราะจะเป็นจุดสังเกต และเพื่อรักษาความปลอดภัย ทั้งหมดไม่มีปัญหา ระหว่างที่กำลังจะเดินไปขึ้นรถ นาราที่กำลังจะขึ้นไปนั่ง จู่ๆแขนสวยถูกแตะเสียก่อน เธอสะดุ้งเล็กน้อยหันไปมอง ก่อนพบหญิงชราที่สวมชุดสีขาวตัวเก่า จนค่อนไปทางสีเทาเสียด้วยซ้ำ คลุมด้วยนิกอบ[1]สีดำเหลือเพียงดวงตา...ทว่าดวงตากลับบอดสนิท 

       “มาดาม อย่าไป” 

       รอสซี่รีบดึงตัวนายสาวให้ออกห่างแล้วยืนบังเอาไว้ เป็นเวลาเดียวกับที่พนักงานรีบวิ่งเข้ามาดึงหญิงชรารายนั้นทันที 

       “ขอโทษครับมาดาม ทางเราจะจัดการให้”        

       นาราไม่ถือสาเพียงพยักหน้ารับ แต่กลับได้ยินประโยคต่อมา “มาดามอย่าไป อย่าไปที่นั่น มันอันตราย” 

       จากทีแรกจะไม่สนใจ ทว่านารากลับเปลี่ยนใจแล้วหันมามองหญิงชราตาบอด ขยับเข้าไปใกล้ แม้รอสซี่จะมองด้วยความเป็นห่วงก็ตาม 

       “คุณยายเห็นฉันด้วยเหรอคะ”      

       หญิงชราเพียงยิ้ม “ดวงตาของฉันไม่เห็น แต่จิตของฉันเห็น” 

       คุณหนูสาวไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก วินาทีนั้นมือเหี่ยวย่นก็เอื้อมมากุมมือนุ่มเอาไว้ได้ถูกตำแหน่ง ฝ่ามือหยาบกร้านทำเอานารารู้สึกขนลุกอย่างไรไม่รู้ จึงรีบดึงออก โดยไม่ใช้แรงมากนัก พลางคิดว่าผู้หญิงคนนี้อาจจะต้องการเงิน จึงเปิดกระเป๋าสะพายแล้วหยิบเงินดอลลาร์จำนวนหนึ่งออกมา แล้วยัดใส่มือหญิงชรา 

       “ฉันต้องไปก่อน ยินดีที่ได้พบกันค่ะ” 

       ระหว่างที่หมุนตัวจะเดินหนี ประโยคต่อมาก็ดังขึ้น “มาดาม ระวังอันตราย อยู่ใกล้กับคนที่เป็นผู้นำอย่างแท้จริง อย่าห่างจากเขาโดยเด็ดขาด แล้วทุกอย่างจะดีเอง”       

       รอสซี่คิดว่าผู้หญิงคนนี้เริ่มเพ้อเจ้อ บวกกับนารายิ่งเชื่ออะไรแบบนี้ด้วย จึงส่งสัญญาณให้พนักงานโรงแรมลากผู้หญิงคนนี้ออกไป ก่อนแตะหลังนาราเป็นการบอกให้ขึ้นรถ ทว่านายสาวไม่ขยับ 

       “อย่าสนใจเลยครับ เธอพูดเรื่อยเปื่อย” บอดี้การ์ดหนุ่มมิวายพูด แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดจากที่เคยหาข้อมูล ว่าประเทศแองกาเซีย เชื่อเรื่องการทำนายพอสมควร มีตระกูลนักพยากรณ์เก่าแก่ที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่เพราะยุคหนึ่งกลับไม่ได้รับการยอมรับ ผู้คนมองว่าเป็นเรื่องงมงาย สุดท้ายก็สูญหายไปตามกาลเวลา ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ใด หรือยังหลงเหลือหรือไม่ นาราทำท่าคิดก่อนทวน “ถ้าอยากปลอดภัย ก็ต้องใกล้ชิดกับผู้นำอย่างแท้จริงงั้นเหรอ?...ให้ตายสิ! แล้วฉันจะเข้าใกล้สุลต่านโมฮัมเหม็ดได้ยังไง องค์รักษ์ไม่ยิงฉันก่อนเหรอ”           

       พอทุกคนได้ยินสิ่งที่นาราโพล่งออกมา เรียกว่าน็อตเซอร์ไพรส์ ชุดความคิดของหญิงสาวไม่เคยเป็นเรื่องจริงจังหรือเครียดนักหรอก ฟังจากรูปประโยคเมื่อครู่ ใครก็เดาได้ว่าไม่ได้หมายถึงสุลต่านหรอก บอดี้การ์ดคนสนิทกลอกตา ถอนหายใจ 

       “ตอนนี้ขึ้นรถก่อนเถอะครับ นายพลฟารูคมองด้วยสายตาแทบจะฆ่าเราอยู่แล้ว ถ้าจะเกิดอันตรายอะไร เกิดจากหมอนี่ก่อนเลย” รอสซี่พูดติดตลก 

       คุณหนูสาวหันไปมองตามพอเห็นสายตาก็หลุดหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะรีบปรับสีหน้ากระแอมเล็กน้อย แล้วขึ้นรถ ออกเดินทางทันที โดยไม่ได้สนใจเรื่องราวก่อนหน้านั้นอีก 

       สถานที่ทดลองอาวุธ ตั้งห่างจากเมืองอานาย่า เดินทางผ่านเมืองอารีฟาออกไป ต้องแวะค่ายทหารก่อนเพื่อเปลี่ยนรถ การขนกำลังพลหลายคันเข้ามายังตัวเมืองอาจสร้างความแตกตื่นให้แก่ประชาชน สถานที่การทดลองจะอยู่ในทะเลทรายมูจาฮารี ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมงเต็ม ห่างไกลตัวเมืองและเป็นสถานที่ที่ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครได้รับผลกระทบหรือบาดเจ็บ นอกจากจะเป็นผืนทราย ก็ยังเป็นเทือกเขาเก่าแก่ 

       คาราวานรถจากกองทัพออกเดินทาง นำด้วยรถจิ๊บทหาร ต่อด้วยรถบรรทุกที่ขนอาวุธ โดยรอบนี้นอกจากโดรนสอดแนมก็จะมีปืนเอ็มทูสองกระบอก ปืนกลรุ่นใหม่ที่ปรับลำกล้องให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่อด้วยรถของพลตรีฟารูคที่เดินทางมาด้วยจะได้ทำการรายงานเบื้องบนต่อ ต่อด้วยรถของแบล็กฟอร์ดคอมพานี ที่คนขับคือเทรย์ นั่งข้างกันคือเจสซี่ ด้านหลัง ขวามือติดประตูคือนารา ตรงกลางคือรอสซี่และด้านซ้ายคือเอดิสัน ที่ยังดูเอกสารจนถึงตอนนี้ 

       “สภาพพวกเราคล้ายกับปลากระป๋องเลยนะครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มพูดติดตลก 

       “ถ้านายยอมลดน้ำหนักก่อนหน้านี้ เราก็ไม่ต้องเบียดกันหรอก” นาราบ่น 

       “คนที่ต้องลดคือคุณหนูหรือเปล่า กินอาหารเท่ากับผู้ชายสองคน ไม่ใช่ผมหรอก” รอสซี่เถียง 

       “แต่ฉันกินแล้วไม่อ้วนไง หุ่นฉันออกจะเพรียวบาง นาฬิกาทรายขนาดนี้ ยังมีหน้ามาให้ลดอีกเหรอ” หญิงสาวเถียง 

       “งั้นก็ให้เอดิสันลด” 

       “นายนั่นแหละลด ตัวอย่างกับยักษ์ บอกแล้วเล่นกล้ามให้มันน้อยๆหน่อย นมใหญ่ล้ำหน้าฉันแล้ว” นาราบ่น 

       “คุณหนูไม่เข้าใจผมอ่ะ” รอสซี่ทำหน้าบึ้ง 

       “เลิกทำหน้าแบบนั้นสักที มันไม่ได้น่าเห็นใจ แต่อยากกระทืบซ้ำ!” 

       พูดจบก็เห็นบอดี้การ์ดหนุ่มกระฟัดกระเฟียดนิดหน่อย เป็นภาพที่ทำให้ทุกคนในรถถึงกับหัวเราะ บรรยากาศการเดินทางไม่ได้น่าเบื่อเลย เพราะรถแทบไม่เงียบ หากไม่พูดคุย รอสซี่ก็จะเปิดคอนเสิร์ต ร้องเพลงดังลั่น โดยมีนาราร่วมร้อง 

       “ผมว่าถ้าเรื่องการทดลองอาวุธ รู้ถึงหูพวกกบฏ บางทีเราอาจได้ลูกค้าเพิ่มนะครับ” เทรย์ออกความเห็น 

       นาราหัวเราะ “ถ้าไม่ได้ลูกค้าเพิ่ม ก็อาจได้กระสุนเพิ่มนะ ดีไม่ดี...” 

       บึ้ม!! 

       พูดไม่ทันจบประโยค เสียงระเบิดดังกึกก้องพร้อมกับรถจิ๊บคันหน้าสุดกระเด็นตกไปอีกฝั่งพร้อมกับกองไฟลุกโชน ทหารด้านในหนีตายจำนวนไม่น้อย ทีมแบล็กฟอร์ดคอมพานีไม่มีเวลาให้ตกใจ เทรย์รีบขับรถเบี่ยงออกนอกทิศทาง ด้วยการตั้งสติอย่างดีเยี่ยม แต่ไม่ง่ายเพราะกลายเป็นโดนล้อม เสียงระเบิดดังขึ้นต่อเนื่อง ไม่รู้มาจากไหน เป็นการซุ่มโจมตี แต่อาวุธที่ใช้ อาร์พีจีอย่างแน่นอน เวลานั้นขบวนคาราวานแตกกระเจิง รถทหารโดนโจมตีหลายคัน จนกระทั่งมาถึงคันของนารา ที่เทรย์หลบพ้นแต่มันกลับตกอยู่ใกล้ๆ เมื่อระเบิดออก รถก็เสียหลักพลิกคว่ำทันที 

       นารากระเด็นออกไปนอกตัวรถกระแทกกับผืนทรายนุ่มแต่ก็ยังสร้างความเจ็บปวด ศีรษะกระแทกกับหิน เวลานั้นหูของเธอไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย สมองพล่าเบลอ รู้สึกถึงความร้อนและปวดร้าวตามร่างกาย ภาพเบื้องหน้าคือทะเลทรายอันไกลโพ้น กับรถจิ๊บที่ไฟลุกท่วม จังหวะนั้นเธอพบว่ามีใครบางคนคร่อมทับร่างของเธอเอาไว้ คาดเดาว่าน่าจะเป็นรอสซี่ แต่ครู่เดียวก็ถูกลากออกไป นาราพยายามที่จะขยับกายแต่กลับทำไม่ได้  

       ความร้อนจากแสงแดดแรงมาก แผดเผาผิวสวย เนื่องจากนารานอนตะแคง จึงทำให้แก้มด้านขวารับแสงแดดเต็มๆ สติสัมปชัญญะไม่ครบนัก แต่ยังพอคิดได้ว่า อยากจะขยับตัวนอนหงาย ทว่าทำไม่ได้ พลางครุ่นคิดในใจ 

       “ให้ตายสิ...อยากนอนหงาย แดดจะเผาหน้าฉันให้ดำข้างเดียวไม่ได้!” 

       นาราไม่รู้ตัวเองบาดเจ็บตรงไหนบ้าง ทว่าแผ่นหลังเปียกชื้น อาจมีส่วนไหนเลือดออก บางทีเธอคงใกล้จะตาย เวลานั้นภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือนสลับชัด พยายามประคองสติเท่าที่ทำได้ กัดริมฝีปากจนเลือดไหลซิบ เวลานั้นหญิงสาวเห็นอะไรดำๆเคลื่อนที่อยู่ไกลลิบๆ จนกระทั่งเข้ามาใกล้มากขึ้น ถึงเห็นว่าเป็นใครบางคนขี่มอเตอร์ไซค์ฮาลีย์คันใหญ่ 

       คนขับสวมเสื้อหนังสีดำ แทบไม่เห็นใบหน้าเพราะผ้าคลุมที่ปิดจมูกและริมฝีปาก สวมแว่นกันแดด เมื่อเขาจอดรถอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ แล้ววาดขาลงจากรถ กำลังเดินเข้ามาใกล้ ถอดแว่นดำคล้องกับเสื้อยืดตัวใน ดึงผ้าลงเผยให้เห็นใบหน้าคมเข้ม กับหนวดเคราเฟิ้ม กระทั่งเดินมาใกล้มากพอ จนได้เห็นความหล่อเหลากระแทกตา อย่างกับเห็นกัปตันอเมริกาเดินออกมาจากในหนัง เวลานั้นสติของนาราเหลือน้อยเต็มที ไม่รู้เพราะพิษบาดแผลหรือความร้อนที่ทำให้หญิงสาวเพ้อมากขึ้น 

       “โอ้วมายก็อด...พระเจ้า...หล่อขนาดนี้พระเจ้าแน่ๆ ฉันกำลังเห็นพระเจ้า นี่คงเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตแล้วสินะ” 

       จนกระทั่งชายคนนั้นหยุดอยู่ตรงหน้า ปล่อยให้เธอนอนมองรองเท้าหนังอย่างดี คล้ายว่าจะมียี่ห้อ จะว่าไปพระเจ้าก็รสนิยมดีเหมือนกัน ก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะย่อตัวลงจนได้สบกับนัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์ นาราไม่เคยเห็นใครมีสีตาสวยเท่านี้มาก่อน เธอพยายามฝืนมอง แต่ภาพพร่าเลือน ท้ายที่สุดก็ฝืนไม่ไหว เป็นเวลาเดียวกับที่ร่างบางลอยหวือจากผืนทราย คล้ายกำลังโดนอุ้ม ใบหน้าสวยผุดรอยยิ้มออกมาบางๆ 

       “อย่างน้อยก็ตายในอ้อมแขนของพระเจ้า...ขึ้นสวรรค์แน่นอน” 

       ชายฉกรรจ์อย่างจาโรมที่กำลังอุ้มหญิงสาวอยู่ในอ้อมแขน พอเห็นเธอยิ้ม ก็เงยหน้ามองพระอาทิตย์ที่ตั้งฉาก สาดความร้อนแรงแผดเผาทุกอย่างกลางทะเลทราย เบื้องหลังคือฉากยิง โจมตีของกลุ่มกบฏอาซิมก็ถอนหายใจ 

       อามีนวิ่งเขามาดูแล้วถามอย่างสนใจ “นาย...เธอตายแล้วเหรอ” 

       “ไม่แน่ใจ แต่ยังยิ้มได้ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าไม่ร้อนจนเพี้ยน ก็อาจจะใกล้ตายแล้วจริงๆ...หรือถ้าไม่ตาย ตื่นขึ้นมาถ้ารู้ว่าตัวเองกลายเป็นเชลย อาจจะอยากตายก็ได้” 

       นาราไม่ได้ยินการสนทนานั้นเพราะหมดสติไปแล้ว หากได้ยินเรื่องราวทั้งหมด พร้อมสติที่ครบถ้วน ก็คงจะฉุกคิดได้ว่า ‘ฮันนี่...พระเจ้าไม่ได้ขี่ฮาลีย์’ 

 

[1] คือผ้าคลุมศีรษะและใบหน้าบางส่วน โดยเปิดบริเวณรอบดวงตาเอาไว้ บางครั้งอาจสวมกับผ้าคลุมอำพรางส่วนรอบดวงตาอีกชิ้นได้ 

 

เนี่ยแหละฮ่ะ... ฮันนี่ เพ้อเจ้อที่หนึ่ง 555555+ อ่านจบอย่าลืมเมนต์ให้กันด้วยนะคะ แล้วก็อย่าลืมแอดแฟนด้วยยยยยยยยย ^^ 

ปล.หากไม่มาวันพุธ ก็เจอกันวันศุกร์น้า เดี๋ยวมาแจ้งอีกทีจ้า 

ปล.2 เนื้อหายังไม่ผ่านการรีไรต์นะค้า อาจมีคำผิด หรือบางประโยคอาจเรียบเรียง งงๆ สามารถทักท้วงได้นะคะ เดี๋ยวเราจะมาแก้ให้อีกทีจ้า  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว