facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อโชคชะตาและชาติกำเนิดนำพานางไปสู่เส้นทางที่คนธรรมดาได้แต่วาดฝันถึง หนทางแห่งการเป็นเซียนได้เปิดขึ้นแล้ว!

ตอนที่ 4 บริสุทธิ์ไร้มลทิน

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 บริสุทธิ์ไร้มลทิน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 10:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 บริสุทธิ์ไร้มลทิน
แบบอักษร

 

ชายในชุดสีเข้มไม่ได้พามั่วชิงเฉินเดินเข้าทางประตูใหญ่ แต่กลับเข้าจากทางประตูด้านข้าง 

ม่วงชิงเฉินเดินตามเขามุ่งไปข้างหน้า ดวงตาอดสังเกตรอบข้างไม่ได้ 

จวนที่ดูจากภายนอกนั้นแสนธรรมดา แต่ภายในกลับต่างกันราวฟ้าดิน ศาลากลางน้ำ ระเบียงทอดยาว ถูกบดบังท่ามกลางมวลหมู่แมกไม้ ดอกไม้ที่ไม่รู้จักชื่อบานสะพรั่ง มีคนเข้าๆ ออกๆ ผ่านด้านข้างไปเป็นระยะๆ และหยุดเดินโค้งคำนับถอยหลบไปข้างๆ เมื่อเห็นชายในชุดสีเข้ม 

ชายในชุดสีเข้มไม่แม้แต่จะชำเลืองมองพวกเขา พามั่วชิงเฉินเดินผ่านพวกเขาไปซึ่งทำให้มั่วชิงเฉินอดสังเวชไม่ได้ว่า โลกนี้ช่างแตกต่างกับอีกโลกหนึ่งโดยสิ้นเชิง 

เมื่อผ่านประตูจันทร์เสี้ยว สาวน้อยเสื้อขาวนางหนึ่งกำลังเดินมุ่งหน้ามาทางนี้ 

แม้จะบอกว่าสาวน้อย แต่จากที่มั่วชิงเฉินดูแล้วอายุก็ไม่น่าเกินสิบกว่าขวบ ยังดูเด็กกว่าหลิวหลิงจือด้วยซ้ำ เพียงแต่สาวน้อยนางนี้รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าดุจน้ำแข็ง จึงเพิ่มความรู้สึกเป็นผู้ใหญ่และใจเย็น 

สาวน้อยเห็นพวกมั่วชิงเฉินสองคนจึงหยุดเดินและพยักหน้าให้ชายในชุดสีเข้มเบาๆ “ท่านอาสิบสี่” เสียงดุจหยกเย็นและหยาดน้ำแข็งกระทบกัน เสียงเย็นเสนาะหู แต่นางกลับไม่มองมั่วชิงเฉินแม้สักปราดเดียว 

ชายในชุดสีเข้มที่หน้าไร้ความรู้สึกก่อนหน้านี้บัดนี้กลับบานออกดั่งต้องลมฤดูใบไม้ผลิ ยิ้มว่า “เจ้าเก้า จะออกไปหรือ” 

สาวน้อยที่ถูกเรียกว่าเจ้าเก้า เหมือนไม่ชอบพูดคุยนักจึงได้แต่พยักหน้าเบาๆ 

ชายในชุดสีเข้มก็ไม่ใส่ใจ ยังคงอมยิ้มชี้มาทางมั่วชิงเฉินว่า “นี่คือบุตรสาวของท่านอาเจ็ดเจ้า ถ้าไม่เกิดเรื่องเสียก่อน จักเป็นน้องสิบหกของเจ้า” 

สาวน้อยถึงได้มองมาทางมั่วชิงเฉินด้วยท่าทางนิ่งเรียบ เห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ เบิ่งตาทรงดอกท้อพิจารณาตนเองด้วยความอยากรู้อยากเห็น หน้าตาประณีตดูแล้วยังงามยิ่งกว่าน้องสิบที่ว่างดงามเกินคนนัก จึงได้ดูนานขึ้นอีกหน่อย ไม่คิดว่าเด็กน้อยกลับยิ้มละไมให้นาง เวลายิ้มมีลักยิ้มน่ารักคู่หนึ่งโผล่มา 

