ยินดีตอนรับเข้าสู่โลกนิยายของสุวนันท์ทารา ขอให้ทุกท่านอ่านอย่างมีความสุขค่ะ❤

บทที่ 1.1 ความบังเอิญที่เฝ้ารอ

ชื่อตอน : บทที่ 1.1 ความบังเอิญที่เฝ้ารอ

คำค้น : รัก โรแมนติค ดราม่า ท้อง มีลูก

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.4k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 29 มิ.ย. 2563 02:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1.1 ความบังเอิญที่เฝ้ารอ
แบบอักษร

บทที่ 1.1 ความบังเอิญที่เฝ้ารอ 

 

ภายในสำนักงานบริษัทแปรรูปผลไม้ขนาดใหญ่ ด้วยทุนจดทะเบียนที่มากกว่าสามร้อยล้าน ตั้งอยู่บนชั้นยี่สิบและยี่สิบเอ็ดของอาคารสูงใจกลางกรุงเทพมหานครมีพนักงานกว่าเจ็ดสิบชีวิต

น้ำเสียงตื่นตระหนกของพนักงานพูดคุยเซ็งแซ่ลั่น จับกลุ่มคุยกันเป็นหย่อมๆ เมื่อมีผู้บริหารคนใหม่ กำลังจะเข้าบริษัทวันนี้เป็นวันแรก สร้างความตื่นเต้นให้กับพนักงานเป็นอย่างมาก มีข่าวที่ลือสะพัดไปทั่วว่าผู้บริหารคนใหม่ยังหนุ่มยังแน่นไฟแรง อายุไม่ทันได้ขึ้นเลขสามดีด้วยซ้ำ เป็นลูกชายเจ้าสัวใหญ่พึ่งเรียนจบปริญญาโทมาจากต่างประเทศ จึงเป็นที่จับตาของพนักงาน เพื่อรอยลโฉมว่าจะสมคำเล่าลือหรือไม่

ที่พนักงานต้องตื่นเต้นอยู่อย่างนี้ เพราะไม่มีใครทราบว่าประธานกรรมการบริหารคนใหม่จะเป็นใคร มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายครั้ง จึงไม่มีใครทราบดีว่าใครกันแน่จะเข้ามาเป็นเจ้านายคนใหม่

รวมถึงทีมการตลาดของไทยด้วยที่จะพลาดหัวข้อนี้ไปได้อย่างไร

“วันนี้ใช่ไหม ที่จะมีผู้บริหารคนใหม่เข้ามา”

“เขาจะเปลี่ยนทีมใหม่ยกทีมไหมพี่จี”

“พี่ก็ไม่รู้ ยัยมีนแกไปสืบกับยัยพี่มายมาสิ แกสนิทกับยัยพี่มายที่สุด” ศจีซีเนียร์ซูเปอร์ไวเซอร์ประจำแผนก บุ้ยปากทางเพื่อนสนิทอย่าง ‘มีนา’ ให้สืบสาวราวเรื่อง ว่าจะมีการยกเค้าพนักงานใหม่หรือไม่อย่างไร เพราะผู้บริหารคนนี้อาจมาพร้อมทีมงานของตนก็เป็นได้

“อะไรยัยจี ฉันไม่ได้สนิทกับยัยพี่มายอะไรขนาดนั้นเหอะ แค่เผอิญไปกินข้าวด้วยกันมื้อเดียวไม่เรียกสนิทนะยะ แกนั่นแหละสนิท” คนฟังได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ เบ้ปากเล็กน้อย เรียกเสียงหัวเราะขบขันให้ผู้คนในทีมตัวเองได้เป็นอย่างดี

มีนาได้แต่กลอกตามองบน ยามนึกถึงยัยพี่มาย ยัยเลขาจอมหยิ่ง ขี้วีน วางอำนาจ ทำตัวราวกับเป็นประธานบริษัทเสียเองด้วยซ้ำ

‘ยัยพี่มาย’ ในที่นี้ คือเลขานุการของผู้บริหารคนเก่า ที่วางมือจากงานในอายุหกสิบเก้าปี ไปใช้ชีวิตปั้นปลายอยู่ที่บ้านกับภรรยาและลูกหมา ตามที่พนักงานบอกเล่าต่อๆกันมา โดยได้มีการให้ญาติเข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทไปบริหาร แต่ยัยพี่มายนางคงยืนยันที่จะทำงานในตำแหน่งเดิมไม่ยอมไปไหน อวดอ้างไปทั่ว ว่าตนนั้นได้รับการฝากฝังให้ทำงานในตำแหน่งเดิมต่อจากผู้บริหารคนเก่า

“พวกน้องถามจริงๆนะ ในบริษัทนี้ยัยพี่มาย สนิทกับใครบ้าง ทำตัวราวกับเป็นผู้บริหารเองซะอีก” คราวนี้เดอะแก๊งในแผนกสามคน ต่างพากันออกความคิดเห็นบ้าง ในหัวข้อยัยพี่มายอย่างเมามัน

เดอะแก๊ง คือแก๊งรุ่นน้องของแผนกที่อายุเท่ากันทั้งสามคน ประกอบด้วยคิตตี้สาวประเภทสอง ดาวิกาและนีรดาที่เป็นผู้หญิง

“ไม่มี!” น้ำเสียงกลั้นขำของพี่อันนาเมเนเจอร์ใหญ่ ผู้คุมทีมเอ่ยขึ้น สร้างเสียงหัวเราะดังให้กับทุกคนรวมถึงมีนาด้วยที่หัวเราะจนน้ำตาเล็ด พร้อมเมาท์มอยกันในแผนกอย่างออกรสออกชาติ

ก่อนจะมีเสียงนาฬิกาที่ตั้งไว้ในโทรศัพท์ดังขึ้นเตือน มือเรียวกดปิดทันควันไม่ปล่อยให้มันดังนาน

“จะเที่ยงครึ่งแล้ว มีนไปนะ ใกล้เวลาเลิกเรียนพี่ตุลย์แล้ว” มีนามองนาฬิกาข้อมือ ลุกขึ้นสะพายกระเป๋าเก็บของเตรียมจะเดินออกจากแผนก เพื่อไปรับลูกชายวัยสองขวบสองเดือนกว่า ที่ใกล้ได้เวลาเลิกเรียนแล้ว เพราะวันนี้พี่เลี้ยงลูกชายติดธุระ เธอจึงต้องไปรับเอง

“เอาพี่ตุลย์มาเล่นที่แผนกหน่อยสิมีน ฉันคิดถึงหลาน” ศจีที่คิดถึงหลานขัดขึ้น ก่อนคนที่สะพายกระเป๋าเก็บของเรียบร้อยจะเดินออกจากห้องไป โดยมีทุกคนในแผนกพยักหน้าเห็นด้วยกันหมด

“แกก็ไปเยี่ยมหลานที่บ้านสิยัยจี จะเอาพี่ตุลย์มาป่วนที่แผนกทำไม วุ่นวายเปล่าๆ ไปล่ะเดี๋ยวไม่ทันพี่ตุลย์เลิกเรียน”

“พี่ตุลย์เป็นเด็กดีจะตายพี่มีน พาน้องมาเล่นที่แผนกหน่อยสิคะ พวกหนูก็คิดถึงน้า ไม่ได้เจอพี่ตุลย์ตั้งนานแล้ว” คิตตี้สาวประเภทสองเอ่ยขัด ทำตาปริบๆ อ้อนให้มีนาใจอ่อน พาพี่ตุลย์ขวัญใจคนทั้งแผนกมาเล่นที่แผนกบ้าง หลังจากไม่ได้เจอนานแล้ว

“เอาไว้งานไม่วุ่นมาก พี่จะพามาแล้วกันนะ แต่ตอนนี้พี่ต้องรีบไปก่อนเดี๋ยวจะสาย”

“โอเคค่า แต่อย่าลืมนะพี่มีนห้ามโกหกพวกน้อง” มีนายิ้มรับ

“ขับรถดีๆล่ะ พาหลานฉันกลับบ้านอย่างปลอดภัย ถึงบ้านทักมาบอกด้วย” ศจีเตือนเพื่อนสนิทในการขับรถ เพราะมีนาพึ่งขับรถเองได้ไม่ถึงปีดีด้วยซ้ำ

คนฟังพยักหน้าเข้าใจ ในสิ่งที่แม่ทูนหัวของลูกชายสั่ง ศจีและเธอเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียนประถม สมัยยังอยู่ลำปาง เรียนมัธยม มหาลัยยังที่เดียวกัน จนมาถึงที่ทำงาน ศจียังเป็นคนช่วยดึงเธอเข้ามาทำงานด้วย เรียกได้ว่าศจีเป็นเพื่อนที่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาทุกช่วงสำคัญของชีวิตเลยล่ะ

“ไปนะทุกคน ยังไงอย่าลืมอัปเดตข่าวคราวในไลน์กรุปด้วย” ก่อนเดินออกประตูห้อง เธอก็ไม่ลืมที่จะย้ำชัดกับทุกคนในการส่งข่าว เรื่องผู้บริหารคนใหม่ ให้ตนได้ทราบด้วย

 

มีนาเดินลงมายังชั้นใต้ดินเพื่อขับรถไปรับลูกชาย คว้านมือหยิบหากุญแจในกระเป๋าแสนรก พลางเดินไปด้วยทำให้ไม่ทันได้ระวังมองทาง

ปี๊นๆๆ เสียงบีบแตรดังลั่น

“ว๊าย!”

รถออดี้อาร์แปดสีดำคันเงา เลี้ยวปาดเข้ามาในจังหวะที่หญิงสาวกำลังจะเดินข้ามไปอีกฝั่ง เล่นเอาคนที่เดินก้มหน้าหากุญแจใจหายใจคว่ำหน้าซีดเผือด

เธอมองตามท้ายรถคันนั้นที่เหมือนจะชะลอความเร็วลง จนกระทั่งหยุดนิ่ง แต่ไกลห่างออกไป

เอี๊ยด!

“เป็นอะไรไหมครับ” เสียงร้องตะโกนดังขึ้น โดยไม่ได้เปิดประตูลงทำเพียงแค่ลดกระจกลง ยื่นหน้าออกไปถาม มองเห็นแผ่นหลังหญิงสาวไวๆแต่ไม่สามารถเห็นได้ชัดว่าเป็นใคร เนื่องจากมันค่อนข้างไกลและชายหนุ่มผู้ถามนั้นสายตาสั้นด้วย

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่เดินไม่ทันระวังมองรถคุณ” มีนาร้องตะโกนผงกหัวขอโทษ ครั้งนี้เป็นความผิดของเธอเองที่เดินไม่ระวัง

“คุณไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วครับ” น้ำเสียงเข้มห้าวตอบกลับ ยื่นหัวกลับเข้าไปตัวรถตามเดิม

รถออดี้สีดำเงาก็เคลื่อนออกไปเชื่องช้า วนหาที่จอดต่อ พร้อมรู้สึกคุ้นๆกับน้ำเสียงที่ได้พูดคุยด้วยเมื่อกี้ แต่จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินที่ไหน หางตาก็เหลือบมองกระจกอีกครา แต่ทว่าหญิงสาวคนนั้นกลับหายไปแล้ว

“เมื่อกี้มึงคุยกับใคร” อิทธิฤทธิ์ลืมตาขึ้นจากการพักสายตา กะพริบตาถี่ๆ พยุงตัวเองนั่งพิงเบาะดี รู้สึกตัวตั้งแต่พีรพัฒน์คุยกับใครสักคน และน้ำเสียงนั้นเหมือนกับใครคนหนึ่งมาก เหมือนจนน่าประหลาดใจ

“น่าจะพนักงานบริษัท เมื่อกี้กูเกือบขับรถเฉี่ยวเขา แต่มึงว่าน้ำเสียงเมื่อกี้มันคุ้นๆไหมวะ ตอนกูคุยกับเขามึงตื่นยัง ได้ยินไหม” พีรพัฒน์หันมาถามเพื่อนสนิท สีหน้าครุ่นคิดว่าเคยได้ยินสุ้มเสียงนี้จากที่ไหน แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

“อืม....คุ้น เสียงเหมือนมีนแต่ไม่น่าจะใช่” อิทธิฤทธิ์ไขความกระจ่างแจ้งให้เพื่อน

เพราะเจ้าของน้ำเสียงหวานรื่นหูนั้น คงใช้ชีวิตอยู่ญี่ปุ่นมีความสุขไปแล้ว มีแต่เขานี้แหละที่จมอยู่กับอดีตไม่เคยไปไหน จะว่าไม่ไหนก็ไม่ได้ เพราะก็ลองเปิดใจคบกับคนอื่นอยู่บ้าง ระหว่างที่ไปเรียนต่อ แต่สุดท้ายในห้วงคำนึกกลับคิดถึงแต่เพียงหญิงสาวคนเดียว จึงไปต่อกับใครไม่ได้วนกลับมาอยู่วังวนเดิมๆ

“เออจริงด้วย! เสียงเหมือนมีนเลย กูก็ว่าอยู่มันคุ้นๆหู” พีรพัฒน์ดับเครื่องยนต์ พูดเสียงตื่นตระหนก ก่อนจะพูดต่อมองสีหน้าที่สลดลงของเพื่อนซี้ตัวเอง “แต่ก็น่าจะแค่คุ้น เพราะตอนนี้มีนอยู่ญี่ปุ่นจะมาทำไมที่นี่”

“เออนั่นแหละ ไปกันเถอะ” อิทธิฤทธิ์ปลดเข็มขัดนิรภัย ขายาวๆก้าวลงจากรถ จัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ ยืนรอพีรพัฒน์ข้างรถ ที่เขาบังคับให้มันมาเป็นเพื่อน หลังจากนัดพบกินข้าวพูดคุยติดพันกันจนบ่ายแก่

 

สัก 21-22 น. มาต่อให้อีกหนึ่งตอนค่า  

ความคิดเห็น