ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เล่ม 1 บทที่ 1 อัญเชิญ (2)

ชื่อตอน : เล่ม 1 บทที่ 1 อัญเชิญ (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 153

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2563 17:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่ม 1 บทที่ 1 อัญเชิญ (2)
แบบอักษร

    แสงนั้นเจิดจ้าจนรับรู้ได้แม้จะหลับตาอยู่ ทำให้เธอไม่สามารถลืมตาไปได้พักใหญ่ 

      รอจนความรู้สึกประหลาดและแสงนั้นสงบลง เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง และพบว่าตัวเองหาได้อยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยตึกกับรถที่สัญจรไปมา หากกำลังนั่งอยู่บนพื้นหินของที่ไหนสักแห่งที่คล้ายวิหาร 

      แม้ว่าฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งมาถึงอากาศจะอบอุ่นกว่าฤดูหนาว หากก็ยังเย็นผิวจนต้องพึ่งเสื้อแขนยาวอยู่ ทว่าพื้นหินนี้หนาวเย็นกว่าเมื่อครู่ก่อนหลายเท่า 

      เธอสั่นสะท้านโดยไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะความหนาว หรือจะเพราะ... 

      “โอ! สำเร็จแล้ว” 

      “ท่านมิโกะ[1]มาเพื่อพวกเราแล้ว!” 

      เกิดอะไรขึ้น แล้วที่นี่คือที่ไหน ตรงหน้าของรูริที่ได้แต่ตกใจไม่ขยับ คือชายชราในชุดขาวเหมือนชุดนักบวชและชายหลายคนที่พากันยิ้มแย้มยินดีโดยไม่สนใจความแตกตื่นของพวกเธอ 

      “........หา?” 

      สมองเริ่มกลับมาทำงานในที่สุด แต่ก็ต้องงุนงงต่อไป 

      หันไปมองก็เห็นอาซาฮิกับอดีตเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ด้วยกันเมื่อครู่ 

      อีกฝ่ายก็ดูจะไม่เข้าใจสถานการณ์พอๆ กับรูริ ต่างพากันอ้าปากค้างอยู่ 

      ตอนนั้นเอง ชายหนุ่มที่แต่งตัวเหมือนเจ้าชายยุโรปก็เอ่ยปากขึ้นมา 

      “ยินดีต้อนรับ ท่านหญิงมิโกะที่พวกเราเฝ้ารอ....?” 

      เขาพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกับอาซาฮิซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด แต่เมื่อเห็นรูริกับเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเป็นตกใจ 

      “ท่านนักบวช นี่มันอะไรกัน! มีผู้หญิงตั้งสามคนไม่ใช่รึ” 

      ผู้พูดหันไปขึ้นเสียงใส่คนในชุดยาวสีขาวที่อยู่รอบๆ แล้วชายชราในชุดพิธีซึ่งหรูหรากว่าใครอื่นก็ก้าวออกมาข้างหน้า 

      ชายชรากวาดตามองพวกรูริแล้วก็ลูบคางตัวเอง 

      “ดูเหมือนว่าเราจะอัญเชิญคนอื่นนอกจากท่านหญิงมิโกะมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ” 

      “แล้วคนไหนล่ะที่เป็นท่านหญิงมิโกะ” 

      “ท่านหญิงมิโกะจะมีสีสันที่หาได้ยาก และมีพลังดึงดูดใจคนพ่ะย่ะค่ะ” 

      ชายหนุ่มในชุดเจ้าชายซึ่งถูกเรียกว่าองค์ชายนั้น ขยับสายตามองอาซาฮิ รูริ และเพื่อนร่วมชั้นทีละคน ก่อนจะหันมายิ้มให้กับอาซาฮิอีกครั้ง 

      “ถ้าเช่นนั้นก็เป็นท่านไม่ผิดแน่ ท่านนี่แหละที่มีเสน่ห์ตรึงใจที่สุด” 

      (ไร้มารยาทอะไรอย่างนี้! นี่เลือกอาซาฮิแบบแทบไม่คิดอะไรเลยนี่นา) 

      รูริระเบิดความโกรธอยู่ในใจ 

      ชายหนุ่มคุกเข่าลงตรงหน้าอาซาฮิพร้อมกับยื่นมือออกมา ภาพนั้นราวกับอัศวินผู้สาบานรักต่อเจ้าหญิง อาซาฮิแก้มแดงปลั่งขณะวางมือตัวเองลงบนมืออีกฝ่ายอย่างกล้าๆ กลัวๆ 

      เพื่อนสมัยเด็กมองชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลานั้นด้วยสายตาเร่าร้อน 

      และทำให้รูริคิดขึ้นมาได้ฉับพลัน 

      ถ้าได้คบกับผู้ชายที่ตรงใจตัวเองแล้ว อาซาฮิจะแยกกับตัวเองไปได้ซะทีหรือเปล่า!? 

      แต่เพราะคิดเรื่องบ้าบอเช่นนั้น สมองที่เคยสับสนก็ค่อยเยือกเย็นขึ้นมาได้ 

      (เมื่อกี้เราอยู่ในเมือง เป็นไปไม่ได้เลยที่อยู่ๆ จะมาโผล่ที่อื่น หรือว่าโดนทำให้สลบแล้วลักพาตัวมาน่ะ ว่าแต่ท่านหญิงมิโกะคืออะไร อย่าบอกนะว่าสาวกของอาซาฮิทำอะไรบ้าๆ ขึ้นมาอีก) 

      ถ้าเป็นสาวกของอาซาฮิละก็ไม่แน่ เธอเคยเจอเรื่องทำนองเดียวกันนี้มาบ่อยจนเหนื่อยใจไปหมด 

“เอ้อ ที่นี่ที่ไหนเหรอคะ ถ้ามีธุระกับอาซาฮิคนเดียว ขอฉันกลับไปก่อนได้ไหม” 

เธอทักนักบวชคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ หากอีกฝ่ายก็ทำหน้าลำบากใจแล้วหันไปขอคำสั่งจากชายที่จับมือของอาซาฮิอยู่ 

“คนที่เหลือจะให้ทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ” 

“นั่นสินะ เราต้องรายงานให้ฝ่าบาทรับทราบก่อน จากนั้นค่อยรอรับสั่งว่าจะให้ทำยังไงกับคนที่เหลือ” 

เธออยากจะอ้าปากแย้งว่าฉันอยากจะรีบๆ กลับนะ แต่ก็ถูกพวกนักบวชดึงให้ลุกขึ้นพาเดินไปอย่างไม่มีการถามไถ่ 

ในไม่ช้า พวกเธอก็ถูกพาตัวมาคุกเข่าตรงหน้าชายสูงวัยในชุดหรูหราผู้นั่งบนเก้าอี้ที่เต็มไปด้วยลวดลายประดับประดาและวางอยู่สูงกว่าใครอื่น ปานจะบอกกลายๆ อย่างเข้าใจง่ายว่าฉันนี่แหละคือพระราชา 

มีแต่อาซาฮิคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ยืนอยู่ 

“ยินดีต้อนรับ ท่านหญิงมิโกะ ข้าคือพระราชาแห่งอาณาจักรนาดาเชีย ประเทศของเราเฝ้ารอความรุ่งเรืองที่จะมาพร้อมกับการมาเยือนของเจ้ามานานแล้ว” 

อาซาฮิได้แต่ตอบอย่างเลิ่กลั่กด้วยไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด 

“เอ้อ ขอบคุณ....ค่ะ...แต่ว่า ที่นี่คือที่ไหนเหรอคะ เมื่อกี้ฉันยังอยู่ในเมืองอยู่เลย...” 

“ที่นี่คืออาณาจักรนาดาเชีย ท่านถูกอัญเชิญมายังประเทศของเรา” 

“อะ อัญเชิญ...?” 

ทั้งรูริที่ก้มหน้าอยู่ และอีกสี่คนต่างก็ซ่อนความแปลกใจเอาไว้ไม่อยู่ 

(นี่กล้าพูดอะไรแฟนตาซีแบบนั้นมาได้ไม่อายเลยเหรอ!?) 

“ที่เราอัญเชิญพวกเจ้ามานั้นมีเหตุผลอยู่ ประเทศของเรากำลังตกอยู่ในภาวะคับขัน และนี่เป็นความลับที่รู้กันเฉพาะพระราชากับนักบวชเท่านั้น ประเทศของเรามีตำราคำทำนายที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ คำทำนายนั้นกล่าวว่า ถึงยามประเทศเผชิญกับอันตราย ท่านหญิงมิโกะผู้ถูกอัญเชิญมาจากต่างโลกจะนำประเทศของเราไปสู่ความรุ่งเรือง และผู้ที่มาตามคำทำนายนั้นก็คือเจ้ายังไงละ” 

แต่ดูเหมือนที่มาจะไม่ได้มีแต่ท่านหญิงมิโกะสินะ พระราชาเสริมด้วยท่าทีลำบากใจ 

กระทั่งอาซาฮิที่ไม่ค่อยคิดมากยังมองหน้าพระราชาด้วยสายตาแคลงใจ แน่นอนว่ารูริก็เช่นกัน 

“ล้อเล่นอะไรกันคะ อ๊ะ หรือเป็นรายการทีวีหลอกกันเล่นละ ใช่ไหมคะ ก็เวทมนตร์อัญเชิญอะไรนั่นจะไปมีจริงได้ยังไง....” 

“โลกของท่านหญิงมิโกะไม่มีเวทมนตร์งั้นรึ งั้นเราจะพิสูจน์ให้ดูว่าทั้งหมดเป็นความจริง” 

พระราชาหันไปสบตากับชายชราผู้เป็นหัวหน้านักบวช ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับรู้ในทันควัน แล้วหงายมือยื่นออกมาให้อาซาฮิเห็นชัดๆ 

รูริกับพวกเพื่อนร่วมชั้นก็พลอยเงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น 

หัวหน้านักบวชคำรามฮึ่มเหมือนเกร็งแรงอะไรอยู่ แล้วบนอุ้งมือที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นก็พลันมีไฟลุกโชนขึ้นมา 

รูริกลั้นหายใจด้วยความตกใจ หันไปมองข้างๆ พวกเพื่อนร่วมชั้นก็มีสีหน้าเดียวกับเธอเช่นกัน 

“เอ๋ มายากล?” 

“ไม่สิ เวทมนตร์จะไปมีจริงได้ไง...” 

“คิดว่าเราจะยอมเชื่อง่ายๆ เหรอ” 

รูริเห็นด้วย มันน่าจะมีกลเม็ดอะไรสักอย่าง 

คงเพราะรู้สึกได้ถึงความแคลงใจของพวกรูริ คราวนี้หัวหน้านักบวชสร้างน้ำด้วยมืออีกข้าง 

กลุ่มก้อนของน้ำลอยอยู่เหนือฝ่ามือและเปลี่ยนรูปร่างไปไม่หยุดแม้ในขณะที่อาซาฮิลองยื่นมือออกไปอย่างหวาดๆ 

“น้ำจริงๆ ด้วย” 

“เอาจริงหรอ” 

หัวหน้านักบวชดูจะพอใจที่เห็นพวกเธอตกใจ คราวนี้พูดว่า “ทำแบบนี้ก็ยังได้” ก่อนจะลอยตัวขึ้นเหนือพื้นราวคืบหนึ่ง 

อาซาฮิตรวจยืนยันว่าใต้เท้าของหัวหน้านักบวชไม่มีอะไรรองอยู่ รวมทั้งไม่มีเชือกอะไรผูกห้อยร่างของชายชราอยู่ด้วย 

จากตอนแรกที่ทุกคนต่างสงสัย เมื่อเห็นตำตาว่าไม่มีกลตบตาอะไร ก็มีแต่ต้องยอมเชื่อเท่านั้นเอง 

รอจนความตกใจต่อเวทมนตร์เริ่มซาลงแล้ว คราวนี้ความโกรธที่ต้องถูกลักพาตัวมาเพราะคำทำนายที่ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหนก็ค่อยคุกรุ่นขึ้นมา 

“ท่านหญิงมิโกะจะมีสีสันอันหาได้ยาก ผมสีทองและดวงตาสีฟ้าของท่านนี่แหละคือเครื่องหมายของท่านหญิงมิโกะในคำทำนายโดยแน่แท้” 

ฟังคำพูดของหัวหน้านักบวชที่สูงวัยกว่าใครทั้งหมดจนแทบจะไปสวรรค์อยู่รอมร่อแล้ว รูริก็เกร็งใบหน้าขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ 

โชคดีที่เธอก้มหน้าอยู่ จึงไม่มีใครทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงว่าเธอกำลังแตกตื่นแค่ไหน 

ในขณะที่แม่ของเธอมีผมสีเงิน ผมของรูรินั้นเป็นสีแพลตตินัมบลอนด์หรือสีทองสว่างจนเกือบจะขาว หากตั้งแต่เกิดเรื่องอาซาฮิย้อมผมเลียนแบบ รูริก็ใส่วิกมาตลอด 

ความจริงเธอโดนบอกให้ย้อมผม แต่ใครจะยอมทำให้ผมที่ได้รับมาจากแม่ต้องมาเสียหายเพราะเหตุผลไร้สาระพรรค์นั้น เธอจึงสู้จนโรงเรียนยอมรับเงื่อนไขข้อนี้ 

รูริในตอนนี้ใส่วิกสีน้ำตาล แถมด้วยแว่นตากับการแต่งหน้าที่แม่สอนมากับมือ มองจากภายนอก เธอจึงเป็นเพียงตัวประกอบหญิง A ที่แสนจะธรรมดา ไม่นับว่าเป็นตัวดีหรือตัวร้ายเลยด้วยซ้ำ 

ผิดกับรูริที่แต่งตัวให้ไม่สะดุดตา ฝ่ายอาซาฮินั้นพอเข้าวิทยาลัยได้ ก็กลับมาเลียนแบบรูริด้วยการย้อมผมทองกับใส่คอนแทคเลนส์สีฟ้า ทั้งยังแต่งหน้าอย่างไม่มีที่ติ 

หากพูดถึงเรื่องผมสีทองตาสีฟ้า ก็เป็นไปได้เช่นกันว่าคำทำนายอาจจะกล่าวถึงรูริ แต่เธอไม่คิดจะแย้ง 

ให้เข้าใจผิดต่อไปยังจะดีกว่า 

ส่วนอาซาฮินั้น อย่าว่าแต่จะปฏิเสธเลย แถมยังพูดคุยกับชายหนุ่มที่เจอตอนแรกอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยซ้ำไป 

(ดีแล้ว ยัดเยียดให้เลยแล้วกัน เจ้าตัวก็ดูจะชอบด้วย) 

ดีไม่ดีอาซาฮิคงลืมเรื่องรูริไปแล้วด้วย แต่ถ้าไม่มีใครเดือดร้อนก็คงไม่มีปัญหา รูริสรุปกับตัวเองเสร็จสรรพแล้วก็หันไปพูดกับพระราชา 

“คือว่า ท่านหญิงมิโกะที่พวกคุณต้องการก็มีเธอคนนี้คนเดียวใช่ไหม ถ้าตัวฉันไม่มีความจำเป็นอะไรก็อยากให้ช่วยส่งกลับไปโลกเดิมได้ไหมคะ...” 

พูดพลางภาวนาในใจว่าอย่าบอกเชียวว่าไม่มีวิธีกลับนะ 

“เสียใจด้วยที่ต้องบอกว่า เวทอัญเชิญมีแต่วิธีเรียกตัวมา เวทสำหรับส่งตัวกลับยังไม่ได้ถูกคิดค้นไว้ จากนี้ไปอาจจะมีใครค้นพบวิธีก็ได้ แต่ตอนนี้เรายังไม่มีหนทางส่งพวกเจ้ากลับไป” 

จบกัน... 

คนอื่นที่กำลังตื่นเต้นเรื่องเวทมนตร์เรื่องแฟนตาซี ถึงตรงนี้ก็เข้าใจสถานการณ์และพากันหน้าซีดไปตามกัน 

“ถ้าแบบนั้น...ฉันก็ไม่มีวันได้เจอคุณพ่อคุณแม่อีกแล้วสิ....?” 

เห็นอาซาฮิร้องไห้กระซิก พระราชากับเหล่านักบวชก็เริ่มลนลาน 

“ปะ โปรดอย่าร้องไห้เลย เราจะต้อนรับเจ้าในฐานะแขกเมือง ขอสาบานว่าจะไม่ปล่อยให้ต้องลำบากอะไรเด็ดขาด จริงสิ คนที่ถูกอัญเชิญมาพร้อมเจ้าก็ให้มาอยู่ด้วยกัน เจ้าจะได้ไม่เหงายังไงละ” 

“รูริจังก็อยู่ด้วยเหรอ” 

อาซาฮิหันไปมองรูริทั้งน้ำตานองหน้า 

“อ้อ แน่นอน” 

“ถ้าอย่างนั้นละก็...” 

ด้วยเหตุนี้เอง รูริจึงต้องมาอยู่ในปราสาทโดยไม่ได้ถูกถามไถ่ความสมัครใจแต่อย่างใด 

(เอาเถอะ ตอนนี้แหกปากโวยวายว่าโดนลักพาตัวมาก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว...ถ้ารับประกันได้ว่ามีข้าวกินมีหลังคาคุ้มหัวก็พอไหว) 

แม้จะตงิดใจในความเหลื่อมล้ำอยู่บ้าง แต่เธอก็เลือกที่จะปลงว่านี่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ 

 

[1] มิโกะ – หญิงสาวผู้ทำหน้าที่รับใช้เทพเจ้า ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในศาสนา

 

**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite 

https://bit.ly/368lZi2 

ความคิดเห็น