ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ระยะทาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 111.1k

ความคิดเห็น : 92

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2563 16:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ระยะทาง
แบบอักษร

  

  

  

ตอนที่ 15 

ระยะทาง 

[Vee Vivis] 

  

  

  

ผมกระชับอ้อมแขนเพื่อกอดเอามาร์คเข้ามาหาให้มากขึ้น ดึงเอาคนที่ป้อนจูบหวานๆ ให้ผมเมื่อกี้เข้ามาแนบชิด เรานั่งซ้อนกันที่ประตูหลังของรถเก๋งคันสวย มีกองผ้าห่มให้เราได้นั่งนุ่มๆ และมีมาร์คให้ผมได้กอดคลายหนาว คืนนี้เป็นอีกคืนที่หนาว และดูท่าว่ามาร์คจะเป็นความอบอุ่นเดียวที่ช่วยผมได้ เพราะพอมันขยับห่างจากผมนิดหน่อยผมก็เริ่มรู้สึกไม่ดีจนต้องดึงมันเข้ามากอดเอาไว้ และผมอยากจะกอดมันแบบนี้ไปทั้งคืน 

เพราะคืนพรุ่งนี้คงหนาวกว่าคืนนี้มาก

“ไม่อยากกลับ” มาร์คบอกออกมาท่ามกลางความเงียบ ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองไหม แต่สองสามวันมานี้มันพูดเยอะขึ้น แสดงออกมากขึ้น และเริ่มทำอะไรๆ ก่อนที่ผมจะทำบ่อยขึ้น

“กูนี่ ไม่อยากมาเลย” ผมบอกกลับ

“อืม…” มาร์คว่าแล้วพิงหลังกับหน้าอกผม มันชันเข่าขึ้นมากอดไว้ ตั้งแต่ช่วงบนขึ้นมามันพิงไว้กับผมรวมทั้งหัวสวยๆ ของมันด้วย 

“กูรักมึงนะ” ไม่รู้ว่าบอกออกไปดื้อๆ แบบนี้ได้ยังไง แต่ความรู้สึกของผมตอนนี้มันจุกไปหมด มันแทบจะระเบิดออกมาแล้ว มันต้องพูดออกมาตอนนี้แล้ว

“พี่วี…”

“ทำไม?” ผมถามเมื่อมาร์คเอี้ยวคอมามองผม

“ก็…พี่บอก”

“มึงคิดว่าตัวเองรู้สึกอยู่คนเดียวหรือไง” ผมถามกลับ ยกมือมาไล้แก้มมันเบาๆ แล้วลดมือลงไปกุมมือมันไว้หลวมๆ อีกข้างยังเกาะอยู่ที่เอวสวยๆ ของมันเหมือนเดิม

“…”

“คิดว่ามึงขาดกูไม่ได้แล้วกูขาดมึงได้?”

“…”

“คิดว่ามึงรักกูมากแล้วกูรักมึงน้อยกว่า?”

“ก็…”

“กูรักมึงจนอยากยกมหา’ลัยมาไว้นี่แล้ว มันแปลกตรงไหนถ้ากูจะพูดแบบนี้บ้าง”

“ก็ไม่ แต่พี่ดูเหมือน…จะไม่พูด”

“ถึงกูจะพูดไม่บ่อยแต่กูก็รักมึงตลอด มึงก็รู้” ผมบอกกลับ กดจมูกลงบนผมหอมๆ ของมาร์คแล้วค่อยซบลงที่ไหล่ของมัน

“เหรอ?”

“อืม” ผมตอบแล้วกระชับมาร์คเข้ามาหาอีก ถึงมันแทบจะไม่มีช่องว่างแล้วแต่ก็ยังอยากจะใกล้อีก

“รักผมมากไหม?”

“มาก…”

“งั้นขออะไรหน่อยสิ” ผมเลิกคิ้วเมื่อมาร์คว่าออกมา

“อะไร”

“รักแค่ผมคนเดียว”

“มันแน่นอนอยู่แล้ว”

“อย่าหวั่นไหวกับใคร แค่หวั่นไหวก็ไม่ได้นะพี่วี” มาร์คบอก ตาสวยมองผมอย่างอ้อนวอนแล้วผมก็พยักหน้ารับ

“ทำไมขอในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องขอเลยล่ะ มึงไม่เคยขออะไรกูแบบนี้เลยนะ” ผมถามกลับ

“ก็เมื่อก่อนยังไม่ได้รักพี่มากขนาดนี้นี่”

“แล้วตอนนี้รักกูมากขนาดไหน” ผมกระซิบถามอยู่ข้างหูมาร์ค แล้วมาร์คก็กระชับกอดขาตัวเอง

“ที่สุดในโลก” เสียงตอบเบาไม่ต่างจากเสียงผมตอนที่ถาม แต่ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงเสียงน้ำทะเล มันทำให้ผมได้ยินประโยคนั้นของมาร์คอย่างชัดเจน

“กูก็เหมือนกัน…” 

“ผมมีอะไรจะให้ด้วยนะ” มาร์คบอก 

“อะไร” มันไม่ได้ตอบแต่แกะมือผมออกจากเอว คนตัวเล็กกว่าเดินไปเปิดประตูแล้วความหาของในนั้น ก่อนจะออกมาพร้อมกับกล่องเล็กๆ ที่ผมเดาได้ว่าต้องเป็นเครื่องประดับสักอย่าง แล้วพอมันเปิดออกผมก็ต้องมองหน้ามันอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“นาฬิกา”

“มึงซื้อให้กู?”

“เลือกเองด้วย”

“เลือกเองด้วย?”

“อือ” ผมมองแล้วแทบจะตะครุบเอานาฬิกาเรือนนี้มาใส่ 

ไม่ใช่ว่ามาร์คไม่เคยซื้ออะไรเลย แต่ของแทนใจหรืออะไรแบบนี้มันไม่เคยมีหรอก ผมเองก็ไม่ได้มีด้วย ขนาดวันนี้คนอย่างผมยัง

ไม่คิดเลยว่าจะให้อะไรมันไว้หรือเปล่า นอกจากสร้อยที่ห้อยอยู่ที่คอผมก็ไม่รู้ว่าจะให้อะไรมันแล้ว ไม่รู้ว่าจะหาอะไรมาให้คนอย่างมาร์ค ไม่รู้ว่าอะไรมันจะดีพอสำหรับมาร์ค ไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าคนอย่างตัวเองจะหาให้มันได้

“ขอบคุณครับ” ผมบอกหลังจากที่มาร์คสวมมันเข้ากับข้อมือของผมเรียบร้อยแล้ว มันจับมือผมพลิกไปมาเล็กน้อย สุดท้ายก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมแต่ไม่ยอมปล่อยมือออกสักนิด

“เวลาของพี่ทั้งหมดเป็นของผมนะ”

“อื้อ เป็นของมึงทั้งหมด เวลากู ตัวกู ใจกู กู…เป็นของมึงหมดเลย”

“…” มาร์คไม่ได้บอกอะไร แต่มันจับมือผมขึ้นไปจูบเบาๆ 

ตาสวยนั่นสั่นอีกแล้ว แต่ผมกลับตกหลุมรักมันมากขึ้นอีกแล้ว ไม่เคยคิดว่าจะรักมันเพิ่มขึ้นได้อีก เพราะผมคิดว่าผมรักมาร์คมากที่สุดเท่าที่จะรักได้แล้ว แต่การกระทำของมาร์ค คำพูดของมาร์ค ความอ่อนโยนของมาร์ค ความงอแง หงุดหงิดของมัน มันทำให้ผมรู้สึกทุกๆ อย่างกับมันมากขึ้น อยากอยู่ใกล้มากขึ้น อยากกอดมากขึ้น อยากจูบมากขึ้น และที่สำคัญรักมันมากขึ้น 

รักมากขึ้นทั้งๆ ที่ไม่คิดว่าจะรักได้

“แม่ง…กูจะร้องแล้วเนี่ย” ผมว่าหลังจากที่สบตากับมันสักพัก ตอนแรกคิดว่าตัวเองเข้มแข็ง ก่อนหน้านี้คิดว่าตัวเองจะทำได้ แต่พอเห็นสายตาแบบนั้นแล้ว สายตาที่ทั้งอ้อนขอความมั่นใจ วิงวอนให้ผมรักมันแค่คนเดียว แค่สายตาแบบนั้นของมาร์คมันแทบจะทำให้ทุกอย่างที่ผมพยายามพังสลาย