สาวน้อยพยักหน้าเบาๆ ให้มั่วชิงเฉินหนึ่งทีแล้วจากไปดุจล่องลอยได้โดยไม่ได้พูดอะไร 

มั่วชิงเฉินมองตามทิศทางที่สาวน้อยจากไปด้วยความตะลึง ในใจก็คิดว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ทำไมนิสัยเย็นชาเช่นนี้ นางก็เป็นวิชาเซียนหรือกันไม่นะ 

ขณะที่คิดอยู่ นางรู้สึกได้ว่าชายในชุดสีเข้มขยี้ศีรษะนางเบาๆ พร้อมกล่าวว่า “นางหนู ดูท่าเจ้าเก้ากับเจ้าจะมีวาสนาต่อกันนะ” 

มั่วชิงเฉินเบิกตากว้างอย่างไม่เข้าใจ สวรรค์ นางไม่พูดกับตนเองสักคำยังเรียกว่ามีวาสนาอีกหรือ 

ชายในชุดสีเข้มเหมือนจะมองความคิดของมั่วชิงเฉินออก หัวเราะหึๆ พลางว่า “นางหนู เจ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว เจ้าเก้าเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นพวกเจ้า หากจะพูดว่านางมีพรสวรรค์ที่ไม่อาจมีผู้ใดเทียบเคียงได้ก็ไม่เกินไปนัก นางรากวิญญาณมีรากวิญญาณแปรผันธาตุน้ำแข็งที่หาได้ยาก แม้แต่สี่สำนักใหญ่ก็ต้องแย่งชิงกันหัวร้างข้างแตก” 

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ก็เห็นใบหน้ามั่วชิงเฉินเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงยิ้มพูดว่า “ตอนนี้เจ้ายังไม่เข้าใจ รออีกหน่อยเถอะ เจ้าจะเข้าใจเอง เจ้าเก้านางเย็นชามาแต่กำเนิด วันนี้ถือว่าปฏิบัติกับเจ้าต่างจากคนอื่นแล้ว ไปเถอะ ไปพบท่านหัวหน้าตระกูลกับอาสิบสี่กัน” 

มั่วชิงเฉินมองชายในชุดสีเข้มปราดหนึ่ง คิดในใจว่ามีเรื่องรอนางอยู่จริงๆ ด้วย 

“นางหนู ไม่ต้องกลัวนะ เมื่อพบท่านหัวหน้าตระกูลแล้วเจ้าก็จะได้เป็นลูกหลานตระกูลมั่วอย่างเป็นทางการแล้ว ต่อไปจะได้บำเพ็ญเพียรไปพร้อมกับพี่ๆ น้องๆ” ชายในชุดสีเข้มพูดอย่างอบอุ่น 

“ท่านอาสิบสี่ ไม่ว่าใครก็บำเพ็ญเพียรได้หรือเจ้าคะ” มั่วชิงเฉินแหวนหน้าถาม 

ชายในชุดสีเข้มชะงักเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “ก็ไม่เชิง มีแต่คนที่มีรากวิญญาณจึงจะบำเพ็ญเพียรได้ ส่วนผู้ที่มีรากวิญญาณนั้นคือหนึ่งในหมื่น ตระกูลมั่วเราก็เช่นกัน คนในตระกูลมีมากมาย แต่ในแต่ละรุ่น มีเพียงผู้มีรากวิญญาณสามารถบำเพ็ญเพียรได้ถึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการจัดเรียงลำดับ ทว่านางหนูเจ้าไม่ต้องกังวลไป บิดาเจ้าเป็นรากวิญญาณคู่ที่มีคุณสมบัติขั้นสุดยอด คิดว่าเจ้ามิน่าจะมีปัญหาอันใด” 

เมื่อพูดแล้วชายในชุดสีเข้มก็ให้ทอดถอนใจ เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรหาคู่ส่วนใหญ่จะเลือกผู้บำเพ็ญเพียรเหมือนกัน มีเพียงเช่นนี้จึงจะส่งเสริมการบำเพ็ญเพียรของตนเอง อัตราส่วนที่ทายาทที่เกิดมามีรากวิญญาณก็จะเพิ่มขึ้นตามมา ท่านพี่เจ็ดแม้จะมีรากวิญญาณคู่ชั้นยอดแต่นางหนูที่เกิดกับหญิงสามัญเกรงว่าคุณสมบัติจะไม่โดดเด่นเท่าใดนัก 

แน่นอนมั่วชิงเฉินที่มีสติปัญญาของผู้ใหญ่ย่อมตระหนักถึงข้อนี้เช่นกัน หัวใจนางบีบรัดคราหนึ่ง ก่อนที่จะคิดได้ว่าแม้ตนเองไม่มีรากวิญญาณ สภาพความเป็นอยู่จะยังย่ำแย่กว่าแต่ก่อนได้อีกหรือ 

คิดได้ดังนั้นนางจึงโล่งอก มองชายในชุดสีเข้มว่า “ท่านอาสิบสี่ เช่นนั้นท่านรีบพาข้าไปพบท่านหัวหน้าตระกูลเถอะ” 

ชายในชุดสีเข้มเห็นมั่วชิงเฉินท่าทางสบายใจ ย่อมไม่ได้คิดว่านางคิดตกแล้ว แต่คิดเพียงว่านางยังเด็กไม่รู้เรื่อง จึงกำชับว่า “นางหนู เมื่อพบท่านหัวหน้าตระกูลแล้วต้องเรียกท่านปู่หัวหน้าตระกูลนะ การมีลูกหลานกลับคืนรากเหง้าเป็นเรื่องใหญ่ คิดว่าท่านปู่ของเจ้าและท่านปู่หกก็คงอยู่ด้วย” 

พูดจบชายในชุดสีเข้มจึงรีบจูงมั่วชิงเฉินเดินไป 

เดิมทีมั่วชิงเฉินมีใจอยากจะถามเกี่ยวกับบิดาของตนเอง แต่เมื่อคิดว่าวันหน้ายังมีเวลาอีกมากจึงทำเฉยไว้ก่อน 

ไม่นานนักก็มาถึงหน้าห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่ง 

ชายในชุดสีเข้มหยุดลง รายงานเสียงดังว่า “ท่านหัวหน้าตระกูล มั่วสิบสี่กลับมาแล้วขอรับ” 

มั่วชิงเฉินแอบคิดในใจ ที่แท้พวกเขาเรียกขานกันง่ายดายเช่นนี้เอง ท่านอาสิบสี่ก็เรียกว่ามั่วสิบสี่ เช่นนั้นต่อไปตนเองก็คือมั่วสิบหกน่ะสิ ถ้าเช่นนั้น มิยุ่งเหยิงกันไปหมดหรอกหรือ 

ยังไม่ทันรอให้มั่วชิงเฉินคิดเหลวไหลไปนานกว่านี้ ก็มีเสียงทุ้มต่ำลองมาจากด้านใน “เข้ามาได้” สิ้นเสียงประตูแกะสลักสีแดงเข้มก็เปิดออกเองโดยปราศจากลม 

มั่วชิงเฉินรู้สึกว่ามือที่ชายชุดในชุดสีเข้มจับตนเองอยู่นั้นได้บีบแน่นขึ้น จากนั้นจึงจูงนางเดินเข้าข้างใน 

มั่วชิงเฉินก้มหน้าค่อยๆ เดินเข้าด้านใน ใช้ปลายสายตาเหลือบมองดูสภาพภายในห้อง 

ยังไม่ทันที่จะเห็นชัดก็รู้สึกได้ว่ามีลมพัดมาสายหนึ่ง ตามด้วยผู้เฒ่าหน้าตาอิ่มเอิบมายืนอยู่หน้าตนเองพร้อมหัวเราะแหะๆ ว่า “หลานปู่ ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว” เขาพูดไปพลางยื่นมือจะมาจับนาง 

ผู้เฒ่าที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งตรงกลางกระแอมไอคราหนึ่ง ผู้เฒ่าหน้าอิ่มเอิบถึงได้หยุดมืออย่างเขินอายและกลับไปยังที่นั่งอย่างไม่เต็มใจนัก  

มั่วชิงเฉินที่แต่เดิมทีรู้สึกตื่นเต้นอยู่หลังจากถูกผู้เฒ่าท่านนั้นขัดจังหวะกลับรู้สึกสงบลง ดูๆ แล้วพวกท่านก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดขนาดนั้น 

“สิบสี่ นี่ก็คือนางหนูน้อยที่เจ้าพากลับมา ลูกสาวของมั่วเจ็ดหรือ” ผู้เฒ่าตรงกลางถามเนิบๆ 

มั่วสิบสี่ประกบหมัดคารวะ “ท่านหัวหน้าตระกูล นางก็คือลูกสาวของท่านพี่เจ็ด” 

ได้ยินดังนั้นผู้เฒ่าหันไปถามมั่วชิงเฉินว่า “นางหนูน้อย เจ้าชื่ออะไร” 

มั่วชิงเฉินรู้สึกได้ว่ามีแรงกดดันไร้รูปอัดลงมา นางพยายามฝืนแต่สุดท้ายก็ต้องยอมคุกเข่าลงไปตอบอย่างว่าง่าย “ท่านปู่หัวหน้าตระกูล ข้าชื่อนางหนูเจ้าค่ะ”  

ผู้เฒ่าตรงกลางขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นทันที “เงยหน้าขึ้นมา” 

มั่วชิงเฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปทางผู้เฒ่า 

ผู้เฒ่าเพ่งพินิศมั่วชิงเฉินอย่างช้าๆ อยู่สักครู่ใหญ่ พบว่านางไม่เหมือนกับเด็กหญิงทั่วไปที่จะตื่นเต้นขวยเขินภายใต้การจับจ้องของเขา อดแอบพยักหน้าไม่ได้ ใจคิดว่าอย่างไรเสียก็เป็นบุตรสาวของมั่วเจ็ด เมื่อนึกถึงมั่วเจ็ดก็ให้ทอดถอนใจ น่าเสียดายนัก 

“บริสุทธิ์ไร้มลทิน แสงกระจ่างจันทร์สอดประสาน นางหนู เจ้ามาจากทางโลกิยะ เช่นนั้นก็ชื่อชิงเฉิน (โลกิยะไร้มลทิน) เถอะนะ” ผู้เฒ่าพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ 

มั่วชิงเฉินรู้สึกแสบตา สองมือวางลง หน้าผากจรดพื้น กล่าวอย่างเคารพว่า “ขอบคุณท่านปู่หัวหน้าตระกูลที่ประทานชื่อให้เจ้าค่ะ” พูดจบน้ำตาพลันไหลออกมา 

มั่วชิงเฉิน มั่วชิงเฉิน นางไม่คิดเลยว่าจะยังมีวันที่ตนเองจะได้ใช้ชื่อนี้อย่างสง่าผ่าเผยอีกครั้ง ณ บัดนี้นางรู้สึกซาบซึ้งพวกเขาจากใจจริง 

ผู้เฒ่าพลังสายตาระดับไหน ย่อมเห็นน้ำตาที่ไหลออกมาของมั่วชิงเฉิน ใจคิดว่าสงสัยนางหนูน้อยนี่คงลำบากมาไม่น้อย ไม่มีแม้กระทั่งชื่อเป็นเรื่องเป็นราว ทว่าอย่างไรเสียเขาก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐาน ย่อมไม่สะทกสะท้านเพราะเรื่องแค่นี้ จึงได้แต่พูดเรียบๆ ว่า “ชิงเฉิน เจ้ามานี่ ให้ข้าดูหน่อยว่าเจ้ามีรากวิญญาณหรือไม่” 

ต่อให้เป็นมั่วชิงเฉินที่ใจเย็นจนเป็นนิสัยพอได้ยินคำพูดนี้ก็อดใจเต้นตึกตักขึ้นมาไม่ได้ 

ความคิดเห็น