facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อระฆังวิวาห์ลั่นแบบสายฟ้าฟาด เธอและเขาจึงต้องสวมบทบาทคู่สามีภรรยาจำเป็น

ตอนที่ 15 เธออยากให้ฉันย้ายออกไปขนาดนั้นเลยเหรอ

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 เธออยากให้ฉันย้ายออกไปขนาดนั้นเลยเหรอ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2563 14:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 เธออยากให้ฉันย้ายออกไปขนาดนั้นเลยเหรอ
แบบอักษร

แต่ด้วยท่าทางแบบนี้เนี่ยนะ... 

กู้จิ้งเจ๋อมองดูเธอหยิบตะเกียบ ม้วนเส้นบะหมี่แล้วส่งเข้าปากก่อนที่จะเคี้ยวด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยสุดใจ เขาหลับตาลงอย่างฉุนจัด “หลินเช่อ...” 

หลินเช่อรีบหันขวับมาทันควันด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นกู้จิ้งเจ๋อ เธอก็แทบพลัดตกจากเก้าอี้ 

“กู้จิ้งเจ๋อ ทำไมเดินเข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียงกันบ้างล่ะคะ” เธอแหวใส่ ยกมือขึ้นทาบอกแล้วพูดต่อไป “ฉันคิดว่าผีหลอกซะอีก” 

กู้จิ้งเจ๋อว่า “นี่เธอทำอาหารเหรอ” 

เขาไม่คิดว่าเธอจะทำกับข้าวเป็น แถมยังหอมหวนชวนกินแบบนี้เสียด้วย 

หลินเช่อมองดูบะหมี่ในชามแล้วพยักหน้าหงึกหงัก “ค่ะ ใช่แล้วล่ะ สุดยอดแม่ครัวคนนี้กำลังทำอาหารที่อร่อยที่สุดในปฐพีอยู่” 

“...” 

นั่นเธอกำลังกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่นี่นา 

แล้วเขาก็ดันคิดว่าบะหมี่นี่หอมน่ากินซะอีก 

คงถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องคิดหาทางพาตัวเองออกไปให้ไกลแม่ผู้หญิงไร้การอบรมคนนี้ 

กู้จิ้งเจ๋อว่า “งั้นก็แสดงว่าเธอทำอาหารไม่เป็นเลยงั้นสิ” 

หลินเช่อตอบ “ฉัน...ต้มน้ำเก่งทีเดียวค่ะ แล้วก็ไม่เคยทำให้เส้นบะหมี่เปื่อยเกินไปด้วย” 

“...” 

กู้จิ้งเจ๋อไม่รู้จริงๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เติบโตมาแบบไหนถึงได้ไม่เคยเรียนรู้ที่จะหัดทำอะไรให้เป็นสักอย่าง 

หลินเช่อพูดต่อ “กลับมาดึกขนาดนี้ คุณคงยังไม่ได้ทานอะไรมาละสิคะ กินสักคำมั้ย” 

หลินเช่อเลื่อนชามบะหมี่มาตรงหน้า กู้จิ้งเจ๋อก้มลงมองดูสิ่งที่อยู่ในชาม มันดูดีทีเดียว มีทั้งผัก ทั้งเนื้อแล้วก็ไข่ ผสมรวมกันอยู่ในน้ำซุป มันดูดีพอที่จะทำให้น้ำลายสอได้เลย 

“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่หิว” เขาบอก แต่กลับแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างลืมตัว 

กู้จิ้งเจ๋อยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง เมื่อเจ้าตัวรู้สึกได้ว่าหลินเช่อกำลังยิ้มเยาะ เขาก็สูดหายใจเข้าลึกแล้วเตรียมจะเอ็ดตะโรเธอ 

“กินอาหารดึกๆ แบบนี้ไม่ดีกับกระเพาะหรอกนะ” เขาว่า 

“นานๆ กินทีก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ปกติฉันเองก็ไม่ได้กินมื้อดึกแบบนี้หรอก แต่พอดีว่าวันนี้อารมณ์ดี ฉันก็เลยให้รางวัลตัวเองสักหน่อย” 

เธอคีบบะหมี่ขึ้นแล้วยกมันมาจ่อตรงหน้าชายหนุ่ม สีหน้าเชิญชวนเต็มที่ เธอยิ้มอย่างมาดหมายพลางขยับตะเกียบให้เข้าใกล้ปากเขามากขึ้นไปอีก 

กลิ่นอาหารหอมหวนนั้นกระตุ้นต่อมรับรสเข้าเต็มที่จนพาให้ท้องไส้เริ่มร้องอุธรณ์ เขามองหน้าเธออย่างขุ่นใจก่อนจะพูดว่า “โอเคๆ ฉันจะกิน เอาออกไปให้พ้นๆ ได้แล้ว” ชายหนุ่มพยายามต่อรอง 

หลินเช่อรีบยัดบะหมี่คำโตพรวดเข้ามาในปากเขาทันควัน 

เขาเคี้ยวดูสองสามครั้งและพบว่ารสชาติอร่อยทีเดียว 

“เค็มไปหน่อยนะ” เขาบอกพลางกลืนมันลงคอ 

ถึงแม้จะบ่นแต่กู้จิ้งเจ๋อก็ตักอาหารใส่ปากคำแล้วคำเล่าไม่ยอมหยุดอย่างเชื่องช้าและสงวนกิริยามารยาท จนกระทั่งหมดเกลี้ยงทั้งชาม 

เธอมองดูเขาด้วยความงุนงง กู้จิ้งเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองดูเธอแล้วถามว่า “อะไรเหรอ” 

หลินเช่อตอบ “นี่คุณไม่เคยกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาก่อนเลยเหรอคะ ทำไมคุณทำเหมือนกับว่ากำลังกินอาหารมื้อวิเศษแบบนี้ล่ะ ดูสิคุณกินหมดเกลี้ยงจนเหลือแต่น้ำซุปแล้ว” 

“ใช่ ไม่เคย” เขามองสีหน้าประหลาดของหลินเช่อแล้วถามต่อด้วยความสงสัย “มันทำไมเหรอ” 

หลินเช่อตอบ “เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร ฉันแค่ไม่เคยเจอใครที่ไม่เคยกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาก่อนเท่านั้น...นี่มาตรฐานคุณต่ำมากนะคะ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปน่ะเป็นหนึ่งในความสุขสุดยอดของชีวิตเลยเชียวนะ คุณเกือบจะพลาดมันไปแล้วรู้ไหม โชคดีนะเนี่ยที่คุณยังมีฉัน ไม่อย่างนั้นคุณจะต้องเสียใจไปจนวันตายแน่ๆ” 

กู้จิ้งเจ๋อมองดูหลินเช่อที่กำลังคุยโวเต็มที่ด้วยท่าทีอันสงบก่อนบอกว่า “มันเป็นอาหารขยะนี่” 

“เป็นอาหารขยะแสนอร่อยต่างหากล่ะ” เธอแก้ให้ 

กู้จิ้งเจ๋อส่ายหน้าแล้วมองดูเธออยู่เงียบๆ 

หลินเช่อยกมือลูบท้องและบอกว่า “เอาล่ะ ฉันอิ่มแล้ว แล้วก็อารมณ์ดีแล้วด้วย ฉันจะไปนอนแล้วค่ะ” 

กู้จิ้งเจ๋อมองเธอแล้วถามขึ้น “ดูเธอจะอารมณ์ดีจริงๆ นะ” 

หลินเช่อตอบ “แน่นอนสิคะ ฉันกำลังจะได้รับบทนักแสดงนำหญิงคนที่สามเร็วๆ นี้แล้ว ถึงจะเป็นตัวละครสำคัญลำดับสามก็เถอะ...แต่ก็เป็นตัวละครที่มีบทตลอดทั้งเรื่อง แถมยังเป็นนิยายที่ดังมากด้วย อีกหน่อยฉันจะกลายเป็นดาราดังแล้วก็ประสบความสำเร็จด้วยนะ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ฉันอารมณ์ดีได้ยังไงล่ะ” 

ขณะเล่า หลินเช่อก็ลุกขึ้นยืนด้วยความภาคภูมิและตื่นเต้นดีใจ มือของเธอวางแปะลงบนไหล่เขาอย่างลืมตัว 

กู้จิ้งเจ๋อขมวดคิ้ว เขาหันหน้าไปมองดูมือของอีกฝ่าย 

แต่หญิงสาวดูจะยังไม่รู้สึกตัวและยังคงพร่ำคุยไม่หยุดปาก “ฉันไม่คิดเลยว่าฉัน หลินเช่อ จะมีวันที่ได้แจ้งเกิดแบบนี้กับเขาด้วยละ แย่หน่อยที่หลินลี่ได้เล่นเป็นนางรองเรื่องนี้ ฉันยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องเข้าฉากกับเธอหรือเปล่า แต่ก็หวังว่าจะไม่ต้องนะคะ...ฉันกลัวตัวเองจะเผลออ้วกใส่หน้าเวลาเจอเธอเข้าน่ะ” 

กู้จิ้งเจ๋อกวาดสายตาไปทั่วใบหน้าเธอ ก่อนที่สุดท้ายสายตาจะมาจับอยู่กับมือที่ยังคงป่ายเปะปะไปทั่ว 

เขากระแอมเสียงดังออกมา แล้วเงยหน้ามองหลินเช่อด้วยสีหน้าบึ้งตึง 

และราวกับนึกขึ้นได้ เธอก็ก้มมองลงมา 

“โอ๊ย ตายจริง ฉันขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆ ลืมไปสนิทเลย” เธอรีบยกมือลูบเสื้อของกู้จิ้งเจ๋อโดยเร็วราวกับจะพยายามทำให้มันหายยับกระนั้น 

เธอมองดูชายหนุ่มที่ก็ไม่ได้มีท่าทีอึดอัดใจแต่อย่างใด หญิงสาวจึงกัดนิ้วพลางพูดอายๆ ว่า “ฉันขอโทษทีค่ะ “ฉันเป็นคนเสียงดังโวยวายแล้วก็กะเปิ๊บกะป๊าบแบบนี้เองค่ะ เพราะอย่างนี้ไงฉันถึงไม่อยากให้คุณต้องอึดอัดเวลาที่เราต้องอยู่ด้วยกัน” 

ชายหนุ่มดูจะครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ เขาหันมองดูเธอแล้วพูดขึ้นว่า “เธอยังอยากให้ฉันย้ายออกไปอย่างงั้นเหรอ” 

หลินเช่อหันมาหาเขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ใช่ค่ะ เราเห็นพ้องกันเรื่องที่ว่าจะมีความสัมพันธ์แบบต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ในการแต่งงานครั้งนี้นี่คะ เพราะงั้นคุณวางใจได้เลยค่ะว่าต่อให้คุณออกไปอยู่กับโม่ฮุ่ยหลิง ฉันก็จะช่วยคุณหาทางปิดบังเรื่องนี้เอง ถึงยังไงคุณเองก็มีงานยุ่งมากอยู่แล้ว ฉันจะหาข้ออ้างแก้ตัวให้ถ้าเกิดคนในครอบครัวของคุณเกิดแวะมาเยี่ยม ฉันจะบอกว่าคุณออกไปข้างนอก อาจจะเดินทางไปทำธุรกิจหรือประชุมก็ได้ ฉันยังมีข้ออ้างอื่นอีกเพียบเลยนะคะ ตราบใดที่คุณยังกลับมาที่นี่บ้างเป็นครั้งคราว เอาเป็นว่า ถ้าคุณอยากไปอยู่กับคุณหนูโม่ละก็ ไปเถอะค่ะ อย่าห่วงไปเลยว่าครอบครัวคุณจะจับได้น่ะ ฉันจะช่วยคุณหาทางหนีทีไล่เองค่ะ” 

กู้จิ้งเจ๋อมองมาที่เธอ สายตาของเขาดูลึกลับและซ่อนเร้นบางอย่างที่ยากจะเข้าใจ เหมือนกำลังไตร่ตรองอย่างหนักแต่ก็ดูเรียบเฉยไปด้วยพร้อมกัน 

ภายใต้สายตาคู่นั้น หัวใจของหลินเช่อกลับรู้สึกผะผ่าวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก 

เธอรู้สึกได้ว่าสายตานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยลึกซึ้งราวกับเขาจะสามารถอ่านใจเธอได้ กระนั้นสายตานั่นก็ดูจะอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกอันมากมายเกินไป 

แล้วอยู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้น “ฉันจะไม่ย้ายออก” 

“...” 

เขาพูดต่อไปว่า “การย้ายออกจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แถมยังมีปัญหาใหญ่อยู่อีกข้อหนึ่งด้วย นั่นคือฉันไม่ไว้ใจทักษะการแสดงของเธอ ดูจากความงี่เง่าของเธอแล้วดูจะไม่มีทางช่วยฉันกลบเกลื่อนได้ดีสักเท่าไหร่แน่ ถ้าฉันย้ายออกไปและปล่อยให้เธอรับมือกับเรื่องนี้ตามลำพัง มันก็จะเท่ากับฉันวางปัญหาเรื่องนี้ไว้ในมือเธอเพียงคนเดียว ฉันไม่คุ้นกับการปล่อยให้ใครมาช่วยตัดสินใจอะไรในชีวิต โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้แน่ว่ามีสติปัญญามากแค่ไหนอย่างเธอ” 

“...” 

หลินเช่อแหวกลับอย่างโกรธจัด “คุณอยากจะพูดอะไรก็พูดออกมาเลยค่ะ อย่ามาหาเรื่องดูถูกกันอย่างไร้เหตุผลแบบนี้ สติปัญญาฉันมันเป็นยังไงเหรอ” แต่จะว่าไปก็เข้าใจได้หรอกนะที่เขาจะไม่เชื่อใจเธอน่ะ ถึงอย่างไรมันก็เกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้หญิงที่เขารัก ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้สึกเครียดหนักและไม่สามารถเชื่อใจใครได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเธอ 

หลินเช่ออดคิดไม่ได้ว่าความขัดแย้งระหว่างเธอกับเขานั้นฟังดูราวหลุดออกมาจากนิยายก็ไม่ปาน เธอเป็นนางรองตัวร้ายของเรื่อง เป็นคนที่เข้ามาทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับนางเอก และกลายเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับพวกเขา 

กู้จิ้งเจ๋อเดินตรงไปยังประตูด้วยสีหน้าเรียบเฉย “โดยสรุปก็คือ เธออย่าเสียเวลาหาทางไล่ฉันออกจากที่นี่เลย สำหรับตอนนี้ เราต้องใช้ชีวิตแต่งงานอยู่ร่วมกัน เพราะฉะนั้นจะเป็นการดีที่สุดถ้าเธอจะพยายามทำตัวให้ชินกับมันซะและหาวิธีที่จะรับบทเป็นคุณนายกู้ให้ดีที่สุด แล้วก็หยุดคิดไร้สาระเรื่องอื่นซะที!” 

หลินเช่อไม่คิดเลยว่าเขาจะมองเธอแย่ขนาดนี้ “ที่ฉันทำแบบนี้ก็เพื่อคุณหรอกนะ ฉันแค่ไม่อยากเห็นคนรักของพรากจากกันก็เท่านั้นเอง” 

กู้จิ้งเจ๋ออดใจไม่ได้ที่จะหยุดยืนแล้วหันกลับมาพูดด้วยเสียงเยาะหยัน “ช่างคิดดีนี่” 

ความคิดเห็น