ฝากผลงานเรื่องนี้ไว้ด้วยนะคะ ขอบคุณที่ช่วยสนับสนุนผลงานของเน่ค่ะ

ชื่อตอน : บทส่งท้าย

คำค้น : เพื่อนต้องรัก,เพื่อนรัก,รักเพื่อน,เพื่อนสนิท,นิยายวาย,PinkPen

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 21 เม.ย. 2563 18:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทส่งท้าย
แบบอักษร

บทส่งท้าย 

 

“คิมหันต์” 

 

“มาครับ” ผมรีบยกมือแล้วขานรับเมื่อชื่อของผมถูกเรียกขานโดยอาจารย์ป้าขาโหดเจ้าเก่าเจ้าประจำ แต่อย่าคิดว่าจะได้กินผมล่ะ เพราะช่วงหลังมานี้ผมเข้าห้องเรียนก่อนถึงเวลาเรียนอย่างน้อยสิบห้านาทีเสมอ 

 

หลังจากที่เรื่องจบลง พี่ไทม์เองก็ทำหน้าที่ดูแลปลายรุ้งอย่างดี ถึงเรื่องระหว่างพี่ไทม์กับไอ้ปลายฟ้าจะยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร แต่ผมคิดว่าถ้าหลานของไอ้ปลายฟ้าคลอดออกมา ก็น่าจะเป็นโซ่ทองที่ทำให้พี่ไทม์กับไอ้ปลายฟ้ากลับมาเป็นเพื่อนกันได้นั่นแหละ ส่วนผมกับไอ้ติณก็มีหน้าที่ตั้งใจเรียนกันต่อไป 

 

“ติณภพ” 

 

“มาครับ” 

 

อ้อ ลืมบอกไปว่าไอ้คนข้างๆ ผมก็มาเรียนพร้อมผมทุกวันนี่แหละ 

 

ทั้งผมและไอ้ติณเข้าเรียนครบทุกวิชา รวมถึงตามส่งงานกันจนครบหมดแล้ว เพราะว่าหลังจากที่จบเรื่องวุ่นวายนั่นได้ ทั้งผมและมันก็ตกลงกันว่าห้ามโดดเรียนอีก รวมถึงเรื่องการมาสายด้วย จริงๆ มันไม่ใช่เรื่องยากของผมเลยนะ มีแต่มันนั่นแหละที่ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ทั้งที่ผมโทรปลุกมันทุกวันแต่มันก็ชอบขอต่อเวลา สุดท้ายผมก็เลยไม่โทรปลุก บอกมันว่าถ้าไม่มาก็เรื่องของมัน ผมนั่งรถเมล์มาเองได้ แต่ก็เห็นว่ามันตื่นเองได้นี่นา แถมยังขับรถไปรอรับผมที่หน้าอพาร์ทเม้นท์ได้ทุกวันอีกต่างหาก 

 

“เอาล่ะ วันนี้เลิกคลาสได้” 

 

เดี๋ยวๆ ผมได้ยินอะไรแว่วๆ เลิกคลาสเหรอ เลิกได้ยังไง ผมอุตส่าห์แหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่เช้า 

 

“เอ้า ลุกสิไอ้เหี้ยคิม อาจารย์ปล่อยแล้ว” ไอ้ติณยังคงใช้เท้าสะกิดผมเหมือนเดิม และเมื่อผมมองไปรอบกายผมก็เห็นว่าเพื่อนคนอื่นๆ ก็ทยอยกันลุกขึ้นแล้ว ส่วนอาจารย์ป้าขาโหดก็เดินนำออกไปก่อนใครเพื่อนเลย 

 

“ทำไมอาจารย์ไม่สอน” 

 

“กูจะไปรู้เหรอ กูไม่ใช่ผัวอาจารย์ แต่ไม่สอนก็ดีแล้วไง ไปเหอะ” ไอ้ติณยังคงเร่ง และพอผมชักช้าไม่ทันใจ มันก็รีบดึงกระเป๋าของผมไปสะพายแล้วเดินนำผมลงบันไดสโลปไปก่อนเหมือนทุกวัน 

 

ผมรู้นะว่าจริงๆ แล้วมันแค่อยากช่วยผมสะพายกระเป๋า 

 

“ติณ” 

 

“เร็ว เดี๋ยวกูไปไม่ทัน” 

 

“ไม่ต้องรีบหรอกน่า นี่มันก่อนเวลานัดกับพี่ไทม์ตั้งหลายชั่วโมงนะ” 

 

“ไปก่อนเวลานัดก็ดีแล้วไง มึงเป็นพวกมีมารยาทไม่ใช่เหรอ อีกอย่างถ้ากูไปช้าเดี๋ยวมันไม่รับกูเข้าทำงานจะทำยังไง” ไอ้ติณย้อนถาม  

 

ใช่แล้วครับ ทุกคนอ่านไม่ผิดหรอก มันกำลังจะไปสมัครงานที่ร้านพี่ไทม์เพราะอยากทำงาน (เฝ้าผม) ทั้งที่ดูจากรถที่มันใช้ (นี่คันที่สามของเดือนแล้ว) เงินเดินที่ร้านยังไม่พอจ่ายค่าน้ำมันที่มันเทียวรับเทียวส่งผมแต่ละเดือนเลยด้วยซ้ำ 

 

มันจะกระแดะอยากทำไปทำไมก็ไม่รู้ T^T 

 

“ถ้าพี่ไทม์เขาจะไม่รับนายก็เพราะนายเรียกเขาว่ามันนั่นแหละ” ผมแอบบ่นเบาๆ แต่ไอ้ติณก็ดันได้ยิน เพราะถ้ามันไม่ได้ยินมันคงไม่ผลักหัวผมจนหน้าผมแทบจะทิ่มนำเข้าไปในรถมันทำไม 

 

อ้อ ลืมบอกไปว่าเดี๋ยวนี้มันเปิดประตูรถให้ผมตลอดเลย ผมเคยบอกมันแล้วนะว่าไม่ต้อง ยังไงซะผมก็ไม่ใช่ผู้หญิง แต่ก็นั่นแหละ พูดกับมันไม่เคยรู้เรื่องผมเลยต้องเลยตามเลย อะไรที่มันสบายใจและไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนก็ปล่อยมันไปเถอะ ไม่อย่างนั้นวันๆ ผมคงไม่ต้องทำอะไรนอกจากด่ามัน (- -“) 

 

“เดี๋ยวเราลองโทรถามพี่ไทม์ก่อนดีกว่าว่าพี่ไทม์เขาอยู่ร้านรึเปล่า นี่มันก่อนเวลานัดนานเกินไป เผื่อพี่เขาไม่อยู่” ผมรีบบอกเมื่อนึกขึ้นได้ 

 

“ไม่ต้อง” 

 

“อ้าว” 

 

“ไม่ต้องเสือกโทรหามันเลยนะ กูไม่ชอบ” พูดจบไอ้ติณก็ดึงโทรศัพท์ไปจากมือของผมแล้วโยนทิ้งไปที่เบาะด้านหลังซะอย่างนั้น แถมยังไม่ยอมหันหน้ากลับไปทางเดิมเพราะเอาแต่จ้องหน้าผม 

 

“เดี๋ยวมึงกับกูไปเตะบอลเล่นกับพวกไอ้กายก่อนก็ได้ รอเวลา” 

 

“เอ่อ เอางั้นก็ได้” ผมตอบตะกุกตะกักเพราะยังไม่ทันตั้งสติ กำลังตกใจที่อยู่ๆ ไอ้ติณก็ดึงโทรศัพท์ของผมไปจากมือของผมแล้วโยนทิ้งไปด้านหลังเหมือนไร้ค่า ทั้งๆ ที่นั่นมันราคาหลักหมื่นเลยนะเว้ย สำหรับมันอาจเล็กน้อยแต่สำหรับผมนั่นมันแพงมากนะ 

 

“อาลัยอาวรณ์จริงๆ นะกับอีแค่เบอร์โทรมันเนี่ย” เดี๋ยวๆ ผมอาลัยอาวรณ์โทรศัพท์ผมต่างหาก ไม่ใช่เบอร์โทรศัพท์ 

 

“ยังๆ กูด่ามึงอยู่นะ” 

 

“เราก็แค่กลัวโทรศัพท์เราพัง นายจะหาเรื่องทำไมเนี่ย” 

 

“มึงว่ากูหาเรื่องมึงเหรอ ถ้าโทรศัพท์มึงพังจริงเดี๋ยวกูซื้อให้ใหม่ก็ได้ แต่มึงห้ามเมมเบอร์ไอ้ไทม์นะ” 

 

มุกอะไรของมัน คนห่าอะไรหึงกระทั่งเบอร์โทรศัพท์ อีกอย่างผมกับพี่ไทม์ก็ไม่ได้มีอะไรเกินเลยกันสักหน่อย ผมก็มีแค่มัน แล้วพี่ไทม์เองก็กลับไปเริ่มต้นใหม่กับปลายรุ้งแถมยังเทคแคร์เธอและลูกเป็นอย่างดี ออกจะเห่อลูกขนาดหนักด้วยซ้ำไป  

 

“ไอ้คิม” 

 

“อะไรของนายอีกล่ะ” 

 

“กูหวงมึงนะ” ไอ้ติณตะคอกบอกผมพร้อมกับยกมือขึ้นมาผลักเบาะรถที่ผมนั่งอยู่แรงๆ เล่นเอากระเทือนทั้งตัว โธ่ว้อย เมื่อไหร่มันจะออกรถสักที ผมเริ่มหวั่นกลัวมันจะพังรถซะก่อน 

 

“เราก็ยังไม่ทันจะว่าอะไรนายเลย” 

 

“มึงก็อย่านิ่งสิ” 

 

“แล้วนายจะให้เราทำยังไงล่ะ” 

 

“ง้อกูหน่อย” อะไรของมันวะครับ 

 

“กูก็แค่อยากให้มึงเห็นความสำคัญของกูบ้าง ก็แค่นั้นเอง” ไอ้คิมเรียกร้องความสนใจจากผมซึ่งหน้า แล้วผมจะทำอะไรได้ล่ะในเมื่อมันพูดตรงซะขนาดนั้น 

 

“แค่นี้ยังไม่สำคัญอีกเหรอ” 

 

“ตรงไหน กูเห็นมีแต่กูที่ง้อมึงเนี่ย เวลากูงอนมึงๆ ไม่เคยง้อกูเลย” 

 

“ก็นายโกรธเองแล้วก็หายเองทำไมล่ะ คนบ้าอะไรโกรธนาทีเดียวแล้วก็หายเองได้” ผมรีบถาม 

 

“ก็กูกลัวมึงไม่ง้อ กูเลยรีบหายเอง เอางี้ ถ้าครั้งหน้ากูจะโกรธมึงให้นานกว่าเดิมก็แล้วกัน แต่มึงต้องง้อกูด้วยนะ” คนห่าอะไรแบบนี้ก็มีด้วย 

 

“ว่าไงล่ะ” ไอ้ติณถามย้ำแล้วตบเบาะผมแรงๆ อีกรอบ นี่มันกำลังข่มขู่ผมชัดๆ 

 

“เออๆ แต่นายต้องโกรธเรื่องมีสาระด้วยนะ ไม่ใช่แค่เราหายใจนายก็โกรธเพราะอยากให้เราง้อ” ผมอ้อมกระแอ้มตอบ ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอคนเพี้ยนๆ อย่างมันเนี่ยแหละ 

 

“เออ มึงตกลงแล้วนะไอ้คิม” 

 

“รู้แล้วน่า แต่บอกตรงๆ นะว่าเราง้อคนไม่เก่งหรอก เราถามจริงๆ นะติณ นายไม่เบื่อบ้างเหรอที่ต้องมาคอยง้อเรา อีกอย่างไหนนายเคยบอกว่าเกลียดเวลาที่คนอื่นมองเวลาเราไปไหนมาไหนด้วยกันไงล่ะ” ผมรีบถาม ถึงผมจะชินกับนิสัยไม่แคร์โลกของมัน แต่ก็อดจะกลัวไม่ได้ว่าสักวันความกดดันพวกนั้นมันจะทำให้ไอ้ติณหมดความอดทน 

 

“กูจะแคร์คนอื่นมากกว่ามึงได้ยังไง” แล้วคำตอบของมันก็ทำให้ผมยิ้มได้ทุกที 

 

“ถ้ามึงรู้สึกว่าโอเค กูก็โอเค มึงรู้สึกว่าโอเคมั้ยล่ะที่จะไปไหนมาไหนกับกูแล้วมีแต่คนมอง” ไอ้ติณย้อนถามผมบ้าง 

 

“จริงๆ เราก็เริ่มชินแล้ว อีกอย่างเราว่าพวกเขามองเพราะ...อิจฉาเรามากกว่า” ผมไม่ได้เข้าข้างตัวเองเลยจริงๆ ติดนิสัยมั่นเบ้าหน้าจากไอ้ติณมา ฮ่าๆ 

 

“งั้นก็ไม่ต้องไปสนใจ สนใจแค่ความรู้สึกมึงก็พอ” 

 

“เรา...รู้สึก...โอเค” 

 

“กูก็โอเค...งั้นเราไปสนามบอลกัน เดี๋ยวใกล้เวลานัดค่อยไปร้านมึง” 

 

“ก็โอเคอีก” ผมก็ทำได้แค่เออออห่อหมกไปกับมันนั่นแหละ ถึงมันจะเพี้ยนๆ ไปบ้าง หยาบกระด้างไปบ้างแต่สิ่งที่มันทำเพื่อผมมาตลอดก็บอกว่ามันจริงใจกับผมนะ สิ่งเดียวที่มันพยายามบอกกับผมก็คืออย่าแคร์ความรู้สึกของคนอื่นนอกจากความรู้สึกของตัวเอง แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันนั่นแหละที่แคร์ผมมากกว่าที่มันแคร์ตัวมันเองซะอีก 

 

ผมนั่งเงียบๆ แต่อมยิ้มมาตลอดทางกระทั่งไอ้ติณขับรถมาถึงสนามบอล ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ไกลจากตึกเรียนของเรามาก แต่อย่างน้อยถ้าขากลับผมกับมันเล่นบอลจนเหนื่อยจะได้เดินมาขึ้นรถใกล้ขึ้นอีกหน่อย 

 

“ว้าวๆๆ พวกมึงมาถ่ายพรีเวดดิ้งกันเหรอ” เสียงทักทายจากไอ้เกมดังลั่นไปทั่วสนามทำผมอยากจะแปลงร่างเป็นแมงหวี่ 

 

“แล้วมันหนักหัวพ่อมึงเหรอ” ไอ้ติณตอกกลับไปเสียงดังก่อนที่มันจะจูงมือผมเข้าสนามไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่มันไม่คิดว่าผมจะอายบ้างรึไง ถึงทุกคนจะรู้แต่ก็ใช่ว่าผมอยากจะประเจิดประเจ้อหรอกนะ 

 

“ฮั่นแน่ แอบมองกูมีปัญหาอะไรป๊ะ” 

 

ผมล่ะอยากจะเดินเข้าไปตบหัวไอ้เกมให้ทิ่มสนามหญ้าแล้วตะโกนเสียงดังๆ ว่า ฮั่นแน่พ่องงง! แต่ผมก็ทำได้แค่ยิ้ม เพราะไม่อยากเถียงกับมัน ปล่อยให้ไอ้ติณจัดการไปจะดีกว่า 

 

“อ้าว มึงไม่เล่นด้วยกันเหรอ” ไอ้ติณรีบถามหลังจากที่มันวางกระทั้งสองใบลงแล้วเห็นว่าผมนั่งลงที่เก้าอี้แทนที่จะเดินลงสนามไปพร้อมกับมัน 

 

“ไม่ล่ะ เราขี้เกียจ” ผมบอกยิ้มๆ แล้วเปิดกระเป๋าเพื่อหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา ส่วนไอ้ติณก็ไม่ได้รบเร้าผมหรอก มันก็แค่วิ่งลงไปปะทะฝีปากกับไอ้เกมตามระเบียบ 

 

“อ้าว ไอ้คิมอ่ะ ไม่ลงมาเล่นเหรอ” 

 

“ไม่ลง มันเพลีย” 

 

เดี๋ยวๆ ใครเพลีย ผมจะอ่านหนังสือ 

 

“วี้ววิ้ววว ข้าวใหม่ปลามันก็เงี้ย” 

 

“(-  -“)” วิ้วพ่องงง!  

 

ผมไม่น่าชะล่าใจเลย ให้ตายสิเถอะ บางทีผมก็ปล่อยปละละเลยไอ้ติณมากไปนะ ทำไมมันชอบทำให้ผมตกเป็น 

 

เป้าสายตา ดูสิ ไอ้พวกนั้นหันมามองผมกันหมด 

 

“เล่นด้วย” แล้วผมก็ตัดสินใจตะโกนบอกออกไปแล้ววางหนังสือไว้ที่เก้าอี้ ก่อนจะพาตัวเองลงสู่สนาม 

 

“ไหนมึงบอกไม่เล่น” 

 

“ก็นายพูดให้คนอื่นมองเราทำไม อีกอย่างเราไม่ได้เพลียสักหน่อย” ผมรีบบอก 

 

“กูก็แค่กวนส้นตีนไอ้เกมเฉยๆ มึงจริงจังทำไมเนี่ย” 

 

“เราไม่ชอบให้คนอื่นมองเราอ่อนแอนี่นา” ผมรีบบอกออกไปก่อนจะเดินไปจิ้มลูกบอลจนหลุดออกจากปลายเท้า 

 

ไอ้เกมได้สำเร็จ เฮ้อ แย่งขนมเด็กป.สี่กินยังยากกว่านี้เลย 

 

“ไอ้เหี้ยคิม” 

 

“เราอยู่ข้างนาย จะเล่นมั้ย” แล้วผมก็ประกาศตัวเป็นปรปักษ์กับไอ้ติณในทันที มันชอบทำให้คนอื่นมองผมด้วยสายตาไม่ดีทำไม 

 

               “มึงวอนซะแล้วนะไอ้คิม” 

 

“ทำไม กลัวเราเหรอ หรือกลัวแพ้เกม” ผมรีบท้ายทายเมื่อไอ้ติณมองผมด้วยสายตาเอาเรื่อง แถมยังชี้หน้าผมอย่างมาดมั่น 

 

“กูน่ะเหรอจะกลัวมึง เดี๋ยวมึงได้หงอแน่”  

 

“จะรอ” ผมแกล้งท้าทายต่อ ไอ้ติณมองหน้าผมแล้วกัดฟันกรอดก่อนจะเดินออกไปส่งสัญญาณอะไรบางอย่างกับไอ้บอลแล้วก็ไอ้ไม้เอกที่ข้างสนาม จากนั้นมันก็ถอดเสื้อออกเหมือนจะฟิตร่างกายมาแข่งกับผมเต็มที่ 

 

"กรี๊ดดด!”  

 

ให้ตายเถอะ เสียงกรีดร้องของสาวๆ ที่เพิ่งจะเดินผ่านมาทำให้พวกเราที่ยืนรวมตัวแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอยู่ถึงกับตกใจ ซึ่งคนตกใจที่สุดน่าจะเป็นผมนะ เพราะผมรู้น่ะสิว่าผู้หญิงพวกนั้นกรี๊ดอะไรกัน 

 

มันจะเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไงถ้าไม่ใช่ซิกแพ็คของไอ้ติณ! 

 

“หึๆ กูว่าสนุกละ” ไอ้กายเดินมาแค่นหัวเราะข้างๆ ผมก่อนจะตบบ่าผมปุๆ แล้วแย่งบอลไปจากเท้าผมเพราะว่าผมยังยืนมองหน้าไอ้ติณอยู่ ผมจ้องขนาดนี้มันยังลอยหน้าลอยตาวิ่งโชว์หุ่นอวดสาวๆ อยู่ได้ 

 

“ไอ้คิม สาวกรี๊ดมันอ่ะ มึงอย่ายอม” ไอ้เกมไอ้ทีรีบแซะ แต่ต่อให้มันไม่แซะผมก็ไม่ยอมหรอก 

 

“ติณ” 

 

“มึงท้ากูก่อน” นั่นไง ผมว่าแล้วว่ามันต้องพูดแบบนี้ 

 

“อย่ายอมมัน”  

 

“ใช่ๆ อย่าไปยอม” 

 

ไอ้ไม้เอกกับไอ้กั๊มพยายามช่วยกันเป่าหูผมอีกแรง เพราะว่าตอนนี้การแข่งของเรากำลังได้รับความสนใจจากกองเชียร์รอบสนามเป็นอย่างดี แถมยังมีแต่สาวๆ อีกต่างหาก 

 

ฟึ่บ! 

 

แล้วผมก็ถอดบ้าง ถึงผมจะไม่ล่ำเท่าไอ้ติณแต่ผมขาวกว่านะครับ ที่แน่ๆ นมผมชมพูกว่านมมันด้วย (กล้าพูดมาก) 

 

“ไอ้คิม!” 

 

“เอาเว้ย มวยถูกคู่” เสียงไอ้บอลร้องเชียร์ร่วมอีกคน 

 

“นายท้าเราเหมือนกัน” 

 

“ใส่เสื้อเดี๋ยวนี้เลยนะมึง!” 

 

“นายก็ใส่ก่อนสิ” 

 

“กูไม่ใส่” 

 

“เราก็ไม่ใส่” 

 

“ไม่ใส่ใช่มั้ย” 

 

“เออ!” 

 

“งั้นกูใส่”  

 

พูดจบไอ้ติณก็เดินกลับออกไปข้างสนามเพื่อคว้าเสื้อที่มันพาดเอาไว้กับเก้าอี้ขึ้นมาใส่ และพอเห็นว่ามันใส่เสื้อเสร็จ ผมถึงได้ใส่บ้าง แต่แทนที่ไอ้ติณจะเดินกลับเข้าสนามมา มันกลับเดินไปคว้ากระเป๋าของผมและของมันขึ้นสะพายบ่าแล้วเดินออกไปเลย 

 

“อ้าว” ทั้งสนามร้องออกมาพร้อมกันรวมถึงผมด้วย นี่อย่าบอกนะว่ามันงอนผมจริงๆ 

 

“งานงอกแล้วมึง” 

 

“เราไปก่อนะ” 

 

“อ้าวไอ้เหี้ย พวกมึงสองคนทิ้งพวกกูอีกแล้วนะ” 

 

“ทิ้งไว้กับสาวๆ นะ” 

 

“เออ รีบไสหัวมึงไปเลยไอ้คิม” ไอ้เกมรีบไล่ ซึ่งผมเองก็ไม่ต้องรอให้มันเตะโด่งออกมาหรอก เพราะว่าตอนนี้ดูเหมือนผมคงจะต้องรีบไปง้อไอ้ติณสักหน่อย แต่ถ้าผมถามจริงๆ นะว่าผมผิดอะไร  

 

ผมรู้ว่ามันขี้หึง แต่มันเริ่มก่อนไม่ใช่รึไง 

 

ปัง! 

 

แล้วผมก็แกล้งปิดประตูรถเสียงดัง เห็นแล้วหละว่าไอ้ติณมันเดินกลับมาที่รถน่ะ และมันก็ไม่ได้รีบขับรถหนีผมไปไหนหรอก อย่างที่บอกว่ามันไม่เคยโกรธผมนาน ที่นั่งรออยู่นี่คงกลัวผมไม่ตามไปง้อชัวร์ 

 

คิดแล้วก็รู้สึกผิดกับมันเหมือนกันนะ รู้สึกเหมือนผมนิสัยไม่ดียังไงก็ไม่รู้ 

 

“เราขอ...อื้อออ” 

 

แล้วคำพูดที่ผมตั้งใจจะพูดก็ถูกไอ้ติณดูดกลืนหายไป ผมอุตส่าห์ทำใจตั้งนานนะกว่าจะกล้าพูดขอโทษมันเนี่ย แต่อยู่ๆ มันกลับหันมาแล้วกระชากผมไปจูบหน้าตาเฉย แถมยังไม่อ่อนโยนเลยสักนิด 

 

“ติณ!” 

 

“คราวหลังมึงจะทำอีกมั้ย” 

 

“ทำบ้าอะไรของนายเล่า” ผมรีบถามเสียงดังพลางสูดปากเพราะรู้สึกแสบ 

 

“มึงถอดเสื้อโชว์สาว” 

 

“นายทำก่อนนะ” 

 

“ตอนกูถอนก็ไม่เห็นผู้หญิงนี่หว่า” มันรีบเถียง 

 

“แต่ทำไมเราบอกให้นายใส่นายไม่ใส่” 

 

“ก็ถ้ามึงไม่ถอดกูก็กำลังจะใส่” 

 

“โกหก!” ผมรีบดักทางก่อนจะหันหน้าหนีมันออกมา กลัวว่ามันจะจับผมจูบอีกรอบ เรื่องความเถื่อนผมสู้มันไม่ได้หรอก 

 

“มึงหึงกูเหรอ” 

 

“เปล่า” 

 

“แล้วมึงโกรธกูทำไม” 

 

จึกๆ  

 

มันจะถามไปจิ้มไหล่ผมไปทำไมเนี่ย มันจักกะจี้ 

 

“เราไม่ได้โกรธ” 

 

“หน้ามึงแดงมาก โกรธกูมากเหรอ” 

 

“เราบอกแล้วไงว่าเราไมได้..” 

 

ฟึ่บ” 

 

แล้วอยู่ๆ ไอ้ติณก็กอดผมเอาไว้จากทางด้านหลัง นี่มันอารมณ์ไหนของมันเนี่ย ทำเอาผมปรับตัวไม่ทันตามไปด้วยแล้วนะ 

 

“กูขอโทษ” นั่นไง มันโกรธผมเองแล้วก็หายเองอีกแล้ว 

 

“เราต่างหากที่ต้องขอโทษนาย” 

 

“ช่างเหอะ ต่อไปกูจะไม่ถอดเสื้อที่อื่นอีกนอกจากที่ห้องมึง” 

 

“O_O” ไม่ต้องมีประโยคหลังได้มั้ย อยากถอดก็ไปถอดที่ห้องตัวเองเซ่! 

 

“มึงก็เหมือนกันนะ ห้ามถอดเสื้ออีกยกเว้นแต่ตอนอยู่กับกูสองคน” ไอ้ติณพูดทั้งที่ยังเกยคางอยู่บนบ่าของผม วินาทีที่เสียงของมันอ่อนลงก็ทำให้ผมใจอ่อน ต้องค่อยๆ ขยับตัวเองเพื่อให้มันปล่อยแขนทั้งสองข้างออกจากตัวผมเพื่อที่ผมจะได้หันไปมองหน้ามันได้ถนัดๆ 

 

“อืม” 

 

“มึงน่ารัก” 

 

“นายนี่มันกวนตีนจริงๆ” ผมอดจะด่า (ทั้งที่ยิ้ม) ไม่ได้ มันทำให้ผมกลายเป็นคนบ้าที่สามนาทีหงุดหงิดสี่นาทียิ้ม 

 

“ป่ะ” 

 

“ไปไหน ไม่กลับไปเล่นบอลแล้วเหรอ อีกตั้งนานกว่าจะถึงเวลานักกับพี่ไทม์” ผมรีบถาม 

 

“แดดประเทศไทยแม่งร้อนเนอะ กูอยากกลับไปถอดเสื้อที่ห้องมึง” ฟังมันแถ T_T 

 

“เอ่อ...” 

 

“มึงติดเครื่องกูแล้ว อย่าให้เครื่องกูร้อนฟรี เพราะงั้นมึงต้องชดใช้” ไอ้ติณพูดเสียงเข้มแล้วขับรถออกมาเลย ผมยังไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ แต่ว่าผมทำอะไร ผมไปติดเครื่องมันตอนไหน ผมทำอาร้ายยย 

 

“ติณ” 

 

“มึงจะได้รู้จักเพลียซะบ้าง คราวหลังจะได้ไม่วิ่งไปกวนตีนกูในสนามต่อหน้าคนอื่น ชอบทำให้กูรู้สึกนัก” 

 

“นายรู้สึกเองต่างหาก” 

 

“มึงนั่นแหละทำให้กูรู้สึก คอยดู กูจะเอาให้ขาลากเลยมึง” 

 

“ติณ!” 

 

“หึหึ แล้วมึงจะรู้สึก” 

The End 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว