facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อระฆังวิวาห์ลั่นแบบสายฟ้าฟาด เธอและเขาจึงต้องสวมบทบาทคู่สามีภรรยาจำเป็น

ตอนที่ 30 ฉันชินกับท่านอนน่าเกลียดของเธอแล้วละ

ชื่อตอน : ตอนที่ 30 ฉันชินกับท่านอนน่าเกลียดของเธอแล้วละ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มิ.ย. 2563 12:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 30 ฉันชินกับท่านอนน่าเกลียดของเธอแล้วละ
แบบอักษร

หัวใจของกู้จิ้งเจ๋อเต้นโครมครามเมื่อเขามองดูริมฝีปากของเธอ รูปทรงของมันไร้ที่ติ ทั้งอ่อนนุ่มและสดฉ่ำเหมือนผลไม้ที่สุกแดง ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยความเย้ายวน 

เขาขยับศีรษะ ค่อยๆ เคลื่อนตัวใกล้เข้าไป 

แต่ขยับได้เพียงนิ้วเดียวเท่านั้น ดวงตากลมโตก็ลืมขึ้นหน้าตาเฉย 

ช่วงจังหวะนั้นเอง หลินเช่อรู้สึกได้ว่าพื้นที่ว่างตรงหน้าของเธอดูพร่ามัวอย่างบอกไม่ถูก หญิงสาวจึงยกมือขึ้นขยี้ตาด้วยความงุนงง 

ใบหน้าเรียบเฉยของกู้จิ้งเจ๋ออยู่ตรงนั้น และเขากำลังมองเธอด้วยนัยน์ตาวาววับทีเดียว 

ฤทธิ์ยาคงทำให้เธอฟั่นเฟือนไปแล้วละมัง 

“คุณ...” เธอมองดูริมฝีปากที่แสนจะมีชีวิตชีวาน่าจูบของเขาที่อยู่ต่อหน้า รู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ 

“นอนดีๆ หน่อยสิ” เขากระแอมออกมาแล้วยกมือขึ้นปิดตาเธอซะ 

ในไม่ช้า เสียงลมหายใจของเธอก็ดังสม่ำเสมออีกครั้ง 

ส่วนกู้จิ้งเจ๋อนั้น หันหน้าหนีไปอีกทาง และไม่ยอมเหลือบแลดูผู้หญิงที่นอนข้างๆ ตัวอีกเลย 

เมื่อเขาหลับตาลงอีกครั้ง เขายังคงรู้สึกได้ถึงท่อนแขนของเธอที่ยังคงจู่โจมเขาไม่หยุด 

กู้จิ้งเจ๋อขมวดคิ้ว แต่เขาก็เริ่มที่จะชินกับการถูกหวดซ้ายป่ายขวาเป็นระยะๆ เช่นนี้แล้ว และในที่สุดเขาก็หลับไป 

ในวันที่สอง กู้จิ้งเจ๋อลุกหายไปก่อนที่หลินเช่อจะตื่นนานทีเดียว 

จนเมื่อเธอล้างหน้าล้างตาทำความสะอาดเนื้อตัวเสร็จแล้วนั่นแหละ กู้จิ้งเจ๋อจึงกลับมาถึงพร้อมอาหารเช้า 

ขาของหลินเช่อไม่มีอาการเจ็บอีกแล้ว ทำให้เธอพลอยอารมณ์ดีตามไปด้วย เธอมองกู้จิ้งเจ๋อแล้วบอกว่า “เหมือนที่ฉันบอกไงละคะ ว่านอนด้วยกันสองคนแบบเมื่อคืนได้สบายมาก ดูสิว่าวันนี้คุณดูสดชื่นแค่ไหน” 

กู้จิ้งเจ๋อเพียงแต่มองเงียบๆ โดยไม่ตอบอะไร เขาไม่เล่าหรอกว่าเมื่อคืนหลินเช่อแทบจะกางแขนทับเขาเอาไว้ทั้งตัวตอนที่ตื่นขึ้นมาเมื่อเช้านี้ แถมยังน้ำลายยืดใส่คอเขาอีกต่างหาก 

แค่คิดก็รู้สึกคันคอยุ่บยั่บไปหมดแล้ว 

ไม่ช้า หมอก็เข้ามาเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ เขาพิจารณาดูรอยแผลของเธอ มันดูดีขึ้นมาก แต่ถึงอย่างนั้นรอยแผลเป็นก็ยังเด่นชัด และกู้จิ้งเจ๋อก็ยังมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ 

“หมอ แล้วนี่ภรรยาผมจะหายสนิทดีเมื่อไหร่” 

เมื่อหมอได้ยินเสียงถามต่ำๆ ของกู้จิ้งเจ๋อ เขาก็รีบตอบโดยเร็วว่า “นี่จะต้องใช้...” 

แต่ยังไม่ทันจะได้ตอบ เสียงโทรศัพท์ของกู้จิ้งเจ๋อก็ดังขึ้น 

กู้จิ้งเจ๋อเหลือบดู เป็นโม่ฮุ่ยหลิงนั่นเอง 

ด้วยยังคงรอคำตอบจากผู้เป็นหมออยู่ เขาจึงกดตัดสายทิ้งไป 

หมอรู้สึกได้ถึงสถานการณ์อันเคร่งเครียดจึงพูดต่อไปว่า “เรื่องนี้...” 

และในจังหวะนั้น โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้นอีกรอบ 

กู้จิ้งเจ๋อมองดูโทรศัพท์อย่างเริ่มที่จะหมดความอดทน ชื่อของโม่ฮุ่ยหลิงยังปรากฏขึ้นบนหน้าจอไม่หยุด หลินเช่อเงยหน้าขึ้นแล้วบอกกับเขาว่า “กู้จิ้งเจ๋อคะ รับสายก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวเราค่อยคุยกันก็ได้” 

สีหน้าของเขาเคร่งเครียด เขาเหลือบดูเธอก่อนที่จะหมุนตัวเดินถือโทรศัพท์ออกจากห้องไปอย่างไม่เต็มใจนัก 

เมื่อยกโทรศัพท์ขึ้น ความหงุดหงิดของเขาแฝงอยู่ในน้ำเสียงขณะตอบกลับ “ฮุ่ยหลิง มีอะไรเหรอ” 

โม่ฮุ่ยหลิงทำปากยื่นใส่โทรศัพท์เมื่อตอบว่า [เมื่อกี้ตัดสายทำไมคะ] 

กู้จิ้งเจ๋อยังคงพะวงถึงคำตอบของหมอเมื่อตอบกลับไปว่า “ตอนนี้ฉันยุ่งอยู่น่ะ มีอะไรเหรอ” 

โม่ฮุ่ยหลิงว่า [คุณไม่มาฉลองวันเกิดกับฉันแถมยังไม่มาหาหลังจากนั้นอีก นี่คุณไม่แคร์ฉันแล้วเหรอคะ จิ้งเจ๋อ เกิดอะไรขึ้นกับคุณน่ะ] 

กู้จิ้งเจ๋อจำวันเกิดของเธอได้ เพราะมันเป็นวันที่เกิดอุบัติเหตุ แต่เขาก็ไม่ได้ไปหาเธอหลังจากนั้นด้วยเพราะมัวแต่คอยดูแลอาการบาดเจ็บของหลินเช่ออยู่ 

“ช่วงนี้ฉันค่อนข้างยุ่งน่ะ” เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้กลายเป็นข่าว กู้จิ้งเจ๋อเองก็ไม่เล่าให้โม่ฮุ่ยหลิงฟังเช่นกัน 

[ตอนนี้ฉันป่วยอยู่นะคะ คุณยังจะไม่มาเยี่ยมฉันอีกเหรอ] โม่ฮุ่ยหลิงคร่ำครวญ 

“เธอป่วยเหรอ” เขาถาม 

โม่ฮุ่ยหลิงสะอึกสะอื้นแล้วพูดต่อไปว่า [ฉันอยากให้คุณมาอยู่เป็นเพื่อนน่ะค่ะ ฉันไม่สนหรอกนะว่าคุณจะยุ่งแค่ไหน จิ้งเจ๋อ ถ้าคุณไม่มาละก็ฉันคงไม่มีทางหายดีได้แน่ ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังใกล้ตายแล้ว] 

ร้ายแรงขนาดนั้นเชียวเหรอ ที่ว่าหล่อนกำลังใกล้จะตายน่ะ 

เมื่อกู้จิ้งเจ๋อกลับมาที่ห้องพัก เขาจึงบอกกับหลินเช่อว่า “มีบางอย่างเกิดขึ้นกับฮุ่ยหลิง ฉันต้องแวะไปดูหน่อย” 

หลินเช่อขยับตัว เธอมองเขาพลางพยักหน้าให้ “อ้อ ไปเถอะค่ะ มีคนคอยดูแลฉันอยู่ตั้งเยอะตั้งแยะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” 

กู้จิ้งเจ๋อพยักหน้า มองดูเธอด้วยสายตาเปี่ยมความหมายก่อนจะเดินเข้าไปหา เขาเอื้อมมือไปห่มผ้าให้เธอ ขยับขาข้างที่เป็นแผลให้โผล่พ้นผ้าห่มจนเรียบร้อยเป็นอันดี 

“เดี๋ยวฉันจะตามคนมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ เวลาเธอหลับ เธอชอบนอนดิ้น จะได้แน่ใจว่าไม่โดนแผลไงล่ะ” เขาบอก 

หลินเช่อร้องถามด้วยความประหลาดใจ “ฉันนอนดิ้นด้วยเหรอคะ” 

ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนผุดขึ้นในหัว เขาพ่นลมพรืดใส่เธอแล้วตอบว่า “คงต้องรอให้ตายก่อนนั่นแหละ ถึงจะหยุดดิ้นได้ เอาเถอะ ยังไงก็ระวังหน่อยก็แล้วกัน อย่าพลิกไปพลิกมาให้มากนัก ถ้าแผลเปิดเลือดออกอีก ขาเธอจะเดินไม่ได้กันพอดี” 

“โอเคค่ะ หยุดจิกกัดฉันซะที ไปหาคุณหนูโม่เถอะค่ะ เธอมีเรื่องด่วนไม่ใช่เหรอคะ” 

กู้จิ้งเจ๋อครุ่นคิดอยู่เป็นครู่ ก่อนจะตกลงทำตามที่หลินเช่อบอก เขาพยักหน้าให้เธอแล้วออกจากห้องไป 

เขามาถึงบ้านของโม่ฮุ่ยหลิงในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา 

ห้องของโม่ฮุ่ยหลิงนั้นดูราวกับห้องของเจ้าหญิง เธอสอดตัวนอนอยู่ใต้ผ้าห่มพลางคอยเงี่ยหูฟังเสียงจากข้างนอก 

เมื่อได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามา เธอก็รีบหันไปสำรวจดูเสื้อผ้าของตัวเอง 

กู้จิ้งเจ๋อเดินเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว และได้เห็นโม่ฮุ่ยหลิงกำลังนอนอยู่บนเตียง ร่างกายท่อนบนโผล่พ้นผ้าห่มออกมา แม้เธอจะบอกว่าป่วยแต่ก็ยังคงตกแต่งใบหน้าด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีตทั้งที่นอนอยู่บนเตียง ใต้ผ้าห่มคือชุดนอนไหมที่ปกปิดร่างกายได้น้อยนิดเต็มที เธอหันมามองเขาด้วยสายตาอ่อนหวาน นุ่มนวลเหมือนผ้าไหม ซึ่งยิ่งทำให้เธอดูน่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง 

กู้จิ้งเจ๋อไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาจึงได้แต่มองดูอีกฝ่ายที่นอนอยู่บนเตียงจนโม่ฮุ่ยหลิงเอ่ยขึ้นว่า “จิ้งเจ๋อคะ ถ้าคุณมาช้ากว่านี้ละก็ คุณคงจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว” 

กู้จิ้งเจ๋อรีบสาวเท้าเข้าไปหา “เธอล้มป่วยได้ยังไงกันฮุ่ยหลิง ทั้งที่เธอก็ดูปกติดีออกอย่างนี้” 

ด้วยรู้ดีว่าชายหนุ่มกำลังจะมาหา เธอจึงสั่งให้คนจัดการทำความสะอาดห้องเอาไว้เป็นอย่างดี ซ้ำยังประพรมน้ำหอมที่เลือกมาให้เขากับชุดนอนสุดเซ็กซี่โดยเฉพาะ เนื้อตัวที่เพิ่งอาบน้ำชำระร่างกายมาหมาดๆ นั้นนุ่มนิ่มและสะอาดเอี่ยม เธอมองหน้าเขาแล้วพูดด้วยความขุ่นข้องว่า “ฉันไม่รู้หรอกค่ะ ฉันรู้แต่ว่ามันเริ่มตั้งแต่วันที่คุณไม่ยอมมาหานั่นแหละ ฉันร้องไห้ทั้งคืนเลย แล้วหลังจากนั้นก็กินอะไรไม่ลง ฉันตามหมอมาดูหลายต่อหลายคน แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าฉันป่วยเป็นอะไร ฉันคิดว่าฉันคงใกล้ตายแล้วละค่ะ” 

เธอจะใกล้ตายได้ยังไงกัน หลินเช่อต่างหากที่เฉียดตาย 

กู้จิ้งเจ๋ออดคิดถึงหลินเช่อไม่ได้เมื่อเขามองดูโม่ฮุ่ยหลิงที่อยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มนึกโกรธขึ้นมาหน่อยๆ “ฮุ่ยหลิง ที่ฉันไม่ได้ไปงานเลี้ยงวันเกิดเธอก็เพราะมีเหตุกะทันหันบางอย่างเกิดขึ้นพอดี ฉันจะทิ้งไปก็ไม่ได้ อีกอย่างมันยังเป็นเรื่องความเป็นความตายด้วย ฉันไม่มีเวลาไปสนใจอย่างอื่น โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่ๆ เธอก็โทรไปตามฉันให้มาหาแบบนี้ ที่จริงฉันไม่ควรมาด้วยซ้ำ แต่เพราะเธอบอกฉันว่าเธอป่วย” 

เธอจะป่วยได้ยังไงกัน 

โม่ฮุ่ยหลิงเหลือบมอง ซึ่งเธอก็ได้เห็นว่ากู้จิ้งเจ๋อนั้นกำลังโกรธจริงๆ เสียด้วย 

เธอไม่คิดว่านี่จะเกี่ยวข้องอะไรกับหลินเช่อ เธอกลอกตาไปมาเมื่อพยายามคิดว่ากู้จิ้งเจ๋อกำลังจัดการกับเรื่องจริงจังอะไรบางอย่างกันแน่ และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาโกรธด้วย 

หญิงสาวปล่อยโฮออกมาทันที น้ำตาไหลพรั่งพรูลงอาบหน้า เธอรีบละล่ำละลักบอกเขาว่า “จิ้งเจ๋อ ฉันไม่รู้นี่คะว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ ฉันเป็นห่วงคุณนี่นา ฉันรักคุณมากเกินไป เพราะแบบนี้ฉันถึงได้โกรธ คุณก็บอกฉันได้นี่นาว่าคุณมีเรื่องอะไร นี่คุณรู้รึเปล่าคะว่าวันนั้นฉันร้องไห้ตลอดทั้งคืน ฉันโทรหาคุณไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ก็โทรไม่ติดเลย” 

เขามองโม่ฮุ่ยหลิงร่ำไห้อย่างโศกสลด ถ้อยคำของเธอกระทบหัวใจเขาจนอ่อนยวบ เขาลดเสียงลงและบอกกับเธอว่า “เอาละ ขอโทษนะ ฮุ่ยหลิง ฉันก็พูดแรงเกินไปเพราะฉันกำลังไม่สบายใจน่ะ เป็นฉันเองนั่นแหละที่รับมือกับปัญหาไม่เข้าท่าจนทำให้เธอต้องเป็นห่วง” 

โม่ฮุ่ยหลิงยังคงร้องไห้ไม่หยุด 

กู้จิ้งเจ๋อทำได้เพียงลูบหลังลูบไหล่เธอ “เอาน่า ฮุ่ยหลิง ฉันขอโทษจริงๆ” 

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายขอโทษจากใจจริงแล้ว โม่ฮุ่ยหลิงก็คิดในใจว่า เป็นไปตามที่คาด เขายังทนเห็นเธอร้องไห้ไม่ได้อยู่นั่นเอง 

เธอกัดริมฝีปากล่างแล้วพูดอย่างน่าสงสาร “ขอให้คุณรู้ไว้แบบนั้นก็แล้วกันค่ะ” 

ความคิดเห็น