facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อโชคชะตาและชาติกำเนิดนำพานางไปสู่เส้นทางที่คนธรรมดาได้แต่วาดฝันถึง หนทางแห่งการเป็นเซียนได้เปิดขึ้นแล้ว!

ตอนที่ 9 แดนสงบอยู่หนใด

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 แดนสงบอยู่หนใด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 10:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 แดนสงบอยู่หนใด
แบบอักษร

 

มั่วชิงเฉินรีบก้าวข้ามประตูบุปผชาติ ไม่ว่าใครแข็งแกร่งใครอ่อนแอ เห็นชัดว่าคนนอกเช่นตนมาอยู่นี่ไม่ใช่เรื่องฉลาดนัก รีบไปบำเพ็ญเพียรจะดีกว่า 

พอล่วงเข้ามาในประตูบุปผชาติ มั่วชิงเฉินก็รู้สึกโล่งในใจ หายใจสะดวก ทว่ายังไม่ทันได้ลิ้มรสความรู้สึกนี้ดีก็เห็นสายตาหลายสายหันมองมาทางนี้พร้อมกัน 

มั่วชิงเฉินกวาดตามองสถานการณ์ในห้องอย่างรวดเร็วปราดหนึ่ง เห็นเบาะรองนั่งสิบกว่าอันวางกระจายอยู่บนพื้นสีเขียวมรกต มีคนอยู่ห้าคนนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง 

ในจำนวนห้าคนนี้มีเด็กหนุ่มอยู่สองคนอายุสิบสี่สิบห้าปี หนึ่งในนั้นมองตนอย่างเย็นชาปราดหนึ่งแล้วหลับตาบำเพ็ญเพียรต่อ ส่วนอีกคนหนึ่งยังคงพิศดูตนเอง สายตานั้นทำให้มั่วชิงเฉินไม่สบายตัวนัก 

อีกสามคนที่เหลือเป็นเด็กผู้ชายสองคน มองแล้วโตกว่าตนเล็กน้อย เด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวในนั้นอายุประมาณสิบขวบ ใส่ชุดสีเหลืองนวล แก้มตอบผอมยาว แม้จะสวยแต่ท่าทางมุ่งร้าย พาให้มั่วชิงเฉินเกิดความรู้สึกไม่ชอบอย่างไม่รู้ตัว 

มั่วชิงเฉินเห็นคนเหล่านี้เพ่งพิศดูตนตลอดกลับไม่มีท่าทีจะออกเสียง จึงได้แต่พยักหน้าให้พวกเขาและยิ้มว่า “สวัสดี ข้าคือลำดับที่สิบหกมั่วชิงเฉิน” 

เห็นคนเหล่านั้นยังคงไม่พูด มั่วชิงเฉินก็ไม่ใส่ใจ นางมองดูรอบๆ เลือกนั่งบนเบาะรองนั่งที่อยู่มุมห้อง 

ใครจะคิดว่านางเพิ่งนั่งลง เด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวในนั้นก็เอ่ยว่า “เจ้าสิบหก เจ้านั่งตรงนั้นได้อย่างไร” เสียงแหลมแสบแก้วหูจนมั่วชิงเฉินอดขมวดคิ้วไม่ได้ 

เห็นมั่วชิงเฉินขมวดคิ้ว เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ลุกขึ้นยืนทันที เดินมาตรงหน้านาง มองจากบนลงล่าง แล้วว่า “เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไร เจ้าสิบหก?” 

มั่วชิงเฉินก็ไม่ลุกขึ้น เงยหน้าขึ้นพร้อมพูดนิ่งเรียบว่า “เจ้าไม่ต้องพูดเสียงดังขนาดนั้น ข้าได้ยินแล้ว” 

แม้นางยังไม่เริ่มบำเพ็ญเพียร ทว่าก็รู้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรอยู่บ้าง ระดับหลอมลมปราณขั้นหนึ่งถึงขั้นสอง เพียงแค่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น พละกำลังมากขึ้นนิด สมองไวขึ้นหน่อย ก็เพียงเทียบเท่าคนสามัญที่ร่างกายแข็งแรงเท่านั้นเอง ระดับหลอมลมปราณขั้นสาม สามารถฝึกคาถาเหยียบลมได้ ซึ่งก็คือวิชาที่ท่านอาสิบสี่ใช้ในวันที่พานางกลับมาจากบ้านท่านน้า ต้องถึงหลอมลมปราณขั้นสี่ จึงสามารถฝึกวิชาป้องกัน คาถาโล่ดิน ได้ 

นั่นก็หมายความว่า นอกจากเจ้าจะบำเพ็ญเพียรถึงระดับหลอมลมปราณขั้นห้า ถึงจะฝึกวิชาจู่โจมได้ มิเช่นนั้น อย่างมากการต่อสู้ก็ดีกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย 

เด็กผู้หญิงตรงหน้าอายุยังไม่ครบสิบห้าปี การที่ยังอยู่ที่นี่แสดงว่ายังไปไม่ถึงระดับหลอมลมปราณขั้นห้า ยิ่งกว่านั้นมั่วชิงเฉินลงความเห็นว่า ด้วยนิสัยและอายุของนาง ตบะสูงไม่ถึงไหนแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ไยตนต้องยอมก้มศีรษะให้ด้วยเล่า 

เห็นชัดว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นไม่คาดว่ามั่วชิงเฉินที่เพิ่งมาจะกล้าพูดเช่นนี้ ทันใดนั้นคิ้วโก่งพลันตั้งขึ้น “สมแล้วที่เป็นเด็กเหลือขอไม่มีบิดามารดา ไร้การสั่งสอน” 

มั่วชิงเฉินเห็นท่าทางที่โกรธเกรี้ยวของเด็กผู้หญิง ก็ยิ้มแผ่วเบาแล้วว่า “เจ้าพูดไม่ผิด ข้าไม่มีบิดามารดาสอนให้พูดเช่นนี้จริงๆ” 

 “หึๆ” เด็กหนุ่มที่เพ่งพิศนางมาตลอดหัวเราะเสียงต่ำ 

“พี่แปด ท่านไม่ช่วยข้า ยังปล่อยให้นางเด็กน้อยรังแกถึงบนหัวข้า” เด็กหญิงหันหน้ากระทืบเท้าพูดอย่างไม่พอใจ 

เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าพี่แปดก้าวเท้าเข้ามาใกล้ พิศดูมั่วชิงเฉินตั้งแต่หัวจรดเท้าปราดหนึ่งจึงกล่าวเนิบๆ ว่า “นางหนูน้อย เพิ่งมาครั้งแรกต้องรู้ระเบียบนะ” 

มั่งชิงเฉินจนด้วยคำพูด นี่ก็คือการกลับดำเป็นขาวแหกตาพูดเหลวไหลดั่งที่เรียกกันใช่ไหม 

ในเวลานี้เองมีเสียงลอยมา “ระเบียบอะไร” 

พูดพลางสาวน้อยชุดแดงและเด็กหญิงชุดชมพูพลางเดินเข้ามา 

ที่ทำให้มั่วชิงเฉินตกใจก็คือ สาวน้อยชุดแดงที่เดิมเสื้อผ้าสวยสดงดงามบัดนี้กลับขาดวิ่น บนใบหน้ามีสีเทาบ้างซีดบ้างเป็นหย่อมๆ 

หรือว่าเมื่อสักครู่นางสู้กับท่านปู่รองมายกหนึ่ง มั่วชิงเฉินแอบเดา 

“ว้าย พี่สิบ นี่ท่าน” สาวน้อยชุดเหลืองรีบถาม เสียงอ่อนโยนขึ้นทันที 

สาวน้อยชุดแดงถลึงตาใส่สาวน้อยเสื้อเหลืองทีหนึ่งแล้วว่า “เจ้าสิบเอ็ด เจ้าจะตกใจอะไร ก็แค่ตีกับตาเฒ่ามายกหนึ่ง” 

“โอ้ พี่สิบ ท่านร้ายกาจจริงๆ ยังกล้าสู้กับตาเฒ่านั่นอีก” สาวน้อยเสื้อเหลืองเอ่ยอย่างชื่นชม รอยยิ้มประจบสอพลอบนใบหน้านั้นทำให้มั่วชิงเฉินรู้สึกว่านี่ต้องเป็นคนละคนกับเมื่อครู่แน่นอน 

สาวน้อยชุดแดงเชิดคางขึ้นว่า “นั่นมีอะไรดี ข้ากับเขาต่างก็อยู่หลอมลมปราณขั้นสี่ ใครกลัวใครล่ะ” 

เด็กหญิงชุดชมพูกระตุกสาวน้อยชุดแดงว่า “พี่สิบ อย่างไรเสียท่านปู่รองก็เป็นผู้อาวุโสนะ” 

สาวน้อยชุดแดงจิ้มหน้าผากเด็กหญิงชุดชมพูอย่างไม่ได้ดั่งใจหนึ่งที “เจ้าสิบสี่ นิสัยเจ้าเช่นนี้ต่อไปออกไปไม่ถูกคนอื่นรังแกแย่หรือ เป็นผู้อาวุโสแล้วอย่างไร พวกตาเฒ่าที่ไม่มีรากวิญญาณในตระกูล มีมากมายที่ยอมเป็นบ่าวเป็นไพร่ให้พวกเรา แม้ตาเฒ่านั่นจะมีรากวิญญาณ แต่ฝึกมาทั้งชีวิตก็ได้แค่ระดับหลอมลมปราณขั้นสี่ นั่นต่างอะไรกับคนสามัญ” 

“นั่นน่ะสิ จะเทียบกับพี่สิบได้อย่างไร พี่สิบอายุเพียงสิบขวบก็อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสี่แล้ว” สาวน้อยชุดเหลืองกอดแขนสาวน้อยชุดแดงด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม 

“น้องสิบ พี่ต้องมองเจ้าเสียใหม่จริงๆ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเจ้ายังอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสามมิใช่หรือ ไม่คิดว่าเร็วปานนี้ก็บรรลุแล้ว ทว่า ข้าจำได้ว่าน้องเก้ากับเจ้าอายุพอกัน บัดนี้นางอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นเจ็ดแล้วแน่ะ” เด็กหนุ่มที่คล้ายนักเลงหัวไม้นั่นกล่าว 

สาวน้อยชุดแดงหน้าบึ้งขึ้นมา “มั่วแปดน้อย อย่ามาพูดกระแนะกระแหน มั่วเฟยเยียนนางมีรากวิญญาณแปรผันธาตุน้ำแข็ง อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นเจ็ดมีอะไรน่าแปลก เจ้านี่สิ ถ้าข้าจำไม่ผิด เจ้าอายุสิบสี่แล้วนี่นา บัดนี้ได้แค่ระดับหลอมลมปราณขั้นสาม เมื่อเจ้าอายุครบสิบห้าปี อย่าอาศัยท่านปู่ที่เป็นหัวหน้าตระกูลทำผิดกฎก็แล้วกัน” 

ที่แท้สาวน้อยชุดขาวรากวิญญาณธาตุน้ำแข็งนั่นชื่อมั่วเฟยเยียน นางเพิ่งอายุสิบขวบแต่กลับอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นเจ็ดแล้ว มั่วชิงเฉินได้แต่ทอดถอนใจ 

นางนั่งเป็นคนนอกดูเรื่องสนุกของคนเหล่านี้อย่างเงียบๆ พบว่าเด็กหนุ่มที่ดูแล้วอายุเยอะที่สุด ตั้งแต่ต้นจนจบเอาแต่หลับตาบำเพ็ญเพียรไม่ขยับเขยื้อน ส่วนคนอื่นๆ เด็กผู้ชายได้เด็กหนุ่มเจ้าแปดเป็นหัวโจก เด็กผู้หญิงได้สาวน้อยชุดแดงเจ้าสิบเป็นหัวโจก แม้จะพูดไม่ได้ว่าตีรันฟันแทงกันแต่ก็วาจาเชือดเฉือน 

มั่วชิงเฉินพอใจที่กันตนออกห่าง ไม่อยากเสียเวลาจึงหลับตาลงเตรียมตัวบำเพ็ญเพียรครั้งแรก 

“ใช่แล้ว เมื่อสักครู่พวกเจ้าพูดถึงระเบียบอันใด” ในที่สุดเจ้าสิบก็เอ่ยขึ้น 

มั่วชิงเฉินรู้สึกว่ามีสายตาหลายสายจ้องมาที่นาง ในใจแอบถอนใจว่าเหตุใดระเบียบของตระกูลมั่วจึงแปลกประหลาดเช่นนี้ ให้เด็กๆ มาบำเพ็ญเพียรรวมกัน แล้วยังมีท่านปู่รองที่ไม่อาจควบคุมคนได้อีก นี่ยังจะบำเพ็ญเพียรกันดีๆ ได้หรือไม่ ทะเลาะกันทุกวันน่ะสิไม่ว่า 

“พี่สิบ นางนั่นไง นางมาถึงก็ทำท่าใหญ่โต ไม่เห็นพวกเราในสายตา แถมยังนั่งบำเพ็ญเพียรบนที่นั่งของท่าน ข้าให้นางลุกขึ้นนางยังไม่ยอมขยับ” สาวน้อยเสื้อเหลืองเจ้าสิบเอ็ดกล่าว 

“เจ้าคือเจ้าสิบหกที่มาใหม่สินะ” เจ้าสิบมองมั่วชิงเฉิน แม้บนร่างกายและใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นธุลี แต่กลับไม่ให้ความรู้สึกทุลักทุเลแก่ผู้พบเห็น 

ก่อนหน้านี้ต่อหน้าเจ้าสิบเอ็ด มั่วชิงเฉินยังสามารถนั่งอย่างสงบ ทว่าสาวน้อยผู้นี้ท่าทางน่าเกรงขาม นางจึงได้แต่ยืนขึ้น เงยหน้าเล็กน้อยว่า “ข้าคือลำดับสิบหกมั่วชิงเฉิน สวัสดี” 

เจ้าสิบสาวน้อยเสื้อแดงเหล่มองนางอย่างเย็นชา กำลังจะพูดอะไรทันใดนั้นเจ้าสิบเอ็ดสาวน้อยเสื้อเหลืองพูดขึ้นว่า “พี่สิบ เมื่อวานข้าได้ยินสาวใช้พูดว่า เวลานี้คนในจวนล้วนพูดกันว่าเจ้าสิบหกที่มาใหม่นี้ รูปโฉมยังชนะท่านสามส่วนแน่ะ” 

ความคิดเห็น