facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อระฆังวิวาห์ลั่นแบบสายฟ้าฟาด เธอและเขาจึงต้องสวมบทบาทคู่สามีภรรยาจำเป็น

ตอนที่ 47 กู้จิ้งอวี่บอกว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 47 กู้จิ้งอวี่บอกว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ค. 2563 15:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 47 กู้จิ้งอวี่บอกว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน
แบบอักษร

เมื่อกลายเป็นข่าวใหญ่ หลินเช่อก็รู้สึกได้ว่าทุกคนต่างพากันจ้องมองมาที่เธอเมื่อไปถึงกองถ่าย 

เมื่อเห็นหลินเช่อมาถึง ผู้กำกับฟู่ก็รีบร้องเรียกว่า “อา คุณนายกู้มาแล้ว” 

หลินเช่อหัวเสียทันที “คุณนายกู้อะไรกันคะ” 

“ก็กู้จิ้งอวี่เพิ่งยอมรับว่าเธอเป็นภรรยาของเขาไม่ใช่เรอะ งั้นเธอก็ต้องเป็นคุณนายกู้สิ” 

“บ้าบอที่สุด! ไม่อะไรเป็นความจริงเลยจนนิดเดียว กรุณาระวังคำพูดด้วยนะคะ มีนักข่าวอยู่ทั่วไปหมด” 

นักข่าวนั้นอยู่ในทุกที่จริง ถ้าพวกเขาบังเอิญได้ยินคำพูดนี้เข้าละก็ หลินเช่อไม่กล้าคิดเลยว่าพาดหัวข่าวของวันรุ่งขึ้นจะถูกเขียนว่าอย่างไร ทีมงานในกองถ่ายทั้งหมดต่างก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของเธอและกู้จิ้งอวี่แล้วเช่นกัน 

ไม่ว่าเธอจะเพียรแก้ตัวแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์เลยสักนิด 

ผู้กำกับฟู่เชื้อเชิญเธอให้นั่งเก้าอี้ “มาเถอะ มา จะให้คุณนายกู้นั่งเก้าอี้ตัวเล็กอย่างนี้ได้ยังไง นี่มันสำหรับพวกนักแสดงท้ายแถว เราควรเตรียมเก้าอี้ที่เหมาะสมเอาไว้ให้เธอสิ มาเถอะ มานั่งตรงนี้ นี่เก้าอี้ของเธอ” 

หลินเช่อนึกอยากจะชกหน้าเขาเป็นกำลัง “นี่คุณกำลังพยายามหาเรื่องให้ฉันลำบากเหรอคะ” 

คนในกองถ่ายนั้นมีการแบ่งชั้นวรรณะกันไว้อย่างชัดเจน นักแสดงตัวเล็กๆ อย่างหลินเช่อไม่ควรจะทำอะไรที่เป็นการเรียกร้องความสนใจ โซฟาตัวใหญ่นุ่มสบายนี้จะถูกจัดเอาไว้ให้กับดาราเบอร์ใหญ่ๆ เท่านั้น หลินเช่อเองก็พอใจกับเก้าอี้พับที่เธอนั่งอยู่เป็นประจำ 

แต่ผู้กำกับฟู่หัวเราะเสียงดังแล้วบอกว่า “นี่เป็นคำสั่งผู้กำกับนะ มีใครกล้าขัดบ้าง เอาเถอะน่า หลินเช่อ หัดทำตัวให้ชินได้แล้ว ตอนนี้เธอเกือบจะเป็นข่าวดังกว่าเฝ่ยหรานอยู่แล้ว เธอไม่ใช่นักแสดงเล็กๆ อีกแล้วนะ” 

“...” ผู้กำกับฟู่พูดพลางบังคับให้เธอนั่งลงบนเก้าอี้ 

หลินเช่ออดยิ้มน้อยๆ ไม่ได้เมื่อทรุดตัวลงนั่ง นี่มันสบายกว่าเก้าอี้พับจริงๆ เสียด้วยสิ 

การต้องรอเข้าฉากเป็นเรื่องน่าเบื่อก็จริง แต่เมื่อได้นั่งบนเก้าอี้แสนสบายอย่างนี้ อะไรๆ ก็แตกต่างไปจากเดิม 

นักแสดงที่อยู่ระดับเดียวกันกับหลินเช่อมองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างและเริ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์ เธอมองไปทางหลินเช่อด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแววริษยา 

แย่ที่สุดที่กลายเป็นหลินเช่อที่กู้จิ้งอวี่เลือกที่จะสนใจ 

ในตอนแรกเธอคิดว่าหลินเช่อเป็นคนจงใจสร้างเรื่องราวทั้งหมดนี้ขึ้น แต่พอมาตอนนี้ที่กู้จิ้งอวี่เป็นฝ่ายออกมายอมรับเสียเองก็ไม่มีใครจะสามารถพูดอะไรได้อีก 

พวกเธอคงบอกได้แต่เพียงว่า หลินเช่อนั้นเป็นผู้หญิงที่โชคดี 

และแล้วกู้จิ้งอวี่ก็มาถึงกองถ่าย 

เขาเห็นหลินเช่อกำลังนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ จึงเดินเข้ามาหาเธอโดยไม่สนใจฟังคำทัดทานของผู้จัดการส่วนตัวแต่อย่างใด 

สายตาทุกคู่พากันมองตามคู่รักใหม่ที่แตกต่างกันราวกับคนละขั้ว 

หลินเช่อได้ยินเสียงบางอย่างจึงยันตัวขึ้นนั่ง แล้วเธอก็ได้เห็นกู้จิ้งอวี่ส่งยิ้มร้ายๆ มาให้ แถมยังกล้าดีเดินมาหาเธอแบบนี้อีก หญิงสาวนึกอยากชกเข้าขึ้นมาติดหมัดทีเดียว 

“เฮ้ มาเร็วดีนี่” เขาทักทายพร้อมรอยยิ้ม 

หลินเช่อลุกขึ้นนั่งแล้วพูดว่า “กู้จิ้งอวี่ คุณ...ที่คุณโพสต์ในเวยป๋อหมายถึงอะไร” 

กู้จิ้งอวี่ยกมือขึ้นทำท่าไร้เดียงสา “ฉันโพสต์อะไรเหรอ” 

“คุณโพสต์อะไรงั้นรึ ก็คุณเป็นคนโพสต์เองในข้อความล่าสุดทั้งไอ้เรื่องความเหงา ทั้งเรื่องขาดอิสรภาพ ทั้งเรื่อง...” 

“อ้อ เรื่องนั้นนั่นเอง คือว่า...มันก็เป็นแค่โพสต์ตามปกติในเวยป๋อเท่านั้นแหละ ก็แค่ระบายความรู้สึกเพื่อเรียกร้องความเห็นใจไงล่ะ” กู้จิ้งอวี่ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้และทิ้งตัวลงนั่ง 

หลินเช่อกระโดดผึง ขึ้นเสียงใส่เขาเต็มที่ “คุณ คุณ คุณนี่มัน นั่นน่ะเรียกปกติของคุณเหรอคะ คุณไม่เห็นข่าวหรือไงกัน” 

“ฉันเห็นแล้ว” เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินเช่อที่ดูเหมือนกำลังจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ด้วยความโกรธ เขาคิดว่าเธอดูน่ารักดี 

อย่างที่เธอคิดจริงๆ เขาตั้งใจโพสต์ข้อความนั่น 

กู้จิ้งอวี่พูดอย่างช่วยไม่ได้ว่า “เธอก็รู้ว่าพวกนักข่าวชอบจินตนาการกันไปเอง จะให้ฉันทำยังไงได้ ดูสิ ฉันไม่ได้เอ่ยชื่อเธอด้วยซ้ำ พวกเขายังเอาไปโยงให้เกี่ยวกับเธอได้เลย ฉันไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับคนรักเลยสักนิด นักข่าวก็ยังอุตส่าห์คิดว่าเป็นเรื่องนั้นจนได้ แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ” 

“...” หลินเช่อมองหน้าตาที่ทำทีเหมือนทองไม่รู้ร้อนของกู้จิ้งอวี่ เห็นแล้วอยากจะฉีกปากเขาออกมานัก 

จริงอยู่ที่เขาไม่ได้เอ่ยชื่อเธอ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ออกไปตรงๆ แต่...โพสต์ในเวยป๋อนั่นก็โจ่งแจ้งเสียเหลือเกิน ถ้าจะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจโพสต์ก็คงเป็นเรื่องโกหก 

“ถ้าเป็นแบบนั้น คุณก็ต้องลบโพสต์ในเวยป๋อนั่นซะ” หลินเช่อสั่งเสียงเฉียบขาด 

กู้จิ้งอวี่ยิ้มแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ “ก็ได้ งั้นฉันจะบอกว่าเพราะหลินเช่อไม่ต้องการให้เราสองคนถูกเข้าใจผิด เพราะฉะนั้นฉันก็เลยจะลบโพสต์นั่นทิ้งซะ” 

“ให้ตายสิ!” 

“ก็ไม่ใช่แบบนั้นหรอกเหรอ” 

“คะ คะ คุณ…” หลินเช่อถึงกับพูดไม่ออก แม้จะโกรธเขาแทบคลั่งแต่เธอก็ไม่รู้จะเอาชนะเขาได้ยังไง 

ใครกันนะที่บอกว่ากู้จิ้งอวี่เป็นยอดชาย หมอนี่เป็นจอมน่ารำคาญสิ้นดีต่างหาก 

ในขณะเดียวกันนั้นเอง… 

กู้จิ้งเจ๋อยังคงไม่รับรู้ถึงข่าวอื้อฉาวระหว่างภรรยาของตัวเองกับชายอื่น 

โม่ฮุ่ยหลิงโทรมาหาเขาแต่เช้า 

เธออยากเจอเขา 

กู้จิ้งเจ๋อมาถึงหน้าประตูบ้านของโม่ฮุ่ยหลิง หญิงสาวเปิดประตูรับเขาพร้อมแววตาเศร้าสลดในดวงตา 

กู้จิ้งเจ๋อจึงถามว่า “มีอะไรหรือเปล่า” 

โม่ฮุ่ยหลิงตอบ “ทำไมคุณถึงหายหน้าไปตั้งสองวันละคะ” 

“ฉัน…” กู้จิ้งเจ๋ออึกอัก “ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองหมั้นที่บ้านของหลินเช่อน่ะ” 

“อะไรนะคะ” โม่ฮุ่ยหลิงเริ่มเดือดปุดๆ “นี่คุณไม่สนใจฉันเพราะว่าไปกับเจ้าหล่อนนั่นเหรอคะ” 

กู้จิ้งเจ๋อรู้สึกได้ถึงสุ้มเสียงอันชิงชังของโม่ฮุ่ยหลิงที่มีต่อหลินเช่อ 

ชายหนุ่มนิ่วหน้าและพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้จะพอใจนักว่า “ฮุ่ยหลิง มันไม่ใช่ความผิดของเขา ฉันต้องแต่งงานกับเขา แล้วก็เป็นเพราะฉันเองที่ทำให้เขาถูกบังคับให้ต้องแต่งงานในครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน” 

หัวใจของโม่ฮุ่ยหลิงเจ็บแปลบเมื่อเงยหน้าขึ้นมองกู้จิ้งเจ๋อ 

เธอรู้ดีว่าเผลอตัวอาละวาดและพูดสิ่งที่ไม่รื่นหูออกไป 

หญิงสาวจึงบุ้ยปาก แล้วดึงแขนเสื้อชายหนุ่มก่อนจะพูดว่า “แต่ฉันไม่ชอบหล่อนเลยนี่คะ” 

กู้จิ้งเจ๋อรู้ดีว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เธอจะรู้สึกเช่นนี้ จึงปลอบใจว่า “ฉันรู้ ฉันเพียงแค่อยากจะบอกว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความผิดของฉันเอง อย่าไปตำหนิเขาเลย” 

โม่ฮุ่ยหลิงเม้มปากแน่นเมื่อหันไปมองอีกฝ่าย “เวลาที่คุณแก้ตัวแทนแม่นั่นแบบนี้ ฉันยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่” 

“ฉัน…” 

“จิ้งเจ๋อคะ ฉันเหงา เวลาที่ฉันอยู่คนเดียวฉันก็เฝ้าแต่คิดถึงแต่ภาพคุณและแม่นั่นอยู่ด้วยกัน ได้แต่งงานกันเป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เราสองคนต้องการมาโดยตลอด ได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบและมีความสุข คุณรู้ไหมคะว่าฉันรู้สึกยังไง ฉันอดคิดถึงภาพนั้นไม่ได้หรอกค่ะ” 

กู้จิ้งเจ๋อรู้สึกเจ็บหนึบขึ้นมาในหัวใจ 

โม่ฮุ่ยหลิงพูดต่อไป “ตั้งแต่ที่คุณเริ่มล้มป่วย เราสองคนก็ยังคงอยู่ด้วยกัน แต่ครอบครัวคุณไม่เคยยอมรับเราเลย ฉันเองก็ต้องรับแรงกดดันมากมายนะคะ คุณรู้หรือเปล่า” 

กู้จิ้งเจ๋อรู้ดีว่าเธอเองก็อดทนเพื่อเขามาไม่น้อย 

น้ำตาของโม่ฮุ่ยหลิงไหลพรากลงอาบแก้มเมื่อเธอยังคงพูดต่อไป “คุณเดินเล่นไปที่วิลล่าเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหมคะ” 

กู้จิ้งเจ๋อถอนหายใจ “ได้สิ” 

ทั้งสองขับรถไปยังวิลล่าริมแม่น้ำ 

วิลล่าแห่งนี้เป็นของกู้จิ้งเจ๋อเอง ทิวทัศน์งดงามและวิลล่าไม้หลังใหญ่ก่อให้เกิดภาพที่ดูแล้วชวนอบอุ่นหัวใจ 

โม่ฮุ่ยหลิงเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาก เธอถอดเสื้อโค้ตออกขณะที่นั่งมองกู้จิ้งเจ๋อเก็บรวบรวมฟืนเพื่อนำไปใส่เตาผิง กลิ่นหอมของไม้สน และการได้นั่งดูหนังด้วยกัน เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขโดยแท้ 

โม่ฮุ่ยหลิงมองดูกู้จิ้งเจ๋อที่กำลังคุกเข่าลงเพื่อเก็บรวบรวมไม้ฟืนอย่างตั้งใจ แลเห็นกล้ามเนื้อที่ท่อนแขนสุดเซ็กซี่ชวนมอง เธอไม่อาจถอนสายตาไปจากเขาได้เลย 

ความคิดเห็น