ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 03 พบกันอีกครั้ง

ชื่อตอน : แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 03 พบกันอีกครั้ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 147

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ค. 2563 09:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 03 พบกันอีกครั้ง
แบบอักษร

... 

หมายเหตุสำนักพิมพ์ 

 

นวนิยายเรื่องนี้มีการใช้ภาษาปาก ภาษาสแลง และคำหยาบ 

เพื่อความสมจริงตามยุคสมัยที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง 

และเพื่อสะท้อนบุคลิกของตัวละคร 

รวมถึงเพื่อให้ได้อรรถรสทางภาษาเท่านั้น 

ผู้เขียนและสำนักพิมพ์มิได้มีเจตนาด้านลบแต่ประการใด 

... 

 

แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 

蓮洛 (Lien Luo) เหลียนลั่ว : เขียน , จุนซาวัง : แปล , jiaOO : Illust 

เล่มเดียวจบ , มีจำหน่ายรูปแบบ E-book 

(**หมายเหตุ : Romance - Fantasy / โรแมนติก – แฟนตาซี) 

อัปเดตตัวอย่างทดลองอ่านประมาณ 40-50% 

 

 

03 

พบกันอีกครั้ง 

 

 

 

คฤหาสน์ตระกูลฉู่ตั้งอยู่แถบชานเมือง S ที่แห่งนี้ไม่คึกคักเหมือนใจกลางเมือง นอกจากปลอดความโกลาหลวุ่นวายของผู้คนและรถราที่วิ่งกันขวักไขว่แล้ว ยังรายล้อมด้วยทิวทัศน์อันแสนงดงามสบายตา

กลิ่นอายความสดชื่นของธรรมชาติคละเคล้าไปกับกลิ่นไอดิน ภายนอกหน้าต่างมีภูเขาและทะเลสาบเทียมที่กำลังสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายระยิบระยับ บริเวณประตูหน้าบ้านมีสนามหญ้าที่ผ่านการดูแลอย่างดีจากคนสวน ปกคลุมไปด้วยพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นของเหล่าต้นหญ้า ทั้งยังมีน้ำพุที่ใช้น้ำจากบ่อน้ำลึก สามารถดื่มได้

ตระกูลฉู่เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงมาจากวงการธุรกิจแห่งมณฑลตงซาน คฤหาสน์ของตระกูลดูไม่หรูหรานัก แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเรียบง่ายที่สง่างาม

ผู้คนต่างกล่าวกันว่า เศรษฐีมักรวยไม่พ้นสามรุ่น แต่ราวกับตระกูลฉู่เป็นข้อยกเว้นของสวรรค์

ความมั่งคั่งของพวกเขาสืบทอดมายาวนานถึงห้ารุ่นแล้ว ความสำเร็จอันรุ่งโรจน์ที่พวกเขาสร้างมา แตกต่างอย่างมากจากตระกูลเศรษฐีที่มีหน้ามีตาในสังคมได้เพราะจำนวนคนในครอบครัวเยอะ ตระกูลฉู่สั่งสมมารุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งของนอกกายมาโอ้อวด พวกเขาคือนิยามของความหรูหราแห่งยุคอย่างแท้จริง

เพียงแต่น่าเสียดายที่หัวหน้าตระกูลคนปัจจุบันอย่างฉู่เซี่ยงเทียน สืบทอดตำแหน่งได้เพียง 50 ปีก็ล้มป่วยลง จนต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนเตียง

ทั้งๆ ที่ฉู่เซี่ยงเทียนมีลูกชายถึงสามคน ทว่าเขามักเป็นกังวลอยู่บ่อยครั้ง เกี่ยวกับเรื่องที่จะไม่มีผู้สืบทอดกิจการ

ลูกชายคนโต ฉู่ชิงเฟิง ไม่สนใจธุรกิจ เที่ยวเล่นไปวันๆ สนใจแต่งานศิลปะโบราณ ซึ่งเป็นแขนงที่ห่างไกลจากธุรกิจของครอบครัวเหลือเกิน

ลูกชายคนรอง ฉู่เฟยหยา ถูกเขาส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ในรอบหลายปีมานี้ไม่กลับมาให้เห็นหน้าในงานเลี้ยงของตระกูลแม้แต่ครั้งเดียว แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการสืบทอดธุรกิจของตระกูล

ส่วน ฉู่ชิงหยาง ลูกชายคนเล็กซึ่งเป็นลูกหลงของเขานั้น ฉลาดเฉลียว น่ารัก แสนซน แต่น่าเสียดายที่อายุยังน้อยเกินไป ปีนี้เพิ่งจะขึ้นม.2 เท่านั้นเอง 

ไม่นานมานี้ ผู้เชี่ยวชาญที่เรียกตัวเองว่า ‘นักวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับชาติ’ ได้คาดการณ์ไว้ในนิตยสารฉบับหนึ่งว่า หากไม่มีกลยุทธ์ที่ดีมาคอยรับมือ ไม่เกินสามปี ตระกูลฉู่จะต้องล่มสลาย

นี่เป็นเรื่องที่ฉู่เซี่ยงเทียนจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นแน่นอน

เขาจึงเรียกตัวฉู่เฟยหยา ลูกชายคนรองกลับมา

“เฟยหยาจากบ้านไปนานมากแล้วจริงๆ” ฉู่เซี่ยงเทียนเดินกำไม้เท้า ค่อยๆ ก้าวไปอย่างเชื่องช้า จนไปถึงริมหน้าต่างของห้องหนังสือ มองดูชายชุดดำที่กำลังเดินเข้ามาในคฤหาสน์ตามหลังคนใช้พลางเอ่ยเสียงทุ้ม “เพ่ยเหวิน ชิงเฟิง และชิงหยาง ควรกลับใจได้แล้ว ถือโอกาสที่เฟยหยากลับมา ก็ให้ชิงเฟิงไปเรียนรู้งานพร้อมเฟยหยาเลยแล้วกัน”

หญิงวัยกลางคนในชุดกี่เพ้าขนสัตว์แบบประยุกต์นั่งอยู่บนโซฟา นิ้วเรียวบิดผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น หากแต่รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่ลดลง “ดีค่ะคุณ เฟยหยากลับมาแล้ว ชิงเฟิงกับชิงหยางต้องดีใจมากแน่ๆ ตอนเด็กๆ ชิงหยางติดเฟยหยาแจเลย แต่ว่า...เด็กคนนี้นี่จริงๆ เล้ย! ไปอยู่เมืองนอกหลายปี โทรศัพท์กลับมาบ้านก็นับครั้งได้ ไม่คิดถึงคนที่บ้านบ้างเลยนะ”

ฉู่เซี่ยงเทียนหันกลับไปมองภรรยาของตน รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นทันใด ทว่ากลับทำให้อุณหภูมิในห้องหนังสือลดฮวบลง

“บ้านนี้ยังมีใครให้เขาคิดถึงอีกล่ะ”

ผ้าเช็ดหน้าปักลายอย่างประณีต ร่วงลงพื้นอย่างแผ่วเบา

ขณะนั้นเอง ประตูห้องหนังสือถูกเคาะเบาๆ ก่อนจะตามด้วยเสียงทุ้มต่ำของพ่อบ้าน

“คุณท่านครับ นายหญิงครับ คุณชายเฟยหยาและคุณชายจ่านกลับมาแล้วครับ”

“รู้แล้ว จะไปเดี๋ยวนี้ละ” สตรีผู้ราวกับถูกปลุกจากความฝัน รีบก้มลงเก็บผ้าเช็ดหน้า ก่อนจะยืนขึ้นพลางก้มหน้าจัดกระดุมให้เข้าที่ แล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติ “เซี่ยงเทียน เรารีบลงไปดูเฟยหยากันเถอะ”

 “ไปสิ” สายตาของฉู่เซี่ยงเทียนผละออกจากใบหน้าเธอ ก่อนจะเดินอย่างเชื่องช้าโดยไม่ให้เธอช่วยประคอง เขาจับไม้เท้าเดินออกไปตัวคนเดียวด้วยท่าทีสง่างาม

“แม่ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ฉู่ชิงเฟิง ลูกชายคนโตแห่งตระกูลฉู่เดินลงมาจากชั้นสาม มองเห็นแม่ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่หน้าประตูห้องหนังสือ จึงเดินเข้าไปกอดไหล่เธออย่างออดอ้อน “แม่ครับ ช่วงนี้งานประมูลมีของดีมาอีกแล้ว คืนพรุ่งนี้ผมพาไปดูดีไหม ได้ยินมาว่ามีปิ่นปักผมสมัยราชวงศ์ถัง เข้ากับชุดกี่เพ้านี้พอดีเลย”

“แหม ทำไมครั้งนี้ถึงจะพาแม่ไปดูของด้วยล่ะ” ผู้เป็นแม่หันข้างไปมองลูกชายด้วยใบหน้าแต้มรอยยิ้มเด่นชัด “บอกมาเถอะ อยากขออะไรแม่อีก”

“ที่ไหนกันล่ะครับ ใกล้ถึงวันเกิดแม่แล้วไม่ใช่เหรอ”

“ลูกคนนี้ จำได้ด้วยเหรอ...”

“จำได้สิครับ” ฉู่ชิงเฟิงยิ้มเห็นฟัน เป็นรอยยิ้มที่เหมือนของหญิงคนนั้นไม่มีผิด “แม่ครับ ฉู่เฟยหยากลับมาแล้วจริงๆ เหรอ”

“อื้ม” ใบหน้าสวยสง่าพลันซีดลง “จำไว้ว่าต้องเรียก ‘น้องรอง’ อย่าเรียกชื่อเต็มเขาแบบนั้น เดี๋ยวพ่อแกก็มาบ่นแม่อีก”

“ชิ! น้องรองของผม...น้องรองของผมไม่ใช่ชิงหยางเหรอ แม่ว่าพ่อเรียกเขากลับมาในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ทำไมเหรอครับ”

“ทำไมน่ะเหรอ ใครจะรู้ว่าพ่อแกคิดอะไรอยู่ เรารีบลงไปกันเถอะ ครั้งนี้คุณชายเล็กตระกูลจ่านก็ตามน้องรองแกมาด้วย ถ้าไปช้ากว่า เดี๋ยวมีคนมาว่าเราไม่มีมารยาทได้”

“ชูหยางก็กลับมาด้วยเหรอ หลายปีมานี้ผมคิดถึงเขามากเลยนะ”

“แกนี่นะ...ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย ดูก่อนว่าเขาคิดถึงแกบ้างหรือเปล่า” ใบหน้าของผู้เป็นแม่ปรากฏรอยยิ้มขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้ผ้าเช็ดหน้าที่เคยถือไว้ ไม่รู้หล่นหายไปไหนแล้ว

คนในครอบครัวรับประทานอาหารกันพร้อมหน้า ทว่าบรรยากาศกลับไม่คึกคักดังที่ควรจะเป็น

ฉู่เฟยหยาตั้งใจกินอาหารอย่างสงบเงียบ ในขณะเดียวกันผู้มีนามแฝงว่า ‘ไม่ไว้ใจฉู่เฟยหยา’  หรือก็คือจ่านชูหยางที่ตามมากินอาหารด้วยนั้น กำลังถูกฉู่ชิงเฟิงถามนู่นถามนี่ไม่หยุด รบกวนการกินอาหารของเขาอย่างหนัก เจ้าตัวจึงนึกเสียใจว่าคงไม่ได้กินอาหารมื้อนี้อย่างสบายใจจริงๆ สินะ

ยังมีอีกหนึ่งรายที่ไม่สบายใจเหมือนเขา นั่นคือหลินเฟิงที่วิ่งวนอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลฉู่อยู่ค่อนวัน ตอนนี้ยืนอยู่บนก้อนหิน ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะเกาะขอบหน้าต่าง

“เหมียว ฮือๆ...” น้ำเสียงนี้ฟังดูเศร้าจับใจ

แมวเหมียวที่เหมือนกำลังสวมถุงมือสีขาว ใช้อุ้งเท้าเกาหูตัวเองอย่างแรง รู้สึกหงอยอยู่หน่อยๆ พลางมองไปยังหน้าต่างบานสูงลิ่วด้วยความสิ้นหวัง

มันยืนด้วยขาหลังสองข้าง ก่อนจะใช้ขาหน้าวัดรอบเอวตัวเองคร่าวๆ

QAQ นี่มันอะไรกัน เอวหนาชะมัด...

เจ้าเหมียวนั่งลงอย่างห่อเหี่ยว จากนั้นนั่งหลับตาพลางระลึกว่าวันนี้กินไปทั้งหมดกี่แคลอรีกันนะ

ก็ได้ ยอมรับก็ได้ว่าสองปีมานี้เราปล่อยตัวเองจริงๆ นั่นแหละ เสียใจอย่างสุดซึ้ง

ตอนที่ถูกชายหนุ่มช่วยไว้ เขากำลังตกใจอยู่ สมองว้าวุ่นจนไม่อาจจำหน้าตาของผู้มีพระคุณได้ ทว่าจำกลิ่นเฉพาะของหนุ่มคนนั้นได้จากสัญชาตญาณ

หลินเฟิงตามกลิ่นนี้มาจนถึงทางด่วน ระหว่างทางได้สอบถามแมวเจ้าถิ่นมากมาย และตามคาด หลายหัว(แมว)ดีกว่าหัวเดียว เมื่อรวมพลังสมองกันแล้ว ย่อมไม่มีอุปสรรคไหนขวางกั้นได้ ภายใต้ความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของแมวทุกตัว ในที่สุดหลินเฟิงก็มาถึงคฤหาสน์ตระกูลฉู่อันไกลโพ้นได้สำเร็จ แต่ตอนนี้กลับยังไม่สามารถกระโดดขึ้นหน้าต่างได้ จึงเกาะกระจกแอบดูว่าผู้มีพระคุณอยู่ในบ้านหลังใหญ่แห่งนี้จริงหรือเปล่า

ตอนนี้เขาได้กลิ่นหอมๆ ลอยมา “เหมียว” นี่มันสเต๊กเนื้อสันนอกใช่ไหม

ตอนอยู่ในเผ่าแมว แต่ละวันหลินเฟิงกินได้แค่ปลา หลังจากมาอยู่โลกมนุษย์ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ขึ้นไม่น้อย

แมวส่วนใหญ่ที่มาถึงโลกมนุษย์มักไม่ชินกับสภาพดินฟ้าอากาศ แต่หลินเฟิงไม่เป็นเช่นนั้นเลย กินอาหารได้เยอะทุกมื้อ ภาวะเจริญอาหารมีมากกว่าอยู่ที่โลกชนเผ่าตัวเองเสียอีก

“เหมียวๆ~” หลินเฟิงลูบท้อง พลางเกลือกกลิ้งไปมาอยู่บนพื้นหญ้า

บุญคุณนั้นให้ไม่ยาก แต่ไม่ง่ายนักที่จะทดแทน

เขาช่วยชีวิตเราไว้ ก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต

แต่ว่าตอนนี้แค่ควบคุมไม่ให้ท้องร้องก็ยังยากเลย

แมวเหมียวนอนคว่ำลงเงียบๆ เหมือนกำลังใช้ความคิด ในเวลานั้นเอง ประตูใหญ่ของบ้านตระกูลฉู่เปิดออก ฉู่เฟยหยากับจ่านชูหยางเดินมาด้วยกัน ก่อนจะหันกลับไปเอ่ยลาฉู่เซี่ยงเทียน

ความสนใจของหลินเฟิงไม่ได้อยู่ที่กล่องใส่อาหารในมือจ่านชูหยาง แต่กลับเป็นตัวฉู่เฟยหยาที่ยืนอยู่ข้างกัน โอกาสเช่นนี้หาได้ยากเหลือเกิน

หลินเฟิงอดนึกชมตัวเองไม่ได้!

ในที่สุดเราก็ทำอะไรเข้าท่าเข้าทางบ้างแล้ว!

“เหมียวๆ~” ผู้มีพระคุณ อย่าเพิ่งไปไหนนะ

แมวเหมียวม้วนตัวลุกขึ้นจากพื้น ไม่ทันได้ปัดหญ้าบนตัวออก ก็พุ่งเข้าไปอยู่ใกล้ฉู่เฟยหยามากกว่าเดิม

แต่ตอนนี้ยังทดแทนบุญคุณไม่ได้

ดูเหมือนว่าผู้มีพระคุณจะปลอดภัยดี ยังไม่มีอะไรให้ต้องช่วยเหลือ

“งือ เหมียว...” มันร้องแผ่วเบาก่อนจะนั่งยองๆ ลงไป หดร่างเล็กๆ ของตัวเองอยู่หลังกอหญ้า ชะเง้อมองฉู่เฟยหยาที่เดินขึ้นรถไปกับจ่านชูหยาง และเห็นเขาปฏิเสธฉู่เซี่ยงเทียนที่ชวนค้างคืนด้วยความหวังดี

ในที่สุดกระจกรถก็ปิดลง ตัดขาดคนข้างในออกจากอีกสองสามคนที่ยืนอยู่นอกรถ และแมวอีกหนึ่งตัว

กฎข้อที่หนึ่งของชนเผ่าแมว : ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร ก็ห้ามยอมแพ้ง่ายๆ!

หลินเฟิงหรี่ตาสีทองของตนลง ก่อนจะ...ลุย!

มันตัดสินใจจะตามขึ้นไปบนรถ

ขอแค่มองเห็นผู้มีพระคุณ ก็ไม่ห่วงว่าจะไม่มีโอกาสทดแทนบุญคุณแล้ว

ทว่าตอนนี้ประตูรถปิดสนิท

หลินเฟิงยกหัวกลมๆ ขึ้นพลางคิด—แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่!

เราวิ่งตามรถไปก็ได้นี่

สิบนาทีให้หลัง 

           “เหมียว~” แมวเหมียวในสภาพไร้เรี่ยวแรง กางกรงเล็บเกาะร่องล้อรถที่กำลังติดไฟแดงอยู่

ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่

หาวิธีกระโดดขึ้นหลังคารถดีกว่า ไม่ได้ออกกำลังกายนานแล้ว ไม่มีแรงเลย

หลินเฟิงใช้กระโปรงรถเป็นฐานรอง จากนั้นกระโดดสองสามครั้ง จึงขึ้นไปอยู่บนหลังคารถได้

ตุบ!

นี่เราอ้วนมากแล้วจริงๆ นะ ก่อนหน้านี้ทั้งร่างไม่มีไขมันกระเพื่อมเลย ตอนนี้แค่ขยับนิดหน่อย ไขมันทั้งร่างก็สั่นไหวเป็นลอนคลื่นจนน่าหงุดหงิด

แต่ต้องขอบคุณฟ้าดิน เพราะนี่คือรถแบบอ๊อฟโร้ด บนหลังคามีกระเป๋าเดินทางอยู่ หลินเฟิงกางกรงเล็บเกาะได้พอดี ไม่ต้องกลัวว่าจะปลิวตกลงไปตอนรถวิ่งแล้ว

หลินเฟิงยืดขาบิดขี้เกียจ ก่อนจะจามไม่หยุด พลางคิดว่า ทำไมรถคันนี้ถึงยังไม่ออกไปสักทีนะ หรือสัญญาณจราจรเสียเหรอ

สุดท้ายเขาเงยหน้าขึ้น สบตาเข้ากับชายหนุ่มที่กำลังยืนเกาะประตูรถพอดิบพอดี

คนหนึ่งคนกับแมวหนึ่งตัว ดวงตาสอดประสานกันโดยไร้สุ้มเสียง

ตาสีทองของแมวเหมียวส่องประกาย มันได้เปรียบเมื่ออยู่ในเวลาค่ำคืน ราวกับเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ส่วนตาสีดำลึกล้ำของฉู่เฟยหยากลับดูกลืนไปกับความมืดมิดยามราตรี

ณ ขณะนี้คนและแมวต่างมองกันได้ไม่ชัดเจน หลินเฟิงถึงกับเคลิ้มไป หลังจากนั้นเขาถูกชายหนุ่มใช้มืออันทรงพลังอุ้มลงจากหลังคารถ ดันก้นและอุ้งเท้าแมวเบาๆ ก่อนจะวางไว้ข้างถนน...

แล้วก็ขับรถออกไป

หลินเฟิง “...”

QAQ แค่จะขอขึ้นรถไปด้วย มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ

 

ฉากพิเศษ 

 

หลินเฟิง          : ลุงหยา ทำไมไม่โอบเอวผมล่ะ

ฉู่เฟยหยา       : เอวนายอยู่ตรงไหนอะ หาไม่เจอ

หลินเฟิง          : ...

 

 

.... 

ติดตามอ่านตอนต่อไป 

#แฟนลุงเป็นมนุษย์แมวเหมียว 

.... 

ความคิดเห็น