ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทส่งท้าย

คำค้น : ฺBloodonherlips,รักฝังเขี้ยว,PinkPen

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มิ.ย. 2563 11:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทส่งท้าย
แบบอักษร

บทส่งท้าย 

“อร่อยทุกอย่างเลยครับคุณน้า” รุ่นพี่จุนแจยิ้มกว้างหลังจากที่กินอาหารฝีมือแม่ของฉันจนหมดเกลี้ยงทุกอย่าง ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ว่าจะซดไม่เหลือแม้แต่น้ำแกง 

ไม่ได้หมายความว่าไม่น่าเชื่อว่าแม่ฉันจะทำอาหารอร่อย แต่ไม่น่าเชื่อที่เขากินหมดต่างหาก กับข้าวหกอย่าง เรานั่งกินกันสี่คน ฉันมั่นใจว่าตัวเองกินเยอะกว่าปกติแล้ว แต่ก็ไม่น่าจะถึงหนึ่งส่วนสามของที่รุ่นพี่จุนแจกินเข้าไปเลย นี่ถ้าไม่หมดเสียก่อน ฉันว่าเขาก็น่าจะยังกินได้อีก 

“อาทิตย์หน้าแวะมาอีกสิ เดี๋ยวน้าจะทำเป็ดตุ๋นไว้รอ” 

“แม่คะ เดี๋ยวหนูก็อ้วนเป็นหมูพอดี” ฉันรีบปราม แม่หัวเราะแฮะๆ ก่อนจะหันไปยิ้มกว้างให้รุ่นพี่จุนแจราวกับรู้กันมาก่อน 

“เออ จริงสิ พ่อได้ยินลูกพูดถึงเรื่องอ้วนแล้วพ่อก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ที่เคยรับปากลูกไว้ว่าจะหาเทรนเนอร์ให้น่ะ” 

“เอ่อ เรื่องนั้นหนูว่าเอาไว้ทีหลังกว่าค่ะพ่อ ช่วงนี้หนูงานเยอะ ไม่มีเวลาหรอก” 

“ก็แบ่งเวลาไปออกกำลังกายสักหน่อยไม่ได้เหรอลูก จะได้ไม่ต้องพึ่งยาลดความอ้วนน่ะ” 

“หนูไม่ได้...” 

“ตายแล้ว นี่ลูกกินยาลดความอ้วนเหรอซารัง” แม่ร้องถามขึ้นมาทันทีด้วยความตกใจ ทำเอาฉันกลอกตาอย่างจนปัญญา ในขณะที่รุ่นพี่จุนแจก้มหน้ายิ้มเพราะเขารู้ว่าไอ้ยาลดความอ้วนที่กำลังเป็นประเด็นอยู่คืออะไร 

เขารู้ทุกอย่างนั่นแหละ เพราะฉันเล่าให้เขาฟังหมดแล้ว และเราก็ตกลงกันแล้วว่าเราจะไม่บอกเรื่องที่เราทั้งคู่เป็นแวมไพร์ให้พ่อกับแม่ของฉันรู้ ฉันกับเขาจะขอใช้ชีวิตตามปกติ เจตนาไม่ใช่เพื่อปกปิดพวกเขา แต่เพราะไม่อยากให้พวกเขาต้องมาเป็นกังวลกับเรา ถึงจะค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ว่าฉันจะเป็นอะไรพวกเขาก็จะยังรักฉันเหมือนเดิม แต่ถ้าหากว่าการไม่รู้อะไรมันไม่ได้กระทบกับชีวิตของพวกเขา ฉันก็อยากจะเห็นพวกเขามีความสุขในแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ 

“มันไม่ใช่ยาลดความอ้วนค่ะพ่อ เชื่อหนูนะคะแม่” 

“จริงเหรอ” พ่อกับแม่ถามขึ้นมาพร้อมกัน 

“ค่ะ แค่วิตามิน ช่วงก่อนหน้านี้หนูไม่ค่อยสบาย ก็เลยให้ยัยกงจูมันแนะนำวิตามินให้กินเท่านั้นเอง” ฉันอ้าง 

“แน่ใจนะลูก” 

“ค่ะ หนูสัญญาว่าหนูจะไม่กินอะไรแบบนั้นเด็ดขาด แล้วจะพยายามหาเวลาออกกำลังกายด้วยนะคะ” 

