facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อโชคชะตาและชาติกำเนิดนำพานางไปสู่เส้นทางที่คนธรรมดาได้แต่วาดฝันถึง หนทางแห่งการเป็นเซียนได้เปิดขึ้นแล้ว!

ตอนที่ 12 เรือน้อยฝ่าคลื่นแรง

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 เรือน้อยฝ่าคลื่นแรง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 10:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 เรือน้อยฝ่าคลื่นแรง
แบบอักษร

 

มั่วชิงเฉินมองไปตามเสียง เห็นหญิงสาวอายุยี่สิบกว่าเดินอ้อนแอ้นมาทางนี้ เมื่อเห็นท่าทางนางทำให้มั่วชิงเฉินนึกถึงภาคขยายของเจ้าสิบเอ็ดมั่วอวี้ฉี 

“พี่สะใภ้แปด” สีหน้าของมั่วสิบสี่กลับคืนสู่ความสงบไร้คลื่นลม ทักทายนิ่งเรียบ 

หญิงสาวพยักหน้าแบบขอไปที สายตาหันมาจับจ้องใบหน้ามั่วชิงเฉิน 

“นี่คือ...บุตรสาวผู้นั้นของท่านพี่เจ็ดหรือ” เสียงที่ลากเสียยาวให้ความรู้สึกไม่สบายแก่คนฟัง 

“ชิงเฉิน นี่คืออาสะใภ้แปด” มั่วสิบสี่ไม่ตอบคำถามของหญิงสาวแต่กลับพูดกับมั่วชิงเฉินแทน 

มั่วชิงเฉินคำนับ “อาสะใภ้แปด” 

หญิงสาวเพ่งพิศหน้ามั่วชิงเฉินอยู่ครู่ใหญ่ถึงกล่าวว่า “นี่น่ะ ข้ายังดูไม่ออกจริงๆ ว่าเหมือนท่านพี่เจ็ดตรงไหน น้องสิบสี่ เจ้าอย่าเอะอะอะไรก็พาหมาๆ แมวๆ มาที่บ้านเชียว ตระกูลมั่วเราไม่ใช่สถานสงเคราะห์นะ” 

มั่วชิงเฉินเหลือกตาอยู่ในใจ สมแล้วที่เป็นแม่ลูกกัน แม้แต่บทพูดก็เหมือนกันเปี๊ยบ ใบหน้ากลับไม่แยแส อย่างไรเสียนางก็เป็นผู้อาวุโสกว่า หนำซ้ำยังมีท่านอาสิบสี่อยู่ นางไม่จำเป็นต้องออกปากเถียงเอง 

และก็เป็นจริงตามนั้น เห็นอาสิบสี่หน้าบึ้งตึงขึ้น พูดเสียงเย็นเยียบว่า “พี่สะใภ้แปด สิบสี่ยังไม่ถึงกับเลอะเลือนปานนั้น เจ้าสิบหกได้พบกับท่านหัวหน้าตระกูลแล้ว” 

หญิงสาวสะบัดผ้าเช็ดหน้าแล้วเอ่ยว่า “เอาเถอะ น้องสิบสี่ ข้าก็พูดไปเช่นนั้นเอง ข้าได้ยินมาว่านางหนูนี่มีรากวิญญาณเทียมสี่ธาตุ เฮ้อ เกรงว่าเจ้าต้องเสียแรงเปล่าเสียแล้ว” พูดจบมือซ้ายก็สะบัดผ้าเช็ดหน้าสีขาวนวลปักลายดอกโบตั๋นจนเกิดลมหอมแล้วจากไป 

มั่วชิงเฉินเดินต่อไปโดยไม่พูดอะไร 

“นางหนู?” มั่วสิบสี่เรียกแผ่วเบา 

“เจ้าคะ?” มั่วชิงเฉินแหงนหน้าเล็กน้อย 

“นั่นคือมารดาของเจ้าสิบเอ็ด นาง...” ไม่ทันที่มั่วสิบสี่จะพูดจบมั่วชิงเฉินก็แทรกขึ้น 

“ข้ารู้แล้ว” 

มั่วสิบสี่ชะงัก “นางหนู เจ้ารู้ได้อย่างไร” 

ในที่สุดมั่วชิงเฉินก็อดเหลือกตาไม่ได้ว่า “พวกนางแม่ลูกเหมือนโขกออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน ข้ามองปราดเดียวก็รู้แล้ว” 

“พรืด” มั่วสิบสี่ผู้เคร่งครัดเป็นปกติกลับหัวเราะออกมา เดินไปได้อีกระยะจึงหยุดและพูดว่า “นางหนู เจ้าควรจะไปทางนั้น” 

มั่วชิงเฉินมองดูทางสายเล็กกลางมวลหมู่บุปผา มองมั่วสิบสี่ด้วยความอาลัยอาวรณ์ 

มั่วสิบสี่เห็นความอาลัยอาวรณ์ในสายตาเด็กน้อย สีหน้าอ่อนโยนลงทันทีแล้วตบมั่วชิงเฉินเบาๆ ว่า “นางหนู ตั้งใจบำเพ็ญเพียร ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องเข้าร่วมการประลองย่อยในตระกูลปลายปี แสดงฝีมือให้เต็มที่ นั่นเกี่ยวข้องถึงสิ่งที่เจ้าจะต้องใช้ในการบำเพ็ญเพียรปีหน้า” 

มั่วชิงเฉินพยักหน้ากล่าวอย่างว่าง่ายว่า “ชิงเฉินทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านอาสิบสี่” 

หลังจากกล่าวลากับมั่วสิบสี่ มั่วชิงเฉินตามอวิ๋นจือไปตามทางสายเล็กกลางหมู่บุปผา เดินไปไม่กี่จั้งก็ได้ยินมั่วสิบสี่เรียก “นางหนู” 

มั่วชิงเฉินหันกลับมา 

“เจ้าจงจำไว้ บำเพ็ญเพียรในตระกูลมั่วเรา มิใช่ถอยหนึ่งก้าวอย่างไร้ขอบเขต หากแต่เจ้าต้องยืนหยัดก้าวไปข้างหน้า ต่อให้ล้มเหลวก็ไม่ย่อท้อ จึงจะชนะความภาคภูมิของตนเอง” มั่วสิบสี่กล่าวชัดถ้อยชัดคำ 

มั่วชิงเฉินใจสะท้าน นางเข้าใจดีว่าทำไมท่านอาสิบสี่ถึงพูดเช่นนี้ นางพึ่งพาอาศัยอยู่บ้านผู้อื่นตั้งแต่เล็ก ชินกับการอดทนอดกลั้น ทว่าท่ามกลางทรัพยากรที่ขาดแคลนของตระกูลมั่วกลับสนับสนุนให้แย่งชิงกัน ไม่แย่งชิงสุดท้ายก็ต้องตกเป็นเบี้ยล่างถูกคนเหยียบไว้แทบเท้า กลายเป็นหินให้ผู้อื่นเหยียบไปสู่หนทางการเป็นเซียน 

มั่วชิงเฉินค่อยๆ ย่อตัวลงคำนับ “ชิงเฉินขอบพระคุณท่านอาสิบสี่ที่สอนสั่ง” 

พูดเสร็จก็พาอวิ๋นจือเดินตามทางสายเล็กกลางหมู่บุปผาไกลออกไป 

มั่วสิบสี่มองดูแผ่นหลังเล็กๆ ของมั่วชิงเฉินแล้วถอนใจแผ่วเบา “นางหนู สุดท้ายจะเป็นเช่นไรก็ต้องดูวาสนาของเจ้าแล้ว อาสิบสี่พูดได้เพียงเท่านี้ ก็ถือว่าไม่ผิดต่อพี่เจ็ดแล้ว” 

ไม่นานนัก มั่วชิงเฉินก็ตามอวิ๋นจือกลับมาถึงที่พำนักของมั่วต้าเหนียน 

เพิ่งก้าวเข้าประตูก็เห็นมั่วต้าเหนียนพุ่งออกมาว่า “หลานสาวที่น่ารัก กลับมาแล้วหรือ” 

มั่วชิงเฉินมุมปากกระตุกพยักหน้าว่า “เจ้าค่ะ ท่านปู่ ชิงเฉินกลับมาแล้ว” 

“เป็นอย่างไรบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้ทะเลาะกันใช่ไหม” มั่วต้าเหนียนพูดพลางพิศดูมั่วชิงเฉินจากบนลงล่าง 

มั่วชิงมองดูสีหน้ามั่วต้าเหนียน ดูอย่างไรก็รู้สึกว่าหน้าของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง จึงเอ่ยว่า “ด้วยบุญบารมีของท่านปู่ ไม่ได้ตีกันเจ้าค่ะ” 

พูดจบแอบว่า แย่แล้ว เสียงหนึ่ง เหตุใดจึงผ่อนคลายต่อหน้าท่านปู่ที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยสักเท่าไรได้เร็วเช่นนี้ ชักจะกลับคืนสู่นิสัยตนเองในยุคปัจจุบันเสียแล้ว 

มั่วต้าเหนียนไม่ได้ใส่ใจสิ่งเหล่านี้ กลับถอนใจว่า “ไม่ได้ตีกันหรอกหรือ นึกถึงสมัยที่ปู่ไปโถงเฉาหยางครั้งแรก นั่นก็ตีกันอย่างครึกครื้นเชียว ข้ายังอัดพี่รองเสียจมูกช้ำหน้าบวมแน่ะ แหะๆ...” 

มั่วชิงเฉินเม้มปากว่า “ใช่ท่านปู่รองที่อยู่โถงเฉาหยางหรือไม่เจ้าคะ” 

มั่วต้าเหนียนชะงักทีหนึ่งก่อนกล่าวว่า “เขานั่นแหละ” 

พูดแล้วก็สีหน้าหดหู่ถอนใจว่า “ท่านปู่รองเจ้า ก็เป็นคนอาภัพ” 

มั่วชิงเฉินรีบทำท่าฟังเหมือนเด็กอยากรู้อยากเห็น 

มั่วต้าเหนียนพูดต่อว่า “พี่รองมีรากวิญญาณเทียมห้าธาตุ ทั้งชีวิตก็ไม่อาจบรรลุระดับหลอมลมปราณระยะกลาง เพื่อให้สถานที่ที่บำเพ็ญเพียรมีพลังปราณวิญญาณเพียงพอ เขาจึงเลือกหน้าที่เฝ้าโถงเฉาหยาง นี่ก็ล่วงเลยมาถึงหกสิบปีแล้ว”  

ใจมั่วชิงเฉินหนักอึ้งตามน้ำเสียงของมั่วต้าเหนียน หกสิบปีหรือนี่ นั่นต้องเปลี่ยนแปรจากเด็กหนุ่มที่มีความมุ่งมั่นกว้างไกลเพียงใดมาเป็นผู้เฒ่าที่อ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเฉกเช่นบัดนี้ 

ตนมีรากวิญญาณสี่ธาตุ ดีกว่าท่านปู่รองเพียงเล็กน้อย เมื่อนึกถึงจุดจบของท่านปู่รอง มั่วชิงเฉินสั่นสะท้านไปทั้งใจ 

เห็นมั่วชิงเฉินสีหน้าเปลี่ยนไป มั่วต้าเหนียนจึงตระหนักว่าตนได้พูดสิ่งที่ไม่ควรพูดจึงรีบยิ้มว่า “นางหนูไม่ต้องกังวลนะ เจ้ายังมีปู่อยู่นี่ แหะๆ วันนี้ปู่เพิ่งหลอมโอสถรวมวิญญาณได้ของชั้นสูงมาหนึ่งเม็ด ช่างโชคดีจริงๆ ข้าแอบสับเปลี่ยนของชั้นสูงนั้นออกมาแล้ว เมื่อถึงเวลาจะได้ให้นางหนูเจ้ากิน” 

ความอบอุ่นแล่นผ่านกลางใจมั่วชิงเฉิน พลันถามว่า “ของชั้นสูง?” 

มั่วต้าเหนียนเอ่ยอย่างหน้าชื่นตาบาน “อืม นางหนูรู้จักระดับชั้นของโอสถหรือไม่” 

พูดจบไม่รอมั่วชิงเฉินตอบก็พูดต่อไปว่า “โอสถชนิดเดียวกัน แบ่งเป็นชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูงและชั้นเลิศ ปกติที่หลอมออกมาได้ส่วนใหญ่เป็นชั้นต่ำ มีชั้นกลางบางเม็ดก็ถือว่ากำไรแล้ว หากมีชั้นสูงสักเม็ดสองเม็ด นั่นเรียกว่ามีโชคใหญ่หลวง ส่วนโอสถชั้นเลิศ นั่นมีแต่ในตำนาน สรุปปู่หลอมโอสถมานานเช่นนี้ยังไม่เคยพบเจอ นางหนู เจ้าช่างเป็นดาวนำโชคของปู่จริงๆ เลย เจ้าเพิ่งมาถึง ปู่ไม่เพียงหลอมโอสถรวมวิญญาณได้อย่างราบรื่นออกมาได้เตาหนึ่ง ยังได้มากกว่าปกติตั้งหลายเม็ด และยังได้ชั้นสูงมาเม็ดหนึ่งด้วย” 

พูดจนมั่วชิงเฉินเริ่มสนใจ “ท่านปู่ ต่อไปชิงเฉินฝึกหลอมโอสถกับท่านได้ไหมเจ้าคะ” 

จำได้ว่าท่านอาสิบสี่เคยบอกไว้ โลกการบำเพ็ญเพียรมีอาชีพที่ได้รับการต้อนรับด้วยกันสี่ชนิด แยกเป็นนักสร้างค่ายกล นักหลอมโอสถ นักหลอมอาวุธ นักสร้างยันต์ ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีความสามารถเหล่านี้จะอยู่อย่างสมบูรณ์พูนสุข ท่านปู่ของตนหลอมโอสถได้เห็นๆ ถ้าไม่ตั้งใจเรียนสักทีนั่นก็ผิดต่อตนเองเกินไปแล้ว 

มั่วต้าเหนียนพยักหน้าว่า “ได้แน่นอน ทว่านางหนู ต้องรอให้เจ้าบำเพ็ญเพียรถึงระดับหลอมลมปราณขั้นห้าก่อนจึงจะหลอมโอสถได้นะ มิเช่นนั้นก็ไม่อาจปล่อยเพลิงแท้ออกมาข้างนอกได้ หลอมโอสถไม่สำเร็จ” 

มั่วชิงเฉินผิดหวังเล็กน้อย บำเพ็ญเพียรอีกแล้ว ดูท่าบำเพ็ญเพียรจึงจะเป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง 

“เอาล่ะ นางหนู กินข้าวก่อนเถอะ” มั่วต้าเหนียนกล่าว 

มั่วชิงเฉินรู้สึกตัวขึ้นมาว่า “ท่านปู่ ไหนท่านบอกว่าจะพาชิงเฉินไปจุดธูปให้ท่านพ่อมิใช่หรือเจ้าคะ” 

ความคิดเห็น