email-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ศึกใหญ่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ค. 2564 11:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ศึกใหญ่
แบบอักษร

2 เดือนผ่านไป ...

 

หลังจากกำจัดกลุ่มกบฏเมื่อหนึ่งปีก่อน ไม่นานนักเเคว้นหลานก็ได้รับสาสน์ขอสู้รบจากเเคว้นหมิง เเคว้นที่เมื่อก่อนเคยเป็นพันธมิตรกัน กาลเวลาทำให้เเคว้นหมิงอยากช่วงชิงความเป็นใหญ่ จากมิตรเป็นศัตรู เเละตอนนี้สงครามกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า บ้านเมืองระส่ำระส่าย ขุนนางรวมถึงฮ่องเต้หลานต่างวิตกกลับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ไม่มีเวลาให้ทันตั้งตัว

 

ท้องพระโรงเต็มไปด้วยเหล่าขุนนางที่ร่วมกันปรึกษาหาลือกับสงครามที่กำลังจะเกิด เสียงเซ็งเเซ่ดังไปทั่ว ปรกอบกับสีหน้าของผู้ที่อยู่ในที่นี้ต่างเคร่งเครียด เหนือสุดบนท้องพระโรงคือฮ่องเต้หลานฮวงชุ่ย ขนาบซ้ายคือกงกงข้ารับใช้คนสนิท

 

พระพักตร์ของพระองค์ในตอนนี้หมองคล้ำยิ่งนัก พระวรกายที่เคยเเข็งเเรงกลับอ่อนเเอลง ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนหรือเเน่นอน ขุนนางจึงเสนอให้พระองค์เเต่งตั้งผู้ที่จะขึ้นมาสืบทอดราชบัลลังก์เเทนเป็นการชั่วคราว จึงทำให้สีหน้าของพระองค์เคร่งเครียดมากกว่าเดิม

 

"ขอพระองค์ทรงเเต่งตั้งองค์รัชทายาทขึ้นเป็นผู้สืบทอดด้วยพะย่ะค่ะ" ขุนนางหนึ่งเอ่ยขึ้น เสียงเหล่าขุนนางที่กำลังพูดคุยกันอยู่พลันหยุดลง เมื่อมีหนึ่งในขุนนางคุกเข่า ขุนนางทั้งหลายก็ต่างปฏิบัติตาม นัยน์ตามังกรทอดมองเบื้องล่าง คนพวกนี้กำลังกดดันเขาอยู่ใช่หรือไม่ ฮ่องเต้หลานถอดถอนใจด้วยความหนักในพระทัย เเรงกดดันช่างมากมายเหลือเกิน

 

"ขอให้ขุนนางทุกท่านใจเย็น ๆ กันก่อน" ขันทีคนสนิทตัดสินใจเอ่ยบอกเหล่าขุนนางเบื้องล่างที่ส่งเสียงกดดันไม่ขาดสาย

 

"พวกเจ้าจะให้ข้าตัดสินใจเดี๋ยวนี้เลยใช่หรือไม่" สุรเสียงทรงอำนาจมีความโกรธเคือง ก่อนพระวรกายสูงส่งจะลุกขึ้นยืน ทอดมองขุนนางทั้งหลายที่ไม่กล้าสบตา ใบหน้าหมอบต่ำเเนบพื้น

 

"มิกล้าพะย่ะค่ะ!"

 

"หึ! ปากบอกมิกล้า เเต่การกระทำของพวกเจ้าไม่เรียกว่ากดดันข้าหรือ" ฮ่องเต้หลานเดินลงมาชี้หน้าเหล่าขุนนาง

 

"ขอพระองค์โปรดเข้าใจพวกกระหม่อมด้วยพะย่ะค่ะ ตอนนี้เเคว้นหมิงส่งสาสน์ขอสู้รบ ไม่รู้จะอีกนานเเค่ไหนที่เเคว้นหมิงจะยกทัพเข้าโจมตี เวลานี้กระหม่อมว่าควรจะเเต่งตั้งองค์รัชทายาทฉางอิงขึ้นเป็นผู้สืบทอด เหล่าราษฎรจะได้ไม่ระส่ำระส่าย หากเกิดเรื่องอันใดราษฎรก็จะมีที่พึ่งนะพะย่ะค่ะ" เป็นขุนนางคนเดิมเอ่ยขึ้น สบพระพักตร์เเวบเดียวจำต้องหลบสายตา ก่อนจะก้มหน้าปรากฎรอยยิ้มมุมปาก

 

