facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 คุณร้อยปี (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 คุณร้อยปี (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2563 17:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 คุณร้อยปี (1/2)
แบบอักษร

ช่วงเวลาโพล้เพล้ ณ ใต้ต้นไม้ข้างบ่อน้ำธรรมชาติในส่วนที่ลึกที่สุดของสวนหลังบ้าน ลมเย็นพัดหวิวจนเส้นผมที่ปรกหน้าผากพัดไหวแต่ก็ไม่ช่วยให้ความร้อนจากกิจกรรมที่เพิ่งจบลดลงได้ 

“ดูเหมือนคุณพ่อจะรู้เรื่องของเราแล้ว” พนาใช้นิ้วเรียวเกลี่ยไหล่มนของคนรักพลางว่าอย่างวิตกกังวล 

“ได้ยังไง” จันทน์ผา ชายหนุ่มเจ้าของร่างเล็กที่ใช้อกแกร่งของคนรักแทนหมอนแหงนหน้าขึ้นมาถามพลางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ 

“ฉันก็ไม่รู้” 

“แล้วพ่อพนาว่ายังไงบ้าง” ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้วแต่เขาก็เสี่ยงถามเผื่อว่าจะได้ฟังคำที่ไม่ตรงกับการคาดเดาของตน แต่ก็ดูเหมือนว่าเป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆ 

“ฉันจะแต่งงานนะจันทน์” 

“อย่างนั้นเหรอ” พนาเป็นถึงลูกชายคนโตของมหาเศรษฐี จันทน์ผารู้ดีว่าซักวันหนึ่งเรื่องราวผิดประเวณี ผิดธรรมชาติของพวกเขาต้องจบลง 

ไม่มีใครหน้าไหนยอมรับความรักลึกซึ้งเกินเพื่อนของผู้ชายสองคนได้หรอก แม้รู้อยู่แก่ใจแต่ในอกก็รวดร้าวทุกครั้งเมื่อเผลอนึกถึงวันที่ต้องแยกจากกัน 

“ฉันขอโทษนะจันทน์” คำขอโทษจากส่วนลึกของหัวใจถูกเอ่ยออกมาแผ่วเบา 

จันทน์ผาไม่อยากยอมรับ เขาอยากเอาแต่ใจ ขอร้องอ้อนวอนให้พนาอยู่ข้างกันตลอดไป แต่ในความเป็นจริงเขากลับทำได้เพียงฝืนยิ้มบางบอกอีกฝ่ายว่าไม่เป็นไร ทำตามคำของพ่อเถอะ 

“ไม่ใช่ความผิดของใคร ที่จริงมันคือความผิดของพวกเราที่ไม่ยับยั้งชั่งใจ” 

ความสัมพันธ์ลับๆ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 1 ปีที่แล้วในสระน้ำท่ามกลางหมู่ดาวและพระจันทร์ พวกเขาปลดเปลื้องทั้งเสื้อผ้าและความปรารถนากระโจนใส่กันอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีใครคิดจะหยุด แต่วันนี้เรื่องราวของพวกเขาคงไปต่อไม่ได้แล้ว 

“เธอไปจากที่นี่ซะจันทน์” 

“ทำไม” ชายหนุ่มยันกายลุกขึ้นนั่งก่อนคว้าห่อผ้าที่เตรียมไว้มาส่งให้ จันทน์ผามึนงง เขามองอีกฝ่ายสลับกับห่อผ้า ไม่ยอมรับมันมา 

“ถ้าเธอไม่ไปซะตั้งแต่วันนี้เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีก” พนาขอร้องกึ่งบังคับด้วยน้ำเสียงรวดร้าว 

“หมายความว่ายังไง” 

ยังไม่ทันได้คำตอบเสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนจำนวนมากก็ดังใกล้เข้ามา 

“หามันให้ทั่ว!!”  

ทั้งคู่ผละจากกัน พนาพยายามยัดห่อผ้าใส่มือเล็กๆ ซึ่งมอบความอบอุ่นที่หัวใจให้กันเสมอของจันทน์ผา ก่อนจะดึงเจ้าของร่างบอบบางเข้ามากอดแน่นแนบอกด้วยความอาลัยอาวรณ์ รักใคร่และห่วงใย 

“พ่อจะฆ่าปิดปากจันทน์ ถ้าจันทน์ไม่หนีไปตอนนี้ จันทน์จะต้องตาย” 

จันทน์ผาตัวแข็งทื่อในวินาทีแรก เมื่อตั้งสติได้เขาจึงเขย่งตัวขึ้นจูบริมฝีปากอีกฝ่ายแผ่วเบา ไม่รู้ว่าจะได้สัมผัสกันอย่างนี้อีกไหม ถ้านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ใกล้ชิดก็อยากจะบอกลาด้วยจุมพิตให้ได้รู้ว่ารักกันมากมายแค่ไหน 

“ฉันรักเธอ” 

“จันทน์ก็รักพนา” เป็นครั้งแรกที่จันทน์ผาบอกรักอีกฝ่ายพร้อมน้ำตา ใจของพนาสั่นไหวเขาอยากช่วยซับน้ำตาให้คนรักใจแทบขาดแต่เสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่เป็นใจเอาเสียเลย 

“ไปเถอะ” แม้รู้สึกลังเลและอยากอ้อยอิ่ง แต่เมื่อชายคนรักดันหลังให้วิ่งหนี จันทน์ผาก็เริ่มออกวิ่งด้วยความเร็วทั้งหมดที่ขาเล็กๆ พอจะวิ่งได้อย่างไม่คิดชีวิต ไม่มีแม้กระทั่งสติ ชายหนุ่มไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองวิ่งเข้ามาถึงกลางป่าได้อย่างไร 

เขาเหนื่อย เขาร้อนและเสียใจ จันทน์ผาใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่ซึมอยู่ตรงไรผม หันรีหันขวางอย่างคนหลงทางพลางคิดว่าถ้าหากยังคงเดินต่อไปอย่างไร้จุดหมายเช่นนี้ คงต้องตายในป่าแทนตายเพราะคมดาบของผู้เป็นพ่อคนรักแน่ๆ 

ขณะกำลังสิ้นหวังเสียงฝีเท้าย่ำใบไม้แห้งดังสวบสาบก็ใกล้เข้ามา จันทน์ผาที่ทรุดนั่งบนพื้นในสภาพเนื้อตัวมอมแมม ฝ่าเท้าเต็มไปด้วยร่องรอยจากการเหยียบย่ำใบไม้และเศษไม้ มองซ้ายมองขวาเพื่อหาต้นเสียงที่เขาไม่สามารถจับทิศทางของมันได้ พยายามพยุงกายเพื่อหาที่ซ่อนแต่ยังไม่ทันขยับตัวได้เสียงนั้นก็เข้ามาหยุดที่ด้านหลังแล้ว  

เขาแทบหยุดหายใจด้วยความตื่นกลัวเมื่อผู้มาใหม่จับเข้าที่ไหล่ 

ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจแล้วเอี้ยวตัวกลับไปมอง คนที่ปรากฏตรงหน้าคือชายแก่ผมสีดอกเลาในชุดสีขาวปอนๆ นัยน์ตาดุร้ายจนจันทน์ผาต้องก้มหน้าหลบ 

“หนีอะไรมาล่ะ” ชายแก่ถาม 

“ฉัน...” 

“ไม่ว่าพ่อหนุ่มจะหนีอะไรมาก็ตาม แต่พ่อหนุ่มโชคร้ายมาก” รอยยิ้มเยือกเย็นทำให้คนมองอกสั่นขวัญแขวนราวกับโดนผีหลอก 

“หมายความว่ายังไง” 

“พวกวิปริตผิดธรรมชาติอย่างเธอถูกฆ่าตายก็ยังน้อยไป” 

ประโยคน่ากลัวนั้นทำให้นึกถึงใบหน้าของท่านเศรษฐีผู้เป็นพ่อของพนา 

“ท่านเศรษฐีจ้างแกมาฆ่าฉันเหรอ” แม้จะถูกความกลัวกัดกินจนใจสั่นไหวแต่จันทน์ผาก็กัดฟันถามออกไปจนได้ 

ชายแก่ยกยิ้มมุมปากก่อนจะพนมมือแล้วทำปากขมุบขมิบราวกับร่ายคาถา 

จันทน์ผาอาศัยจังหวะหนีออกวิ่งอีกหน ร่างบางพุ่งไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย แต่พื้นที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้แห้งและเถาวัลย์ก็แสนจะใจร้าย เขาถูกมันเกี่ยวที่ข้อเท้าจนล้มลง 

เด็กหนุ่มแกะเถาวัลย์อันยุ่งเหยิงออกจากข้อเท้าด้วยความร้อนรน มือไม้สั่น ทำให้ทุกการขยับเป็นไปอย่างยากลำบาก เขาหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้าและรู้สึกสิ้นหวัง 

“คิดว่าจะหนีฉันพ้นอย่างนั้นเหรอไอ้หนู” ตาแก่ยิ้มเย็นมองร่างบางที่กำลังสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว 

“ขอร้องล่ะ อย่าทำอะไรฉันเลย” จันทน์ผาประนมมือร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสารแต่มันไม่มีผลต่อความรู้สึกของชายในชุดขาวปอนด์ๆ ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย 

“พวกวิปริตอย่างแกอยู่ไปก็รกโลกเปล่าๆ” พวกชายรักชายคือพวกบาปหนา ชายแก่เชื่ออย่างนั้น เขาจึงยอมรับงานจากพ่อของพนาและตามล่าจันทน์ผาอย่างไม่ย่อท้อ 

“ถ้าแกฆ่าฉันแกได้ตกนรกแน่” จันทน์ผารู้สึกสิ้นหวังอย่างมาก ในเมื่อคำอ้อนวอนไม่มีผลเขาจึงขู่แต่ก็เช่นเคย อีกฝ่ายไม่สะทกสะท้าน 

“ฉันไม่มีวันตายหรอกไอ้หนู คนอย่างฉันน่ะเป็นอมตะ รู้ไว้ซะ ฮ่าๆๆๆ” 

เสียงหัวเราะนั้นชั่วร้ายดังกังวาน สร้างความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ 

เห็นท่าไม่ดีจันทน์ผาที่หลุดจากพันธนาการของเถาวัลย์แล้วตั้งใจจะอาศัยจังหวะนี้หนีไปให้ไกล แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาก็รู้สึกว่าร่างทั้งร่างแข็งทื่อขยับเขยื้อนไม่ได้ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความกลัวจับจ้องชายแก่ที่ทิ้งมือลงข้างลำตัว ริมฝีปากสีคล้ำแห้งผากแสยะยิ้มเย้ยหยันพออกพอใจกับสภาพของเขายามนี้ก่อนเอ่ยคำที่ทำให้คนฟังชาวาบไปทั้งหัวใจ 

“อยู่นิ่งๆ อย่างนี้ไปสักร้อยปีแล้วกันเจ้าคนวิปริต” 

คำว่าเจ้าคนวิปริตไม่ได้ทำให้จันทน์ผารู้สึกสลดเท่ากับคำว่า ‘ร้อยปี’ 

ต้องตัวแข็งทื่อเป็นหินอย่างนี้ร้อยปีเชียวหรือ ในหัวของจันทน์ผาว่างเปล่าขณะมองตามชายแก่ที่ค่อยๆ เดินย่ำใบไม้แห้งจนเกิดเสียงดังสวบสาบห่างออกไป 

จริงอย่างชายแก่ผู้นั้นว่า เขามันโชคร้ายมาก มากจริงๆ 

 

................................................................... 

 

ร่างผอมบางทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง 

เวลาผ่านไปร้อยปีแล้วจริงๆ  

จันทน์ผาลูบผิวกายอุ่นๆ และนุ่มนวลของตัวเองด้วยความรู้สึกเปี่ยมสุขจนจุกอก สุดท้ายก็ได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์คนอื่นๆ ซักที 

ผ่าง!! 

ขณะกำลังยืดแขนคลายกล้ามเนื้อประตูห้องก็เปิดออกกว้าง เจ้าของบ้านที่เพิ่งเข้ามาใหม่ตกใจจนเผลอกระโดดถอยไปด้านหลัง นิ้วเรียวชี้ตรงมายังจันทน์ผาที่ยังคงอยู่ในท่าเดิม 

“คุณ คุณเป็นใคร เข้ามาในนี้ได้ยังไง” เข็มทิศรัวคำถามใส่เป็นชุด 

“ฉัน... ไม่ใช่สิ” จันทน์ผานึกทบทวนถึงคำพูดที่ได้ยินมาตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ยืนตัวแข็งอยู่ตรงนี้ เขาไม่รู้เลยว่ามันคือความโชคดีหรือโชคร้ายที่ชายแก่ใช้อาคมพิลึกพิลั่นทำให้เขาตัวแข็งเป็นหินแต่การรับรู้อื่นๆ ยังใช้การได้อย่างปกติ มันทรมานมาก แต่มันก็ทำให้เขาได้เรียนรู้การเปลี่ยนผ่านของช่วงเวลาเพื่อปรับตัวในยามที่พ้นจากอาคม 

“เป็นขโมยใช่มั้ย”  

ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเจ้าของบ้านรวบตัวเอามือไพล่หลัง จันทน์ผาดิ้นขลุกขลักแต่แค่แป๊บเดียวก็หมดแรง 

“ผม...” ผู้ชายสมัยนี้เขาไม่แทนตัวเองว่าฉันกันแล้ว“ผมไม่ใช่ขโมย ผมอยู่ที่นี่มาก่อนคุณอีก” 

“อยู่มาก่อน?” เข็มทิศทวนคำแต่ก็ไม่ปักใจเชื่อ 

หนึ่งวันที่เขาอยู่ที่นี่ นอกจากบรรดาสัตว์ตัวเล็กๆ แล้วก็มีแค่เขาที่เป็นมนุษย์เพียงหนึ่งเดียวในบ้านหลังนี้ ไม่นับรวมรูปปั้นประหลาดนั่น 

“ใช่สิ ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่บ้านหลังนี้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แล้ว” 

โกหกชัดๆ ดูจากหน้าตาและลักษณะภายนอก ชายแปลกหน้าผู้นี้น่าจะอายุไม่เกิน 20 และเท่าที่หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตพิพิธภัณฑ์เปิดทำการเมื่อ 30 ปีก่อน 

“ถ้าจะโกหกก็โกหกให้เนียนหน่อย” 

“ผมไม่ได้โกหก” จันทน์ผาเถียงคอเป็นเอ็น “ปล่อยก่อนได้มั้ย ผมเจ็บ” 

“ไม่ได้” 

“แล้วจะจับผมไว้แบบนี้ตลอดไปเลยรึไง เอาซี่ ยืนตัวแข็งมาตั้งร้อยปียังไม่เป็นไรยืนต่ออีกหน่อยจะเป็นไรล่ะ” 

“ร้อยปี?” เข็มทิศทวนคำพลางคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนสติไม่ดีหรือไม่ก็อาจจะเป็นเด็กติดยา 

“จะเข้ามาขโมยเงินไปซื้อยาใช่มั้ย” 

“ยาอะไร” 

“เหอะ” อีกฝ่ายเพียงพ่นลมหายใจอย่างไม่สบอารมณ์แทนคำตอบพลางครุ่นคิดว่าควรทำอย่างไรกับเด็กหนุ่มตรงหน้าดี 

“นี่คุณ ขอเสื้อผ้าใส่หน่อยได้มั้ย อากาศในห้องคุณตอนนี้เย็นมาก ผมหนาว”  

ที่อากาศในห้องเย็นผิดปกติก็เพราะว่าเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้วเข็มทิศขึ้นมาเปิดแอร์ไว้ เพื่อที่ว่าเมื่อตนขึ้นห้องมาแล้วจะได้สัมผัสกับความเย็นสบาย และตอนที่เด็กหนุ่มบอกว่าหนาวนี่เองที่คนเป็นเจ้าของบ้านสังเกตเห็นว่าทั้งเนื้อทั้งตัวขาวๆ ของคนตรงหน้ามีเพียงผ้าผืนเล็กพันกายท่อนล่างเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่  

เขาจ้องมอง ครุ่นคิดถึงผ้าชิ้นนี้ราวกับว่าเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อนแต่น่าเสียดายที่จำไม่ได้ 

“ทำไมแต่งตัวแบบนี้” 

“ต้องถามคนดูแลว่าทำไมถึงให้ผมนุ่งผ้าชิ้นเล็กๆ แค่นี้” คนดูแลก็มา ยิ่งฟังเข็มทิศยิ่งไม่เข้าใจ เมื่อจนปัญญาจะคุยกันเขาจึงจำต้องให้อิสระกับอีกฝ่าย และแทนที่จะวิ่งหนี เด็กหนุ่มกลับทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นเหมือนคนขาอ่อนไร้เรี่ยวแรง 

ขาอ่อน ทั้งขาวและนวลเนียนมองแล้วชวนใจสั่น 

บ้าน่า เข็มทิศดึงสติและสายตากลับมาจากท่อนขาขาวๆ นั่นพลางสั่นศีรษะ เขาหมุนตัวแล้วรื้อเอาเสื้อผ้าของตัวเองออกมาส่งให้อีกฝ่ายอย่างจำนน 

“ไม่หนีเหรอ” เจ้าของห้องถามขณะนั่งหันหลังปล่อยให้อีกฝ่ายเปลี่ยนเสื้อผ้า 

“จะให้หนีไปไหน ผมไม่มีที่ไปหรอก” 

“หมายความว่ายังไง พูดอย่างกับไม่มีญาติพี่น้อง”  

“เป็นเด็กกำพร้าน่ะ หลวงตาเลี้ยงมา แต่ป่านนี้ท่านคงมรณภาพไปแล้ว” ก็เวลาผ่านมาตั้งร้อยปีแล้วนี่นา เพียงคิดว่าไม่มีหลวงตาให้พึ่งพิงอีกแล้วก็เศร้าเสียใจอยากจะร้องไห้ออกมาเดี๋ยวนี้ 

เรื่องราวและเสียงสั่นเครือเหมือนคนจะร้องไห้ออกมาร่อมร่อของเด็กหนุ่มแปลกหน้าเรียกความเห็นอกเห็นใจจากเจ้าของบ้านได้ไม่น้อย 

เข็มทิศเป็นคนประเภทขี้ใจอ่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงไม่แปลกที่เขาจะเห็นใจผู้อื่นเพียงเพราะเรื่องราวสั้นๆ ที่ได้ยินได้ฟังมา 

“แล้วนายจะทำยังไงต่อ” 

“อยู่กับคุณที่นี่แหละ” 

“ถามความเห็นฉันสักคำยัง” 

“ผมชื่อจันทน์ผา” 

“นี่!!” 

“คุณเข็มทิศใช่มั้ย ตอนนอนชอบแก้ผ้า ตรงนั้นของคุณน่ะ” ทั้งคู่หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากัน จันทน์ผาพูดถึงตรงนั้นแล้วหลุบตามองต่ำให้เจ้าของร่างแกร่งมองตามก่อนเขาจะร้องลั่นเอามือกุมระหว่างกายเอาไว้ 

“มองตรงไหนน่ะ” 

“หน้าท้อง” จันทน์ผาตอบหน้าตาเฉย 

“มันดูดีมากเลยนะ” 

“นายแอบอยู่ในห้องนี้ตลอดเลยเหรอ” เข็มทิศถามด้วยน้ำเสียงและสีหน้าตกอกตกใจ แบบนี้มันน่ากลัวกว่าที่จินตนาการไว้ซะอีก 

ความคิดเห็น