email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 14.3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ธ.ค. 2563 12:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14.3
แบบอักษร

 

 

บรรยากาศภายในรถยนต์ตอนนี้เงียบกริบเสียจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานเท่านั้น เพราะคนขับรถสนใจเพียงแต่มองทางข้างหน้าเหมือนลืมว่ามีผู้โดยสารอีกคนนั่งมากับเขาด้วย คนที่อาศัยติดรถไปด้วยจึงต้องนั่งเงียบๆ แม้แต่จะหายใจยังพยายามให้เบาที่สุดเพราะกลัวจะไปรบกวนสมาธิของคนขับ

สีหน้าของคิรากรเคร่งเครียดด้วยกำลังไตร่ตรองสิ่งที่เขาพบเจออย่างมีสติที่สุด เขาคิดถึงสายตาและท่าทีของแพรวาในวันนี้แล้วบอกกับตัวเองว่าควรจะตัดใจเสียทีแต่ก็มีเสียงค้านดังขึ้นในใจ

‘ ทำไมจะต้องยอมถอยด้วยในเมื่อเราเป็นคนรักของเธอนะ ’ คิ้วหนาเริ่มขมวดมุ่นริมฝีปากบางเม้มแน่น ดวงตาคมของคิรากรมีแววสับสนวุ่นวาย

สุรนันทน์แอบมองเขาอย่างเป็นห่วงแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะรู้ว่าเวลานี้คิรากรคงกำลังใช้ความคิดจึงไม่อยากจะรบกวน

“ โธ่โว้ย! ”

เสียงสบถดังลั่นพร้อมกับเสียงห้ามล้อจากการเหยียบเบรคกระทันหันทำให้สุรนันทน์สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ

“ ผมขอโทษนะครับ ” เหมือนคิรากรเพิ่งจะจำได้แล้วว่าเขาไม่ได้นั่งอยู่เพียงคนเดียวในรถ

สุรนันทน์หน้าซีดหัวใจเต้นตึกๆ จนหายใจหอบ “ คุณกรสาวขับรถให้ดีกว่าค่ะ คุณไม่มีสมาธิเลยสาวกลัวจะเกิดอุบัติเหตุ ” เธอพูดเสียงสั่น

คิรากรยิ้มเจื่อน “ ผมโอเคครับ ขอพักจอดรถตั้งสติแป๊บเดียว ”

“ แน่ใจนะคะ ” เธอยังถามอย่างไม่ไว้ใจ คิรากรเพียงยิ้มตอบเท่านั้น

คิรากรเลี้ยวรถเข้าไปในสวนสาธารณะที่อยู่ใกล้ๆ เขาจอดรถและลงไปนั่งที่เก้าอี้ในสวนสูดลมหายใจเข้าแล้วพ้นออกคล้ายกำลังตั้งสติอีกรอบ สุรนันทน์เดินตามเข้าไปนั่งข้างๆ เธอเลือกที่จะเงียบเพราะรู้ดีว่าเขายังไม่ต้องคำแนะนำหรือปลอบใจในเวลานี้

สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านเป็นระยะอากาศในเวลานี้จึงไม่อบอ้าวเท่าไหร่นัก สองหนุ่มสาวนั่งอยู่ข้างกันโดยไม่ได้พูดอะไรกันเลยสักคำเดียวแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ชายหนุ่มไม่รู้สึกเดียวดายจนเกินไปนัก

แสงแดดค่อยๆ คล้อยไปตามเข็มนาฬิกาจนเริ่มอ่อนแสงลงสุรนันทน์จึงยกข้อมือขึ้นดูเวลา

“ เย็นแล้วเรากลับกันดีไหมคะ ” เธอถาม

คิรากรหันมายิ้ม “ ให้ผมไปช่วยคุณสาวเปิดร้านด้วยได้ไหมครับ ”

“ วันนี้ร้านปิดค่ะ ” สุรนันทน์ตอบ

คิรากรเม้มริมฝีปากสีหน้าผิดหวัง “ ผมกะว่าจะไปนั่งดื่มที่ร้านคุณสาว แต่ร้านปิดแบบนี้ผมเลยอดดื่มค็อกเทลดี ๆ เลย ”

สุรนันทน์ยิ้มอย่างเอ็นดู “ ไม่ได้ไปนั่งดื่มที่ร้านของสาวเราก็ไปนั่งร้านอื่นก็ได้นี่คะ ”

“ จริงด้วยครับแต่ผมไม่ค่อยรู้จักร้านบรรยากาศดี ๆ เท่าไหร่ ”

“ ไม่ต้องห่วงค่ะ สาวรู้จักอยู่ร้านหนึ่งคุณกรต้องชอบแน่ๆ ” เธอยิ้มทั้งริมฝีปากและดวงตามันเป็นยิ้มที่ทำให้คิรากรมองแล้วสบายใจ

สุรนันทน์บอกทางให้คิรากรขับรถเข้าไปในซอยแถวถนนเจริญกรุงเพื่อไปร้านอาหารที่เธอรู้จักและมักจะมาที่นี่เสมอถ้ามีโอกาส ร้านอาหารที่ว่าดูเผินๆ เหมือนเป็นบ้านไม้เก่าที่ปลูกแบบสไตล์ไทยผสมกับยุโรป ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ตามสไตล์ตัวบ้านจึงทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคสมัยนั้นจริง ๆ ที่นี่มีสองชั้นด้วยกัน ชั้นล่างเป็นโต๊ะนั่งอยู่ในห้องปรับอากาศส่วนชั้นสองเป็นระเบียงกว้างเปิดรับลมทุกทิศทางโต๊ะที่นั่งก็เป็นโต๊ะไม้เตี้ยจึงต้องนั่งบนเบาะรองนั่งสีสันสดใสที่ทางร้านจัดเอาไว้ สุรนันทน์เลือกพาคิรากรขึ้นไปนั่งที่ชั้นสองของร้านเพราะเธอชอบบรรยากาศวิวแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน

พนักงานของทางร้านนำเมนูอาหารมาส่งให้ทั้งคู่แล้วนั่งคุกเข่าอยู่เพื่อรอรับรายการอาหาร

“ คุณสาวชอบรับประทานอะไรก็สั่งได้เลยนะครับมื้อนี้ผมเป็นเจ้ามือเอง ” คิรากรบอก

“ อย่าเลยค่ะ เราหารกันดีกว่าคุณกรไม่ต้องเลี้ยงสาวหรอก ” เธอปฏิเสธอย่างสุภาพทำให้คิรากรแปลกใจแต่ก็ประทับใจไปด้วย

“ ก็ได้ครับ แต่คราวหน้าคุณสาวต้องยอมให้ผมเลี้ยงนะครับ ”

“ ค่ะ ” สุรนันทน์ยิ้มแล้วเริ่มสั่งอาหารและเครื่องดื่ม

ในระหว่างที่สุรนันทน์สั่งอาหารคิรากรก็มองดูรอบบริเวณร้านอย่างชื่นชม ภาพท้องน้ำส้มอมทองเพราะแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ที่กำลังคล้อยลงมาจากท้องฟ้าและวิวฝั่งแม่น้ำสวยงามเหมือนภาพถ่ายของช่างภาพฝีมือดียังมีเรือลำใหญ่และลำเล็กๆ ที่แล่นอยู่ในแม่น้ำเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับภาพที่เขามองได้อย่างดี

“ ตอนกลางคืนวิวของที่นี่จะยิ่งสวยกว่าตอนนี้อีกนะคะ ” สุรนันทน์พูดขึ้น

“ คุณสาวรู้จักร้านนี้ได้ยังไงครับ ”

“ บังเอิญเจอน่ะค่ะ ” สุรนันทน์ตอบ

“ จริงเหรอครับ ” คิรากรมองอย่างแปลกใจ

“ ค่ะ พอดีสาวขับรถมาทำธุระแถวนี้เห็นป้ายร้านก็เลยลองเข้ามานั่งกินข้าวหลังจากวันนั้นสาวก็จะมาที่นี่ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ” เธอตอบ

“ แต่ที่นี่ไม่ได้อยู่ใกล้กับบ้านของคุณสาวเลยนะครับ ”

“ อยู่แต่แถวบ้านก็เบื่อแย่ซีคะ ”

“ จริงด้วย ” สองคนยิ้มให้กัน คิรากรถอนหายใจอย่างรู้สึกโล่งใจ

 

แพรวาอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมาจากห้องน้ำ เวลานี้เหลือเพียงคุณย่าเจิมและเธอเท่านั้นที่อยู่กันตามรำพังหญิงสาวเดินเข้าไปนั่งบนฟูกที่นอนที่ทางโรงพยาบาลนำมาให้เธอ

“ แพรย่าถามหนูตรง ๆ นะลูก หนูคบกับคุณกรไม่ใช่เพราะต้องการประชดปวีณ์ใช่ไหม ” น้ำเสียงอบอุ่นแต่แฝงแววตำหนิของคุณย่าเจิมเอ่ยขึ้น

“ แพร... ” เธอยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยแล้วจะเอาคำตอบอะไรให้คุณย่าเจิมของเธอ

“ ถ้าหนูยังลืมปวีณ์ไม่ได้และปวีณ์เองก็ยังตามง้อหนูอยู่แบบนี้ หนูปล่อยคุณคิรากรเขาไปเถอะลูก ”

“ คุณย่า ” สีหน้าของเธอสลดลงอย่างสำนึกผิด

“ ย่าง่วงแล้ว ” คุณย่าเจิมหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน แพรวาก็เอนตัวลงนอนแต่ก็ข่มตาให้หลับไม่ได้ เธอยังคิดถึงคำพูดของคุณย่าเจิมเธอยิ่งรู้สึกผิดกับคิรากรคงถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องทำสิ่งที่ถูกต้องเสียที

 

จานอาหารบนโต๊ะถูกเก็บออกจากโต๊ะและแทนที่ด้วยเครื่องดื่มสีสดใสในแก้วทรงสูงประดับด้วยดอกไม้บนปากแก้ว ๆ

สุรนันทน์ยกแก้วขึ้นจิบแล้วยิ้มจนตาหยี รสชาติของมันหวานอมเปรี้ยวละมุนลิ้นและยังมีกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ที่ช่วยกลบกลิ่นแอลกอฮอล์จนแทบจะไม่เหลือให้รู้สึกเลย

“ คุณกรไม่ลองชิมดูล่ะคะ รสชาติมันดีมากเลยนะคะ ” สุรนันทน์เลื่อนแก้วไปตรงหน้าคิรากร

เขามองดูมันอย่างพิจารณาแล้วจึงยกขึ้นจิบ ดวงตาคมเป็นประกายวาววับทันทีที่ลิ้นสัมผัสกับของเหลวสีทับทิมในแก้ว

“ รสชาติดีใช่ไหมคะ ” สุรนันทน์ถาม

“ ครับดีมาก ” คิรากรตอบ “ เขาเรียกว่าอะไรครับ ”ชายหนุ่มถามต่อ

“ ไหมไทยค่ะ ” สุรนันทน์ตอบ

สองคนจิบค็อกเทลท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืนของแม่น้ำเจ้าพระยา สายลมโชยพัดมาทำให้รู้สึกเย็นสบายยิ่งเพิ่มความรู้สึกดี ๆ ให้ทวีมากขึ้น คิรากรเอนกายลงนอนดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวดารดาษพระจันทร์ดวงกลมโตส่องแสงสีเงินนวล ทุกอย่างช่วยลดความผิดหวังและเจ็บปวดภายในหัวใจของเขาให้ทุเลาลงอย่างน่าประหลาด เขาแอบมองหญิงสาวที่นั่งขัดสมาธิจิบค็อกเทลอยู่อีกฝั่งของโต๊ะแล้วคลี่ยิ้มออกมา

“ ถ้าเวลาหยุดอยู่แค่ตรงนี้ก็ดีนะครับ ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างสบายใจ

“ คุณกรดีขึ้นแล้วใช่ไหมคะ ” สุรนันทน์ก้มหน้าลงมองหน้าชายหนุ่ม

“ ครับ ดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณคุณสาวมากๆ นะครับที่พาผมมาที่นี่ ”

“ ด้วยความยินดีค่ะ ” สุรนันทน์ยิ้มจริงใจ

“ เราอยู่ที่นี่กันอีกสักพักนะครับ คุณสาวไม่รีบร้อนไปไหนใช่ไหม ”

“ ค่ะ ” สุรนันทน์ตอบรับ แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าสีนิลที่พร่างพรายไปด้วยดาวดวงเล็กๆ ระยิบระยับทั่วฟ้า ถึงเธอจะทำให้คิรากรลืมความรู้สึกแย่ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้แต่อย่างน้อยรอยยิ้มของเขาก็บอกได้เป็นอย่างดีว่าคิรากรคลายความผิดหวังและเสียใจไปได้มากแล้ว

สุรนันทน์นึกถึงตัวการที่ทำให้ชายหนุ่มผู้โอนโยนคนนี้ต้องเสียใจ ใบหน้าหวานก็บึ้งตึง ‘ พรุ่งนี้ฉันจะจัดการแกยายแพร ’ สุรนันทน์คิดถึงเพื่อนรักอย่างคาดโทษ

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว