facebook-icon Twitter-icon

จนวันหนึ่งเราสองคนได้เปิดใจกันและกัน เธอไม่รังเกียจที่คนอย่างผมต่ำต้อยกว่าเธอ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่มีทางยอมเลยคือ... ใครก็ตามที่คิดมาพรากเธอไปจากผม ต่อให้คนนั้นจะเป็นใคร ผมก็ไม่คิดจะเอามันไว้ ไม่มันก็ผมคงต้องตายกันไปข้าง! #พี่หินของเอย *ฝากติดตามคอมเมนต์ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ*

#พี่หินของเอย :: CHAPTER 1 Doubt in you [50%]

ชื่อตอน : #พี่หินของเอย :: CHAPTER 1 Doubt in you [50%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ต.ค. 2563 19:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#พี่หินของเอย :: CHAPTER 1 Doubt in you [50%]
แบบอักษร

1 

= Doubt in you = 

เสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงเรียกของป้าแม่บ้าน ปลุกฉันให้หลุดจากความฝันที่ค่อนข้างดีทีเดียวแต่ไม่ขอเล่าให้ฟังหรอกนะ ฉันชื่อ ‘เจ้าเอย’ นางสาวอิรชยา ธนะวรากุล อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังคณะบริหารธุรกิจ สาขาการบัญชีปี 2 ลูกสาวคนเล็กของตระกูลธนะวรากุลที่ทำกิจการค้าเพชรพลอย ฉันเป็นลูกสาวคนเล็กมีพี่ชายชื่อ ‘เจ้าทรัพย์’ นายอัครเดช ธนะวรากุล อายุ 28 ปี จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์การบริหารการจัดการในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจการบินและอวกาศ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต การซ่อมบำรุงและอุตสาหกรรมอื่น ๆ เป็นต้น พี่ชายของฉันจึงได้ทำงานอยู่ที่บริษัทอะไหล่ส่งออกของเครื่องบินแต่เป็นบริษัทของต่างประเทศ แต่นอกจากจะทำงานด้านนี้แล้วพี่เจ้าทรัพย์ยังมีงานอดิเรกส่วนตัวคือเป็นเกมเมอร์ที่ใช้นามว่า ‘Jet’sai’ ด้วย 

หลังจากที่มองนาฬิกาซึ่งตอนนี้บ่งบอกว่าใกล้เที่ยงวันแล้ว เนื่องจากฉันมีเรียนช่วงบ่ายสองจนถึงสี่โมงเย็น ดังนั้นจึงไม่ได้รีบร้อนอะไรมากนักแต่เพื่อนสาวที่ชื่อ ‘นานา’ กับ ‘ไพลิน’ ต่างหากที่ไลน์มาตามฉันถี่เนื่องจากรายงานที่จะต้องส่งของเธออยู่ที่ฉัน ทำไมฉันถึงเก็บไว้น่ะเหรอ? 

เพราะว่าพวกเธอทิ้งรายงานของตัวเองทันทีที่แฟนมารับไง และฉันก็ไม่ได้เป็นคนใจร้ายถึงขนาดจะทิ้งของเพื่อนไว้ตรงนั้นจึงหยิบใส่กระเป๋าผ้าสำหรับใส่ชีทงานต่างๆ ไว้ด้วย  

แต่ทว่า... ตอนนี้ฉันกลับหามันไม่เจอนี่สิ! 

“เมื่อวานก็หยิบมานี่นา” บ่นพึมพำและนึกไม่ออกว่าฉันเอากระเป๋าผ้าสีดำไปทิ้งไว้ที่ไหน ซึ่งพอนึกขึ้นได้ “อยู่ในรถ!” 

เนื่องจากรถของฉันเสียทำให้เมื่อวานลืมหยิบของในรถออกมาคือกระเป๋าใส่งาน ไม่รอช้าที่จะหยิบนามบัตรขึ้นมาดูเส้นทางการไปยังอู่ซ่อมรถชัยกิจและมองเบอร์โทรของผู้ชายคนนั้นที่ชื่อหิน  

“นายอชิระ จิรานนท์ (ช่างหิน) เบอร์ 099-989xxxx” ฉันพูดและกดเบอร์ตามนามบัตร ปลายสายดังแต่ทว่ากลับไม่มีคนรับสายเลยซึ่งฉันโทรไปหลายสายเลยทีเดียวนะ  

“เป็นอะไรคะลูกเอย ทำหน้าบูดแต่เช้าเชียว?”  