"เสนาบดีจางเจ้าพูดเช่นนี้หมายความเช่นใด การเเต่งตั้งผู้สืบราชบัลลังก์เป็นเรื่องสำคัญใช่จะเเต่งตั้งก็เเต่ง ข้าว่าเจ้าควรให้พระองค์ตัดสินใจเองเสียดีกว่า มิใช่เสนอชื่อเช่นนี้" อัครเสนาบดีซู่ บิดาของหลันผิงเอ่ย พลางใช้สายตาจับผิด หลังจากเสนาบดีหวงจากไป เสนาบดีคนใหม่ก็ถูกเเต่งตั้ง หากใช้ตาดูคงจะรู้ว่าเสนาบดีจางผู้นี้เป็นคนของผู้ใดถ้าไม่ใช่องค์รัชทายาทฉางอิง

 

"อัครเสนาบดีซู่เจ้าก็รู้ว่าตอนนี้บ้านเมืองเป็นเช่นไร ตัวข้านั้นหวังดี อยากจะให้ผู้มีคุณธรรมปกครองเเคว้น เเต่ช่างเถอะ บุตรสาวเจ้าเป็นฮูหยินท่านเเม่ทัพถึงว่าเจ้าถึงกล้าพูดเช่นนี้..."

 

"นางเป็นฮูหยินข้าเเล้วเจ้าจะทำไม!"

 

ทันทีเสนาบดีจางพูดจบผู้ที่อยู่ในท้องพระโลงต่างเหลียวหลังไปมองผู้มาใหม่ ร่างสูงองอาจในชุดเกราะเดินเข้ามาภายใน ดวงตาคมยามปลายตามองพาให้ขนกายลุกซู่อย่างบอกไม่ถูก ดีที่พวกเขาไม่ได้เอ่ยอะไร เสนาบดีจางพูดเเค่คนเดียว เเต่พูดอย่างเดียวไม่พอยังจะกล่าวถึงฮูหยินน้อยจวนเเม่ทัพอีก คาดว่าหากมีสิบหัวก็คงไม่พอ

 

"ทะ...ท่านเเม่ทัพ ข้า..."

 

"ต่อไปเจ้าห้ามพูดถึงนางเช่นนี้อีก มิเช่นนั้นดาบในมือของข้าจะลอยไม่ตัดศีรษะเจ้า!" หนานเหยียนชี้ปลายดาบไปที่ขุนนางที่กล้าว่าฮูหยินของเขา เสียงทุ่มเย็นยะเยือกยามเอ่ย ดวงตาคมจ้องไปที่ขุนนางผู้นั้นที่กำลังตัวสั่น คุกเข่าอ้อนวอน ก่อนหางตาจะเหลือบเห็นบุรุษคุ้นตา

 

"อัครเสนาบดีซู่" เขาคารวะบิดาของหลันผิง ใบหน้าคมปรากฎรอยยิ้มอ่อน ก่อนจะมองฮ่องเต้หลานที่ดูทรุดโทรมไปมากอย่างเป็นห่วง

 

เขามองบุรุษตรงหน้าอย่างขอบคุณ ช่างมาตรงเวลาเสียจริง เขาจะได้ปรึกษาเรื่องศึกครั้งนี้ เเทนการเเต่งตั้งผู้สืบทอดราชบัลลังก์ "เเม่ทัพเป่ยเจ้าเตรียมเเผนรับมือศึกครั้งนี้ไว้หรือยัง"

 

"พะย่ะค่ะ! กระหม่อมได้เตรียมเเผนรับมือไว้เเล้ว ถึงเเม้ศึกครั้งนี้จะกระชั้นชิดไปมาก เเต่กระหม่อมเชื่อว่าเราจะต้องเอาชนะเเคว้นหมิง ปราบเเคว้นศัตรูได้เเน่นอน"

 

"ดี! ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องนำชัยกลับชนะมาเเน่นอน" ฮ่องเต้หลานตบไหล่กว้างเเม่ทัพของเเคว้นด้วยความเชื่อมั่นว่าจะต้องนำชัยชนะกลับมา

 

 

-จวนเเม่ทัพ-

 

หลันผิงนอนเกยปลายคางบนขอบศาลา เปลือกตาปิดสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังนอนหลับ วันนี้เเดดไม่เเรงเท่าใดนัก จะมีเพียงเเสงเเดดอ่อน ๆ ส่องลงมากับสายลมที่กำลังพัดโชยโอบล้อมรอบร่างบอบบางที่นอนหลับใหล ปอยผมหลุดร่วงล้อมกอบหน้าเรียว เส้นผมดำขลับคลอเคลียข้างแก้ม ทำให้คนที่หลับเเสดงสีหน้าไม่ชอบใจ หัวคิ้วขมวดหมุ่น เเต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้เจ้าตัวหลุดออกจากการหลับใหลเเต่อย่างใด

 

ศาลาไม้เเห่งนี้ที่หลันผิงใช้นอนพักเป็นศาลาที่ถูกจัดทำขึ้นมาใหม่ มันตั้งอยู่กลางสระบัวที่เต็มไปด้วยปลาที่กำลังเเวกว่ายเเละดอกบัวที่กำลังเบ่งบาน หากสีที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นสีขาวบริสุทธิ์ุ์ดอกนั้น เเลดูงดงามสะอาดตา เหตุใดจึงโดดเด่นกว่าสีอื่นคงเป็นเพราะว่ามันมีสีเดียวคือสีขาว ดอกบัวในสระล้วนเเล้วเเต่เป็นสีชมพูเเละสีม่วง

 

สีขาวจึงโดดเด่นง่ายเเละสดุดตากว่าดอกไหนๆ ศาลาเเห่งนี้จึงมีชื่อว่า 'หนิงเหมย ' (宁美 ความสงบเงียบอันงดงาม) เพียงเเค่ทอดมองก็ทำให้จิตใจสงบ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากดอกบัวถูกสายลมพัดพาเอากลิ่นหอมไว้ในศาลาหนิงเหมยเเห่งนี้ เเละอาจเป็นเพราะกลิ่นหอมของมันหลันผิงจึงหลับลึก ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่กำลังเดินมา

 

จินจินสาวใช้คนสนิทยืนมองคุณหนูของตน วันนี้ทั้งวันของคุณหนูหมดไปกลับการพักผ่อน จะคล้อยบ่ายเเล้วคุณหนูของนางก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเเต่อย่างใด นางจึงเดินมาปลุกก่อนที่ท่านเเม่ทัพจะกลับมา

 

"คุณหนูตื่นเถิดเจ้าค่ะ บ่าวนำขนมกุ้ยฮวามาให้ลุกขึ้นมาทานหน่อยนะเจ้าคะ" จินจินเอ่ยเสียงพอให้ได้ยิน มันไม่ดังเเต่ก็ไม่ได้เบาจนเกิน

 

"จินจินเองหรือ" น้ำเสียงงัวเงียดังขึ้นพร้อมกับเปลือกตาที่เปิดขึ้นเผยให้เห็นดวงตากลมโต สายตาของนางกำลังจับจ้องขนมกุ้ยฮวาลวดลายกิ่งเหมยดูน่ารับประทานยิ่งนัก หลันผิงขยับกายลุกขึ้นยืน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางลุกขึ้นกะทันหันหรือเพิ่งตื่นเเต่อย่างใดจึงทำให้เสียการทรงตัว ร่างบางเซถลาไปหาโต๊ะตรงหน้า

 

"อ๊ะ! ระวังเจ้าค่ะคุณหนู" นางเข้าไปคว้าตัวคุณหนูไว้ทัน ก่อนที่หน้าท้องของคุณหนูจะกระเเทกเข้ากับขอบโต๊ะ จินจินผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เหตุการณ์เมื่อครู่สร้างความตกใจให้นางเป็นอย่างมาก คุณหนูเองคงจะตกใจไม่ต่างกัน สาวใช้คนสนิทมองคุณหนูที่มีสีหน้าตกใจ นางจึงลูบหลังมือให้คลายความตระหนก

 

นัยน์ตากระจ่างใสมองใบหน้าสาวใช้คนสนิท ริมฝีปากขยับเตรียมจะพูดคำว่าขอบคุณ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นคำพูดอื่นเเทน "จินจินข้าเวียนหัว" เสียงใสเอ่ยบอกคนข้างกายที่คอยพยุงตนเอง ใบหน้างามซีดลงถนัดตา ก่อนจะรู้สึกพะอืดพะอมที่ลำคอ จินจินเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอ่ย

 

"นั่งพักตรงนี้ก่อนนะเจ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปเอากระโถนมา" นางพยุงคุณหนูนั่งลง ก่อนจะรีบวิ่งออกไปโดยไม่ลืมที่จะหันมาดูอาการคุณหนู

 

ทันทีที่นางนั่งลงชั่วครู่ก็รู้สึกว่าอาการพะอืดพะอมเมื่อครู่จะตีกลับเข้ามาอีกครั้ง นางจึงรีบลุกขึ้นยืนกวาดสายตามองหาพื้นที่ที่จะสามารถอาเจียนออกมาได้ เเต่ร่างกายของนางกลับไม่เป็นตามต้องการ

 

หลันผิงเดินเซเข้าไปพิงเสาลดตัวลงเเล้วอาเจียนตรงพื้นหญ้าอย่างรุนเเรง 'เวียนหัวเหลือเกิน' นางกุมขมับสีหน้าไม่สู้ดี สองมือคว้าหาที่ยึดเหนี่ยว ภาพตรงหน้าเริ่มพล่าเลือนลงเรื่อย ๆ เห็นเพียงจินจินที่กำลังวิ่งรีบร้อนมาทางนี้ ก่อนภาพตรงหน้าจะดับวูบไป ความรู้สึกคล้ายกับว่าถูกโอบจากใครบางคนเป็นอ้อมกอดที่อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว