facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อระฆังวิวาห์ลั่นแบบสายฟ้าฟาด เธอและเขาจึงต้องสวมบทบาทคู่สามีภรรยาจำเป็น

ตอนที่ 35 กู้จิ้งเจ๋อคะ ขาฉันเจ็บ

ชื่อตอน : ตอนที่ 35 กู้จิ้งเจ๋อคะ ขาฉันเจ็บ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.7k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ค. 2563 15:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 35 กู้จิ้งเจ๋อคะ ขาฉันเจ็บ
แบบอักษร

นายแพทย์ประจำตระกูลเข้ามาเปลี่ยนยาให้หลินเช่อ เมื่อเสร็จภารกิจเรียบร้อย หญิงสาวจึงจะนอนพักต่อ แต่เมื่อเธอกลับเข้าไปในห้องก็ไม่เห็นวี่แววของกู้จิ้งเจ๋อแล้ว 

หลินเช่อเรียกตัวสาวใช้เอาไว้แล้วถามว่า “คุณผู้ชายทำงานอยู่เหรอ” 

สาวใช้ตอบว่า “คุณผู้ชายอยู่ในห้องทำงานตลอดเลยค่ะ ไม่ได้ออกมาจากห้องเลย” 

หลินเช่อนิ่งคิดอยู่เป็นครู่ก่อนจะเลื่อนวีลแชร์ของตัวเองไปยังห้องทำงาน 

“กู้จิ้งเจ๋อ” เธอเคาะประตูห้องแล้วร้องเรียก “กู้จิ้งเจ๋อ คุณเป็นอะไรไปน่ะ คุณโกรธเหรอ” 

ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นภายในห้อง 

หลินเช่อร้องเรียกอีก “ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอคะว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกน่ะ อีกอย่างฉันไม่ได้เป็นคนก่อเรื่องนี้ด้วยนะ ฉันเองก็งงเหมือนกันว่ามันกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง แล้วคุณยังจะให้ฉันทำอะไรได้อีกล่ะ...” 

ทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดออก 

กู้จิ้งเจ๋อมองเธอด้วยใบหน้าเฉยเมยไร้ความรู้สึก “ใครบอกเธอว่าฉันโกรธ” 

“เอ่อ ก็...” 

แล้วอยู่ๆ ประตูก็ปิดลง 

หลินเช่อยืนงงที่โดนปิดประตูใส่ “ขนาดนี้แล้ว ยังบอกว่าไม่โกรธอีกเหรอ...” 

อีตานี่ปากอย่างใจอย่างชัดๆ  

เมื่อไม่มีทางเลือก หญิงสาวจึงไถรถวีลแชร์ออกไปและได้เห็นใครบอกคนกำลังเดินเข้ามาจากด้านนอก 

บุคคลนั้นเป็นผู้ชายในวัยราวสามสิบ แต่งกายด้วยชุดสีน้ำเงินตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า 

เธอไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อน สีหน้าของหญิงสาวจึงเต็มไปด้วยความฉงน 

เมื่อเขาเห็นเธอ เขาก็ส่งยิ้มให้แล้วเดินตรงเข้ามาทันที “คุณนายกู้ ได้เจอกันสักทีนะครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” 

หลินเช่อยืนบื้อ เธอยกนิ้วจิ้มที่ตัวเองแล้วถามว่า “คุณรู้จักฉันด้วยเหรอคะ” 

“คุณนายกู้ ผมเป็นแพทย์ประจำตัวของคุณกู้ ผมชื่อเฉินอวี่เฉิง คุณเรียกผมว่าหมอเฉินก็ได้ครับ คุณคงจะเคยได้ยินชื่อผมจากคุณกู้มาบ้างแล้ว” 

“เขาไม่เคยพูดถึงเลยค่ะ...” หลินเช่อว่า 

“...” เฉินอวี่เฉิงยังคงยิ้มจนตาหยีอยู่นั่นเอง เมื่อเอ่ยต่อไป “ไม่เป็นไรหรอกครับ ฮ่าๆ คุณกู้เป็นคนแบบนี้แหละ พวกปากร้ายใจดีน่ะ ผมก็ชอบที่เขาเป็นแบบนี้นะครับ” 

หลินเช่อไม่เคยรู้ถึงนิสัยข้อนี้เลย 

เธอมองดูเฉินอวี่เฉิงอย่างเห็นใจและปลอบอีกฝ่ายว่า “ใช่ค่ะ กู้จิ้งเจ๋อเป็นพวกนิสัยไม่เหมือนชาวบ้าน แต่ถ้าเริ่มชินแล้วก็พอจะทนไหวอยู่” 

เฉินอวี่เฉิงยังคงยิ้มจนหางตาย่นอยู่เช่นเดิม เขาดูเป็นคนอารมณ์ดีและมีชีวิตชีวาอย่างมาก 

“ผมได้ยินเรื่องคุณมาก่อนหน้านี้แล้ว เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับคุณนายกู้ในวันนี้นะครับ อา จริงสิ เกิดอะไรขึ้นกับคุณกู้เหรอครับ ทำไมคุณถึงมาอยู่นอกห้องแบบนี้ล่ะ” 

หลินเช่อพูดไม่ออก แต่ก็พยายามจะอธิบาย “เขาไม่...เขาเหมือนจะโกรธน่ะค่ะ” 

“หือ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ มีอะไรกันแน่ ช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยได้มั้ย” 

หลินเช่อยังมีทีท่าลังเล 

เมื่ออีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงความไม่มั่นใจของเธอ เฉินอวี่เฉิงจึงเอ่ยขึ้นว่า “ใจเย็นๆ ครับ คุณนายกู้ ผมรู้รายละเอียดทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณกู้ อย่างที่คุณรู้นั่นแหละครับว่าเขาป่วยมาหลายปีแล้ว เพราะฉะนั้นคุณกู้จะเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ผมฟังอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็กน้อยแค่ไหนก็ตามที” 

เมื่อเขารู้เกี่ยวกับอาการป่วยของกู้จิ้งเจ๋อเป็นอย่างดี เขาก็น่าจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดและเป็นที่ไว้วางใจของกู้จิ้งเจ๋อมากที่สุดสินะ 

ด้วยเหตุนี้ หลินเช่อจะเริ่มเล่าเรื่องราวให้เขาฟัง 

เมื่อฟังจบ เฉินอวี่เฉิงก็ระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น เขากลอกตา ทำท่าครุ่นคิด 

หลินเช่อถามต่ออย่างขุ่นใจว่า “คุณคิดว่ายังไงละคะ ตอนนี้ฉันควรจะทำยังไงดี ฉันกำลังสงสัยว่าเขาโกรธเพราะว่าเขาเสียใจที่มาแต่งงานกับฉันหรือเปล่า ถ้าเป็นคุณหนูโม่ ปัญหาก็คงไม่เยอะแบบนี้ ถ้าเป็นคุณหนูโม่ที่อยู่กับเขา มันคงจะดีกว่านี้ ทุกอย่างคงจะราบรื่นแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เขาคงคิดถึงเธอเอามากๆ พอมองหน้าฉัน เขาก็เลยนึกสงสัยว่ามาแต่งกับยัยจอมก่อเรื่องอย่างฉันทำไมน่ะค่ะ” 

เฉินอวี่เฉิงหัวเราะลั่นอีกครั้งแล้วถามว่า “คุณบอกเขาไปแบบนี้เหรอครับ” 

หลินเช่อมองอีกฝ่าย “ก็แล้วจะให้บอกว่ายังไงล่ะคะ” 

เฉินอวี่เฉิงส่ายหน้า “ผมคิดว่าถ้าเขาจะโกรธก็ไม่แปลกนะครับ” 

หลินเช่อถามอย่างหมดหวัง “ถ้าเขาโกรธแบบนี้ ปกติคุณทำยังไงเขาถึงจะหายโกรธละคะ” 

เฉินอวี่เฉิงตอบ “ปกติแล้วคนที่มักจะทำให้เขาโกรธก็คือพวกลูกจ้างทั้งหลาย เท่าที่ผมทราบ ปกติเขาจะเริ่มอารมณ์ดีเมื่อได้ไล่คนพวกนั้นออกนะครับ” 

“...” ไล่เธอออกงั้นเรอะ 

นั่นหมายถึงหย่ากันรึเปล่านะ 

“แต่ฉันคิดว่าเราคงจะยังหย่ากันไม่ได้ในตอนนี้หรอกนะคะ” เธอพูดต่อ “แต่ถึงยังไง เรื่องนี้ก็สร้างความลำบากให้เขาไม่น้อย เขาจะต้องไปอธิบายกับทางครอบครัว แถมคนที่ตกเป็นข่าวลือด้วยคราวนี้ยังเป็นน้องชายของเขาเองอีกต่างหาก แต่ฉันก็คิดวิธีอื่นไม่ออกเหมือนกัน ฉันบอกเขาไปว่าฉันจะไปอธิบายกับครอบครัวของเขาให้เองโดยจะไม่ให้เขาต้องเดือดร้อนอะไรเลย แล้วฉันก็จะไม่ยอมให้ทางตระกูลกู้รู้ด้วยว่าการแต่งงานของเราเป็นแค่เรื่องบังหน้า แล้วยังจะมีอะไรนอกเหนือจากนี้ที่ฉันทำได้อีกเหรอคะ” 

เฉินอวี่เฉิงมองหน้าเธออย่างไม่รู้จะตอบอย่างไรดี “คุณบอกเขาไปแบบนี้เหรอครับ” 

“ใช่ ใช่ค่ะ บอกแบบตรงไปตรงมาแบบนี้เลยด้วย” 

เฉินอวี่เฉิงมองเธอด้วยสีหน้าเหมือนคนที่กำลังต้องแบกรับภาระใหญ่หลวง “ผมคิดว่าที่เขาไม่บีบคอคุณจนตายคามือไปเสียนี่ก็เท่ากับว่าเขาดีกับคุณมากโขแล้วนะครับ” 

“...” 

นี่พูดจริงหรือเปล่าเนี่ย 

เฉินอวี่เฉิงพูดต่อไป “คุณนายกู้ครับ คุณลองนั่งคิดหาวิธีอื่นต่อไปนะครับ เดี๋ยวผมจะเข้าไปดูสามีของคุณสักหน่อยว่าเขาเป็นยังไงบ้าง” 

“อ้อ...” หลินเช่อมองอีกฝ่ายเดินหายเข้าไปในห้อง 

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ หลินเช่อตื่นขึ้นจากการงีบหลับ แต่กู้จิ้งเจ๋อก็ยังคงไม่เข้ามาในห้องนอน 

ด้วยความเป็นกังวล หญิงสาวลุกขึ้นแล้วพาตัวเองขึ้นไปนั่งบนรถวีลแชร์ เธอเข็นรถจนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องทำงานอีกครั้ง 

หลินเช่อเคาะประตูแล้วร้องเรียก “กู้จิ้งเจ๋อ คุณอยู่ในห้องหรือเปล่าคะ” 

กู้จิ้งเจ๋อไม่ตอบ 

หลินเช่อเริ่มหมดหวังขึ้นมานิดๆ จะยกขาตัวเองขึ้นแล้วก้มลงมอง ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว “กู้จิ้งเจ๋อ ฉัน...ฉันเจ็บขาค่ะ หมอไปไหนหมดคะ” 

เพียงอึดใจเดียว ประตูก็ถูกเปิดออกเสียงดังโครมคราม 

สายตาของกู้จิ้งเจ๋อหรี่มองมา คิ้วขมวดมุ่น ดวงตาของเขาเย็นชาเหมือนน้ำแข็งทำให้ชายหนุ่มดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก 

แต่เมื่อเขามองเห็นหลินเช่อ เขาก็ขยับเข้ามาใกล้เธอก่อนจะถามว่า “เธอเจ็บขาเหรอ” 

ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายโผล่ออกมา เธอก็รีบยกขาตัวเองขึ้น “ค่ะ อยู่ๆ มันก็เจ็บมากเลย ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องทำยังไง” 

กู้จิ้งเจ๋อทรุดตัวลงข้างรถวีลแชร์อย่างรวดเร็ว มองดูเธอ หลินเช่อสวมกางเกงขาสั้น มีผ้าปิดแผลที่ต้นขา ทุกอย่างล้วนดูปกติดี 

เขาลองเอื้อมมือออกไปกดลงบนต้นขาเธอ “เจ็บตรงนี้เหรอ” 

“ค่ะ ใช่ค่ะ เจ็บมากเลยด้วย” 

กู้จิ้งเจ๋อเงยหน้าขึ้น เขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ชายหนุ่มหรี่ตาแล้วถามว่า “มันเจ็บจริงๆ ใช่มั้ย” 

“ก็เจ็บจริงน่ะสิคะ ทำไมคุณถึงไม่เชื่อฉันล่ะ” หลินเช่อรีบงัดเอาทักษะการแสดงทั้งหมดออกมา ทั้งนิ่วหน้า ทั้งกัดริมฝีปาก “โอ๊ย ไม่นะ นี่เจ็บจะตายอยู่แล้ว” 

แน่ละว่ากู้จิ้งเจ๋อมองออกว่าเธอกำลังเสแสร้งและเล่นใหญ่เกินจริง 

สามารถมองเห็นแผลที่มีขนาดใหญ่แล้ว ชายหนุ่มก็อดคิดไม่ได้ว่า ถึงอย่างไรก็ควรจะไปตรวจให้แน่ใจเสียที่โรงพยาบาลจะดีกว่า ถ้าเกิดเธอเจ็บขึ้นมาจริงๆ … 

ในหัวใจเขา เขาไม่พร้อมเลยที่จะเสี่ยง 

ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจึงลุกพรวดพราดขึ้นทันทีและสั่งว่า “รออยู่นี่นะ ฉันจะไปจัดการอะไรบางอย่างก่อน แล้วเดี๋ยวเราจะได้ไปโรงพยาบาลกัน” 

“หือ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเช่อก็รู้แล้วว่าเธอคงจะเล่นใหญ่เกินงามไปแล้ว แต่เมื่อจะออกปากท้วง กู้จิ้งเจ๋อก็ผละเข้าห้องไปหยิบโทรศัพท์มือถือเสียก่อน เขารีบกดหมายเลขและออกคำสั่งบางอย่างที่เธอได้ยินไม่ถนัด เมื่อกลับออกมาเขาก็บอกว่า “ไปกันเถอะ เราจะออกไปรอกันข้างนอก” 

เขาเข็นรถวีลแชร์ของเธอออกประตูมาอย่างรวดเร็ว เมื่อโผล่พ้นตัวบ้านออกมา หลินเช่อก็รู้สึกได้ถึงลมแรงที่พัดกระหน่ำจนเธอต้องเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็ได้เห็นเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังจะร่อนลงจอดอยู่บนฟ้า ใบพัดขนาดมหึมากำลังกวัดแกว่ง ก่อนจะร่อนลงอย่างช้าๆ บนสนามหญ้าขนาดมหึมา 

หลินเช่อตัวเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที กู้จิ้งเจ๋อก็ปลดเสื้อตัวนอกของเขาออกแล้วคลุมลงบนตัวเธอ ก่อนจะลงมืออุ้มเธอจากรถวีลแชร์ขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์อย่างรวดเร็ว 

ความคิดเห็น