“อย่าเด็ก” แต่แค่คำพูดของมัน กลับทำให้ผมมีสติและพยายามอีกครั้ง

เป็นมาร์คอีกแล้ว มาร์คที่ทำผมอ่อนแอ และมาร์คที่ทำผมเข้มแข็ง เป็นมาร์คทุกอย่าง ไม่รู้ว่ามาร์คมันจะรับรู้มากน้อยแค่ไหนว่าผมเป็นแบบนี้ ที่ผมแสดงออกมันอาจจะไม่ใช่ครึ่งเสี้ยวที่ผมเป็นอยู่ก็ได้ ได้แค่แสดงออกมาให้มันเชื่อ เชื่อว่าทั้งหมดของผมเป็นของมัน เหมือนกับที่มันบอกว่าเป็นของผม

“ไม่เด็ก เรียนจบแล้ว” ผมว่าแล้วดึงมาร์คเข้ามากอด จับมือมันขึ้นมาโอบรอบคอ มองหน้ามันแบบที่มันเองก็ต้องยิ้มให้ ถึงจะเป็นยิ้มเศร้าแต่เราก็ยังยิ้มให้กัน ผมจับมือมาร์คให้สัมผัสกับสร้อยเส้นเล็กที่คล้องอยู่คอผมตลอดเวลา สร้อยที่ไม่เคยถอดให้ใคร แต่ตอนนี้ผมกำลังถอดออกให้มัน

“พี่วี…”

“กูไม่มีอะไรจะให้ นอกจากใจของกู”

“…”

“เอามันไว้กับมึง ถึงเราจะอยู่ไกลกัน ใจกูก็จะอยู่ใกล้มึง อื้อ!”

มาร์คจูบผม

หลังจากที่สร้อยเกียร์หลุดไปถึงมือมัน หลังจากที่ผมพูดคำนั้นออกไป หลังจากที่เราสบตาเพื่อบอกรักกันอยู่สักพัก มาร์คก็ขยับเข้ามาจูบผม จูบขอบคุณ จูบบอกรัก เคยจูบแล้วแต่ก็จูบอีก เหมือนกับที่รักกันแล้วแต่ก็ยังรักกันได้อีก 

“ผมรักพี่วี”

“พี่วีก็รักน้องมาร์ค” เราบอกรักกันตอนที่แนบหน้าผากเข้าหากัน มันยิ้มเขินๆ และผมเองก็เขินไม่แพ้กับมัน เราต่างหัวเราะออกมาเมื่ออยู่แบบนั้นสักพัก แล้วผมก็มองรอยยิ้มของมันด้วยน้ำตาที่คลอหน่วย อีกนานแค่ไหนถึงจะได้เห็นมันยิ้ม อีกนานแค่ไหนถึงจะได้ฟังเสียงหัวเราะแบบนี้อีก สวยงาม สดใส และที่สำคัญ…ทั้งหมดนั้นมันเกิดจากผม ผมกลัวคนอื่นหลงใหล และผมก็หวังมากๆ ว่าคงไม่มีใครทำให้มันหัวเราะได้แบบนี้นอกจากผม 

เพราะผมรักมันที่สุดในโลกแล้ว

รักมาร์คที่สุดในโลก

คิดถึงมาร์คที่สุดในโลก

แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากมองเครื่องบินที่กำลังบินขึ้นไปตอนนี้ ผมเดินออกจากสนามบินอู่ตะเภา เสยผมที่ปรกตาขึ้นไปด้านหลังแล้วเงยหน้ามองเครื่องบินอีกครั้ง เหมียนหมา…ไม่ใช่หล่อเหมียนหมาแต่คิดถึงแฟนจนหงอยเหมือนหมาแล้ว ผมก้มลงมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้งแล้วยิ่งคิดถึงคนที่ให้มันกับผม

เวลาทั้งหมดของผมเป็นของมาร์ค เหมือนกับใจทั้งดวงของผม 

“ฟิวส์ อีกชั่วโมงมาร์คคงถึง” ผมกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ทั้งๆ ที่ปลายสายยังไม่ได้ทักทายเลยด้วยซ้ำ

[เอ่อ…คือฟิวส์ยังไม่ตื่นอะวี แต่เดี๋ยวพี่ปลุกให้] เสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงน้องชายที่ผมจะฝากเมียไว้ กลับเป็นเมียของน้องชายที่อายุมากกว่าผม และแน่นอนว่าผมไม่ควรหยาบคายกับเขา

“พี่ทำอะไรกันวะ เที่ยงแล้วยังไม่ตื่นเนี่ย” ไม่หยาบคายไม่ได้หมายความว่าจะไม่แซว

[ไม่ได้ทำ…]

“นัดดื่มวันรับปริญญาก็พากันมาสาย วันนี้ก็พากันตื่นสาย จะให้ผมว่ายังไงอะ”

[วี…]

[อื้อ~ อนา…] โอ๊ย! ไอ้เวรเอ๊ย เสียงงัวเงียเรียกพี่อนาแล้วก็ตามมาด้วยเสียงหมอนยุบนี่คืออะไรวะ เที่ยงแล้วยังนอนกอดเมียอีกเหรอ พระเจ้าจะสงสารคนที่ต้องส่งเมียกลับมอตอนเที่ยงแบบผมบ้างไม่ได้เหรอวะ

“เบาๆ หน่อยพี่ น้องผมยังเด็ก”

[พี่ไม่ได้ทำสักหน่อย] 

“เด็กมันทำ?”

[อือ…]

“อะ ยอมรับแล้ว” ผมบอกออกมาอย่างพอใจ ขาก็ก้าวขึ้นรถที่จอดอยู่ตรงหน้า

[พอเรื่องพี่เถอะน่า เอาเรื่องเราอะ โทรมาหาน้องมันตอนเที่ยงจะให้ทำอะไร] พี่อนาถาม

“ผมแค่จะบอกให้มันไปรับมาร์คให้หน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอก ปล่อยมันนอนเถอะ”

[เดี๋ยวพี่ปลุกให้ นี่ก็ตื่นแหละแต่ทำเป็นนอน]

[อะไร…] เสียงหงุดหงิดแต่ก็ติดจะอ้อน ตอนแรกมันคงหงุดหงิดที่ถูกปลุก พอรู้ว่าคนปลุกเป็นพี่อนามันก็อ้อนแทน ผมรู้…ผมเคยทำมาก่อน คนสอนมันก็ผมนี่แหละ

[วีจะให้ไปรับมาร์คให้ อีกชั่วโมงหนึ่ง] พี่อนาบอก

[ไม่ไป ฮื้อ~ ม่ายปายยย]

[เฮ้ย! ฟิวส์]

[ผมจะนอน จะนอนกับพี่อนา พี่โทรหาไอ้เจมส์ ไอ้คำผาน ไอ้วินด์เลย โทรหาคนอื่นเลย แค่นี้นะ!] สายตัดไปและเสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินคือเสียงของพี่อนาดุไอ้ฟิวส์ สมควร สมควร…ไม่ใช่ว่าอยากพาลแบบไม่มีเหตุผล แต่ในขณะที่ผมคิดถึงเมีย มันจะมาบอกว่าจะนอนกอดเมียอวดผมไม่ได้ป้ะวะ แล้วกอดเสร็จแล้วตัดสายผู้มีพระคุณอย่างผมด้วย

ไอ้คนเนรคุณ คบไม่ได้

“เจมส์” ผมเรียกปลายสายอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ระวังกว่าครั้งเดิมหน่อย ในใจก็แค่หวังว่าไอ้เจมส์คงไม่ได้ติดอยู่กับใครแบบที่ไอ้ฟิวส์ติด เพราะถ้าติดผมคงพึ่งเพื่อนไอ้มาร์คไม่ได้สักคน

[ว่าไงพี่ ไอ้มาร์คขึ้นเครื่องยัง]

“เออ อีกสักชั่วโมงก็ถึง กูโทรไปหาไอ้ฟิวส์แล้วมันอยู่กับพี่อนา” ผมบ่นไปด้วยแล้วก็บอกมันไปด้วย

[ธรรมดาพี่ คนมีเมีย]

“เออ ไปรับเมียกูด้วย”

[อือ เดี๋ยวผมไปรับให้] 

“เจมส์” ผมเรียกไว้ก่อนที่เด็กมันจะวางสาย 

[…] แล้วไอ้ปลายสายมันก็เงียบเหมือนรอผมพูดต่อ

“ฝากดูแลมันด้วย กูอาจจะไม่ได้กลับบ่อยๆ” ผมบอก

[อือ ไม่ต้องห่วงหรอก เพื่อนผมทั้งคน] มันว่าแล้วผมก็เออออกับมันก่อนจะวางสายไป

ทุกอย่างเรียบร้อย ส่งมาร์คแล้ว บอกเด็กพวกนั้นมารับมาร์คแล้ว ถึงเวลาที่ผมมควรจะกลับไปแล้ว แต่ผมกลับขยับพวงมาลัยรถไม่ได้ ได้แต่พิงหัวกับเบาะหนังของมาร์ค สูดดมกลิ่นของมันที่ยังติดอยู่บนรถแล้วคิดถึงตอนที่มันนั่งอยู่ข้างๆ เหมือนโรคจิต เมื่อวานยังจูบกันอยู่ตรงนั้นอยู่เลย ผมยังข้ามไปจูบมันตรงเบาะข้างๆ อยู่เลย วันนี้ว่างเปล่า

และต่อไปผมต้องอยู่คนเดียว

การอยู่คนเดียวมันไม่น่าจะยาก เพราะผมเป็นผู้ชายที่ง่ายๆ อยู่แล้ว ไม่ได้ยุ่งยากมากอะไร ข้าวปลาอาหารก็พอจะทำเองได้บ้าง ถึงไม่อร่อยแต่แค่ตัวเองผมอยู่ได้อยู่แล้ว การเดินทางไม่มีปัญหาเพราะมาร์คแล้วก็พ่อตาของผมเห็นพ้องต้องกันว่าผมควรเอารถมันมาขับ มันโดนล้อว่าเปย์ผมหนักแต่มาร์คมันไม่ได้สนใจอะไร มีแต่ผมนี่แหละที่คิดมากนิดหน่อย แต่ก็โดนมันด่ากลับ พอด่าเสร็จก็อ้อนให้ผมใช้รถมัน สุดท้ายผมก็ต้องยอม

ทุกอย่างมันลงตัวหมด ยกเว้นความคิดถึงที่ยังวนๆ เวียนๆ ไม่หายสักที ชั่วโมงหนึ่งนี่ก็นานเหมือนเป็นชาติ ผมยังโทรหามาร์คไม่ติดนั่นหมายความว่ามันยังเปิดโหมดเครื่องบินอยู่

Rrrr~

“เออ ถึงแล้วเหรอ” ไม่ได้รีบเลย ไม่ได้รอสักนิด แค่รับสายทันทีที่โทรศัพท์ดังก็แค่นั้น

[อือ พี่อยู่ไหนเนี่ย]

“บนรถ”

[ไปไหน]

“อยู่ที่เดิม…”

[…] เราต่างคนต่างเงียบ เป็นความเงียบที่เราใช้สื่อสารกันเหมือนทุกที

“กลับกับไอ้เจมส์ใช่ไหม”

[ใช่ มันมารับผม พี่โทรบอกมันเหรอนึกว่าจะบอกไอ้ฟิวส์]

“เออ ไอ้นั่นมันอยู่กับเมีย” ผมบอก มาร์คเลยหัวเราะออกมานิดหน่อย

[พี่ก็กลับได้แล้ว ไปเตรียมตัว พรุ่งนี้ต้องทำงาน] มันว่าออกมา ส่วนผมก็ได้แค่พยักหน้าเงียบๆ กับโทรศัพท์ แม้ว่ามันไม่เห็นแต่ผมก็ทำเหมือนเดิม เหมือนว่ามันอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างๆ และกำลังบอกกับผม

“มาร์ค…”

[อือ]

“ไม่มีอะไร” ว่าคิดถึงถูกกลืนลงคอ เมื่อคำถามของมันไม่ใช่คำถาม คำว่า ‘อะไร’ ที่มันพูดออกาเมื่อกี้มันไม่ใช่คำถาม มันเอื่อยเฉื่อย มันเหมือนจะหมดแรงไม่ต่างจากผมที่เรียกชื่อมัน ผมเลยไม่จำเป็นต้องบอกออกไป เพราะเราต่างก็รับรู้ได้ในน้ำเสียงที่ใช้ในการสื่อสารแล้ว

[ถ้า…ว่างเมื่อไหร่โทรหาผมได้เลยนะ] มาร์คมันว่าออกมาในที่สุด

“อือ…มึงก็โทรหากูได้ตลอด คิดถึงเมื่อไหร่ก็โทร” ผมบอกกลับ

[งั้นก็ต้องโทรตลอดไหม]

“คิดถึงตลอดเลยเหรอ?”

[อือ ตอนนี้ก็ด้วย] ไอ้บ้าเอ๊ย! บินไปตอนนี้ทันไหม บินไปกอดอีกสักครั้งได้ไหม

“กูก็คิดถึงเหมือนกัน”

[รู้แล้ว พี่ไปหาอะไรกินด้วยนะ ไอ้เจมส์จะพาผมไปกินข้าวแล้ว]

“อือ เป็นเด็กดีนะครับ” ผมบอกเสียงอ้อน แต่ดูเหมือนว่าเสียงของผมจะไม่ได้ทำให้มาร์คอ่อนระทวย เพราะสิ่งที่มันตอบกลับมาคือการกวนให้ผมได้หัวเราะแทน

[บอกตัวเองเถอะครับ] 

มันน่ารัก

ผมบอกแล้วใช่ไหมว่ามันน่ารักที่สุดเลย

มันรู้ว่าผมกำลังเหนื่อย มันรู้ว่าผมกำลังคิดถึง คิดถึงมันจนกำลังจะตาย มันเลยกวนกลับมาด้วยคำพูดคำจาน่าจูบปากแบบนั้น เออ ถ้าอยู่ใกล้ๆ ผมจะจับมาจูบจนปากเปื่อยแล้ว อ้อนเก่ง…อ้อนเอาจูบจากผมเนี่ยเก่งเหลือเกิน

Vee Vivis 

Just now 

คิดถึงคนที่ถือเกียร์ 

62 Likes 5 Comments 

ผมอัปเดทรูปของตัวเองกับมาร์ค ตอนที่ถ่ายอยู่เบาะหลังของรถมัน เป็นเพียงเท้าของเราที่เกี่ยวกันอยู่ เพราะผมตั้งใจถ่ายแค่นั้น แค่อยากถ่ายเก็บไว้ พอตอนไหนตอนหนึ่งที่คิดถึงมากๆ จะเอาออกมาดู แต่มันอดจะโพสต์แบบนั้นไม่ได้ อยากโพสต์ อยากบอก ไม่ได้อยากให้คนทั้งโลกรู้ แค่อยากให้มาร์ครู้

วินนี่ เดอะพูห์ : เพื่อนผมเพิ่งเหยียบมอเมื่อกี้ครับ 

Pandora : อาการหนักแน่ๆ กูว่า 

Nnorthh : ให้เกียร์กับเมียแล้วเหรอครับ 

Bar Sarawut : ยังห่างกันไม่ถึงชั่วโมง 

Yiwaa : พยายามหน่อยนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ 

Pond Pawee : ให้เกียร์เมียแล้วโว้ยยย 

Masa Mark like your photo. 

ผมปิดโทรศัพท์หลังจากที่เห็นแจ้งเตือนว่ามาร์คกดไลก์ แค่นี้แหละ มันก็แค่นี้แหละที่ผมอยากได้ ผมไม่ได้อยากให้เพื่อนมาคอมมงคอมเมต์ให้ปวดหัว ต้องมาอ่านคอมเมนต์ไร้สาระของพวกมันให้ปวดตับเล่นๆ ผมแค่อยากให้มาร์ครับรู้ถึงความคิดถึงที่มากมายของผมแค่นี้เอง

ผมตื่นเช้าไม่ต่างจากทุกวัน เพราะทุกๆ วันผมก็ตื่นมาเตรียมอาหารเช้าให้เด็กที่มีเรียนแล้วไม่ยอมตื่นมาทำเองอยู่บ่อยๆ การตื่นเช้าไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม เพราะปกติก็ตื่นมาเพื่อเตรียมตัวเฝ้าเมียอยู่แล้ว หลังจากเตรียมตัวสำหรับการทำงานวันแรกเสร็จผมก็โทรหามาร์ค อยากรู้ว่านอนหลับไหม กินอะไรตอนที่ไม่มีผมและคำตอบที่ผมได้กลับมาก็คือกินนมกับขนมปังที่ผมซื้อไว้ตั้งแต่เมื่อวันศุกร์

“มึงกินข้าวดิ” ผมบอกมันกลับ

[ผมมีเรียนแปดโมงพี่ก็รู้ เดี๋ยวคำผานก็มาแล้วเนี่ย] มาร์คมันว่า

“บอกมันพาแวะกินข้าวโรงอาหาร” ผมบอก

[ไม่ทันหรอก]

“ข้าวเช้าสำคัญนะมาร์ค”

[ควิซคาบเช้าก็สำคัญ]

“จะไม่กิน?”

[ควิซเสร็จจะลงมากิน]

“มึงแม่ง…” ผมสบถกับคำตอบที่ได้ สรุปยังไงก็ไม่ยอมกินข้าวเช้าสินะ

[นะครับ] ไม่กินแล้วมาอ้อน มาอ้อนตอนไม่ได้อยู่ใกล้ๆ มาดื้อตอนที่ดูแลไม่ได้ มันน่าตีว่ะ

“เออ ถ้ามึงไม่กินข้าวอีกกูจะบอกให้ไอ้ยูมารับมึงไปอยู่บ้าน” ผมว่า

[เออ ผมจะกิน]

“ดีมาก”

[เป็นเด็กดีใช่ไหมล่ะ]

“อ้อนจังวะ” ผมว่าแล้วยิ้มกับโทรศัพท์อย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี

[คิดถึง]

“เหมือนกัน”

[ตั้งใจทำงานนะ] มาร์คบอกกับผม แล้วผมก็ต้องยิ้มกว้างกว่าเดิมกับคำพูดของมัน

“อือ มึงก็ตั้งใจเหมือนกัน” มาร์คตอบรับกลับมาแล้วเราก็วางสาย จบบทสนทนาแค่นั้นแต่มันคือสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเต็มอิ่มมากกว่ามื้อเช้าที่เพิ่งกินเข้าไปเสียอีก

การทำงานวันแรกของผมติดจะน่าเบื่อนิดหน่อย ผู้จัดการเอาเอกสารเกี่ยวกับงานมาให้อ่านเป็นอย่างแรก ต่อมาที่กฎ ระเบียบและข้อปฏิบัติต่างๆ ตามธรรมเนียมการรับพนักงานเข้ามาใหม่ ผมตั้งใจ…พยายามกระดิกหูฟังอย่างที่ไอ้มาร์คบอก แต่มันก็ยากเหลือเกินที่จะไม่หลับ ในตอนบ่ายผมก็แค่ทำแบบประเมินเพื่อวัดความเข้าใจในตอนเช้า ซึ่งมันเป็นเรื่องที่จัดได้ว่าไม่ยากเลยสำหรับผม และหนึ่งความรู้ใหม่ที่ผมได้จากวันนี้คือ พนักงานใหม่ทกุคนต้องอบรมและทำแบบประเมิน

“วี เลิกแล้วกลับเลยไหม?” เพื่อนที่เริ่มงานใหม่เหมือนกันเดินเข้ามาทัก เธอทำงานคนละส่วนกับผม ผมไม่ได้เข้าใจงานของเธอ แต่เราต้องอบรมเกี่ยวกับบริษัทในเรื่องเดียวกัน 

“เรากลับเลยอะ เธอมีอะไรหรือเปล่า” ผมถามกลับ เพราะเราก็ถือว่าได้พูดคุยกันมากพอสมควรอยู่

“เปล่าหรอก พอดีว่าเรากับเต้จะไปกินข้าวก่อนเลยมาชวน” เธอว่าแล้วมองไปที่ผู้ชายอีกคน

“เต้?”

“อือ เพื่อนเราเอง เห็นว่าทำส่วนงานเดียวกันกับวีด้วย เราเลยลองชวนวีดูอะ แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะ”

“เออ เราชื่อเต้ มาทำที่นี่ได้สามเดือนแล้ว” เต้บอกขณะที่เดินเข้ามาหา

“อื้อ เราชื่อวี”

“กระดากปากไหมอะ” เต้มันถาม ผมเลยพยักหน้า ก็มองดูมันก็รู้เลยว่าเรียนมาเหมือนๆ กันเพียงแค่คนละมหา’ลัย แค่มองตาก็รู้เลยว่าใจคนกลางคืน ผับๆ เหล้าๆ ข้าวปลาพักก่อนเหมือนกัน พอมาพูดแบบนี้มันเลยเป็นขัดๆ ปากนิดหน่อย

“ฮ่า! ฮ่า! งั้นไปกินข้าวกันจะได้สนิทกันเร็วๆ” ปลายบอก

“ไปไหมล่ะ หรือมีอะไรทำ” เต้ถามย้ำ

“อ๋อ ไปก็ได้ ก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว” ผมบอกกลับแล้วพยักหน้าให้พวกเขา 

เราเจอกันที่ร้านอาหารไม่ไกลจากที่ทำงาน เริ่มสั่งอาหารมากินและเริ่มพูดคุย ผมเป็นคนไม่พูดกับคนแปลกหน้าก่อนอยู่แล้ว เต้เองก็ดูเหมือนจะเป็นคนพูดเก่ง ดังนั้นเราจึงต้องขอบคุณสาวคนเดียวในกลุ่มอย่างปลายที่คอยถามนั่นถามนี่ให้เราได้ตอบ ในระหว่างกินข้าวเราก็ค่อยๆ ทำความรู้จักกันไป แล้วผมก็เดาไม่ผิดที่ว่าเต้มันเรียนมาเหมือนกัน แบบเดียวกัน พอเป็นแบบนี้เราเลยคุยกันได้ง่ายขึ้น

“เขาชอบโปรเจกต์จบกู เขาเลยรับกูมามั้ง” เต้มันว่า สรรพนามเริ่มเปลี่ยนไป ความจริงมันพูดเราๆ ก็แค่ตอนแรกที่ทักแค่นั้นแหละ นอกนั้นก็กูมึงมาหมดเลย

“ของกู…ไม่รู้ว่ะ โปรเจกต์ก็ตามที่บอก” ผมบอกออกไป ไม่รู้ว่าเขาชอบผลงานอะไรของตัวเองไหม

“โปรเจกต์มึงก็น่าสนใจ เขาชอบเด็กที่ทำโปรเจกต์เก่งๆ แล้วก็พวกที่เล่าปัญหาตอนทำให้เขาฟังแล้วบอกว่าแก้ยังไง เขาถามมึงไหม?” ผมพยักหน้า

“เออ ก็ว่าแล้วทำไมถามเรื่องพวกนี้เยอะ”

“นั่นแหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้มึงก็ได้ลงงาน แล้วต่อๆ ไปด้วย สนุกเชื่อกู”

“หวังว่าจะเป็นแบบนั้น” ผมบอกเพื่อนใหม่ออกไปตามที่คิดจริงๆ

หวังว่าการทำงานของผมมันจะราบรื่นและแฮปปี้เหมือนตอนที่อยู่มหา’ลัย ถ้าจะต่างก็ขออย่าให้มันเลวร้ายกว่านั้นมากเลย แต่ถึงจะเป็นยังไงผมก็เชื่อว่าผมจะรับมันได้ ก็ผมชอบงานนี้ ยังไงก็คงผ่ามันไปได้ ไม่ต่างจากตอนที่รู้ตัวว่าชอบไอ้มาร์ค มันยากกว่าจะมีความสุข มันไม่ง่ายเลยกว่าที่ทุกอย่าวจะลงตัว แต่สุดท้ายความชอบ ความรักของผม ก็ทำให้ผมอยากพยายามเพื่อมัน การทำงานครั้งนี้ก็เหมือนกัน ผมชอบงาน มันจะยากแค่ไหนผมก็ต้องหาจุดที่ทำงานง่ายขึ้นให้ได้ แต่ถ้าปรับงานไม่ได้ผมก็ปรับตัวเอง

เหมือนที่ผมปรับตัวเองเข้าหามาร์ค

 

 

 

#กลรักรุ่นพี่ 

30/10/2020 

พาราการ์ฟแรกคือคลั่งรักมาสะ ตรงกลางคือบูชารักมาสะ ส่วนพาราการ์ฟสุดท้ายคือโคตรคิดถึงมาสะ ใครว่าพี่วีรักเมียไม่มากพูดใหม่ได้เลยนะ มันจะต้องมากแค่ไหนกับการที่ไม่ไปไหนเลยระหว่างที่เขาบินกลับ โอ๊ยพี่…เราใจเจ็บแทนพี่แล้ว นี่แค่อยากให้น้องเรียนจบไวๆ แล้วมาอยู่กับพี่อะ 

Twitter : @pflhzt 

Facebook : faddist 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว