facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อโชคชะตาและชาติกำเนิดนำพานางไปสู่เส้นทางที่คนธรรมดาได้แต่วาดฝันถึง หนทางแห่งการเป็นเซียนได้เปิดขึ้นแล้ว!

ตอนที่ 11 หมาป่ามากเนื้อน้อย

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 หมาป่ามากเนื้อน้อย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 10:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 หมาป่ามากเนื้อน้อย
แบบอักษร

 

“การประลองย่อยในตระกูลหรือ” มั่วชิงเฉินขมวดคิ้วถาม 

อวิ๋นจือพยักหน้าอย่างแรงว่า “ใช่เจ้าค่ะ ผู้บำเพ็ญเพียรเช่นท่าน ในตระกูลจะจัดประลองปีละหนึ่งครั้ง บัดนี้เดือนเจ็ด เมื่อถึงปลายปีก็จะเริ่มการประลองย่อยปลายปีแล้ว” 

มั่วชิงเฉินคิดในใจว่า ตนเองเพิ่งมาถึง มีเรื่องมากมายในตระกูลที่ยังไม่รู้ เห็นทีจะต้องหูตาเปิดกว้างคอยซักคอยถามเสียแล้ว จึงเอ่ยว่า “พี่อวิ๋นจือ พี่เล่าเกี่ยวกับการประลองย่อยอย่างเป็นรูปธรรมให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม”  

เห็นหน้ามั่วชิงเฉินเต็มไปด้วยความคาดหวัง อวิ๋นจืออดหน้าแดงเล็กน้อยไม่ได้ “คุณหนู การประลองย่อยนั้นนอกจากผู้บำเพ็ญเพียรแล้วคนสามัญที่เข้าชมได้มีเพียงบ่าวประจำตัวเท่านั้น อวิ๋นจือเพิ่งได้เป็นสาวใช้ประจำตัวของท่าน จึงไม่เคยเข้าชมมาก่อน ทราบเพียงว่าจัดขึ้นปีละครั้ง” 

มั่วชิงเฉินกะพริบตาอย่างผิดหวัง จากนั้นนึกได้ว่าอวิ๋นจือก็เป็นเพียงแค่สาวใช้ตัวเล็กๆ รู้เรื่องราวได้มากเพียงนี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว หากวันนี้นางไม่เอ่ยขึ้นมา ตนยังไม่รู้เรื่องการประลองย่อยนี้เลย ถึงเวลาไม่ได้เตรียมตัว อาจโดนพวกเขาอัดเสียเละก็ไม่แน่ มิน่าวันนี้เจ้าสิบเอ็ดถึงมองตนเองด้วยสายตาแฝงไว้ด้วยความหมายเช่นนั้น! 

“พี่อวิ๋นจือ ขอบคุณพี่มากนะ” มั่วชิงเฉินกล่าว 

อวิ๋นจือรีบกล่าว “อวิ๋นจือมิกล้า คุณหนู ทางนี้เจ้าค่ะ” 

มั่วชิงเฉินซึ่งเป็นคนหลงทิศเดินตามอวิ๋นจือข้ามสะพานโค้งเมื่อเลี้ยวเข้าข้างภูเขาจำลอง เจอะเจอเข้ากับคนผู้หนึ่งพอดี 

“ท่านอาสิบสี่” มั่วชิงเฉินเรียกมั่วสิบสี่ที่รีบเร่งเดินทาง ไม่เจอกันเพียงวันเดียวกลับรู้สึกถึงความคุ้นเคยอย่างผิดปกติ 

เมื่อเห็นมั่วชิงเฉิน สีหน้าที่เดิมเคร่งเครียดของมั่วสิบสี่ยิ้มออก “นางหนู วันนี้ไปบำเพ็ญเพียรที่โถงเฉาหยางแล้วใช่ไหม รู้สึกอย่างไรบ้าง” 

มั่วชิงเฉินจ้องหน้ามั่วสิบสี่อย่างละเอียด ไม่รู้เพราะเหตุใดราวกับในตาของเขามีแววการล้อเลียนวาบผ่าน มั่วชิงเฉินเคยประจักษ์ถึงนิสัยความเจ้าเล่ห์ของเขามาแล้วพยายามอดทนไม่ทำตาเหลือกแล้วกล่าวว่า “ครึกครื้นมากเจ้าค่ะ” 

“อ้อ ครึกครื้นอย่างไร ไหนลองเล่าให้อาสิบสี่ฟังซิ” มั่วสิบสี่ยิ้มเบาๆ กล่าว 

“พวกเขาราวกับไม่ชอบให้ชิงเฉินเข้าร่วมด้วย” มั่วชิงเฉินเล่าความจริง มั่วสิบสี่คือผู้ที่นางคุ้นเคยที่สุดในเวลานี้ หากอยากรู้เรื่องราวมากกว่านี้ก็ควรเล่าความจริงจะดีกว่า 

“หึๆๆ” มั่วสิบสี่หัวเราะเสียงต่ำ 

มั่วชิงเฉินมองมั่วสิบสี่ที่หัวเราะไม่หยุดอย่างสงสัย 

มั่วสิบสี่ลูบศีรษะมั่วชิงเฉินด้วยความเคยชินว่า “เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาไม่ต้อนรับเจ้า สมัยข้าบำเพ็ญเพียรอยู่โถงเฉาหยาง ทุกครั้งที่มีคนใหม่เข้าร่วมก็จะสร้างความลำบากให้เขาสักพักหนึ่ง” 

“เพราะอะไรเจ้าคะ” มั่วชิงเฉินถาม แล้วบ่นในใจด้วยความไม่พอใจว่าที่แท้เป็นธรรมเนียมหรือนี่ 

“เพราะว่า หมาป่ามากเนื้อน้อยอย่างไรล่ะ!” มั่วสิบสี่กล่าว 

มั่วชิงเฉินกรอกตาไม่พูดอะไรอีก 

มั่วสิบสี่มองดูเด็กน้อยที่ยังสูงไม่ถึงเอวตนเอง สุดท้ายก็ใจอ่อน ทอดถอนใจว่า “นางหนู เจ้าก็เคยลำบากมาก่อน คิดว่าเจ้าคงจะเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กคนอื่นๆ อาสิบสี่จะเล่าเรื่องในตระกูลให้เจ้าฟังแล้วกัน” 

มั่วชิงเฉินรีบพยักหน้ารับ อวิ๋นจือถอยหลังไปสองก้าวเงียบๆ แล้วเดินตามอย่างไม่รีบร้อน 

“ตระกูลมั่วเรา เมื่อพันปีก่อนก็นับได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่แห่งการบำเพ็ญเพียร ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือที่สุดคือบรรพบุรุษหญิงท่านหนึ่ง ท่านมีร่างเพลิงแก้วใจกระจ่าง เป็นอัจฉริยะด้านหลอมโอสถอันโด่งดัง ด้วยเหตุนี้ตระกูลมั่วเราจึงกลายเป็นตระกูลมั่งคั่ง ทว่าหลังจากบรรพบุรุษท่านนี้แล้ว ตระกูลมั่วเราก็ไม่เคยปรากฏผู้บำเพ็ญเพียรที่มีเพลิงแก้วใจกระจ่างอีก ต่อจากนั้นเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น เป็นเหตุให้วิชาบำเพ็ญเพียรหลักของตระกูลสูญหาย เราค่อยๆ ตกต่ำลง จนบัดนี้ได้กลายเป็นตระกูลบำเพ็ญเพียรเล็กๆ ไม่เป็นที่สนใจ” มั่วสิบสี่กล่าวเนิบๆ  

มั่วชิงเฉินฟังไม่เข้าใจอะไรคือเพลิงแก้วใจกระจ่าง ได้แต่ทอดถอนใจว่าภาพความสวยงามหรูหราตรงหน้า บ่าวไพร่ที่เข้าๆ ออกๆ มากมาย ไหนเลยจะคิดว่าตระกูลมั่วได้กลายเป็นตระกูลเล็กๆ ที่ตกอับเสียแล้ว ดูท่าสิ่งที่คนสามัญหวังหนักหนาก็เป็นเพียงสิ่งที่ตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้ได้มาง่ายๆ เท่านั้นเอง 

มั่วสิบสี่เห็นมั่วชิงเฉินตั้งใจฟังจึงเล่าต่อ “บัดนี้ในเมืองลั่วหยางรวมทั้งตระกูลมั่ว มีสี่ตระกูลบำเพ็ญเพียรเป็นเสาหลัก ผลผลิตของเมืองลั่วหยางไม่มากนัก มีเพียงเหมืองวิญญาณขนาดเล็กแห่งหนึ่งให้สี่ตระกูลแบ่งกันตามสัดส่วน ผลผลิตแค่นี้ไม่พอสำหรับพวกเราผู้บำเพ็ญเพียรที่มีอยู่มากมายใช้ในการบำเพ็ญเพียรโดยสิ้นเชิง ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ต่อจากระยะกลางเช่นพวกเรา จึงต้องเข้าร่วมทำภารกิจต่างๆ ถึงจะเติมเต็มสิ่งที่จำเป็นต่อการฝึกฝนของตนเองได้บ้าง 

“ท่านอาสิบสี่ ที่แท้วันนี้ท่านเพิ่งกลับจากปฏิบัติหน้าที่กลับมาหรือเจ้าคะ” มั่วชิงเฉินถาม 

อาจเพราะผลเก็บเกี่ยวไม่เลว มั่วสิบสี่ได้ยินเช่นนั้นจึงยิ้มตอบว่า “ถูกต้อง ไม่คิดว่าเพิ่งกลับมาก็เจอเจ้าเลย นางหนู เจ้าคงแปลกใจสินะว่าทำไมพวกเจ้าถึงบำเพ็ญเพียรด้วยกันที่โถงเฉาหยาง” 

“เจ้าค่ะ” มั่วชิงเฉินพยักหน้า 

“แหล่งชีพจรวิญญาณที่จวนมั่วตั้งอยู่ เป็นแหล่งชีพจรวิญญาณขนาดเล็กที่กระจัดกระจาย นอกจากที่พำนักของท่านหัวหน้าตระกูลและท่านอาหก ก็มีเพียงโถงเฉาหยางที่ถือว่าพลังปราณวิญญาณหนาแน่น น่าเสียดายที่ขนาดเล็กเกินไปพอที่จะสร้างโถงเฉาหยางเล็กๆ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ดังนั้นจึงนำมาใช้เป็นสถานบำเพ็ญเพียรของเด็กอายุไม่ครบสิบห้าปีในตระกูล แม้บำเพ็ญเพียรร่วมกันจะเงียบสงบเทียบการบำเพ็ญเพียรเดี่ยวไม่ได้ ทว่าก็ไม่ใช่ไม่มีข้อดี” เมื่อพูดถึงตรงนี้มั่วสิบสี่เปลี่ยนเรื่องพูดว่า “นางหนู พูดมาถึงตรงนี้ เจ้าเข้าใจหรือยังว่าไฉนพวกเขาถึงกีดกันคนใหม่” 

มั่วชิงเฉินคิดแล้วคิดอีก ก่อนตอบเสียงเบาว่า “เพราะทรัพยากรหรือเจ้าคะ” 

มั่วสิบสี่พยักหน้าเห็นด้วยว่า “เจ้าพูดถูกแล้ว เพราะทรัพยากรนี่แหละ ทรัพยากรที่ตระกูลมั่วเรามีจำกัดนัก ดังนั้นเมื่อมีคนเพิ่มขึ้นหนึ่งคน ก็เท่ากับมีคนไปชิงไปแย่งเพิ่มขึ้นหนึ่งคน ยิ่งกว่านั้น ท่านปู่ของเจ้ายังเป็นนักหลอมโอสถเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล...” 

ในที่สุดมั่วชิงเฉินก็เข้าใจ ทรัพยากรต่างๆ ที่ใช้ในการบำเพ็ญเพียรเช่น แก่นผลึกแก้ว โอสถ ตลอดจนถึงอาวุธเวทต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ขาดแคลนของตระกูลมั่ว แน่นอนว่าโถงเฉาหยางที่สนับสนุนการแข่งขันการเข้าร่วมของคนใหม่ย่อมทำให้คนที่อยู่ก่อนเกิดความรู้สึกกีดกันเป็นธรรมดา 

ตนนั้นไม่เพียงแต่โผล่มากลางคัน ท่านปู่ยังเป็นนักหลอมโอสถ แน่นอนว่าต้องมีคนคิดว่าท่านปู่ต้องแอบให้โอสถกับตนมากกว่าคนอื่น เมื่อให้ตนเองมาก ส่วนที่แบ่งให้คนอื่นก็ย่อมน้อยลง... 

เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ก็คือรู้เรื่องการประลองย่อยในตระกูลให้กระจ่าง 

“ท่านอาสิบสี่ ข้าได้ยินมาว่าในตระกูลจะจัดการประลองย่อยปีละครั้งหรือ” มั่วชิงเฉินถาม 

มั่วสิบสี่ชะงักแล้วยิ้มว่า “นางหนู เจ้ารู้ไม่น้อยนี่นา” 

มั่วชิงเฉินไม่พอใจว่า “ที่ไหนล่ะ ท่านอาสิบสี่ ชิงเฉินไม่รู้เลยสักนิดว่าการประลองย่อยในตระกูลคืออะไร เมื่อวานท่านพูดไม่ใช่หรือเจ้าคะว่า ระดับหลอมลมปราณสองขั้นแรกไม่ต่างอะไรกับคนสามัญ เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราที่อยู่ที่โถงเฉาหยางจะให้ประลองอะไรกันน่ะเจ้าคะ” 

มั่วสิบสี่ตบศีรษะมั่วชิงเฉินเบาๆ พลางว่า “เจ้านี่ รู้มากนักนะ แม้จะพูดว่าระดับหลอมลมปราณสองขั้นแรกไม่ต่างจากคนสามัญ แต่อย่างไรเสียความว่องไวของร่างกายและพละกำลังก็แข็งแกร่งกว่า ขอเพียงเข้าสู่ระดับหลอมลมปราณ อายุก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ใครจะแข็งแกร่งกว่าก็ต้องดูว่าในร่างกายใครมีพลังวิญญาณมากน้อยเพียงใด การประลองย่อยในตระกูล คือโอกาสในการแบ่งทรัพยากร โถงเฉาหยางของพวกเจ้ามีการประลองสองอย่าง หนึ่งคือความตระหนัก สองคือการต่อสู้จริง นางหนู เจ้าเข้าใจหรือยัง” 

มั่วชิงเฉินกำลังจะพยักหน้าก็ได้ยินเสียงดังมาว่า “นี่ น้องสิบสี่ คุยอยู่กับใครน่ะ” 

ความคิดเห็น