ยินดีตอนรับเข้าสู่โลกนิยายของสุวนันท์ทารา ขอให้ทุกท่านอ่านอย่างมีความสุขค่ะ❤

บทที่ 4.2 ค่าได้ค่า (ฆ่าได้ฆ่า)

ชื่อตอน : บทที่ 4.2 ค่าได้ค่า (ฆ่าได้ฆ่า)

คำค้น : รัก โรแมนติค ดราม่า ท้อง มีลูก

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.7k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2564 21:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4.2 ค่าได้ค่า (ฆ่าได้ฆ่า)
แบบอักษร

บทที่ 4.2 ค่าได้ค่า (ฆ่าได้ฆ่า) 

หญิงสาวฮึดฮัดเดินหน้ามุ่ยไปทางห้องทำงานของคนที่ทำให้เธออยากตายวันละสามเวลา หลังจากได้มาทำงานในตำแหน่งไม่ถึงเดือนดี

บานประตูทึบถูกผลักเข้าไปด้วยความแรงตามอารมณ์ ใบหน้าจิ้มลิ้มเรียบตึง เม้มปากเป็นเส้นตรง มองคนที่นั่งหัวเราะน้ำตาเล็ดอยู่บนเก้าอี้

อิทธิฤทธิ์เหลือบตาขึ้นมองคนหน้าบึ้งที่ยืนจังขาอยู่หน้าโต๊ะ มองตนแววตาขวางจัด ด้วยความขบขัน พรางกลั้นยิ้มไปด้วยจนแก้มตุ่ย ก่อนจะกระแอมกักเก็บสีหน้าตัวเองใหม่ เพราะดูครั้งนี้หญิงสาวจะโมโหแล้วจริงๆ

เขาไม่ได้จะแกล้งหญิงสาวเสียหน่อย แต่เรียกเธอเข้ามาเพราะทำงานไม่เรียบร้อยจริงๆ

“มีอะไรอีกคะ คราวนี้ฉันทำอะไรผิดอีก”

ใครบอกว่าเป็นเลขามันง่าย ไม่ง่ายเลยสักนิด วุ่นทั้งวัน จัดตามรางชีวิตให้เจ้านายหนุ่มในแต่ละวัน คอยอ่านตรวจทานเอกสารก่อนส่งให้ชายหนุ่ม พิมพ์งานตามเจ้านายสั่ง รับเอกสารของแต่ละแผนกที่ยื่นเข้ามา จัดลำดับความสำคัญของแต่ละวัน อันไหนที่รีบใช้ ต้องให้รีบเซ็น คอยรับโทรศัพท์ตอบคำถามคู่ค้า ไหนจะคอยเป็นนาฬิกา เตือนงานสำคัญของเจ้านาย กลับบ้านไปยังต้องไปนั่งท่องรายชื่อคู่ค้าคนสำคัญของบริษัท เธอจะตายอยู่แล้ว

“เยอะเลยครับ เอาเอกสารนี้ไปพิมพ์มาใหม่ มีนพิมพ์ผิด พิมพ์ตกหลายคำ” อิทธิฤทธิ์บอกอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้หงุดหงิดกับการทำงานพลาดของเธอ เพราะเข้าใจว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอพึ่งได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ แม้มันจะทำให้เขาเหนื่อยเพิ่มขึ้นก็ตาม

“ไหนตรงไหนอีก มีนแก้จนเหนื่อยแล้วนะ”

ตาคมกล้าใต้คิ้วหน้าจับจ้องใบหน้านวลนิ่ง อมยิ้ม เมื่อได้ยินสรรพนามที่เธอชอบเรียกแทนตัวเอง แม้จะเป็นการหลุดปากเพราะความลืมตัวของเธอก็ตาม แต่คนฟังก็รู้สึกดีที่ได้ยินมัน

มีนาเดิมอ้อมโต๊ะข้ามไปอีกฝั่งมีชายหนุ่มนั่งไขว่ห้าง ยื่นหน้าไปตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ เปิดหน้าเอกสารที่เธอพิมพ์ผิดไว้เด่นหรา เธอคิดว่าตัวเองตรวจทานดีแล้วนะ ยังมีเล็ดลอดสายตาอีกหรือ