“ผมดูแลเองครับ” รุ่นพี่จุนแจบอกยิ้มๆ  

“ฝากด้วยนะจุนแจ”  

“ครับ” 

เนี่ย พักหลังๆ มานี่เขาพูดอะไรพ่อกับแม่ก็เชื่อไปหมด เชื่อง่ายๆ ทั้งที่ฉันเองก็พยายามจะอธิบายแต่สายตาของพวกเขากลับเคลือบแคลงสงสัย บ้าชะมัด  

“หนูยกจานไปเก็บก็แล้วกันนะคะ” ฉันตัดบทงอนๆ แต่ทุกคนบนโต๊ะอาหารกลับหัวเราะคิกคักๆ กันใหญ่เชียว ไม่มีใครสงสารฉันบ้างเลย 

“ถ้างั้นเดี๋ยวผมช่วยซารังเก็บจานแล้วเดี๋ยวขอตัวกลับเลยนะครับ” 

“อ้าว นี่จุนแจไม่ได้จะไปทะเลกับซารังหรอกเหรอ” พ่อฉันรีบถาม 

“ไปครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะแวะมารับ” 

“ถ้างั้นจะขับรถไปขับรถมาทำไมล่ะ นี่ก็มืดแล้ว ทำไมไม่นอนเสียที่นี่เลย” 

“พ๊อ!!!” 

พ่อของฉันยังคงขายลูกสาวเก่งเหมือนเดิม 

“แต่ว่า...” 

“เดี๋ยวน้าไปเตรียมหมอนกับที่นอนให้ก็แล้วกันนะจุนแจ ไม่ต้องขับรถกลับไปหรอก มันอันตราย กว่าจะกลับถึงบ้านแล้วได้นอนพัก พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้า ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมามันจะแย่” 

“แต่ว่า...” 

“คงไม่ได้เตรียมกระเป๋ากับเสื้อผ้ามาสินะ เดี๋ยวใส่ของพ่อเขาไปก่อนก็ได้ ส่วนกระเป๋าหรือของที่ต้องใช้สำหรับเดินทางไปทะเล พรุ่งนี้ก็ตื่นให้มันเช้าหน่อยแล้วค่อยขับรถกลับไปเอา อย่างน้อยคืนนี้ก็ยังได้เข้านอนเร็วนะ” แม่ฉันสรุปเอาเองเสร็จสรรพ  

“ก็ได้ครับ” รุ่นพี่จุนแจตอบไม่เต็มเสียงเท่าไหร่ ฉันพอจะดูออกว่าเขาคงไม่รู้จะปฏิเสธยังไงน่ะ เขาค่อนข้างเกรงใจพ่อกับแม่ของฉันในขณะที่พ่อกับแม่ของฉันดันคิดตรงกันข้าม 

“งั้นเดี๋ยวไปรอที่ห้องซารังก่อนก็แล้วกันนะ เดี๋ยวน้าเตรียมของครบแล้วจะไปเคาะประตู” 

“แม๊!!!” 

เสียงฉันจะสูงทะลุฝ้าเพดานอยู่แล้วจ้า 

“อะไรของเราล่ะซารัง เรานี่ยังไง ทำไมจะปล่อยให้แฟนขับรถกลับดึกๆ ดื่นๆ คนเดียวแล้วพรุ่งนี้ยังจะให้เขามารับแต่เช้า นิสัยแย่จริงๆ ไป พาจุนแจเขาไปพักได้แล้ว จานเดี๋ยวแม่ล้างเอง”  

กลายเป็นฉันที่นั่งงง 

“พ่อคะ” 

“เดี๋ยวพ่อไปค้นดูชุดนอนให้ก็แล้วกันนะ” 

สาบานว่าไม่ได้รู้กันมาก่อน ฮืออ ฉันรู้สึกขายหน้าชะมัด 

ฉันเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร เดินนำรุ่นพี่จุนแจขึ้นมาที่ชั้นสองของตัวบ้าน ก่อนจะเลี้ยวขวาเดินตรงไปที่ห้องนอนของฉันที่ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครมานอนด้วยเลยแม้แต่ยัยกงจู เพราะมันไม่ค่อยได้แวะมาที่นี่หรอก ส่วนมากจะไปค้างที่หอฉันมากกว่า 

“ฉันควรจะขอโทษรุ่นพี่แทนพ่อกับแม่ของฉันมั้ยคะเนี่ย” ฉันอดไม่ได้ที่จะหันไปถาม หลังจากเดินนำเขาเข้ามาในห้องเรียบร้อยแล้ว 

แม้จะรู้สึกอายและแอบรู้สึกผิดในคราแรก แต่พอหันไปเห็นว่าเขายังยิ้มไม่หุบเลยก็ชักงงๆ ว่าควรจะรู้สึกยังไง 

“ทำไม หรือเธออยากจะไล่ฉันกลับล่ะ ฉันฟ้องนะ” 

เนี่ย ความรู้สึกผิดของฉันที่มีต่อเขาลดลงไปจนแทบไม่เหลือ ที่เหลือนี่หมั่นไส้ล้วนๆ 

“ฉันไปนอนที่โซฟาข้างล่างก็นะ จะว่าไปให้นอนในห้องเธอเลยก็ไม่เหมาะ” 

“ไม่ทันแล้วมั้งคะรุ่นพี่ อีกอย่างต่อให้รุ่นพี่จะพูดไปว่าไม่เหมาะ พ่อกับแม่ของฉันก็ไม่เชื่ออยู่ดีนั่นแหละค่ะ ที่นี่มีแค่สองห้องนอน จริงๆ พ่อเคยบอกว่าจะซื้อบ้านหลังใหม่แต่ฉันกับแม่ช่วยกันค้านเพราะเรารักบ้านหลังนี้มากกว่า เราก็เลยตัดสินใจอยู่ที่นี่กันต่อน่ะค่ะ” ฉันถือโอกาสเล่า  

ระหว่างนั้นรุ่นพี่จุนแจเดินสำรวจห้องฉันไปเรื่อยๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่โต๊ะหนังสือของฉันที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง เขาจ้องมองกรอบรูปของฉันตอนเด็กๆ ที่ตั้งอยู่ที่มุมโต๊ะก่อนจะหยิบมันขึ้นมา 

ฉันรู้สึกและสังเกตเห็นหลายครั้งแล้วว่าเขามักชอบมองรูปถ่ายของฉัน อย่างคราวก่อน ครั้งแรกที่เขาแวะไปที่ห้องพักของฉัน เขาก็ยืนจ้องมองรูปถ่ายที่ฉันอัดใส่กรอบเอาไว้ตั้งนานสองนาน 

“ยัยเด็กผมเปียนั่นน่ารักแต่เด็กเลยนะคะ” ฉันแซวตัวเองแล้วหัวเราะ  

“ฉันหาเธอเจอแล้วนะ” เขากระซิบบอกกับภาพถ่าย เขาเอาแต่จ้องมองฉันในภาพถ่ายแล้วยิ้มราวกับต้องมนตร์สะกด สักพักเขาก็หยิบมันขึ้นมาพร้อมกับก้มลงจูบที่ภาพถ่ายใบนั้นราวกับคิดถึงยัยเด็กผมเปียนั่นสุดหัวใจ เห็นแล้วทำให้ก้อนเนื้อในอกของฉันพองโต 

“รุ่นพี่จะอาบน้ำก่อนมั้ยคะ หรือว่าจะรอชุดนอนจากพ่อของฉันก่อน” 

“รอก่อนดีกว่า ฉันอยากคุยกับเธอต่อด้วยน่ะ” 

“เรื่องอะไรคะ” ฉันถามไปเรื่อยๆ ระหว่างที่กำลังรวบผมเตรียมตัวจะอาบน้ำ 

“มานี่สิ” เขาเรียกเบาๆ ฉันหันไปมองพลางส่งยิ้มให้ ก่อนจะสำรวจว่ามัดผมเรียบร้อยแล้วถึงได้เดินไปหาเขาที่นั่งอยู่บนโต๊ะหนังสือของฉัน 

“มีอะไรคะ” ฉันถามเมื่อหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของเขา แต่กลับถูกรั้งให้กระเถิบเข้าไปใกล้กว่าเดิม 

รุ่นพี่จุนแจโอบรอบเอวของฉันเอาไว้หลวมๆ สายตานิ่งๆ แต่มุมปากอมยิ้มอยู่ตลอดเวลา ผิวของเขาออกเหลืองนิดๆ เพราะแสงไฟ บวกกับแสงจากพระจันทร์ที่สะท้อนเข้ามาทางหน้าต่าง 

“ฉันรักเธอ” 

ปกติเขาไม่ค่อยพูดคำนี้สักเท่าไหร่ แต่บทจะพูด เขาก็พูดออกมาเสียเฉยๆ ทำให้ฉันเสียอาการได้ตลอดนั่นแหละ 

“ฉันก็รักรุ่นพี่ค่ะ” ฉันตอบกลับไปด้วยคำเดียวกัน  

รุ่นพี่จุนแจยกมือขึ้นหนึ่งขึ้นมาแตะเบาๆ ที่ข้างแก้ม แม้สัมผัสของเขาจะเย็นวาบแต่น่าแปลกที่มันมักสร้างความอบอุ่นในหัวใจ เช่นเดียวกับริมฝีปากของเขาที่ทาบลงมาบนริมฝีปากของฉันเบาๆ แต่สามารถทำให้ฉันสั่นไปทั้งตัว 

“ฉันอยากฝังเขี้ยวไว้ให้ทั่วตัวของเธอจังเลยซารัง” 

ก้อนเนื้อในอกเต้นแรง ความรู้สึกแรกคือแอบสะดุ้งและหวิวๆ ในช่องท้อง คำว่าฝังเขี้ยวทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเลือดในร่างกายกำลังสูบฉีดแรง 

“เอาไว้รอกลับไปจากที่นี่ก่อนดีมั้ยคะ อื้อ” ฉันครางเบาๆ เมื่อเขาแกล้งงับใบหูของฉันเล่น 

“ได้สิ เอาเป็นที่ทะเลพรุ่งนี้แล้วกัน” 

“ฉันอยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ จังค่ะ” ฉันอ้อนบ้าง พูดจบก็ขยับเข้าไปกอดรุ่นพี่จุนแจเอาไว้ แต่เพราะว่าตัวฉันเองยืนอยู่ในขณะที่เขานั่งอยู่ที่ขอบโต๊ะ ฉันก็เลยต้องซบหน้าลงบนเส้นผมนุ่มๆ ของเขาแทน กลิ่นของแชมพูไม่หอมเท่ากลิ่นเลือดของเขาเลยเพราะว่าตอนนี้เราอยู่ใกล้กันในระยะที่ฉันสามารถได้กลิ่นเลือดของเขาได้พอดี 

“ฉันอยากฝังเขี้ยวลงบนตรงไหนสักที่ บนร่างกายของรุ่นพี่” 

“ฉันยกให้เธอทั้งตัวและหัวใจเลยซารัง” รุ่นพี่กระซิบตอบก่อนจะดึงมือของฉันขึ้นมาจูบที่หลังมือ มันทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเราไม่เพียงแค่ต้องการเลือดของอีกฝ่ายหนึ่งหรอก แต่เราต้องการทุกอย่างที่เป็นของกันและกันมากกว่า ฉันจินตนาการไม่ได้เลยว่าถ้าหากไม่ใช่เขา ไม่ใช่เลือดของเขา ฉันจะยังต้องการมากแบบนี้รึเปล่า 

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะฝังเขี้ยวลงบนหัวใจของรุ่นพี่แล้วกันนะคะ” 

“เธอจะเจ็บนะ รู้รึเปล่า” 

จักจี้ชะมัด 

ฉันหัวเราะเสียงดัง ส่วนรุ่นพี่จุนแจน่ะเหรอ ตัวงอไปแล้วตั้งแต่พูดจบ 

เราสองคนต้องรีบผละตัวออกจากกันเพื่อที่ต่างคนต่างหัวเราะ เพราะไม่สามารถมองตากันได้เลย ยิ่งมองก็ยิ่งหยุดขำได้ลำบาก เหนื่อยกว่าเดิม ทำเอาฉันปวดหน้าท้องไปหมด 

นานแล้วที่ฉันไม่ได้หัวเราะหนักๆ แบบนี้ และคิดว่าเขาเองก็คงจะรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน เขาน่าจะเป็นคนแรก และคงจะเป็นคนเดียวที่ทำให้ฉันยิ้มและหัวเราะได้เสียงดังที่สุด... ตลอดไป 

 

-THE END- 

---------- 

PinkPen talk : 

จบแล้วจ้า ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบนะคะ แล้วพบกันใหม่กับนิยายเรื่องใหม่เร็วๆ นี้นะคะ ฝากติดตามด้วยน้าาา 

รัก 

ขุ่นเจ้ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว