facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อระฆังวิวาห์ลั่นแบบสายฟ้าฟาด เธอและเขาจึงต้องสวมบทบาทคู่สามีภรรยาจำเป็น

ตอนที่ 2 เพียงคนแปลกหน้าที่โผล่เข้ามา

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 เพียงคนแปลกหน้าที่โผล่เข้ามา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 15k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิ.ย. 2563 13:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 เพียงคนแปลกหน้าที่โผล่เข้ามา
แบบอักษร

“แม่ครับ ยัยผู้หญิงนั่นใช้แผนร้าย มันไม่เกี่ยวอะไรกับที่ว่าอาการป่วยของผมดีขึ้นเลยสักหน่อย!” กู้จิ้งเจ๋อว่า แววตายิ่งขุ่นมัวหนักขึ้นไปอีก 

มู่หว่านฉิงมองหน้าลูกชายแล้วเอ่ยว่า “ลูกคิดว่าแม่ไม่เคยลองใช้วิธีนี้กับลูกงั้นหรือ มันไม่เคยได้ผลเลย ทุกครั้งเราทำได้แค่โทรตามหมอมาช่วยแก้ไขไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว แต่ลูกกลับแตะต้องแม่สาวคนนี้ ยิ่งไปกว่านั้น คนของลูกยังบอกด้วยว่าลูกดูจะพอใจเธอเอามากๆ แล้วก็มีอะไรกับเธอตลอดทั้งคืนมากกว่าหนึ่งครั้งน่ะ” 

“...” กู้จิ้งเจ๋อกดกำปั้นลงกับโต๊ะกระจกแล้วพูดว่า “บางทีอาจเป็นเพราะยาที่ใช้คราวนี้มันต่างออกไปก็ได้นี่ครับ แต่ถึงยังไงผมก็ไม่มีทางแต่งงานกับยัยผู้หญิงบ้าที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีนี่เป็นอันขาด ล้มเลิกความคิดนี้ซะเถอะครับแม่” 

 

ขณะที่หลินเช่อเดินไปตามถนนพลางสำรวจสภาพหน้าตาเนื้อตัวที่ดูไม่ได้ของตัวเอง เธอก็ก่นด่าเบาๆ ไปตลอดทางด้วยความหงุดหงิด ไอ้คนขายยาเฮงซวยนั่น เธอรู้สึกอยู่เหมือนกันว่าหมอนั่นมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลตอนที่เธอซื้อยาจากเขา เธอบอกเขาแต่เพียงว่าเธอต้องการยาที่จะทำให้ใครสักคนหลับปุ๋ยไม่รู้เรื่อง แต่เธอไม่เคยพูดแม้แต่คำเดียวว่าเธอต้องการไอ้ยาพรรค์นี้ แล้วดูเถอะว่าเขาทำกับเธออย่างไรหลังกินยานั่นเข้าไป เธอยังรู้สึกปวดปลาบไปตลอดร่างเมื่อนึกย้อนไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้น 

อาการเจ็บระบมบริเวณพื้นที่ส่วนตัว ทำให้เธอหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้ชายคนนั้นทรมานเธอไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนเธอหมดสติไปและไม่สามารถจำอะไรได้อีก 

มีเพียงเรื่องเดียวที่เธอจำได้จากเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นก็คือ… 

“หลินเช่อ ดูสารรูปตัวเองเข้าก่อนเถอะ แกยังอยากจะเป็นดาราอยู่อีกเหรอ แกควรจะเชื่อฟังแม่เลี้ยงของแกสิ ฉันจะหาตระกูลดีๆ ให้แกแต่งงานเข้าไปเป็นสะใภ้ ลูกนอกสมรสยังไงก็ต้องเป็นลูกนอกสมรสอยู่วันยังค่ำ ยังไงก็ไม่มีใครมองแกดีไปกว่านี้หรอก” 

‘หลินเช่อ ที่แม่เลี้ยงทำอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่แกหรอกนะ พี่สาวของแก หลินลี่ ตอนนี้กลายเป็นดาราดังไปแล้ว ส่วนพี่สาวคนรองก็กลายเป็นโปรดิวเซอร์ชื่อดัง ผ่านมาก็ตั้งหลายปี แกยังเป็นแค่ดาราเกรดล่างอยู่เลย โอกาสของแกคงจะหมดเสียแล้วล่ะ’ 

‘เสี่ยวเช่อจ๊ะ บริษัทขอเปลี่ยนบทไปให้คนอื่นเล่นแทนแล้วกันนะคราวนี้ เราคิดว่าอิมเมจของหนูมันไม่ค่อยเหมาะกับบทน่ะ’ 

เธอยิ้มอย่างขมขื่น... ถ้าพวกเขาไม่ต้อนเธอจนอับจนหนทางขนาดนี้ เธอก็คงไม่ต้องคิดแผนการอุบาทว์นั่นขึ้นมา ทั้งหมดที่เธอต้องการก็แค่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเท่านั้น แต่ดูตอนนี้สิ… 

หลินเช่อรีบเร่งเดินทางไปยังบริษัท แม้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ตามแต่เธอก็ไม่ลืมว่าวันนี้เธอมีนัดออดิชันบท 

ทันทีที่เห็นเธอมาถึง สีหน้าของอวี๋หมินหมิ่นก็พลอยบึ้งตึงขึ้นมาทันทีที่ตวัดสายตาไปมองหลินเช่อและเอ่ยว่า “อ้อ ยังอุตส่าห์จะมาอีกเหรอ ฉันนึกว่าเธอไม่สนการออดิชันครั้งนี้แล้วซะอีก!” 

“ขอโทษทีค่ะพี่อวี๋ที่ฉันมาสาย” 

หลินเช่อรีบจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย 

ปรายตามองเพียงครั้งเดียว อวี๋หมินหมิ่นก็สังเกตเห็นรอยที่ลำคอของหญิงสาว เธอก้มลงสำรวจดูเสื้อผ้าของหลินเช่อแล้วดึงคอเสื้อของเธอออกมา “เดี๋ยวเราจะไปพบกับผู้กำกับกันแล้ว ฉันไม่สนใจเรื่องชีวิตส่วนตัวของเธอหรอกนะ แต่ยังไงซะถ้าเธอยังอยากได้บทนี้ละก็ เธอควรจะทำหน้าทำตาให้มันดูสดใสแช่มชื่นเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นเธอจะดูเหมือนพวกคุณโส!” 

หลินเช่อก้มลงดูตัวเอง เพื่อที่จะได้พบว่าเธอมีร่องรอยบนเนื้อตัวหลงเหลืออยู่ชนิดที่แทบไม่ต้องจินตนาการ มันเด่นชัดเกินไปและน่าอายเกินไป 

อีตาบื้อนั่น นายมันปีศาจชัดๆ เลย! 

หลินเช่อรีบโค้งทันควันและพรั่งพรูคำขอโทษ เธอดึงเสื้อให้เข้าที่ แล้ววิ่งไปยังห้องน้ำ พร่ำบอกกับตัวเองว่าเป็นความผิดของผู้ชายคนนั้น เขาเป็นคนทำให้เธอต้องพบจุดจบของชีวิตหรืออนาคตแบบไหนก็ตามที่เธอกำลังจะได้มี! 

ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น 

หลินเช่อคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความหัวเสีย 

“ฮัลโหล” 

[หลินเช่อ เมื่อคืนแกหายไปไหนมา] เสียงโกรธจัดของหลินโหย่วไฉแล่นมาตามสาย 

หลินโหย่วไฉไม่ใช่คนที่จะโทรหาเธอบ่อยๆ เว้นเสียแต่ว่าจะมีเรื่องสำคัญ ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขาคือพ่อที่เธอไม่ได้ต้องการจะมี แต่หลินเช่อก็ไม่สามารถปฏิบัติกับเขาราวกับสิ่งที่ไม่มีตัวตนโดยสิ้นเชิงได้ เพราะถึงอย่างไรเธอก็ยังจำเป็นที่จะต้องอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลหลิน 

หลินเช่อคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา ด้วยความรู้สึกผิดเธอจึงตอบไปว่า “เมื่อคืน หนู...หนูมีเรื่องนิดหน่อยน่ะค่ะ” 

[ฉันไม่สนใจว่าแกจะมีธุระปะปังอะไร พี่สาวของแก หลินลี่อยากคุยเรื่องงานหมั้นกับทุกคนที่บ้านวันนี้ แล้วแกกล้าดียังไงถึงได้ออกไปอยู่ค้างอ้างแรมข้างนอกทั้งคืน] หลินโหย่วไฉกล่าวตำหนิอย่างเผ็ดร้อน 

ใช่ หลินลี่กำลังจะหมั้นหมาย แต่มันไม่ใช่กงการอะไรของเธอนี่ หญิงสาวนิ่งฟังถ้อยคำดุด่าด้วยโทสะของผู้เป็นบิดาอย่างสงบโดยไม่ได้รู้สึกโศกเศร้าอันใดในใจแม้เพียงเศษเสี้ยว หลังจากหลายปีที่ผ่านมา เธอก็ชินชากับคำด่าทอของพ่อไปเสียแล้ว 

[ฉันไม่สนหรอกนะว่าแกกำลังทำอะไรอยู่ แต่แกจะต้องกลับมาเดี๋ยวนี้ ถ้าฉันรู้ว่าแกไม่ยอมกลับบ้านละก็ ฉันจะไปขุดกระดูกแม่ของแกออกมาจากสุสานตระกูลหลินแล้วจะเอาไปโยนลงทะเลซะ แกจะไม่มีวันได้เห็นแม่ของแกอีกเลยตลอดทั้งชีวิตนี้] 

เมื่อพูดจบ หลินโหย่วไฉก็วางสายไป 

 

ณ บ้านตระกูลหลิน 

หันไฉ่อิงมองดูหลินโหย่วไฉวางโทรศัพท์ก่อนจะเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้นว่า “แกจะกลับมาหรือเปล่าคะ” 

หลินโหย่วไฉตอบ “กลับ” 

หันไฉ่อิงยื่นมือออกไปลูบไล้หน้าอกของหลินโหย่วไฉอย่างตั้งใจจะพะเน้าพะนอ “คุณคะ คุณจะต้องพูดให้แกยอมตกลงเข้าพิธีแต่งงานครั้งนี้ให้ได้นะคะ ฉันยังตกใจไม่หายเลยที่อยู่ๆ ตระกูลเฉิงก็มาสู่ขออย่างไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ หลินอวี่น่ะเป็นเด็กดีออกจะตาย ทั้งสวยทั้งเฉลียวฉลาด ฉันจะยอมปล่อยให้แกแต่งงานไปกับคนปัญญาอ่อนได้ยังไง นี่ฉันยังได้ยินมาว่าเขาเป็นพวกบ้ากามอีกต่างหากนะคะ พวกนั้นแค่อยากจะให้หลินอวี่แต่งงานเข้ากับตระกูลไปเพื่อที่จะได้มีคนไปคอยรับใช้เท่านั้น หลินเช่อน่ะ ถึงยังไงก็เป็นแค่ลูกนอกสมรส ถ้าไม่ใช่แกแล้ว จะเป็นใครไปได้ล่ะที่ควรจะต้องแต่งงานในครั้งนี้” 

“อย่ากังวลไปเลย” หลินโหย่วไฉว่า “ฉันทนให้หลินอวี่ต้องไปตกระกำลำบากไม่ได้ แต่หลินเช่อก็เป็นลูกสาวฉันคนหนึ่งเหมือนกัน…” 

“อ้อ ดีนี่คะ งั้นก็แปลว่าคุณจะปล่อยให้หลินอวี่ต้องไปคอยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวคนอื่นแทนที่จะเป็นหลินเช่องั้นเหรอคะ ถ้าเป็นอย่างนั้นละก็หลินโหย่วไฉ คุณคงไม่ได้สำนึกอะไรเลยสินะ ตอนที่คุณไปมีลูกสาวกับผู้หญิงคนอื่น ฉันก็ยอมปล่อยให้ยัยเด็กนั่นซุกหัวอยู่ในบ้านตระกูลหลินต่อไปได้แล้วก็เลี้ยงแกมาจนโต มาถึงตอนนี้ที่แกโตเป็นสาว คุณยังจะไม่ยอมให้แกได้ทดแทนบุญคุณฉันแม้แต่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้อย่างงั้นหรือ เมื่อเทียบกับกำพืดของแกแล้ว การปล่อยให้แกได้แต่งเข้าตระกูลเฉิงที่มั่งคั่งไป นั่นก็เท่ากับให้เกียรติแกมากแล้วนะ” 

“เอาล่ะ เอาล่ะ” เมื่อเห็นหันไฉ่อิงเริ่มขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตขึ้นมาเหน็บแนมอย่างไม่รู้จบสิ้น หลินโหย่วไฉก็รีบห้ามทัพเป็นพัลวันและรับปากว่า “ฉันจะบังคับแกเอง แกจะต้องแต่งงานออกไป” 

แน่นอนว่าหลินโหย่วไฉลังเลใจไม่น้อย แต่เมื่อตริตรองดูแล้ว เขาก็มองไม่เห็นใครอื่นนอกไปจากหลินเช่ออีกแล้ว 

พวกเขาไม่กล้าพอที่จะปฏิเสธตระกูลเฉิง แม้ว่าบุตรชายของฝ่ายโน้นจะปัญญาอ่อน แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ร่ำรวย ให้หลินเช่อแต่งเข้าไปยังบ้านตระกูลนั้นก็น่าจะนับได้ว่ายุติธรรมกับแกอยู่พอสมควร 

เสียงแม่บ้านร้องบอกมาจากด้านนอก “นายท่านคะ คุณผู้หญิงคะ คุณหนูสามกลับมาแล้วค่ะ” 

แม่บ้านหันมาบอกกับหลินเช่อว่า “นายท่านและคุณผู้หญิงกำลังรอคุณอยู่ด้านในค่ะ วันนี้คุณหนูใหญ่กำลังหารือเรื่องงานหมั้นของเธอ พี่เขยของคุณก็เลยอยู่ที่นี่ด้วยค่ะ” 

หลินเช่อมองดูแม่บ้านด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ฉินชิงอยู่ที่นี่เหรอ” 

แม่บ้านตอบว่า “ใช่ค่ะ เขาเพิ่งมาถึงก่อนหน้าคุณไม่นานนี่เอง” 

ด้วยความประหลาดใจระคนยินดี หลินเช่อวิ่งเข้าไปในบ้านเพียงเพื่อที่จะต้องรีบหยุดอย่างกะทันหัน 

ข้างในนั้น ฉินชิงและหลินลี่กำลังยืนเคียงกันอยู่ในโถงทางเดิน พวกเขายืนคลอเคลียอิงแอบแนบชิด ริมฝีปากแทบจะสัมผัสกัน คงไม่เหมาะที่จะเข้าไปขัดจังหวะ หลินเช่อจึงยืนนิ่งงันอยู่อย่างนั้น เธอลืมกระทั่งว่าตัวเองควรจะถอยออกไป 

จนในที่สุดเมื่อเธอตัดสินใจที่จะหมุนตัวออกมา เธอก็รู้สึกถึงแรงตบฉาดใหญ่เข้าที่ใบหน้า หนักหน่วงเสียจนแทบจะส่งให้เธอลงไปกองอยู่บนพื้น แก้มของเธอแสบร้อน หันไฉ่อิงคว้าตัวเธอแล้วลากถูลู่ถูกังเข้าไปในห้อง 

หลังจากปิดประตูลง หันไฉ่อิงก็หันมาจ้องตาถมึงทึงใส่หลินเช่อ เธอชี้นิ้วใส่หน้าแล้วพูดว่า “แกมันนังโสเภณีไร้ยางอาย แกคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าแกกำลังคิดอะไรอยู่ นั่นมันพี่เขยแกนะ หน้าด้านหน้าทนที่สุด กล้าดียังไงจะไปยั่วยวนเขา” 

หลินเช่อยืนนิ่ง ยกมือขึ้นกุมแก้มที่ร้อนแดง เธอยิ้มเยาะๆ ให้หันไฉ่อิงแล้วตอบว่า “คุณแม่เลี้ยงคะ ถ้าฉันอยากจะยั่วเขาจริงๆ ละก็ ฉันคงจะไม่มาเอาแต่ยืนดูอยู่ตรงนั้นหรอกค่ะ” 

ความคิดเห็น