facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อโชคชะตาและชาติกำเนิดนำพานางไปสู่เส้นทางที่คนธรรมดาได้แต่วาดฝันถึง หนทางแห่งการเป็นเซียนได้เปิดขึ้นแล้ว!

ตอนที่ 33 ล้วงลึกเรื่องตระกูลมั่ว

ชื่อตอน : ตอนที่ 33 ล้วงลึกเรื่องตระกูลมั่ว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2563 15:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 33 ล้วงลึกเรื่องตระกูลมั่ว
แบบอักษร

 

“ชมการประลอง? จะทำสิ่งใดอีก ปีก่อนๆ ไม่เคยมีการปฏิบัติเช่นนี้” มั่วต้าเหนียนหลุดปากออกมา 

มั่วต้าซานได้แต่ยิ้มไม่พูด 

มั่วต้าเหนียนสีหน้าชะงักจากนั้นว่า “เป็นเพราะนางหนูมั่วโยวใช่หรือไม่” 

มั่วโยว คือชื่อของมั่วสิบสาม 

“ตาเฒ่าห้า ท่าทางเจ้ายังไม่เลอะเลือน” มั่วต้าซานลืมตาเล็กน้อยว่า 

มั่วต้าเหนียนเป่าหนวดด้วยความโมโหว่า “ใครเลอะเลือน ข้าเพียงแต่ปกติขี้เกียจไปยุ่งด้วย! ข้าได้ยินมาว่านางหนูมั่วโยวไม่เต็มใจนี่ พี่สาม ท่านกับตาเฒ่าหก คงไม่ได้ไล่เป็ดขึ้นแคร่[1]อีกหรอกนะ” 

มั่วต้าซานลืมตาขึ้นอย่างเร็วว่า “ตาเฒ่าห้า เจ้าพูดอะไรออกมา! เด็กตระกูลฮวานั่น ข้าใช้คนไปสืบดูแล้ว พรสวรรค์โดดเด่น ต่อไปในภายภาคหน้าต้องเป็นเสาหลักของตระกูลฮวาแน่นอน อีกอย่าง มั่วโยวเป็นบุตรสาวของตาเฒ่าหก ตาเฒ่าหกให้ความสำคัญกับการเกี่ยวดองครั้งนี้มากนะ” 

“ตาเฒ่าหกนี่ ทำร้ายคนมาคนหนึ่งแล้วยังไม่พอหรืออย่างไร!” มั่วต้าเหนียนกล่าวอย่างโมโห 

มั่วต้าซานส่ายศีรษะว่า “ตาเฒ่าห้า เจ้ายังจำเรื่องตอนนั้นไว้อีกหรือ” 

“พี่สาม ข้าไม่เชื่อว่าท่านไม่สงสาร นางหนูมั่วโฉวนั่นเวลานั้นเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นพวกเขาแล้ว เซียวเอ๋อร์บ้านข้าแม้จะดี ก็ยังเทียบนางไม่ได้ ตอนนี้กลับบ้าๆ บอๆ โดยส่วนรวมเป็นความสูญเสียใหญ่หลวงของตระกูลมั่วเรา โดยส่วนตัวแล้วคนเป็นลุงเช่นข้าช่างเจ็บปวดใจเหลือเกิน” มั่วต้าเหนียนยิ่งพูดอารมณ์ยิ่งพลุ่งพล่าน ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ 

แล้วก็ได้ยินมั่วต้าซานถอนหายใจยาวทีหนึ่งว่า “ตาเฒ่าห้า เจ้าอย่าลืมว่าข้าเป็นหัวหน้าตระกูลนะ ขนาดเจ้ายังเจ็บใจ ข้าจะไม่เจ็บปวดเสียดายได้เช่นไร ทว่าก็เพราะเช่นนี้ ข้าถึงได้ยิ่งหวังกับการเกี่ยวดองกับตระกูล ฮวาครั้งนี้” 

“หือ หมายความว่าเช่นไร” มั่วต้าเหนียนชะงักงัน 

“ตระกูลฮวาเหมือนกับตระกูลมั่วของเรา อยู่ในเมืองลั่วหยางมาก็หลายปีมา รู้ตื้นลึกหนาบางกันหมด ไม่มีทางเหมือนการแต่งงานตอนนั้นของนางหนูมั่วโฉวนั่นที่ดูคนผิดเด็ดขาด” มั่วต้าซานกล่าวเนิบๆ 

มั่วต้าเหนียนหยักหน้าอย่างไม่รู้ตัว ยังคงอดพูดไม่ได้ว่า “แต่โยวเอ๋อร์นางไม่เต็มใจนี่นา”  

มั่วต้าซานมองมั่วต้าเหนียนปราดหนึ่งด้วยท่าทางลึกลับว่า “ตาเฒ่าห้า เจ้าหยุดอยู่ระดับหลอมลมปราณมาหลายปี ใจฆราวาสของเจ้ากลับนับวันยิ่งหนักนะ พวกเราผู้บำเพ็ญเพียรโหยหาสิ่งใดที่สุด? คือการบรรลุ คือการมีชีวิตยืนยาวคู่ดินฟ้า! สิ่งใดก็ตามที่เอื้อประโยชน์ต่อเป้าหมายนี้ ล้วนควรพยายามไปลอง สำหรับนางหนูมั่วโยวนั่น นางเจอคนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นมาเป็นคู่ในการบำเพ็ญเพียรคู่ ช่วยส่งเสริมกัน เดินสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียรด้วยกัน ไม่อาจว่าไม่ใช่เรื่องโชคดี ส่วนตระกูลมั่วเราก็สามารถสานสัมพันธ์กับตระกูลฮวายิ่งใกล้ขึ้นไปอีกก้าวหนึ่ง...” 

“พี่สาม เกรงว่าข้อหลังถึงเป็นสาเหตุที่ท่านให้ความสำคัญของการแต่งงานครั้งนี้ล่ะสิ!” จู่ๆ มั่วต้าเหนียนก็พูดแทรกขึ้นมา 

มั่วตาซานชะงักงัน ตามด้วยถอนใจว่า “เจ้าพูดได้ไม่ผิด” 

“พี่สาม ต่อให้เป็นเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเพียงนี้นี่นา อย่างไรเสียแตงที่ฝืนเด็ดลงมามันไม่หวาน” มั่วต้าเหนียนพูดอย่างไม่พอใจ 

มั่วต้าซานส่ายศีรษะ “น้องห้า หลายปีมานี้เจ้าลุ่มหลงอยู่กับการหลอมโอสถ ได้ห่างเหินเรื่องในตระกูลไปมาก รู้หรือไม่ว่าวิกฤตการณ์ของตระกูลมั่วเราอยู่ตรงหน้าแล้ว” 

“อะไรนะ” สีหน้ามั่วต้าเหนียนเคร่งเครียดขึ้นมา 

มั่วต้าซานเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของมั่วต้าเหนียน กระตุกมุมปากแผ่วเบาว่า “ในรุ่นพวกเรา นอกจากตาเฒ่าสี่ที่ออกไปท่องโลกตั้งแต่เมื่อก่อนและไม่เคยกลับมาอีก ก็เหลือพวกเราสามคนแล้ว ตาเฒ่าหกใจคอคับแคบ เกรงว่าความสำเร็จก็คงหยุดอยู่เท่านี้แหละ ตอนนั้นข้าด้วยเรื่องของนางหนูมั่วโฉวได้รับบาดเจ็บถึงรากฐาน จนบัดนี้ยังไม่หายดี หากคิดจะก้าวหน้าอีกสักก้าวคงเป็นเรื่องยากยิ่งกว่ายากเสียแล้ว รุ่นต่อมา แต่เดิมมีเด็กที่เป็นหน้าเป็นตาอยู่สองคน บัดนี้คนหนึ่งตายคนหนึ่งเจ็บ ส่วนคนอื่นล้วนยากจะทำการใหญ่ หากเวลานี้ยังไม่เตรียมการไว้ก่อน ตระกูลมั่ววิกฤตแน่” 

“เจ้าสิบและเจ้าสิบห้ารุ่นที่สามต่างก็มีรากวิญญาณคู่พรสวรรค์ชั้นยอดนี่นา แล้วยังนางหนูเก้านั่นอีก นั่นเป็นรากวิญญาณธาตุน้ำแข็งที่หายากเชียวนะ” มั่วต้าเหนียนไม่ยอมแพ้ แต่เสียงพูดกลับต่ำลงมา 

“เจ้าสิบกับเจ้าสิบห้าแม้มีรากวิญญาณคู่ แต่อย่างไรเสียอายุก็ยังน้อย ต่อไปจะเป็นเช่นไรยังไม่อาจรู้ได้ อย่างไรเสียผู้บำเพ็ญเพียร พรสวรรค์ โอกาสวาสนา สภาพจิตใจ ความสามารถในการเรียนรู้ วิชา จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมิได้ ผู้มีพรสวรรค์ชั้นยอดบางคนทั้งชีวิตหยุดอยู่ที่ระดับหลอมลมปราณมีไม่รู้เท่าไร ส่วนเฟยเยียน อนาคตมิอาจจำกัดได้ก็จริง แต่นางนิสัยเย็นชามาแต่กำเนิด ด้วยพรสวรรค์ที่มีอยู่เกรงว่าต่อไปก็คงไม่ยอมอยู่ในตระกูล หากคิดจะพึ่งพาไม่รู้ต้องรอถึงเมื่อใดแล้ว” มั่วต้าซานพูดน้ำเสียงนิ่งเรียบ 

มั่วต้าเหนียนทนไม่ได้พูดว่า “พี่สาม ท่านไยต้องตีตนไปก่อนไข้ สี่ตระกูลใหญ่ในเมืองลั่วหยางเรา พูดความจริงสักคำนะ โลกการบำเพ็ญเพียรในเวลานี้ มีแต่ตระกูลเล็กๆ ไม่เข้าขั้นทั้งนั้น ที่เหลืออีกสามตระกูลก็มิได้ดีกว่าเราไปถึงไหน จำเป็นต้องพูดถึงการสานสัมพันธ์แต่งงานตั้งแต่เวลานี้หรืออย่างไร?” 

มั่วต้าซานค้อนมั่วต้าเหนียนทีหนึ่ง “น้องห้า เกรงว่าเจ้ายังไม่รู้ เหมืองวิญญาณที่พวกเราสี่ตระกูลใช้ร่วมกันบนเขาลั่วหยาง บัดนี้ใกล้จะแห้งเหือดแล้ว!” 

“อะไรนะ” มั่วต้าเหนียนตะโกนเสียงหลง 

“เหมืองวิญญาณนั่นเดิมทีก็เป็นเหมืองขนาดเล็กอยู่แล้ว พอกล้อมแกล้มให้พวกเราสี่ตระกูลใช้ได้ บัดนี้ใช้จะหมดแล้ว หากค้นหาเหมืองวิญญาณแห่งใหม่หรือแหล่งทรัพยากรอื่น ก็จะต้องเกี่ยวพันถึงการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกสิ่งในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรคุยกันที่ตบะ ตระกูลมั่วเราเดิมก็ไม่เหนือกว่าอยู่แล้ว หากตระกูลที่เหลือร่วมมือกัน เกรงว่าเราจะถูกเบียดจนไม่มีพื้นที่ให้อยู่รอดแล้ว” มั่วต้าซานกล่าวเนิบๆ 

เห็นมั่วต้าเหนียนใช้ความคิด มั่วต้าซานก็ทิ้งมาอีกประโยคหนึ่ง “ฮวาไป่เฉิงบอกว่า คนในตระกูลเขาผู้หนึ่ง มีครั้งหนึ่งเข้าไปในเทือกเขาลั่วหยางด้วยความบังเอิญ หลงเข้าไปในหุบเขาแห่งหนึ่ง พบชีพจรหินอัคคีเข้า” 

“ชีพจรหินอัคคี! ข้าเข้าใจแล้ว” มั่วต้าเหนียนขยับมุมปากแผ่วเบา สุดท้ายไม่ได้พูดอะไรอีก สะบัดแขนเสื้อออกจากศาลาคลายร้อนไป 

มั่วต้าซานมองแผ่นหลังที่จากไปของมั่วต้าเหนียน ลุกขึ้นเบาๆ แล้วเดินออกไปนอกศาลาคลายร้อน ปล่อยให้หิมะที่โปรยปรายร่วงหล่นเผาะๆ ลงบนตัว และหายไปอย่างรวดเร็วบนแขนเสื้อกว้างของเสื้อสีดำปักลายซ่อนอันประณีต สุดท้ายก็ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ 

...... 

“ท่านปู่ ท่านเป็นอะไรไป เหนื่อยหรือเจ้าคะ” มั่วชิงเฉินกลับจากโถงเฉาหยางเห็นท่านปู่ยังไม่กลับมาเสียที จึงไม่ได้ให้อวิ๋นจือตั้งโต๊ะอาหาร แต่ฝึกเข็มกล้วยไม้ปัดจุดก่อนหนึ่งรอบ จากนั้นดูอวิ๋นจือกวาดหิมะอยู่กลางลานบ้าน จู่ๆ นึกสนุกขึ้นมาจึงปั้นมนุษย์หิมะด้วยกันตัวหนึ่ง ทันใดนั้นเห็นมั่วต้าเหนียนเดินเข้ามาหน้าดำคร่ำเครียด จึงอดไม่ได้ถามขึ้น  

มั่วต้าเหนียนใช้แขนเสื้อกวาดเก้าอี้หินที่เต็มไปด้วยหิมะทิ้ง แล้วนั่งลงไปเต็มก้น ไม่ได้ตอบคำถามมั่วชิงเฉิน แต่กลับมองดูมนุษย์หิมะที่เสียบหัวไชเท้าแดง[2]ทำเป็นจมูกอยู่หลายที “นางหนู นี่คือมนุษย์หิมะที่เจ้าปั้นหรือ” 

“ใช่เจ้าค่ะ ท่านปู่ น่าสนใจมากใช่หรือไม่เจ้าคะ” มั่วชิงเฉินไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เห็นมั่วต้าเหนียนไม่ได้พูดสิ่งอื่น เพียงแต่มีท่าทีสนอกสนใจ 

มั่วต้าเหนียนยื่นมืออันใหญ่โตออกมา หยิกแก้มมั่วชิงเฉินที่นับวันยิ่งมีเนื้อมากขึ้นว่า “นางหนูฉลาดจริงๆ” 

มั่วชิงเฉินย่นจมูกว่า “ท่านปู่หยอกข้าเล่น จนถึงบัดนี้ข้ายังดึงลมปราณเข้าร่างไม่ได้เลย เกรงว่าเป็นคนที่โง่ที่สุดตั้งแต่โถงเฉาหยางก่อตั้งมาเลย”  

“นางหนูของข้าไม่โง่ นางหนูเป็นเช่นนี้ตลอดไปก็ไม่เลว” มั่วต้าเหนียนพูดพลางมองออกไปไกล ไม่รู้คิดอะไรอยู่ 

“ท่านปู่...” มั่วชิงเฉินพบว่าวันนี้มั่วต้าเหนียนแปลกไป จึงเรียกแผ่วเบาหนึ่งที 

เวลานี้เองจู่ๆ ได้ยินเสียงเคาะประตูพร้อมเสียงดังขึ้นว่า “ชิงเฉิน เปิดประตูหน่อย ข้าคือหู่โถว” 

มั่วชิงเฉินสีหน้าเปลี่ยนทันที เหตุใดเสียงพูดของหู่โถวถึงเหมือนร้องไห้มา! 

 

------ 

[1] ไล่เป็ดขึ้นแคร่ เป็นคำพังเพย เนื่องจากเป็ดบินไม่ได้ ไม่อาจขึ้นที่สูง (เช่น แคร่) ได้เหมือนไก่ จึงเปรียบการบังคับให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เกินความสามารถ 

[2] หัวไชเท้าแดง หมายถึงแครอท 

ความคิดเห็น