“นี่ไงครับ เห็นไหม พี่ขีดสีแดงเน้นคำไว้ให้แล้ว” ชายหนุ่มชี้ให้เธอได้เห็นถึงความบกพร่อง ในการทำงานของเธอ อาศัยจังหวะที่หญิงสาวมัวแต่จ้องหน้าจอ แอบขยับเก้าอี้ให้เข้าไปประชิดร่างบางมากขึ้น

ใบหน้าของทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ จมูกโด่งชิดใกล้แก้มเนียนใส ดวงตาคมสีสนิม เมียงมองหญิงสาวด้วยความเอ็นดู ไม่ได้สนใจหน้าจอคอมพิวเตอร์

ส่วนคนทำงานพลาดในหลายจุด ได้แต่หน้านิ่วคิ้วขมวด วางมือลงบนเมาส์เลื่อนดูงานตัวเอง ที่มีมาร์กเกอร์สีแดงไว้เด่นหราอยู่หลายหน้า เธอถอนหายใจทดท้อ งานเลขานุการมันไม่เหมาะกับเธอจริงๆ

เธอเหนื่อยทั้งกายและใจ........ และดูท่าใจจะหนักกว่ากาย

คนที่ท้อใจกับงาน เตรียมจะไปเจรจากับชายหนุ่ม ทว่าแค่เพียงเธอขยับหมุนตัวหันหน้าเล็กน้อย จมูกโด่งได้รูป ก็เสียดสีกับแก้มนวลอย่างตั้งใจ

อิทธิฤทธิ์อาศัยจังหวะที่หญิงสาวนิ่งค้างอยู่ ฉวยโอกาสอีกครั้งทันควัน ด้วยการกดหน้าฝั่งจมูกและปากเข้าข้างแก้มนวลหอมรัญจวนใจ เกิดเสียงดังฟอด

ใบหน้าคมคายชื่นมื่นพอใจ กำลังจะกดจมูกหอมอีกครา แต่ถูกคนที่พึ่งได้สติกลับเข้าร่าง ใช้มือเล็กผลักใบหน้าเจ้าเล่ห์ออกห่าง สีหน้ามุ้ยไม่พอใจ ตาคว่ำ ผงะถอยหลังตกใจไปหลายก้าว

“ทำบ้าอะไรของคุณเนี่ย มาฉวยโอกาสแบบนี้ได้ไง น่าเกลียด!” มือเล็กยกขึ้นกุมแก้มตัวเอง เช็ดถูแรงๆ ข้างที่โดนชายหนุ่มจูบแก้ม เรียกว่าหอมไม่ได้หรอก เพราะชายหนุ่มใช้ทั้งจมูกและปากกดเข้าที่ข้างแก้มเธอ

“พี่ไม่ได้ตั้งใจนะ ก็เราหันหน้ามาปะกันพอดี” ชายหนุ่มแก้ตัวน้ำขุ่น ใบหน้ากรุ้มกริ่ม มองแก้มสีแดงเรื่ออย่างเสียดาย

อยากสูดดมความหอมมันอีกสักที

“ไม่ได้ตั้งใจอะไรล่ะ หอมแก้มคนอื่นจนเสียงดังฟอด ยังจะกล้าบอกไม่ได้ตั้งใจ ถ้าตั้งใจมันจะขนาดไหน”

“ขนาดที่แก้มมีนยู่ยี้เลยครับ เหมือนแต่ก่อนไง ที่พี่ชอบหอมแก้มมีนก่อนออกไปทำงาน จำได้ไหม” อิทธิฤทธิ์ว่าอย่างอารมณ์ดี ไม่ยี่หระต่อสายตาตาโกรธจัดของเธอ

พาหญิงสาวนึกย้อนอดีตที่เคยหวานแหววของทั้งสอง ที่ก่อนลงจากรถแยกกันไปทำงาน จะสลับกันจุมพิต ไม่ก็หอมแก้มบอกลากันเป็นประจำ

“โว๊ย! หงุดหงิดแล้วนะ เลิกพูดถึงมันได้ไหมห้ะอดีตน่ะ ถ้าคุณยังไม่เลิกทำแบบนี้ ฉันแจ้งตำรวจจับคุณแน่ ข้อหาล่วงละเมิดทางเพศลูกจ้าง”

“จะล่วงละเมิดได้ไง ก็เมื่อกี้มันเป็นอุบัติเหตุ พี่ไม่ได้ตั้งใจ ถ้าพี่ตั้งใจมันไม่แค่หอมหรอก” ไม่ว่าเปล่า อิทธิฤทธิ์ใช่สายตามหื่นกระหายลามเลีย มองเธอทั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แกล้งกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่

“ยี๋! ทุเรศ หน้าไม่อาย คอยดูนะถ้าคุณทำอะไรฉันอีก ฉันจะบอกแฟนฉันให้มากระทืบคุณให้มันจมดิน” มีนาชี้หน้าคมคายระรื่น มือสั่นเทาด้วยความโมโหต่อว่าชายหนุ่ม

“แฟนสมมติมีนนะเหรอ แน่จริงก็โทรเรียกมันมาตอนนี้เลยสิ พี่ก็อยากจะรู้จักมันเหมือนกัน กล้าไหมล่ะ” ชายหนุ่มไหวไหล่ ท้าทาย ไม่เกรงกลัว

เขาก็อยากจะเห็นนักแฟนใหม่ของแฟนตัวเองเหมือนกัน ว่ามันเป็นใคร ถึงจะได้มาครอบครองว่าที่ภรรยาเขา

ถึงเธอจะทิ้งเขาไปด้วยการเก็บข้าวเก็บของออกห้องไปหมด โทรหาก็ไม่รับ ตามไปหาที่คอนโดเดิมที่เธอเป็นเจ้าของก็ไม่พบ ปิดเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ลบไลน์ เปลี่ยนเบอร์ ว่าเอาได้ว่าตัดทุกช่องทางที่เขาจะสามารถตามตัวเธอได้ ขับรถไปหาถึงบ้านที่ลำปาง เพื่อหวังจะเจอหญิงสาว แต่กลับต้องกินแห้ว เมื่อคนในบ้านบอกว่าเธอได้ย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นกับพี่ชายแล้ว นั่นแหละเขาถึงได้ซมซานกลับมาเลียแผลใจตัวเอง

แต่เขาก็ถือว่ายังไม่ได้เลิกกัน เพราะยังไม่ได้บอกเลิกกันอย่างเป็นทางการสักครั้ง ฉะนั้นหญิงสาวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาอยู่ดีและตอนนี้หญิงสาวก็ไม่ได้มีใคร เขารู้ดี

ส่วนคนที่เถียงไม่ออก น้ำท่วมปากกับเรื่องแฟนสมมติที่ตัวเองแต่งขึ้นมา ได้แต่เข่นเขี้ยวกัดฟัน กำมือแน่น ที่ชายหนุ่มรู้ทันตัวเองไปเสียทุกอย่าง

“ฉันเกลียดคุณ คุณมันหน้าด้าน หน้าไม่อาย เลิกทำอย่างนี้สักที ฉันบอกไว้เลยนะว่าฉันไม่เอาผู้ชายอย่างคุณทำพันธ์ุแน่ๆ เพราะงั้นเลิกพยายามเถอะ” ถึงจะได้มาทำพันธ์ุแล้วหนึ่งคนก็ตาม แต่จะไม่มีคนที่สองแน่ๆ กับผู้ชายคนนี้ คนเดียวพอ!

“เกลียดพี่จริงเปล่า......... พี่รู้นะว่ามีนยังมีเยื่อใยให้พี่อยู่ แล้วอีกอย่างจะไม่เอาพี่ทำพันธ์ุจริงเหรอ พี่หล่อนะ รวยด้วย และที่สำคัญหลอกง่ายมาก” อิทธิฤทธิ์ลากเสียงยาว รวนกลับ พรีเซ็นต์เสนอตัวต่อหญิงสาวเต็มที่

ชอบใจนักหนาที่ได้ต่อปากต่อคำกับหญิงสาวอย่างนี้ จำได้ว่า ได้ต่อปากต่อคำเถียงกับเธอครั้งล่าสุด ก็เมื่อตอนที่ทะเลาะกัน เรื่องอาหารที่จะไปกินด้วยกัน ว่าจะกินอะไรดีระหว่างอาหารทะเลซีฟู๊ดกับอาหารอิตาเลี่ยน ซึ่งมันก็นานมาแล้ว

เกินจะต้านทานกับความมั่นใจของผู้ชายคนนี้!  

มีนาคิดพรางเบ้หน้าเล็กน้อย เมื่อฟังอิทธิฤทธิ์พูดพล่ามหลงตัวเองจบ “ถามจริงๆนะ ติดใจอะไรในตัวฉันนักหนา ถึงจะอยากได้ พยายามจะเอาให้ได้มากขนาดนี้”

“ติดใจทุกอย่าง อยากได้มะ....แฟนคืน ปล่อยให้ออกไปเที่ยวเล่นนานแล้ว เลิกก็ยังไม่ได้เลิก แต่เล่นหนีหายไปเลย” น้ำเสียงยียวนกวนประสาทเอ่ยตอบ มองใบหน้าเนียนกระจ่างขึ้นสีแดงก่ำด้วยความโมโห แววตาวาวโรจน์หลังจากฟังชายหนุ่มพูดจบ

ดีที่ชายหนุ่มยั้งคำว่า ‘เมีย’ ไว้ทัน ก่อนจะแปลเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘แฟน’ เพราะดูท่าทางหญิงสาวพร้อมจะตะบันหน้าเขาทุกเมื่อ ที่เมื่อไหร่ทำให้เธอถึงขีดสุดของอารมณ์ เพราะงั้นไม่เสี่ยงท่าจะดีกว่า

“หน้าไม่อาย ยังจะกล้านะ! มีแต่หมาเท่านั้นแหละที่จะกลับไปหาผู้ชายเจ้าชู้อย่างคุณ” น้ำเสียงหวานสูงปรี๊ด เหน็บแนม ไม่สนใจยศและตำแหน่งงานใดๆ ลืมว่าตัวเองนั้นเป็นลูกจ้างชายหนุ่มอยู่ สูดลมหายใจเข้าไปเต็มปวด เมินหน้าหนีสีหน้าท่าทางยียวนกวนโมโหของอิทธิฤทธิ์

“ซ้อมเห่าไว้เลยนะ เพราะมีนนั่นแหละที่จะเป็นหมา”

เธอสะบัดหน้าหันกลับมาจนคอแทบเคล็ด อ้าปากหวอ เลิกคิ้ว เหลือเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน

ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมา ระงับจิตใจให้เย็นลง ปรับเปลี่ยนสีหน้าให้ดีขึ้น ย่างก้าวประชิดใกล้ วันนี้เธอได้เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวใหม่ให้ดูดีมีระดับมากขึ้นเหมาะกับการเป็นเลขา ด้วยกระโปรงทรงดินสอยาวกรอมหัวเข่าสีดำแทนกางเกงยีนที่ใส่มาทำงานเป็นประจำ กับเสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวไม่รัดแน่นหรือหลวมโพรกจนเกินไป สวมรองเท้าส้นเข็มแบบ3นิ้ว ขยับเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายหนุ่มมากขึ้น

อิทธิฤทธิ์โปรยยิ้มกว้างดีใจ ยิ้มจนดวงตาแทบจะปิดสนิท ให้กับคนที่ขยับชิดตัวเอง ยื่นมือหมายจะดึงตัวเธอเข้าสู่อ้อมกอด

แต่แล้วมีนาก็ทำในสิ่งที่ชายหนุ่มคาดไม่ถึง........ ใช้รองเท้าปลายแหลมกระทืบใส่เท้าชายหนุ่มเต็มแรง ขนาดที่ว่าใบหน้าขาวใสเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมแดง ด้วยความเจ็บ

“โอ๊ย!! มีนเจ็บนะ นั้นมันรองเท้าส้นสูงเลยนะ กระทืบมาได้” อิทธิฤทธิ์ร้องขึ้นเสียงดังลืมอาย ไม่คาดคิดว่าเธอจะกล้าทำมากขนาดนี้ ยกเท้าขึ้นมากุมด้วยสีหน้าเจ็บปวดระทม

ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงทันควัน กุมเท้าตัวเองแน่น มองหน้าคนที่กระตุกยิ้มมุมปากสะใจ

“สมน้ำหน้า กวนดีนักไอ้ตี๋หื่น!” ต่อว่าจบหญิงสาวก็แลบลิ้นให้ชายหนุ่มทีหนึ่ง สาวเท้ายาวๆ เดินไวหนีออกจากห้องไปด้วยความเร็วแสง

แทนที่อิทธิฤทธิ์จะโกรธเคืองกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างพออกพอใจปนเจ็บปวดที่เท้า เมื่อได้ยินคำด่า ‘ไอ้ตี๋หื่น’ จากหญิงสาว ช่างสรรหาคำมาด่าเสียจริง ยัยตัวแสบของเขา

อิทธิฤทธิ์ได้แต่ร้องตะโกนไล่หลังร่างเล็กที่หายออกห้องไปด้วยความเร็ว “เดี๋ยวมีนจะได้เจอว่าหื่นของจริงมันเป็นยังไง ยัยตัวแสบ! รอได้เลย”

มีนาไม่สนคำขู่ของชายหนุ่ม ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้นุ่ม สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ปลงตกกับชีวิต หยิบโทรศัพท์เปิดดูรูปลูกชาย พร้อมท่องไว้ ลาออกตอนนี้ไม่ได้ ยังต้องหาเงินมาจ่ายค่าเทอมให้กับพี่ตุลย์ ลูกเธอยังต้องเรียนต้องกินต้องใช้

นั่งสงบสติอารมณ์ได้ไม่ถึงห้านาที ไลน์ที่ล็อกอินไว้ในคอมพิวเตอร์ก็เด้งขึ้น

อิทธิฤทธิ์ : อย่าเอาแต่นั่งหน้าดำหน้าแดงโมโห แก้งานด้วยครับ สิบนาทีไฟล์งานต้องส่งเข้าเมลพี่

อิทธิฤทธิ์ : อ่านแล้วตอบด้วย เข้าใจที่พี่สั่งใช่ไหม

มีนา : ค่า เข้าใจค่าท่านประธาน สิบนาทีรอเช็กเมลได้เลย

มีนาพิมพ์ตอบกลับประชดประชัน

อิทธิฤทธิ์นั่งหมุนเก้าอี้อารมณ์ดี แม้จะยังเจ็บแสบเท้าอยู่บ้าง กดโทรศัพท์มือถือเล่นไปพลางๆ รอตรวจงานจากเลขานุการป้ายแดง

สิบนาทีตรงเป๊ะ อิทธิฤทธิ์ก็ได้รับอีเมลจากเลขาฯ ชายหนุ่มกดเปิดอ่านทันควัน ตรวจทานความเรียบร้อย ก่อนจะกดอินเตอร์คอมกรอกเสียงลงไป

“ปริ้นได้เลยครับ แล้วเอาเข้ามาให้พี่เซ็น”

“ค่ะ” เธอกดอินเตอร์คอมตอบรับไป

“พี่ขอน้ำส้มกับน้ำเปล่าด้วยนะครับ”

“ค่ะ”

เธอตอบรับอย่างฉะฉาน บีบมือให้กำลังใจตัวเอง ที่จะต้องเข้าไปเจอหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง หลังจากได้ออกมานั่งพักหายใจหายคอได้เกือบยี่สิบนาทีแล้ว ถือว่าเป็นสถิติใหม่ ที่ได้นั่งอยู่โต๊ะตัวเองนานที่สุด เธอหวังว่าจะได้ทำลายสถิติตัวเองมากขึ้นเรื่อยนะๆ

 

ร้านอาหารอีสานเก่ากลางใหม่กลาง แต่คร่ำเต็มไปด้วยผู้คนพนักงานออฟฟิศเป็นหลัก และเกินกว่าครึ่งเป็นพนักงานของไทยฟรูท ที่มานั่งจกส้มต่ำกินกันอยู่ และหนึ่งในนั้นคือทีมการตลาดไทย ที่วันนี้มีเลขาใหม่ป้ายแดงมาร่วมด้วย หลังจากหายหน้าหายตาไปร่วมสองวันแล้ว

“พี่มีนเล่าหน่อยสิ ไปทำงานเป็นเลขาคุณเทียได้สองวันแล้วเป็นยังไงบ้าง โหดไหม” ดาวิกาหนึ่งในสามเดอะแก๊งของทีมถามขึ้น สีหน้าอยากรู้เก็บไม่มิด ซึ่งก็เป็นคำถามที่ทุกคนต่างให้ความสนใจกันหมด

“เหนื่อยแทบรากเลือด สายตัวแทบขาด” มีนาโอดครวญ

“โห่ขนาดนั้นเลยเหรอพี่มีน งานบริษัทเราก็ไม่มีอะไรที่ต้องเร่งเลยหนิคะ ทำไมคุณเทียใช้งานพี่มีนหนักจัง”

“งานฝ่ายเราอาจจะไม่ค่อยเยอะ แต่ของฝ่ายอื่นคือตรึม อาทิตย์หน้าคุณเทียก็จะเรียกประชุม เรื่องเปิดตลาดใหม่ด้วย”

“ประเทศไหนคะ โซนยุโรปไหมอ่ะ เอเชียเราก็กวาดเรียบแล้ว”

“เห็นว่าฮ่องกงนะ ส่วนยุโรป คุณเทียกำลังดูอยู่” เป็นพี่อันนาหัวหน้าทีมใหญ่ตอบแทน เพราะคุยเรื่องนี้ในกลุ่มเมเนเจอร์กันอยู่

“อย่างที่พี่อันบอกเลย พี่ก็ไม่รู้อะไรมาก” มีนาที่ก็ไม่รู้อะไรมากเท่าที่ควร เพราะเธอยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาก พึ่งย้ายไปเป็นเลขาฯ ให้กับอิทธิฤทธิ์ได้สองวันเท่านั้น ส่วนตอนไปทดลองงาน หน้าที่หลักคือเป็นคนรับใช้ยัยพี่มาย นางใช้อะไรเธอก็ต้องไปทำให้หมด

“แต่ตั้งแต่คุณเทียเข้ามาบริหาร ดูบริษัทเราจะฟาดกำไรได้มากขึ้นนะคะ โบนัสปลายนี้ขอปังๆ คูณเงินเดือนไปสักสามเท่าด้วยเทอญ” หนึ่งในสามของเดอะแก๊งอย่างนิรดาพนมมือยกขึ้นเหนือหัวภาวนา เพราะโบนัสของบริษัท จะได้ตามฐานเงินเดือนของแต่ละคน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับกำไรปลายปีของบริษัทด้วยว่าจะได้คูณเงินเดือนเพิ่มไปอีกกี่เดือน

“สาธุ ปังๆ ค่า” เดอะแก๊งทั้งสามพนมมือกล่าวสาธุเสียงดังพร้อมเพรียง เรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคนในโต๊ะได้อย่างดี ที่วันนี้ขาดศจี เพราะมีงานนอกบริษัท

“จะเที่ยงห้าสิบล่ะ พี่ไปก่อนนะ ต้องไปแสตนบายก่อนบ่ายโมง เตรียมเอกสารงานให้คุณเทีย” มีนามองนาฬิกาบนข้อมือ ที่เข็มยาวชี้เข้าใกล้เลขสิบแล้ว

“สู้ๆ นะมีน” อันนาเอ่ยให้กำลังใจน้องในแผนกให้มีแรงฮึดสู้กับงาน เพราะใบหน้ามีนาดูเหนื่อยมากกว่าทำงานเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ในทีมเสียอีก คงจะหนักจริงๆนั่นแหละล่ะนะ แต่จะว่าอะไรได้ ก็ต้องทำงานให้คุ้มเงินเดือน ที่เกินครึ่งแสน

“ค่ะ มีนจะสู้!” เพื่อค่านมลูก ลาออกไม่ได้

มีนาเดินคอตกกลับเข้าบริษัทไป กับงานก็ไม่เหนื่อยเท่ากับคนอย่างอิทธิฤทธิ์

“มีนครับ ขอน้ำหน่อย”

“มีนครับ กาแฟที่ชงมามันหวานไป เปลี่ยนให้หน่อย”

“มีนครับ เข้ามาให้เห็นหน้าหน่อย คิดถึง”

กว่าจะผ่านพ้นวันไป มีนาแทบน้ำตาร่วง สยดสยองกับคำว่า ‘มีนครับ’ แค่ได้ยินเธอก็ขนลุกขนพองไปหมดทั้งตัวแล้ว แต่เจ้าของวลี ‘มีนครับ’ กับสบายใจครึ่มอกครึ้มใจมีความสุข ยิ้มหน้าบาน ถ้างานเธอไม่เดิน ไม่ต้องโทษใครอื่นเลย โทษเจ้าของบริษัทคนแรก ก่อกวนเธอทั้งวัน

 

มาให้ยาวๆเลยค่ะ ต่อไปเจอกันวันละตอน ช่วงเวลาสามทุ่ม-สี่ทุ่มนะคะ ไรท์จะกลับไปทำงานประจำแล้วค่า 

บทหน้าพี่ตุลย์มาแล้ว 

ความคิดเห็น