บนโต๊ะอาหารที่ร่างระหงสวมผ้ากันเปื้อนสีขาวกำลังจัดอาหารเช้า โดยที่เก้าอี้หัวโต๊ะมีประมุขของบ้านกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่คือพ่อของฉันและแม่ “เปล่าค่ะ” 

มองข้าวต้มกุ้งที่ถูกเตรียมไว้แล้วพร้อมกับน้ำแร่ที่เย็นชื่นใจหลังจากดื่มไปครึ่งแก้ว “เมื่อคืนพี่ทรัพย์บอกพ่อว่าเอยโดนช่างซ่อมรถรีดไถเอาเงินเหรอ?” 

ฉันขมวดคิ้วทันทีเมื่อสบตากับพ่อที่ถามด้วยสีหน้าห่วงใย “พี่ทรัพย์มั่วแล้วค่ะ คุณหินเขาพารถเอยเข้าอู่เพราะว่ารถเอยเสียจริงๆ” 

“ว่าใครมั่วห๊ะยัยตัวเล็ก!” คนที่ถูกฉันว่าลับหลังก็เดินมานั่งข้างกายแถมยังเอากำปั้นเขกศีรษะฉันอีกต่างหาก 

“เอยพูดจริง พี่ทรัพย์ไปว่าเขาค่ะคุณพ่อทั้งที่เขามาช่วยเอย” 

“คนพวกนั้นไว้ใจไม่ได้หรอก ใช่ไหมครับคุณแม่” 

“จริงค่ะลูกทรัพย์” ฉันถึงกับทำหน้าไม่ถูกเลยเมื่อทั้งแม่และพี่ทรัพย์ต่างพากันเข้าข้างกันอยู่เสมอ “คนไม่มีหัวนอนปลายเท้า จนด้วยนะหวังเงินจากเราแน่นอน” 

“ใช่เลยครับคุณแม่ มีอย่างที่ไหนรถใหม่แบบนั้นจะพังเข้าอู่ ผมว่าก็แค่น้ำมันหมดมากกว่า ยัยเอยโดนตุ๋นเปื่อยแล้วล่ะครับ” 

ทนไม่ได้จริงๆ นะที่แม่และพี่ทรัพย์ต่างพากันดูถูกคนที่จนกว่าเรา เขาก็คนเราก็คนแต่แตกต่างกันก็แค่ฐานะเท่านั้นทำไมจะต้องกดหัวเขาขนาดนั้นด้วย แม้ฉันจะถูกสอนให้เกลียดคนที่ต่ำกว่าตัวเอง ห้ามสุงสิงหรือเข้าใกล้คนที่ไม่มีฐานะอะไร แต่ฉันก็เลือกที่จะไม่ทำตามเพราะฉันคิดว่าพวกเขาก็คือคนเหมือนๆ กับเราก็เท่านั้น 

“เอยไปก่อนนะคะ” เพราะไม่อยากฟังคำพูดเสียดสีจึงยกมือไหว้พ่อ แม่และพี่ทรัพย์ออกมาถึงรถตู้สีดำซึ่งลุงพลก็เตรียมที่จะไปส่งฉันยังมหาลัย “ลุงพลคะ เอยรบกวนอะไรหน่อยนะคะ” 

ขณะที่รถเคลื่อนตัวออกจากบ้านแล้วฉันก็โน้มตัวไปหาลุงพลและยื่นนามบัตรให้ “พาเอยไปที่นี่ทีนะคะ พอดีเอยลืมของไว้ในรถที่เสียน่ะค่ะ” 

“อ๋อ อู่ซ่อมรถชัยกิจ ลุงรู้จักครับเดี๋ยวลุงพาไป” ฉันมึนงงไม่น้อยที่ลุงพลรู้จักอู่ซ่อมรถชัยกิจด้วย แต่ดูเหมือนลุงพลจะเห็นสีหน้าฉันเมื่อจับจ้องจนท่านฉีกยิ้มกว้าง “เวลารถตู้มีปัญหาลุงจะพารถไปซ่อมที่นี่ทุกครั้งเลยครับ” 

“จริงเหรอคะ เอยไม่เคยรู้เลย” 

“ในระแวกแถวนี้อู่ซ่อมรถชัยกิจดังสุดแล้วครับ รับประกันเรื่องงานซ่อมด้วย” 

ลุงพลยกนิ้วโป้งให้ฉันราวกับจะบอกว่ามั่นใจว่ารถของฉันจะต้องเสร็จและไม่พังจนขับไม่ได้แน่นอน รถตู้ที่ลุงพลขับมาจอดที่หน้าอู่ซ่อมรถชัยกิจที่มีป้ายเขียนไว้เด่นชัดเจน ฉันลงจากรถและมองเข้าไปด้านในก็เห็นช่างซ่อมหลายคนกำลังทำงานในส่วนของตัวเองอยู่ จึงมองหาคนที่ฉันอยากตามหา “ลุงพลรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวเอยเข้าไปเอง” 

“จะดีเหรอครับ ในนั้นมีแต่ผู้ชายนะครับให้ลุงไปด้วยดีกว่า” 

“ไม่เป็นไรค่ะเอยไปแปบเดียว รอตรงนี้เถอะค่ะหรือไม่ก็ไปรอที่ร้านชำตรงนั้นก็ได้ค่ะ” ชี้นิ้วไปยังร้านชำที่อยู่เยื้องจากอู่ซ่อมรถไปนิดเดียว ลุงพลก็ลังเลแต่พอฉันพยักหน้าให้ท่านก็เลยเดินไปนั่งเล่นรอ จากนั้นฉันก็เดินตรงเข้าไปด้านในซึ่งพอการมาของฉันทำให้ช่างทุกคนถึงกับหยุดงานของตัวเอง 

“มาหาใครครับ?” ชายคนหนึ่งที่กำลังดูเครื่องยนต์อยู่ถามขึ้น  

“มาหาคุณหินค่ะ เขาอยู่ไหมคะ?” เขาขมวดคิ้วและมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะอมยิ้มออกมาจนฉันมึนงงไม่น้อยกับท่าทางของเขา 

“พี่หินอยู่ด้านหลังอู่ครับ เดินตรงไปเลี้ยวซ้ายจะมีรถกระบะสีดำ พี่หินซ่อมรถอยู่ตรงนั้นล่ะครับ” ฉันมองไปตามทางที่เขาชี้ก่อนจะโค้งศีรษะให้เป็นการขอบคุณ จากนั้นก็เดินไปตามทางแต่ก็ต้องเอามือยกขึ้นปิดจมูกเนื่องจากมีการทำสีรถและกลิ่นน้ำมันที่ลอยคลุ้งเหม็นจนมึนศีรษะไปหมด 

เมื่อเดินตามเส้นทางที่เขาบอกฉันก็มาถึงอู่ซ่อมรถด้านหลังและมองซ้ายก็เห็นรถกระบะตามที่เขาบอก แต่ฉันกลับไม่เห็นเขาคนนั้นอยู่เลย จะมีก็แต่น้องหมาที่นอนอยู่บนโต๊ะหินอ่อนใต้ต้นไม้และห้องน้ำที่เป็นแบบครึ่งปูนครึ่งไม้ ก็อกน้ำหลายสิบอันเรียงรายกัน ฉันเดินไปยังรถกระบะและชะโงกหน้าเข้าไปมองด้านในรถก็ไม่เห็นมีใครอยู่ 

“คุณหินคะ” เพราะมองหาคงไม่เจอจึงเอ่ยปากเรียกเขา แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ “คุณหินอยู่หรือเปล่าคะ?” 

ครืด 

สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงล้อเลื่อนอะไรสักอย่างดังอยู่ใกล้ตัวเองบริเวณเท้า จึงหันกลับไปก้มดูก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อร่างสูงที่นอนอยู่บนเปลตกใจไม่แพ้ฉันที่รีบเอามือปิดกระโปรงพีชของตัวเอง  

เขาคงไม่เห็นหรอก! เขาคงไม่เห็นข้างในฉันหรอก ฉันเชื่อแบบนั้น 

“คุณมีอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงมาหาผมโดยไม่โทรมาก่อน” คุณหินลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะยกมือเสยผมที่ชุ่มเหงื่อของตัวเองขึ้นไป 

“ฉันโทรแล้วค่ะ แต่คุณไม่รับสาย” พอตอบไปแบบนี้เขาก็ขมวดคิ้วและเอี้ยวตัวไปเปิดประตูรถกระบะและหยิบมือถือขึ้นมาดูปลายสาย 

“เบอร์ 088-889xxxx ใช่ไหมครับ?” 

“ค่ะ โทรมาหลายสายด้วยแต่คุณก็ไม่รับ” ฉันมองร่างสูงที่สวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงชุดหมีที่ใส่แบบครึ่งตัวเลอะคราบดำๆ เต็มไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ใบหน้าหล่อเหลา  

“รถคุณยังไม่ถึงคิวนะครับ อาจจะอาทิตย์นี้ผมจะซ่อมให้” 

“ฉันไม่ได้มาถามเรื่องรถค่ะ” คุณหินทำหน้ามึนงง ก่อนจะเอามือป้ายไปยังกางเกงของตัวเองและโยนเครื่องมือที่ถืออยู่ลงบนพื้น “คุณเห็นกระเป๋าผ้าสีดำในรถของฉันไหมคะ?” 

ร่างสูงเท้าเอวและนึกตามสิ่งที่ฉันพูดก็ส่ายหน้าไปมา “ผมพาคุณไปดูที่รถแล้วกันครับ เพราะตั้งแต่รถคุณมาผมก็ยังไม่ได้เปิดไปดูด้านในเลย” 

ฉันยิ้มกว้างให้กับเขา ก่อนจะเดินตามร่างสูงเข้าไปด้านในอีกครั้งและครั้งนี้ก็มีสายตาของช่างจับจ้องมองไม่วางตาเลยทีเดียว คุณหินเดินเข้าไปในสำนักงานและหยิบกุญแจรถของฉันพาเดินไปยังรถที่จอดอยู่ในโรงรถ 

“พี่หิน แฟนเหรอ?” จู่ๆ เสียงตะโกนแซวก็ดังขึ้นตามด้วยอีกหลายคนที่มองฉันด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “ถ้าไม่ใช่ขอจีบนะ” 

“หุบปากแล้วทำงานของมึงไป” คุณหินชี้หน้าช่างซ่อมก่อนจะเปิดประตูรถให้ฉันเข้าไปดูก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่กระเป๋าใส่งานไม่ได้หายไปไหน 

“ขอบคุณนะคะ ในนี้มีงานที่ต้องส่งอาจารย์ด้วย” ฉันกระโดดดีใจเหมือนเด็กๆ ก่อนจะรู้ว่าตัวเองเผลอแสดงมุมนี้ออกไปให้เขาได้เห็นจึงหยุดนิ่งและมองสบตากับเขาหลังจากที่เขาปิดประตูรถ 

“ถ้ารถเสร็จผมติดต่อเบอร์คุณได้เลยใช่ไหมครับ?” 

“ค่ะ ติดต่อได้เสมอเลยค่ะ” ตอบกลับเมื่อเขาเดินมาส่งฉันที่รถตู้ ซึ่งลุงพลก็วิ่งตรงมาหาฉันในทันที 

“สวัสดีครับลุงพล” ดูเหมือนทั้งสองคนจะรู้จักกันดีเพราะทักทายกันอย่างสนิทสนมเลยทีเดียว “ไม่คิดว่าลุงจะทำงานให้กับคุณ...” 

“เจ้าเอยค่ะ” ตอบชื่อตัวเองกลับไป ซึ่งคุณหินก็ยิ้มและโค้งศีรษะให้กับลุงพลอีกครั้ง เขาส่งฉันขึ้นรถจากนั้นลุงพลก็ขับรถเพื่อพาฉันไปส่งยังมหาลัย “ลุงพลรู้จักคุณหินด้วยเหรอคะ?” 

“รู้จักสิครับ ก็เจ้าหินเขาเป็นลูกชายเจ้าของอู่ซ่อมรถนี่ครับ” เมื่อได้คำตอบก็ถึงบางอ้อ ถึงว่าทำไมดูมีอำนาจกับช่างหลายๆ คนที่ต่างก็พากันหวาดกลัวเขา “หินมันเป็นคนดีครับ คนดีมากๆ ที่หาจากไหนไม่ได้แล้วจริงๆ” 

พอลุงพลพูดแบบนี้ภาพในวันที่เขามาช่วยก็ผุดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มของฉันที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน 

“เอยเห็นด้วยค่ะ” ใช่ ฉันเห็นด้วยที่ว่าเขาน่ะเป็นคนดีจริงๆ นั่นแหละ 

มหาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ณ คณะบริหารธุรกิจ หลังจากที่ลุงพลมาส่งฉันก็มานั่งเล่นที่โต๊ะหินอ่อนหน้าคณะเพื่อรอเพื่อนสาวสองคนที่ไปซื้อขนมและน้ำ ส่วนฉันก็ตรวจดูชีทงานที่จะต้องเข้าคลาสวันนี้และรายงานที่จะต้องส่งด้วย 

“วันนี้ที่บ้านมาส่ง รถเธอไปไหนอะเจ้าเอย” นานาที่มาถึงนั่งลงตรงข้ามฉันก่อนจะยื่นแก้วน้ำหวานสีแดงที่ฉันชอบมาให้ 

“รถเสียตั้งแต่วันศุกร์แล้ว” 

“อ๋อ วันที่เธอต้องทำกิจกรรมที่คณะใช่ปะ?” ไพลินถามพลางหยิบชิ้นแตงโมกัดเข้าปาก ทั้งสองคนเป็นลูกคุณหนูมีฐานะร่ำรวยนานาเป็นลูกสาวนักธุรกิจดังเรื่องจัดการโรงแรม ส่วนไพลินก็เป็นลูกสาวร้านทองที่มีหลายสาขาและพ่อแม่ของเธอก็เป็นผู้ดีเก่าด้วย 

“เธอน่าจะตกลงคบกับใครสักคนที่มาจีบ เพื่อให้เขาไปรับไปส่งได้แล้วนะเจ้าเอย” คำถามของพวกเธอทำให้ฉันเงยหน้าจากชีทงานและลอบมองด้วยสีหน้าไม่พอใจสักเท่าไหร่ 

“ฉันไม่ได้ต้องการคบกับใครเพียงเพราะคบเพื่อใช้งานหรอกนะ” 

“เขาไม่ได้เรียกว่าใช้งานนะเจ้าเอย เขาเรียกว่าช่วยเหลือกันในยามลำบากมากกว่า” นานาตอบพลางเบ้ปาก “ฉันกับไพลินก็มีแฟนแล้วแถมแฟนฉันก็เป็นนายแบบดัง ไพลินก็คบกับรุ่นพี่คณะนิเทศฯ ที่เป็นถึงลูกนักการทูต” 

“แล้วยังไง?” ถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง 

“ก็ไม่ยังไง ผู้ชายที่มาจีบเธอหล่อ รวย ดีๆ ทั้งนั้นอะ ทำไมไม่เลือกใครสักคนล่ะ?” ข้อนี้ทุกคนรู้ดีว่ามีคนมาจีบฉันเยอะ แต่ฉันก็เลือกที่จะไม่สนใจเพราะอะไรน่ะเหรอ... 

“ผู้ชายที่พวกเธอพูดถึง คือผู้ชายที่ชอบพูดอวดอีโก้ตัวเองน่ะเหรอ” 

“อวดอีโก้อะไรเจ้าเอย?” นานาถอนหายใจก่อนจะตบมือลงบนโต๊ะ “เธอเนี่ยรสนิยมผู้ชายแปลกมาก มานี่ฉันจะบอกให้นะพวกผู้ชายที่พูดอวดรวยน่ะ เพราะว่าเขารวยจริงไง” 

“...” 

“เขาต้องการบอกให้เธอรู้ว่าเขารวย เขามีพร้อมทุกอย่างที่เทียบเท่ากับฐานะของพวกเรา” คำตอบนี้เป็นของไพลินที่พูดไปด้วยชี้นิ้วเข้าหาตัวเองไปด้วย “ฉะนั้นผู้ชายที่พูดว่ารวยคือรวยจริง ถึงจะอวดอีโก้แต่ก็มีดีให้เธอเห็น ดีกว่าพวกผู้ชายที่บูชาความรักแต่จ๊นจน ไม่มีจะกิน... พวกนี้สิน่าขยะแขยงมากกว่า” 

ฉันมองเพื่อนสองคนที่ทำหน้าแขยงคนที่จนกว่าตัวเอง จนฉันรู้สึกนะ... รู้สึกว่าฉันไปคบกับพวกหล่อนได้ยังไงกัน?  

“เธอน่ะหัวอ่อนเรื่องความรักมากเลยเจ้าเอย” นานาส่ายหน้าไปมาแต่ฉันก็ไม่ได้คิดจะสนใจอะไร เอาจริงเรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ในหัวของฉันด้วยซ้ำนะ 

“ใช่มะ ทุกวันนี้มีผู้ชายหล่อๆ เยอะแยะแต่หล่อแล้วจน ฉันก็ไม่เอาหรอก” 

“แล้วก็จะมีประเภทหล่อ แต่ฐานะปานกลางฉันก็ไม่เอาเหมือนกัน” ไม่คิดจะออกความเห็นใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากนั่งฟังคำพูดเสียดสีคำดูถูกของเพื่อนทั้งสอง 

“หรือเธออยากไปกัดก้อนเกลือกินกับผู้ชายที่ไม่มีอะไรให้ นอกจากความรักโง่ๆ น่ะเหรอเจ้าเอย?” 

“ความรักมันกินไม่ได้นะเจ้าเอย เงินสิสำคัญที่สุด... เพราะฉะนั้นผู้ชายที่เพียบพร้อมเหมาะสมกับเธอ คือผู้ชายที่พูดโอ้อวดความรวยนี่แหละและความรักที่มาพร้อมกับฐานะด้วย ก็ยิ่งปังปุริเย่” 

ฉันได้แต่ถอนหายใจและเลือกที่จะก้มหน้าลงมองชีทงาน โดยไม่เก็บคำพูดของพวกเธอมาคิด ความรักเหรอ? ไม่หรอก สิ่งที่พวกเธอต้องการคือหน้าตาทางสังคมมากกว่า ส่วนฉันก็ไม่ได้อยากจะไปกัดก้อนเกลือกินกับใคร ฉันไม่มีสเปกผู้ชายที่ตายตัว ขอแค่เขาเป็นคนดี ขยันก็เพียงพอ  

ส่วนเรื่องของเงินทองถ้าขยันทำงานก็สามารถหาเงินได้อยู่แล้ว แต่พวกที่มาพูดอวดอ้างก็แค่เอาสมบัติของพ่อแม่ที่สร้างมาเพื่อมาผูกอีโก้ให้ตัวเองดูดีมากกว่า ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่เขาสร้างมันขึ้นมา... ถ้าสร้างขึ้นมาเองสิ ฉันอาจจะภูมิใจและเปิดใจให้ก็ได้ แต่การที่พูดอวดว่าตัวเองรวยแบบนั้นแบบนี้ ฉันคิดว่ามันไม่ใช่และฉันก็ไม่ชอบผู้ชายแบบนี้ด้วย 

“น้องเจ้าเอยครับ” การมาของใครคนหนึ่งทำให้ฉันหลุดจากภวังค์ความคิดและมองสบตากับผู้ชายคนนี้ที่เป็นหนึ่งในคนที่ตามจีบฉัน “วันนี้เลิกเรียนกี่โมงเหรอครับ?” 

“เลิกสี่โมงเย็นค่ะ พี่เมฆมีอะไรหรือเปล่าคะ” แม้ว่าจะไม่ชอบการโอ้อวดของคนที่มาจีบ แต่ฉันก็ละเว้นไว้คนหนึ่งคือพี่เมฆรุ่นพี่ปีสาม คณะนิเทศศาสตร์เขาเป็นเพื่อนกับแฟนของไพลินแต่ต่างกันตรงที่เขาไม่ค่อยพูดเรื่องของตัวเองสักเท่าไหร่  

“ดีเลยครับ เย็นนี้พี่อยากพาน้องเจ้าเอยไปชมกิจการของพี่หน่อยน่ะครับ” ขมวดคิ้วทันทีอย่างมึนงง จนพี่เมฆยิ้มหัวเราะออกมากับท่าทางของฉัน “อู่ซ่อมรถน่ะครับ พอดีพ่อพี่เขายกกิจการให้พี่ดูแล ส่วนตัวท่านก็ดูแลร้านทองไม่ค่อยมีเวลา” 

“แล้วอยากให้เอยไปทำไมคะ?” 

“พี่อยากให้น้องเจ้าเอยได้เห็นว่าพี่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าน้องเจ้าเอย” ฉันรู้สึกไม่ดีเลยนะกับคำพูดของเขา ราวกับว่าฉันสูงส่งมากทั้งที่ก็แค่ฐานะทางบ้านไม่ใช่ตัวฉันสักหน่อย 

“ไปสิเจ้าเอย พี่เมฆอุตส่าห์มาชวนขนาดนี้แล้ว” 

“แต่ว่า...” 

“งั้นเดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อน วันนี้พี่วินไม่ว่างด้วยมีถ่ายแบบ” นานาเอ่ยปากจะไปด้วยฉันจึงค่อยโล่งอกหน่อย “ได้ใช่ไหมคะพี่เมฆ?” 

“ได้สิครับ งั้นเลิกเรียนเจอกันนะครับ” พี่เมฆฉีกยิ้มกว้างให้ฉันก่อนจะถอยหลังเดินไปจากคณะ  

“พี่เมฆก็ไม่ธรรมดานะเจ้าเอย มีอู่ซ่อมรถเป็นของตัวเองด้วยแบบนี้น่าจะโอเค” ไพลินเท้าคางและมองแผ่นหลังกว้างของพี่เมฆที่ขึ้นรถยนต์สีขาวขับออกไป “แต่เสียดายที่รถดูกระจอกไปหน่อย” 

“นั่นสิมีอู่ซ่อมรถ ครอบครัวมีร้านทองแต่ก็ยังดูต่ำกว่าฐานะเธอนะเจ้าเอย”  

ฉันเบื่อกับการเปรียบเทียบฐานะกันเหลือเกิน รู้สึกว่าทำไมทุกคนต้องยึดติดในเรื่องฐานะของตัวเองด้วยไม่เข้าใจ? ฉันก็เป็นฉัน ส่วนเรื่องฐานะพ่อแม่ฉันเป็นคนสร้างไม่ใช่ตัวของฉันสักหน่อยนะ  

[50%] 

ติดตามอีกครึ่งในตอนต่อไปนะคะ เพราะอย่างที่บอกว่าตอนแรกยาวมาก 

ไรท์จำเป็นต้องเปิดตอนลงใหม่เนาะ 

พี่เมฆคนวร้ายๆ พูดเองเออเองว่าน้องเจ้าเอยเป็นแฟน? 

แบบนี้ถ้าน้องรู้จะว่ายังไง ได้เจอพี่หินอีกครั้งแล้วค่ะ โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ 

เรื่องราวความรักของทั้งคู่จะเป็นยังไง โปรดติดตามต่อไปนะคะ 

*ฝากเมนต์ ถูกใจให้กำลังใจไรท์กันหน่อยนะคะ ตั้งใจมาลงเรื่องนี้ทุกวันเลย 

อ่านกันแล้วอย่าลืมคอมเมนต์กันหน่อยเนาะ* 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว