email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 11.3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ต.ค. 2563 17:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 11.3
แบบอักษร

 

เสียงแซคโซโฟนยังคงบรรเลงอย่างต่อเนื่องจากบทเพลงเศร้าสะเทือนใจชวนให้ขื่นขมมาเป็นท่วงทำนองเพลงแจ๊สสนุกสนานชวนให้ครึกครื้น เช่นเดียวกับการพูดคุยของคิรากรและสุรนันทน์ที่มีแต่เสียงหัวเราะสดใสของสุรนันทน์ คิรากรมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกชื่นชมในความเปิดเผยจริงใจ

สุรนันทน์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา “ โห! นี่มันจะตีหนึ่งแล้วนะคะ สาวว่าคุณกรควรจะกลับได้แล้วล่ะค่ะพรุ่งนี้ต้องไปทำงานแต่เช้า ” เธอพูดจบก็หันไปบอกบาร์เทนเดอร์ให้หยุดชงค็อกเทล

“ ตีหนึ่งแล้วเหรอครับ ผมรู้สึกเหมือนเวลามันเพิ่งจะผ่านไปได้ไม่นานเอง ” คิรากรยกนาฬิกาข้อมือของตัวเองขึ้นมาดูบ้าง

“ เราคุยกันตั้งแต่สี่ทุ่มตอนนี้ตีหนึ่ง นี่เกือบสี่ชั่วโมงเลยนะคะถือว่านานมากเลยค่ะนอกจากยายแพรก็คงมีแต่คุณกรเนี่ยแหละที่คุยกับสาวได้นานขนาดนี้ ” สุรนันทน์ยิ้มเป็นมิตรพลางหยิบแก้วค็อกเทลสีแดงสดขึ้นมาจิบ เธอมองผู้ชายตรงหน้า ‘ คงเป็นเพราะคุยแต่เรื่องยายแพรล่ะสิคุณถึงฟังได้เพลินขนาดนี้ ’

“ แล้วคุณสาวจะกลับบ้านเลยหรือเปล่าครับ ” คิรากรถามด้วยความเป็นห่วงเพราะตอนนี้ดึกมากแล้วเขาไม่อยากให้เธอขับรถกลับบ้านคนเดียว

“ ยังค่ะ สาวต้องรออยู่ช่วยพวกน้อง ๆ ปิดร้านก่อนแล้วถึงจะกลับบ้าน คุณกรกลับไปก่อนได้เลยค่ะไม่ต้องเป็นห่วงสาวหรอกค่ะ ” เธอพูดอย่างสบาย ๆ

“ แต่นี่มันดึกมากแล้วนะครับ ” สีหน้าของเขาดูห่วงใยสุรนันทน์อย่างจริงใจ จนคนถูกห่วงรู้สึกหัวใจแกว่งไปมาแปลก ๆ สุรนันทน์จึงรีบโบกมือ

“ ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ คอนโดของสาวอยู่ห่างไปจากที่นี่แค่สองช่วงตึกเอง สาวขับรถไม่ถึงห้านาทีก็ถึงแล้ว ”

“ คุณผู้ชายไม่ต้องเป็นห่วงพี่สาวเขาหรอกครับ อยู่เฝ้าร้านจนเช้ายังทำมาแล้ว ” บาร์เทนเดอร์หนุ่มพูดขึ้น สุรนันทน์จังตวัดสายตาไปดุเข้าให้ชายหนุ่มก็ทำเป็นเช็ดแก้วไม่สนใจ

“ อยู่ที่นี่จนเช้าเลยเหรอครับ ” สีหน้าของคิรากรตกใจกับสิ่งที่รับรู้

“ พอดีสาวเฝ้าช่างที่เข้ามาทำไฟน่ะค่ะ แต่สาวไม่ได้อยู่คนเดียวนะคะเด็ก ๆ ในร้านก็อยู่ด้วย ” เธอรีบอธิบาย

“ เหรอครับ ” เขาหันมามองหน้าเธอในขณะที่เธอกำลังมองเขาอยู่พอดีสายตาทั้งคู่จึงประสานกัน คิรากรเพิ่งสังเกตเห็นแววตาหวานชวนมองของสุรนันทน์แบบตรงๆ ไม่รู้ด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรือเพราะตาคู่สวยของเธอมันดูฉ่ำหวานอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดเขาก็เผลอตัวจับจ้องดวงตาคู่นั้นของเธออยู่นานจนสุรนันทน์ต้องหลบสายตา

“ คุณกรกลับเลยดีกว่าไหมคะ ” สุรนันทน์รีบเอ่ยขึ้น

“ ครับ ” คิรากรเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ขานรับทั้งที่ไม่รู้ว่าหญิงสาวพูดอะไร

“ ขับรถกลับเองได้แน่นะคะ หรือจะจอดทิ้งเอาไว้ที่นี่ก่อนแล้วให้เด็กออกไปเรียกแท็กซี่ให้ดีไหมคะ ” สุรนันทน์ถามต่อ

“ ไม่เป็นไรครับผมขับกลับเองได้ ” เขายืนยัน

“ ชัวร์นะคะ ” เธอถามย้ำ

“ ครับ เอาอย่างนี้ดีไหมครับถ้าคุณสาวไม่แน่ใจว่าผมจะขับรถกลับถึงบ้านไหมคุณสาวก็เมมเบอร์โทรศัพท์ของคุณสาวให้ผม ถ้าผมถึงบ้านแล้วผมจะรีบโทรหาคุณทันทีเลย ” คิรากรส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเขาให้เธอ

สุรนันทน์ได้มองอย่างไม่แน่ใจนักว่าเธอควรจะให้เบอร์โทรศัพท์กับชายหนุ่มหรือเปล่า “ ก็ได้ค่ะ ถึงบ้านแล้วส่งข้อความมาก็พอค่ะ ” สุรนันทน์รับโทรศัพท์ของคิรากรมาแล้วกดเบอร์โทรศัพท์ของเธอลงไป

“ ขอบคุณนะครับสำหรับคืนนี้ ” คิรากรยิ้มเป็นมิตรแต่สายตาของเขาซ่อนประกายประหลาดที่สุรนันทน์ไม่เข้าใจ

“ เดี๋ยวสาวเดินออกไปส่งนะคะ ”

“ ครับ ” ทั้งสองคนจึงเดินออกไปที่หน้าร้าน สุรนันทน์ยืนรอจนรถของคิรากรขับออกไปแล้วเธอจึงเดินเข้ามาในร้านตรงไปยังเคาน์เตอร์บาร์

“ เจ้ ทำไมไปให้เบอร์เขาง่าย ๆ ไม่สงวนท่าบ้างเลย” บาร์เทนเดอร์หนุ่มลูกน้องคนสนิทของเธอพูดขึ้น มะเหงกลูกเล็กจึงลอยไปเคาะลงที่หน้าผากของคนพูดจนต้องยกมือขึ้นลูบป้อย ๆ

“ สม! พูดมากดีนัก ” สุรนันทน์ขึงตาใส่บาร์เทนเดอร์หนุ่ม

“ ว่าแต่เขาเป็นใครเจ้ มานั่งดื่มอยู่คนเดียวตั้งร้านเพิ่งเปิดอย่างกับคนอกหัก ” บาร์เทนเดอร์หนุ่มน้อยถามต่อ

“ แฟนเพื่อนพี่เอง ” สุรนันทน์ตอบเสียงอ่อย

“ แฟนเพื่อน.... ” บาร์เทนเดอร์หรี่ตามองหน้าสุรนันทน์แล้วพยักหน้ารับรู้

“ แกน่ะรีบเก็บของเข้าเถอะอย่ามัวแต่พูดมาก พี่จะกลับก่อนนะฝากร้านด้วย ” พูดจบสาวร่างอวบก็สาวเท้ารวดเร็วไปยังชั้นบนของร้านเพื่อหยิบกระเป๋าและแฟ้มบัญชีของร้านเพื่อกลับไปตรวจที่บ้าน บาร์เทนเดอร์หนุ่มลูกน้องคนสนิทของเธอก็มองตามไปปากก็พึมพำ

“ แฟนเพื่อน แต่ทำไมเจ้ดูเป็นห่วงเขานักวะหรือว่า... ” เขามองตามขึ้นไปยังชั้นสองของร้านแล้วส่ายหน้า

แสงไฟในห้องนอนของปวีณ์และแพรวามืดจนแทบจะมองอะไรไม่เห็น คงมีเพียงแสงสลัวลางจากโคมไฟดวงเล็กๆ ตรงโต๊ะเครื่องแป้งเท่านั้นที่พอทำให้ห้องไม่ดูมืดมิดจนเกินไปนัก

ร่างสูงใหญ่นอนกระสับกนะส่ายอยู่ข้างเตียงนอนของแพรวาทำให้เธอพลอยนอนไม่หลับไปด้วยเพราะเขาเอาแต่พลิกตัวกลับไปกลับมาราวกับที่นอนมีไฟสุมอยู่จนเจ้าตัวนอนไม่ได้ สุดท้ายร่างนั้นก็ผุดลุกขึ้นนั่งมองแผ่นหลังของหญิงสาวมี่นอนตะแขงข้างให้เขา แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นเคลื่อนตัวไปนั่งที่ขอบเตียง ดีแพรวารู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาทันทีที่ฟูกที่นอนยุบลงด้วยน้ำหนักตัวของชายหนุ่ม หญิงสาวก็รีบขยับออกไปอีกข้างแล้วหยัดตัวขึ้นนั่งจ้องหน้าปวีณ์ที่จ้องมาทางเธออยู่แล้วเช่นกัน

ไม่รู้ว่าเธอตาฝาดหรือแค่แสงสลัวภายในห้องตกกระทบที่ดวงตาของปวีณ์จึงทำให้เธอเหมือนเห็นหยดน้ำใสกลิ้งอยู่ในดวงตาคมของเขา

“ พี่วีนอนไม่หลับเหรอคะ ” แพรวาถามขึ้นพลางขยับตัวถอยห่างเขาอย่างระวังตัว

“ อือ ” เขาเพียงตอบในลำคอแล้วขยับตัวเข้าหาเธอ แพรวาจึงขยับถอยห่างออกไปอีก แต่ปวีณ์ยังมั่นใจว่าเขาจะเอาชนะใจเธอได้และสุดท้ายเธอก็จะต้องยอม ปวีณ์จึงยังเข้าหาเธอเรื่อย ๆ แพรวาก็ถอยหนีจนหลังชนพนักหัวเตียง

“ พี่วี! ” เสียงขุ่นดังขึ้น

“ แพรฝืนใจตัวเองได้จริง ๆ เหรอ แต่พี่ทำไม่ได้ ” ปวีณ์พูดพลางดึงคนตัวบางเข้ามากอดเอาไว้แน่น จมูกโด่งซุกไซ้ไปตามพวงแก้มนวลที่ตอนนี้แดงระเรื่อและมีไอร้อนผ่าวออกมา

“ อย่าทำแบบนี้.... ” เสียงห้ามแผ่วเบาราวเสียงกระซิบดังขึ้นอย่างสั่นเครือ มือเล็กพยายามดันคนตัวโตออกห่างแต่ไม่เป็นผลร่างกายของเขากลับยิ่งแนบชิดเข้าหาจนเธอรู้สึกได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจของเขาที่แนบอยู่กับอกนุ่มของเธอ

ริมฝีปากร้อนไล้จากพวงแก้มมาที่ปลายจมูกของหญิงสาวกำลังจะประทับลงที่ริมฝีปากของเธอ แต่แพรวาแข็งใจหันหลบปวีณ์จึงผงะไปชั่วครู่ แล้วค่อยๆ คลายมือที่โอบรัดตัวเธอออก

ดวงตาทั้งคู่ของปวีณ์ร้อนผ่าวเขารู้สึกหัวใจหล่นวูบเหมือนกำลังตกจากที่สูง

“ พี่เข้าใจแล้ว ” เสียงแหบพร่าดังแผ่วอย่างเจ็บปวด

“ พรุ่งนี้แพรจะเป็นคนบอกความจริงทุกอย่างกับคุณแม่เอง แพรทนโกหกท่านต่อไปไม่ได้อีกแล้วค่ะ ” เธอพูดเสียงกร้าวทั้งที่ในใจก็เจ็บปวดไม่ต่างกับผู้ชายตรงหน้า

“ ไม่ต้อง! พี่จะบอกกับแม่เอง ” เขาขยับตัวขึ้นนั่งหลังตรงมองผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจอย่างปวดร้าว

“ ดีค่ะ เราจะได้หยุดเรื่องโกหกนี่ซะที แพรรู้สึกผิดทุกครั้งที่มองหน้าคุณแม่ แพรอึดอัดที่ต้องทำเหมือนเราสองคน... ” แพรวายังพูดไม่ทันจบปวีณ์ก็พูดขึ้น

“ พี่ผิดเองที่บังคับให้แพรโกหกแม่พี่แบบนี้ ทั้งที่เราสองคนจบกันไปตั้งนานแล้ว ” น้ำเสียงและดวงตาของเขาขมขืนจนแพรวาใจหายเธอจึงเมินหน้าหนีออกไปทางอื่น

พอพูดจบร่างสูงใหญ่ก็ลุกขึ้นจากที่นอนเดินไปเปิดประตูห้องแล้วหายออกไปจนกระทั่งเช้า เขารอให้แพรวาทำธุระส่วนตัวจนเสร็จเรียบร้อยแล้วถึงกลับขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

คุณนายมยุรีมองดูพฤติกรรมของบุตรชายและลูกสะใภ้ก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เธอเลือกที่จะไม่พูดและรอจนกว่าทั้งสองคนจะมาสารภาพทุกอย่างกับเธอด้วยตัวเอง

ที่โต๊ะอาหารเช้าเวลานี้แพรวาและปวีณ์มีสีหน้าเคร่งเครียดจนคุณนายมยุรีต้องเอ่ยถาม

“ มีอะไรจะบอกแม่ไหม ” เธอมองหน้าบุตรชายและลูกสะใภ้สลับกัน แพรวานังนั่งเงียบปวีณ์จึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นเอง

“ แม่คือวีกับแพร... ” เขาอึกอักนึกคำพูดไม่ออกว่าจะพูดอย่างไรให้มารดากระทบกระเทือนจิตจน้อยที่สุด

“ วีกับหนูแพรเลิกกันแล้วใช่ไหม ” คุณนายมยุรีจึงต่อประโยคที่บุตรชายพูดค้างเอาไว้

“ แม่รู้ได้ยังไง/คะ ” สองคนพูดขึ้นแทบจะพร้อมกัน

“ วีแม่แก่แล้วก็จริงแต่แม่ไม่ได้โง่นะ ทำไมแม่จะดูไม่ออกว่าแกกับหนูแพรไม่เหมือนเดิมแล้วยังจะบ้านนี้อีกล่ะ” คุณนายมยุรีมองไปรอบบ้าน

“ รูปแต่งงานไม่เหลือเลยสักรูป เสื้อผ้าของแกกับหนูแพรก็มีอยู่แค่สามสี่ชุดในตู้เสื้อผ้า เมื่อคืนนี้แกก็ลงมานอนที่ห้องรับแขกหรือแกนอนที่นั่นตั้งแต่คืนแรกที่แม่มาหึ? ” สีหน้าของเธอผิดหวังอย่างมาก

“ แพรขอโทษนะคะ แพรกับพี่วีไม่ได้ตั้งใจจะหลอกคุณแม่นะคะ เพียงแต่เราสองคนเป็นห่วงสุขภาพของคุณแม่ก็เลยยังไม่กล้าบอก ” แพรวาพยายามอธิบาย

“ มันไม่ใช่ความผิดของหนูแพรหรอกลูก ” คุณนายมยุรีตวัดสายตาไปยังบุตรชายของเธออย่างคาดโทษ ปวีณ์จึงหลบสายตา

“ แม่น่ะยังรักหนูแพรเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนนะลูก หนูยังเป็นลูกสาวของแม่เสมอ ” แล้วหันไปดุใส่บุตรชาย

“ ส่วนแก เรามีเรื่องต้องคุยกัน ”

“ กลับจากไปหาหมอแล้วกันนะแม่ ” ปวีณ์พูดอย่างเซ็ง ๆ

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว