ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กินกับเธอมื้อไหนก็อร่อย ตอนที่ 1/1

ชื่อตอน : กินกับเธอมื้อไหนก็อร่อย ตอนที่ 1/1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 70

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2563 09:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กินกับเธอมื้อไหนก็อร่อย ตอนที่ 1/1
แบบอักษร

กินกับเธอมื้อไหนก็อร่อย 

ซุ่ยหยิน (Mercury) : เขียน, ตูมหอม : แปล, illust : Leila 

เล่มเดียวจบ , มีจำหน่ายรูปแบบ E-book 

 

 

 

ตอนที่ 1/1 

[ต้นฉบับยังไม่ผ่านการพิสูจน์อักษร จึงอาจมีคำผิดปรากฏอยู่บ้าง] 

 

 

 

“ผมอยากเลี้ยงข้าวคุณครับ! อ๊ะ ไม่ได้สิ...เสียมารยาท ผมหมายถึง คุณสนใจจะทำงานในตำแหน่ง ‘เพื่อนทานอาหาร’ ไหมครับ” 

ถ้าจู่ๆ มีใครมาถามเช่นนี้ คุณว่าปฏิกิริยาของคนทั่วไปจะเป็นอย่างไร  

คงนึกว่า เจอพวกหลอกลวงต้มตุ๋นเข้าแล้วสิ ในโลกนี้จะมีงานสบายๆ แบบนี้ที่ไหนกัน  

ปฏิกิริยาแรกของเซี่ยฝานเทียนเมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้ก็คือ เผ่นดีกว่า! 

* * * * * 

เซี่ยฝานเทียนเป็นนักเขียนพาร์ทไทม์ของนิตยสารอาหารฉบับหนึ่ง ช่วงเช้าวันนี้ เมื่อเขาเข้าออฟฟิศก็พบจดหมายเลิกจ้างวางอยู่บนโต๊ะทำงาน ใช่ว่าเขาทำผิดกฎระเบียบอะไรของบริษัท แต่เพราะสำนักพิมพ์ต้องการปรับโครงสร้างการบริหารภายในเพื่อให้สอดรับกับช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ดตามปกติก็เท่านั้น จึงต้องเชิญพนักงานที่เห็นว่าไม่ค่อยมีประโยชน์มากนักเช่นเขาออกอย่างไม่มีทางเลือก 

แม้จะได้รับเงินชดเชยการเลิกจ้างให้สองเดือน แต่มาแจ้งกะทันหันเช่นนี้ แน่นอนว่าเขาย่อมหางานใหม่ไม่ทันแน่ๆ

ปัจจุบันนี้งานก็แสนจะหายาก สำหรับคนที่ถูกเลิกจ้างงานทั้งๆ ที่มีภาระทั้งผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และเลี้ยงดูครอบครัว ช่างเป็นเรื่องน่าปวดหัวยิ่งนัก      

โชคดีที่เขาโดนเทจากผู้ชายที่เขาเคยเลี้ยงดูปูเสื่อไว้ก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุว่าเขาไม่เอาไหน ก็เลยประหยัดค่าใช้จ่ายบางส่วนไปได้บ้าง แม้บาดแผลทางใจจะยังไม่หายสนิท แต่ก็ถือว่าสามารถลดภาระเรื่องปากท้องไปได้ในสภาวการณ์เช่นนี้    

เมื่อนึกขึ้นได้ว่าช่วงที่ยังไม่มีงานใหม่ทำนั้นต้องประหยัดแบบรัดเข็มขัดก็ยิ่งเครียด ช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่เขาผ่านร้านอาหารญี่ปุ่นหรูหราและอร่อยเลื่องชื่อร้านหนึ่ง เมื่อตรึกตรองสักพักแล้ว ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านเพื่อผ่อนคลายอาการจิตตกด้วยอาหารอร่อย 

ไม่ว่าเกิดปัญหาอะไรในชีวิตก็ตาม เรื่องกินต้องมาก่อน เขาติดนิสัยฉลองด้วยการกินเมื่อเจอเรื่องน่ายินดี หรือปลอบใจตัวเองด้วยการกินอีกเมื่อเจอเรื่องแย่ๆ เพราะเขาถือคติว่า ‘การให้รางวัลชีวิตด้วยอาหารอร่อยทำให้ไม่เสียชาติเกิด’                    

เวลานี้เลยช่วงอาหารกลางวันมาแล้ว ภายในร้านจึงมีลูกค้าเหลืออยู่บางตา ไม่คึกคักนัก เขาเลือกนั่งโต๊ะที่อยู่ลับตาผู้คน หลังจากกวาดสายตาไปที่เมนูอาหารก็สั่งปลาดิบและเซตปลาซาบะย่างกับพนักงานรับออร์เดอร์

สักครู่หนึ่ง อาหารที่สั่งก็มาเสิร์ฟบนโต๊ะ ปลาซาบะนั้นย่างได้หนังเกรียมพอดี เนื้อปลาสดฉ่ำ ส่วนปลาแซลม่อนสดกับข้าวสวยเม็ดขาวๆ ช่างชวนให้เซี่ยฝานเทียนน้ำลายสอ เขารีบนำตะเกียบที่พกติดตัวเป็นประจำออกจากกระเป๋า ยกถ้วยข้าวขึ้นอย่างตื้นตัน แล้วก็ลุยคีบปลาซาบะย่างที่ยังมีไอความร้อนลอยฟุ้งอย่างไม่รีรอ               

เมื่อคีบหนังที่กรอบเกรียมออก น้ำมันที่ไหลเยิ้มออกจากตัวปลาช่างทำให้หัวใจของเซี่ยฝานเทียนเต้นแรงขึ้น ตึกตัก! ตึกตัก! ตื่นเต้นที่จะได้สัมผัสรสสวรรค์ คีบเนื้อปลาใส่ปาก ต่อด้วยหัวไช้เท้าบด แล้วก็ข้าวเปล่า รสชาติแห่งความอร่อยนั้นทำให้เขาลืมความเจ็บปวดจากอาการอกหักและอาการจิตตกที่ถูกเลิกจ้างไปจนหมดสิ้น      

รอยยิ้มแห่งความสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้า ข้าวและปลาถูกคีบใส่ปากคำต่อคำอย่างเพลิดเพลิน ความสดอร่อยของปลาแซลม่อนที่ให้ความรู้สึกเหมือนละลายในปาก ยิ่งทำให้เซี่ยฝานเทียนรู้สึกว่า แม้ราคาอาหารจะแพงไปสักนิด แต่ก็คุ้มค่าเงินเป็นที่สุด        

เขาจดจ่อกับการกินมากเกินไป กระทั่งน้ำซุปมิโซะหยดสุดท้ายไหลเข้าปาก จึงไม่ทันสังเกตว่ามีคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลาขณะเขากำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย      

เมื่อกินอิ่มแล้วก็ลูบท้องที่อิ่มแปล้เบาๆ จากนั้นถือกระเป๋าเดินไปยังเคาน์เตอร์เช็กบิล แต่แคชเชียร์กลับแจ้งเขาว่ามีคนจ่ายค่าอาหารให้เขาเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งขอให้เขาไปพบที่โซนห้องส่วนตัวอีกด้วย    

ด้วยความสงสัยจึงเดินตามพนักงานสาวเข้าไปถึงโซนห้องส่วนตัวที่อยู่หลังร้าน เพราะเขาก็ต้องการจะพบคนคนนั้นเพื่อขอบคุณเช่นกัน ไม่ว่าเลี้ยงข้าวเขาด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่เขาจะกินฟรีๆ แล้วจากไปแบบไม่รู้บุญคุณไม่ได้เด็ดขาด เพราะดูเป็นการเอาเปรียบ ซึ่งคนอย่างเซี่ยฝานเทียนทำไม่ลงแน่นอน      

เมื่อเข้าไปในห้อง คนที่นั่งรอเขาอยู่อายุราวห้าสิบเศษ ลักษณะท่าทางเหมือนผู้ดีอังกฤษที่หลุดออกจากสวนสไตล์อังกฤษอย่างไรอย่างนั้น รอยยิ้มสุภาพบุรุษที่ดูจริงจังและเปี่ยมด้วยความมีน้ำใจ ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง     

“งั้น…ผมจะไม่พูดอ้อมค้อมแล้วกันนะ”

บุรุษผู้นั้นพ่นประโยคที่เหลือเชื่อออกมาตั้งแต่เริ่มต้นสนทนา

“รายละเอียดของงานก็ง่ายนิดเดียว แค่เป็นเพื่อนคนคนหนึ่งทานอาหารวันละสามมื้อเท่านั้น ส่วนเรื่องเงินเดือนสามารถคุยกันได้ นอกเหนือจากมื้ออาหารก็เป็นเวลาส่วนตัวของคุณ”  

“แบบนี้...”

แปลกเหลือเกิน มีงานแบบนี้ด้วยหรือ ฟังดูเหมือนพวกหลอกลวงต้มตุ๋นอะไรทำนองนั้น! 

“คุณไม่ต้องตอบตกลงตอนนี้ กลับไปคิดให้ดีก่อนก็ได้ นี่นามบัตรผม ถ้าคุณสนใจ ติดต่อผมได้ทุกเวลา”

บุรุษผู้อาวุโสกว่าเอานามบัตรยัดใส่มือโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ แล้วก็ส่งยิ้มให้จนเซี่ยฝานเทียนเดินออกจากห้องไป          

เซี่ยฝานเทียนเก็บนามบัตรไว้ในกระเป๋าสตางค์ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็ลืมเรื่องทั้งหมดไปอย่างรวดเร็ว

* * * * * 

 

สามสัปดาห์ผ่านไป ช่วงบ่ายวันหนึ่งที่ร้อนอบอ้าวสุดๆ ขณะที่เซี่ยฝานเทียนกำลังนอนกลางวันเพลินๆ หลังกลับจากไปตระเวนสมัครงาน ก็ต้องสะดุ้งตื่นจากเสียงดังสนั่นของกริ่งประตูบ้าน

เขาตื่นขึ้นมาในสภาพผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เดินสะลึมสะลือไปเปิดประตูอย่างหงุดหงิด แล้วเขาก็เห็นผู้ชายหลายคนในชุดสูทสีดำกำลังยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ที่หน้าประตูบ้าน

“สวัสดีครับ พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่จากธนาคารฟงเซิ่ง บ้านหลังนี้ถูกยึดแล้ว เพราะคุณเซี่ยฟ่งเย่ไม่สามารถชำระเงินกู้จากการนำบ้านไปจำนองกับธนาคารตรงตามกำหนดเวลาได้ หลังจากทั้งสองฝ่ายได้ทำข้อตกลงร่วมกัน คุณเซี่ยยินยอมให้ธนาคารยึดบ้านหลังนี้ พวกเราจึงมาปิดป้ายขายบ้านตามหน้าที่ครับ”          

 “อะไรนะ! ผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย”

โธ่เอ๊ยพ่อ! ภาระผ่อนบ้านก็เขาทั้งนั้น ผ่อนส่งไม่เคยล่าช้าสักงวด แถมงวดสุดท้ายก็เพิ่งผ่อนหมดไปไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำไมจู่ๆ บ้านกลับถูกธนาคารยึดซะแล้วเนี่ย    

เซี่ยฝานเทียนตาเบิกโพลงขึ้นมาทันที เขาไม่รอช้า รีบถามข้อมูลอย่างละเอียด  

“คุณเซี่ยนำบ้านหลังนี้ไปจำนองเพื่อกู้สินเชื่อกับธนาคาร นี่เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด”

เมื่อรับเอกสารมาพินิจพิเคราะห์แล้ว ก็พบว่าทั้งเอกสารหลักฐานและลายเซ็นเป็นของพ่อไม่ผิดเพี้ยน

“ส่วนรายละเอียดอื่นๆ พวกเราไม่ทราบแน่ชัด เรามาประเมินราคาบ้านตามหน้าที่เท่านั้น กรุณาหลีกทางให้พวกเราเข้าไปในบ้านด้วยครับ เราจะได้จัดการสำรวจประเมินราคาโดยเร็ว”     

 “พ่อนะพ่อ!”

เขาหลีกทางให้เจ้าหน้าที่ธนาคารเข้าไปในบ้านโดยสะดวก เพราะรู้ดีว่าขวางทางไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้โทร.ถามพ่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนเลยดีกว่า   

เขาหยิบโทรศัพท์มือถือแล้วเดินออกมานอกบ้านเพื่อโทร.หาพ่อ แต่ปลายสายกลับไม่ว่าง และไม่ว่าจะโทร.หากี่ครั้งก็ไม่มีใครรับสาย เซี่ยฝานเทียนโมโหสุดขีด เผลอลั่นวาจา

“ไอ้พ่อเฮงซวย!”

เขาเดือดจัดจนคิดจะเขวี้ยงมือถือทิ้ง แต่ตั้งสติได้ก่อน เพราะฉุกคิดขึ้นมาว่า หากมือถือพังก็ต้องเสียเงินซื้อใหม่ ไม่คุ้มที่จะทำอย่างนั้น 

เขาได้แต่กระทืบเท้าเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป คาดเดาได้ว่าตอนนี้พ่อของเขาคงหนีหนี้หายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว

พ่อของเขาไม่ค่อยสนใจดูแลครอบครัว มักหายหน้าหายตาไม่กลับบ้านเป็นครึ่งเดือนอยู่บ่อยๆ  เขาเคยชินกับนิสัยเหลวไหลของพ่อมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็คาดไม่ถึงว่าการกระทำของพ่อจะทำให้เขาซวยหนักถึงขั้นนี้      

บ้านถูกยึดไปแล้ว จากนี้เขาจะไปซุกหัวนอนที่ไหนล่ะ บ้านหลังนี้เขารับภาระผ่อนมาเกือบสิบปี เขาจึงมีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้เช่นเดียวกัน จำนองบ้านเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมไม่บอกกันสักคำ คิดจะเอาไปจำนองก็ทำซะดื้อๆ  

เจ้าหน้าที่ธนาคารเดินออกจากบ้านหลังสำรวจประเมินราคาเสร็จอย่างรวดเร็ว

“นี่เป็นเอกสารแจ้งย้ายออก กรุณาขนของออกล่วงหน้าหนึ่งเดือน ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะครับ”

เมื่อกลับเข้ามาในห้อง เขาก็นั่งเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ และพยายามโทร.หาพ่อหลายครั้ง แต่ไม่รับสาย สุดท้ายก็แน่ใจว่าพ่อปิดมือถือหนีไปแล้ว  

“น่ารังเกียจ!”

กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ เฮงซวยชะมัด!

มัวแต่โมโหก็ไม่เกิดประโยชน์ ไหนๆ บ้านก็ถูกยึดไปแล้ว มีทางเลือกเดียวคือซื้อกลับคืนมาให้ได้ เขาถอนหายใจ อดคิดไม่ได้ว่าตัวเองช่างดวงซวยที่มีพ่อขาดความรับผิดชอบขนาดนี้    

เป็นไปไม่ได้ที่จะย้ายออกภายในหนึ่งเดือน ก่อนจะโดนเท คนรักเก่าของเขาได้ถลุงเงินออมของเขาจนหมด ส่วนเงินเดือนกว่าครึ่งก็หมดไปกับค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และค่าประกันภัย ที่เหลืออยู่ก็เป็นค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แม้แต่คิดเช่าบ้านก็ยังจะไม่มีเงินมัดจำค่าเช่าแล้วตอนนี้ 

เมื่อย้อนนึกถึงแฟนเก่า ตอนที่คบกัน ไอ้หมอนั่นยืมเงินเขาเป็นว่าเล่น รวมๆ แล้วก็ปาเข้าไปหลายหมื่นดอลลาร์ ถ้าอีกฝ่ายเห็นแก่ความรักในอดีตยินดีคืนเงินให้ บางทีเขาอาจก้าวข้ามสถานการณ์ที่ย่ำแย่ได้โดยไม่ต้องไปเป็นหมาข้างถนน    

ว่าแล้วเขาก็ตัดสินใจไปหาแฟนเก่า

ตอนเลิกกัน ไอ้หมอนั่นพูดตัดขาดอย่างไม่มีเยื่อใย คิดว่าถ้าโทร.ไปคงไม่รับสายแน่ ก่อนออกจากบ้าน เขาส่งข้อความแจ้งล่วงหน้าถึงสภาพที่เขากำลังเผชิญอยู่ เผื่อจะได้รับความเห็นใจ

 ไม่คาดคิดว่าพอไปถึง มันกลับไม่อยู่บ้านเสียนี่ น่าจะเป็นอย่างนั้นตามนิสัยปกติของมัน ไม่แน่ว่ามันอาจหนีไปแล้วก็ได้

แม้จะหมดหนทาง แต่เมื่อเลิกกันแล้วก็ไม่ควรลดศักดิ์ศรีไปทวงเงินคืนจากแฟนเก่า ไอ้หมอนั่นก็ไม่ใช่คนรักที่เข้าอกเข้าใจเขาสักนิด อย่าคาดหวังเลยว่ามันจะเป็นห่วง     

ขากลับ เขาอยากจะซื้อหนังสือพิมพ์สักฉบับเผื่อมีโชคเจองานดีๆ มีที่อยู่ที่กินฟรีได้ งานที่สมัครไปช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมาก็ไร้วี่แววว่าจะติดต่อกลับ หางานก็แบบนี้แหละ ต้องลองสมัครไปเรื่อยๆ จึงจะมีโอกาส   

ครั้นเปิดกระเป๋าสตางค์ออกมาก็เหลือบไปเห็นนามบัตรสีดำที่พิมพ์ตัวอักษรชื่อ เซินเปิ่นฉี ตัวเบ้อเริ่มด้วยสีทองอย่างประณีต ทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อสามสัปดาห์ก่อน  

ในโลกนี้ มีงานประเภทให้กินอาหารฟรี แถมยังได้เงินอีกด้วย จริงๆ หรือ

คิดกลับไปกลับมาหลายตลบ เขาก็ยังรู้สึกแปลกๆ เหมือนเดิม 

ช่วงนี้ในไต้หวันเกิดคดีหลอกลวงต้มตุ๋นด้วยสารพัดวิธีไม่เว้นแต่ละวัน ไม่แน่ว่าพอไปแล้วอาจโดนหลอกก็ได้ ตอนนี้ก็จนกรอบแทบหมดเนื้อหมดตัวอยู่แล้ว ไม่เหลือเงินไว้ให้ใครมาปอกลอกอีกแล้ว แม้ไม่มีทีท่าจะสนใจงานนี้แม้แต่น้อย แต่ยังไม่คิดจะโยนนามบัตรทิ้งไป กลับเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์อย่างดีซะอีก

ช่วงชีวิตหลังจากนั้นก็แวะไปหาเพื่อนเพื่อยืมเงินบ้าง ลองสมัครงานใหม่ดูบ้าง เคยได้ยินว่าดวงของคนเรามีขึ้นมีลง พักนี้ดวงเขาคงตกจึงซวยเป็นพิเศษ ยืมเงินใครก็ไม่สำเร็จ แถมงานก็ยังหาไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังหกล้มขาหักอีก ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ เล้ย!     

ต้องพักฟื้นรอให้ขยับตัวได้มากกว่านี้ก่อน เรื่องย้ายบ้านก็กระชั้นเข้ามา ในยามอับจนหนทาง เขาจึงลองโทร.ไปหาผู้ชายที่ชื่อเซินเปิ่นฉีด้วยความหวังอันริบหรี่      

เสียงในสายดัง ตู๊ด! ตู๊ด! ทำให้ใจเขาเต้นรัวผิดปกติ แม้จะตื่นเต้นแค่ไหน แต่ท้องที่หิวโซของเขาก็เอาชนะสมองไปได้ชั่วขณะ

อีกฝ่ายรับสายอย่างรวดเร็ว

เซินเปิ่นฉีรับสายด้วยอาการดีใจอย่างปิดไม่มิด ทั้งสองนัดสัมภาษณ์งานกันช่วงบ่ายสองที่สวนดอกไม้จาวรื่อ

เขายัดขนมปังเข้าปากอย่างเร่งรีบ รู้สึกราวกับว่าไม่ได้ลิ้มรสชาติของอาหารมานานมากแล้ว ไม่ว่างานนี้จะให้เขาทำอะไร เพียงแค่ไม่ใช่งานที่ผิดกฎหมายและมีอาหารให้กิน เขาก็เตรียมจะพยักหน้ารับแน่นอน    

เมื่อมาถึงสถานที่นัดหมาย ขณะยืนอยู่หน้าคฤหาสน์หรูหลังใหญ่สไตล์อังกฤษที่อลังการจนน่าตกตะลึง เขาก็เกิดกังวลขึ้นมาว่าน่าจะมาผิดบ้านเพราะจดที่อยู่ผิด เนื่องจากป้ายชื่อบ้านพื้นเป็นสีดำซึ่งเขียนตัวอักษรสีเงินที่แขวนอยู่เหนือเสาข้างประตูสไตล์ยุโรปกลับปรากฏชื่อเพียงสองตัวคือ ชิวหยวน ซึ่งไม่ใช่ชื่อของคนที่เขากำลังจะมาพบ จึงอยากโทร.เช็กเพื่อความแน่ใจ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ามือถือถูกระงับการโทร.เพราะค้างชำระค่าบริการ

ขณะที่กำลังสับสนอยู่ว่าจะกลับดีหรือไม่นั้น ก็ปรากฏว่ามีหญิงสาววัยกลางคนในชุดเมดออกมาเปิดประตูต้อนรับ 

“คุณเซี่ยใช่ไหมคะ” 

“ฮะ!? ใช่ครับ”

ทันใดนั้นก็รู้สึกโล่งอกที่ไม่ได้มาผิดบ้าน จากนั้นเขาก็ได้รับเชิญให้เข้าไปข้างใน

“คุณเซินเปิ่นรอคุณอยู่ค่ะ เชิญตามดิฉันมา” 

ภายในบ้านตกแต่งอย่างสวยงาม กระเบื้องหินอ่อนสีขาวถูกเช็ดจนสะอาดเงาวับ ไม่ทิ้งฝุ่นให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ที่กระจกหน้าต่างยาวจรดพื้นแขวนม่านยาวสีขาวทุกบาน เสากลมและลวดลายบนเพดานมีให้เห็นทุกหนทุกแห่ง เมื่อเดินทะลุระเบียงทางเดินมาถึงโถงใหญ่ก็พบบันไดทางขึ้นปูด้วยพรมแดงยาวไปถึงชั้นบน ช่างเหมือนฉากในภาพยนตร์อย่างไรอย่างนั้น        

ถึงอย่างไรก็ยังรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะจ้างเขามาเป็นเพื่อนทานอาหารเพียงอย่างเดียว ต่อให้เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้กินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ หรือรวยล้นฟ้าแต่ไม่มีที่ให้ใช้เงิน เรื่องจ้างคนมาเป็นเพื่อนทานอาหารก็เป็นเรื่องเหลือเชื่ออยู่ดี   

ชั่วพริบตาก็เดินมาถึงห้องอาหารที่มีโต๊ะอาหารยาวสีขาวตั้งอยู่ ป้าเมดบอกให้เขารอสักครู่ แล้วก็เดินจากไป สักครู่เมดสาวสองคนในชุดกันเปื้อนสีน้ำเงินก็ยกจานอาหารเดินตรงมา

“คุณคะ ทานอาหารกลางวันหรือยังคะ”

“ยังเลยครับ”

“คุณเซินเปิ่นฉีแจ้งว่าติดธุระสำคัญ ยังปลีกตัวมาพบไม่ได้ หากคุณไม่ติดขัดอะไร ลองชิมอาหารฝีมือเชฟของที่นี่ไปพลางๆ ก่อนนะคะ”

สายตาจ้องเขม็งไปยังข้าว ซุปมิโซะ และออร์เดิฟต่างๆ ที่มีไอร้อนกรุ่นออกมา เซี่ยฝานเทียนลืมตัวกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ เพราะอยากกินมาก ไม่คิดจะปฏิเสธให้เสียเวลา

หลังจากนั่งลงบนเก้าอี้เรียบร้อย สาวรับใช้ก็เสิร์ฟอาหารขึ้นโต๊ะทีละจานๆ มีออร์เดิฟ ซูชิรวม ปลาดิบ ผัดผัก ไข่ตุ๋น ปลาย่าง และกิมจิหลากหลายชนิด แต่ละอย่างที่จัดมาดูกระจุ๋มกระจิ๋มและประณีต ล้วนเป็นอาหารญี่ปุ่นชั้นสูงราคาแพงทั้งสิ้น คนที่คร่ำหวอดอยู่กับนิตยสารอาหารอย่างเขา แม้จะไม่ใช่ตัวแม่แห่งวงการ แต่ก็มองออกไม่พลาดแน่นอน       

ไหนๆ เจ้าของบ้านเต็มใจให้กินแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ อาหารอร่อยนั้นมีไว้เพื่อลิ้มรส นี่คือคติประจำใจอีกข้อของเซี่ยฝานเทียน ต่อให้วันนี้พลาดงานตามที่หวังไว้ก็ตาม เดินทางมาตั้งไกล แค่กินอาหารของพวกเขาฟรีสักมื้อคงไม่เกินเลยไปหรอก ท่าทางเจ้าของบ้านดูจะไม่ใส่ใจกะอีแค่เงินค่าอาหารเล็กๆ น้อยๆ ด้วยซ้ำ       

เมื่อคิดได้ดังนั้น เซี่ยฝานเทียนก็กินอาหารอย่างสบายอารมณ์ เรื่องอื่นๆ เอาไว้ค่อยว่ากัน 

มือหยิบตะเกียบยกขึ้นพนมพร้อมกับเอ่ยคำว่า กินละนะ จากนั้นเขาก็กินอย่างสำราญ 

ท่าจับตะเกียบคีบข้าวแล้วตามด้วยอาหารชนิดต่างๆ ถูกต้องไร้ที่ติ เซี่ยฝานเทียนไม่ทันสังเกตว่ามีชายคนหนึ่งและเซินเปิ่นฉีที่อยู่อีกห้องกำลังจับตามองทุกอิริยาบถในการรับประทานอาหารของเขาผ่านกล้องวงจรปิด  

วิธีใช้ตะเกียบถูกต้อง ในปัจจุบันนี้มีน้อยคนนักที่จะรู้เทคนิคการใช้ตะเกียบสำหรับเขี่ย แยก คีบ คลุก และวางอย่างถูกต้อง อิริยาบถในการรับประทานคล้ายจะปล่อยวางแต่ก็ถูกต้องอย่างน่าประหลาดใจ

เซี่ยฝานเทียนรับประทานอาหารอย่างละเมียดละไม เขาหรี่ตาเพลิดเพลินไปกับอาหารเลิศรสในมื้อนี้ วัตถุดิบต่างๆ ที่พลีชีพมาเป็นอาหารให้เขาคงรู้สึกว่าไม่เสียดายชีวิต          

มื้อนี้ใช้เวลากินอยู่เกือบชั่วโมง จากนั้นสาวใช้ก็เสิร์ฟของหวานขึ้นโต๊ะ รอยยิ้มน้อยๆ แสดงความขอบคุณปรากฏบนใบหน้าของเซี่ยฝานเทียนทันที

“อร่อยมาก ขอบคุณพวกคุณทุกคน และฝากขอบคุณเชฟด้วยนะครับ”

 

#กินกับเธอมื้อไหนก็อร่อย 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว